แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640721_พุทธศาสนาตามภูมิ - รู้ไหมว่านายกฯลุงตู่เป็นคนมีวรรณะ 9 นะจ๊ะ

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - รู้ไหมว่านายกฯลุงตู่เป็นคนมีวรรณะ 9 นะจ๊ะ
วันพุธที่ 21 กรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สมณะฟ้าไท…วันนี้วันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้สถานการณ์โควิดก็ยังร้อนแรง เหมือนกับข้าศึกล้อมรอบเมือง เจ้าหน้าที่ทำงานหนัก ขาดแคลนทั้งยาและอุปกรณ์ ฟ้าทะลายโจรก็ขาดตลาด

พ่อครูว่า...SMS รายแรกจาก

 

รู้ไหมว่านายกฯลุงตู่เป็นคนมีวรรณะ 9 นะจ๊ะ

_สายลมหวาน : คนประเสริฐต้องมีวรรณะ 9 นายกประยุทธ์ก็น่าจะมีวรรณะ 9 ถ้ามีวรรณะ 9 ก็ต้องมีสาราณียธรรม 6 ท่านนายกฯก็ต้องมี พ่อครูช่วยไขวรรณะ 9 ของนายกฯว่ามีหน่อยหรือมีบ้างหรือเป็นแค่กัลยาณชนที่ดี ครับ

พ่อครูว่า... ก็ดีเพราะนายกฯได้ทำงานมากว่า 7 ปี ก็คงได้เห็นการปฏิบัติการประพฤติต่างๆ ( สมณะฟ้าไทว่า... ที่จริงนายกฯ ทำหน้าที่หลายตำแหน่ง แต่ขอรับเงินเดือนแค่เพียงตำแหน่งสูงสุดตำแหน่งเดียว) แสดงถึง 1 ในวรรณะ 9 แล้ว

อยากจะให้ขยายคำความ วรรณะ 9 ก็ไม่มีใครออกมาพูด อาตมานำวรรณะ 9 เป็นวรรณะชั้นสูงในพระไตรปิฎก ส่วน อวรรณะ 6 เป็นวรรณะชั้นต่ำ พระพุทธเจ้าตรัสไว้แต่คนไม่สะดุด ไม่นำมาปฏิบัติ เป็นเครื่องชี้บ่งบอกคุณลักษณะของคน

ถ้าคนมีลักษณะ ผู้มีวรรณะ 9 (พตปฎ. ล.1  ข.20)

1. เลี้ยงง่าย  (สุภระ)

2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)

3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ)

4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ)

5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ)

6. เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์)

7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 

8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 6 

9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

 

ส่วน อวรรณะ 6 มี ​​

1. เลี้ยงยาก  (ทุพภระ)

2. บำรุงยาก  (ทุปโปสะ)

3. มักมาก  (มหัปปิจฉะ)

4. ไม่รู้จักพอ  (อสันตุฏฐิ)

5. เกียจคร้าน  (โกสัชชะ)

6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา)

(พตปฎ. เล่ม 1  ข้อ 20)  ตรงข้ามกับ วรรณะ 9

ได้มามากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นคนชั้นต่ำ ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ยิ่งได้ยิ่งโลภ ยิ่งได้ยิ่งกอบโกยสะสมยิ่งเป็นคนชั้นต่ำ คนที่แปลนั้นแปล สังคณิกา สุดโต่งไป ไปแปลคำว่า คณะ หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขา แต่ที่จริงคณะหมายถึง กองกิเลส คณะกิเลส คลุกคลีกับหมู่พาลชน หมู่คนที่เต็มไปด้วยกิเลส

ถ้าอย่างหมู่ชนที่เป็นชาวอโศกเป็นอาริยชน ไม่ใช่คณะที่เต็มไปด้วยกิเลส

คนเลี้ยงง่าย 9 ประการ เราเอามาเรียกพวกเรา มีคุณลักษณะ 9 ประการ ที่เป็นจริง ใครมาสัมผัสกับชาวอโศกมาอยู่ที่นี่มาอยู่ในชุมชนอโศกไม่ว่าชุมชนไหน

สมณะฟ้าไท... ชาวอโศกเป็นคนเลี้ยงง่าย แต่เขาหาว่าเลี้ยงยาก

พ่อครูว่า... สิ่งต่างๆคำสอนของพระพุทธเจ้ามันเป็นความลึกซึ้ง มันไม่ใช่เข้าใจแบบตื้นๆ เช่นพูดไป..คนเลี้ยงง่าย ก็มองตื้นๆ ออ..เลี้ยงง่ายๆเหมือนเลี้ยงหมูเลี้ยงหมา ให้กินๆนอนๆ ซึ่งมันไม่ใช่! คนตื้นๆก็คิดตื้นๆแค่นั้น แต่ความจริงแล้วเป็นคนชั้นสูง the classic ไม่ใช่ the masses ซึ่ง the masses เป็นคนชั้นทั่วไปเป็นคนพื้นๆ เลย์แมนทั้งหลาย

อาตมานำมาขยาย อธิบายเป็นธรรมะ พระพุทธเจ้า เอามาสอนเอามาให้ประพฤติปฏิบัติ เลี้ยงง่ายไม่ใช่แค่ตื้นๆ แต่มันต้องมีทั้งความตื้นและความลึกอยู่ในตัว

บำรุงง่าย มีคนเจริญพัฒนาได้ง่ายสอนได้บอกได้ให้เรียนรู้พัฒนาได้ดีเจริญไว

อัปปิจฉะ แปลว่ามักน้อย มีน้อยๆ ต้องการน้อยๆไม่ได้ต้องการมากได้น้อยๆก็พอ หรือให้ชัดๆคือ มัก คืออยาก อยากได้น้อยๆ ไม่ได้อยากได้มากๆ ให้มามากไม่เอา มากไม่เอา อาตมาก็แปลอีกว่า กล้าจน ต้องมีให้น้อย มีมากก็สะพัดออก ให้คนอื่นใช้ไปเรามีน้อยก็พอ

สันโดษ ท่านไปแปลว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ทั้งที่จริงก็คือใจพอ สันโดษ มีน้อยก็พอ สัมพันธ์กันตั้งแต่ข้อ 3 มาแล้ว มีน้อยๆก็พอไม่ต้องมีมาก หากมีมากก็ขัดเกลาออก สัลเลขะ หนีสะสม ไม่เอา ข้อ 8 อปจยะ ไม่สะสม สุดท้ายหมดเนื้อหมดตัวเลย

ธูตะ มีหลักเกณฑ์มีข้อกำหนดข้อปฏิบัติที่ขัดเกลา สัลเลขะ ขัดกิเลส ปฏิบัติเพื่อให้ลดละกำจัดกิเลสออกไปเรื่อยๆ คำสอนต่างๆเป็นไปเพื่อทำให้กิเลสลด  เป็นคนมีศีล

ธูตะ มีศีลสูงขึ้นเรื่อยๆ มีอาการน่าเลื่อมใส

ปาสาทิกะ มีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมน่าเลื่อมใส คนมีภูมิปัญญาจะเห็นว่าน่าเลื่อมใส คนไม่มีปัญญาก็มองหยามเหยียด แบบคนหัวสูงไฮโซ ตีนไม่ติดดิน ยิ่งเห็น พฤติกรรมกายวาจาใจของชาวอโศก ก็จะยิ่งมองหมิ่นหยาม ดูถูกดูแคลน ก็เป็นเช่นนั้นคนไม่มีภูมิธรรมไม่มีความรู้ คือคนโง่ๆ

อปจยะคือไม่สะสม ไม่สะสมอะไร? มีน้อยก็ไม่สะสมก็เป็นคนเบาว่างสบาย เป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง เป็นเศรษฐศาสตร์ดีเลิศประเสริฐศรี ประพฤติปฏิบัติได้แล้วมันยอดเยี่ยม ยิ่งครบ

วิริยารัมภะเป็นคนปรารภความเพียรเสมอ ท่านประยุทธ์แปลว่า ระดมความเพียร

เป็นคนมีคุณธรรมชั้นสูง 9 ประการ พวกเราได้ศึกษาถือเป็นหลักในการตรวจสอบ เราเป็นคนเลี้ยงง่ายหรือเปล่า เราเป็นคนบำรุงง่าย พัฒนาง่ายหรือเปล่า เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษเป็นคนใจพอหรือเปล่า เป็นคนสังวรระวังขัดเกลากิเลสตัวเองหรือเปล่า เป็นคนมีศีลธรรมมีข้อประพฤติปฏิบัติประจำตัวจริงๆ ไม่ใช่คนหลักลอย ทำอะไรเหมือนโลกไม่มีอะไรเป็นหลักที่จะยึดถือ หลักการในการปฏิบัติเลย ก็เป็นคนมีแต่ความเสื่อม

แต่ถ้ามีข้อปฏิบัติตามศาสดาตามผู้รู้ผู้ประเสริฐ ยิ่งเป็นพระศาสดาในศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาไหน หลักเกณฑ์ที่ท่านสอนให้ปฏิบัติก็เป็นการให้คนเจริญได้ มีอาการน่าเลื่อมใส ทั้งกายวาจาใจ เป็นคนจนนี่แหละ เป็นคนจนที่มีใจคอไม่สะสม และเป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้างสรร สร้างสรรอย่างมีคุณธรรม ไม่สร้างสรรสิ่งที่เลวร้ายสิ่งที่ไม่ดี แต่สร้างสรรสิ่งที่เป็นสิ่งประเสริฐ สิ่งดีงาม มีคุณค่าแก่สังคมมนุษยชาติ จึงเป็นคนที่มีคุณธรรม มีคุณสมบัติ มีสิ่งที่ดีสิ่งที่เจริญ

เมื่อปฏิบัติได้แล้วก็จะเห็นว่าเป็นผลเกิดสังคมกลุ่ม  เกิดชุมชน ที่มี สาราณียธรรม 6 สาราณียธรรม 6 เป็นคนที่อยู่ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา 

จะเห็นมีอาการน่าเลื่อมใสเจริญดีจริงๆ และยิ่งชัดที่เป็นคนไม่สะสม ซึ่งเป็นเรื่องยืนยันได้ ผู้ที่ไม่สะสมจริง จิตเขาไม่สะสม แล้วอยู่ในสังคมหมู่กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องสะสมด้วย มันจะสมพร้อมกัน ไปด้วยกันมาด้วยกัน เลือดราชธานีอโศก ไม่ใช่เลือดสุพรรณนะ

แล้วก็ขยันสร้างสรรค์ มีผลผลิตมีแรงงาน มีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่ดีก็ไม่ทำอยู่แล้ว ทำแต่อาการที่ดี พฤติกรรมที่ดี ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีๆ เพราะฉะนั้นคนที่มีคุณสมบัติ 9 ประการนี่แหละเป็นเป้าหมายของศาสนา ที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติท่านตราไว้ อาตมาเอามาจากพระพุทธเจ้าทั้งนั้น และท่านก็มีธรรมะคู่ที่เปรียบเทียบเป็นวรรณเสื่อมอีก 6 ซึ่งตรงกันข้ามกันกับ 4 ข้อต้นของวรรณะ 9

 อวรรณะ 6 มี ​​

1. เลี้ยงยาก  (ทุพภระ)

2. บำรุงยาก  (ทุปโปสะ)

3. มักมาก  (มหัปปิจฉะ)

4. ไม่รู้จักพอ  (อสันตุฏฐิ)

5. เกียจคร้าน  (โกสัชชะ)

6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา)

(พตปฎ. เล่ม 1  ข้อ 20)  ตรงข้ามกับ วรรณะ 9

เป็นคนหลงตัวเองโง่ไม่เสร็จแก้ไขยาก นึกว่าตัวเองดีตัวเองเจริญ ทั้งๆที่ประพฤติชั่วเป็นคนขี้คุก แล้วก็ไม่ยอมมาติดคุก มีความผิดไม่รู้กี่คดีเป็นต้น ซึ่งไม่ได้พูดใส่ความหรือหาเรื่องอะไร และเป็นสิ่งที่ควรพูดข่มว่า อย่าให้โลกเอาอย่างนะ เป็นคนที่ไม่ควรคบหาคบคุ้น เหมือนที่บอกในโคลงโลกนิติ ว่า หลีกช้างหลีกม้า ให้หลีกห่าง ส่วนคนพาลให้หลีกไกลลิบเลย(หลีกเกวียนให้หลีกห้า ศอกหมาย ม้าหลีกสิบศอกกราย อย่าใกล้ ช้างยี่สิบศอกคลาย คลาคลาด เห็นทุรชนหลีกให้ ห่างพ้นลับตา)

พุทธศาสนิกชนทุกวันนี้ ไม่ใส่ใจคำสอนของพระศาสดา มันก็สูญเปล่า มันไม่มี ประโยชน์อะไร มีศาสนาแต่ไม่ได้ประโยชน์จากศาสนา ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรจากศาสนาที่ตัวเองนับถือ เพราะฉะนั้นในธรรมะของพระศาสดาที่แปลว่าศาสนา เป็นสิ่งประเสริฐของมนุษย์แม้จะเป็นเทวนิยมก็ได้คุณงามความดีของมนุษย์ ทำให้โลกที่มีศาสดาแต่ละพระองค์ได้พยายามรวบรวมคุณธรรม ศาสดาแต่ละพระองค์เป็นผู้ที่ใส่ใจในความเป็นมนุษย์แต่ละชาติ แต่ละเทวนิยมไม่รู้จักกรรมวิบาก ท่านไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องกรรมวิบากหรอก เพราะธรรมะมันไม่ถ้วนรอบในการเกิดการตาย จิตวิญญาณคืออะไร

จิตวิญญาณเป็นธาตุรู้เป็นอัตภาพ ที่ได้จุติมีอัตภาพขึ้นมา เริ่มเป็นชีวะตั้งแต่จิตนิยามตั้งแต่เซลล์เดียวขึ้นมา ก็จะเป็นชีวะ เขาก็เจริญขึ้นไม่ว่าจะเจริญแบบโลกีย์ก็ตาม จากสัตว์เซลล์เดียวก็เป็นสัตว์หลายเซลล์จนเป็นคน พัฒนาต่อเป็นคนชั้นดี จนกระทั่งเป็นพระศาสดาเป็นคนชั้นดีในโลกียะ เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง มีศาสนาของตัวเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องดีในมนุษยชาติ

อาตมาก็เคยผ่านความรู้โลกียะมาก่อนทั้งนั้น เสร็จแล้วจะมาถึงขั้นพลิกกลับ โลกุตรธรรมเป็นปฏิโสตัง ทวนกลับและย้อนกลับเป็นการทวนกระแส ทวนกลับจากโลกีย์ที่วนแล้วก็นิดเดียว ของพระพุทธเจ้าทวนกลับ การทวนกลับเป็นเรื่องที่อจินไตย รู้ยากเข้าใจยาก คนที่มีความรู้ทางโลกๆเรียกว่า โลกจินตา รู้ได้แต่โลกีย์

เขาก็ไม่รู้ว่าความคิดที่วนอยู่ในโลกีย์นี้มีแต่ความคิดที่เป็น โลกจินตา ชาติแล้วชาติเล่าเขาก็ไม่รู้เขาก็สะสมใฝ่ทำดีสั่งสมความดีสัมภาระวิบากของตัวเอง จนกระทั่งเป็นคนเจริญที่สูง มันเป็นแค่ในกรอบโลกีย์

จิตวิญญาณเป็นธาตุที่สั่งสมความไม่รู้อวิชชามาตั้งแต่ต้น ไปติดอยู่ในความเกิด สุดท้ายดับอัตภาพของตัวเองไม่ได้ ค้างเติ่ง ด้วยความไม่รู้ แต่แท้จริงแล้วมันเปลี่ยนแปลง สูงแล้วก็อยู่ได้ระยะหนึ่งรักษาความดีได้ จะรักษาความดีให้ได้เที่ยงแท้ถาวรเหมือนเกลือรักษาความเค็ม เหมือนขี้รักษาความเหม็น รักษาอย่างไรมันก็ต้องเสื่อมไปวันใดวันหนึ่ง วนเวียนไม่รู้จบอยู่อย่างนั้น เพราะความไม่รู้ อวิชชา

พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ว่าธาตุที่รวมตัวกันเป็นจิตนิยาม มันก็มาจากธาตุดินน้ำไฟลม สังขารปรุงแต่งกันขึ้นมา ตั้งแต่เป็นธาตุแม่เหล็ก อย อยัง ธาตุจับตัวกัน

ธาตุ อย่างแก๊สจับตัวกันบางอย่าง เช่น H2O จับตัวกันเป็นธาตุน้ำอย่างนี้เป็นต้น หรือเป็นแคลเซี่ยมหรืออย่างอื่นต่างๆนานา อาตมาลืมความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี้ไปหมดแล้ว อาตมาสอบได้ 10 ส่วน 100 มันไม่เอาถ่านเลย

จากธาตุแก๊สเป็นดินน้ำลมไฟเป็นดิน เรียกเป็นดินก็คือธาตุที่เป็นการจับตัวเป็นก้อน ยึดติดกันจนกลายเป็นโลหะเป็นต้น ก็ดูรายละเอียดนี่เป็นต้นทาง เป็นอุตุนิยาม

รวมตัวได้ระดับหนึ่งเป็นพีชนิยาม มีพัฒนาการมาเป็นชีวะได้ ทุกวันนี้คนพยายามสร้างหุ่นยนต์ พยายามให้เคลื่อนไหวเหมือนคน  แต่มันก็ไม่เหมือนคนทั้งหมด จะให้คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับธรรมชาติสิ่งที่ผสมส่วนเป็นสังขารเป็นสรีระเป็นเนื้อหนังมังสาเป็นกระดูกเป็นเส้นเอ็นอย่างเก่าซึ่งมันไม่ได้ เขาก็พยายามจะทำ แต่ว่าจะทำให้มันมีความรู้สึกเหมือนกับคนที่รู้สึกได้อีกมันไม่มีทางทำได้ แต่เขาก็พยายามก็ว่ากันไป

ถ้าเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ เข้าใจ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม 5 สุดยอดเลย เป็นความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ใดก็คิดไม่ออก ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐไม่มีบันทึกเรื่องธรรมนิยาม 5 นี้ แต่ได้พบในพระไตรปิฎกของมหายาน

นิยาม 5 นี้มีความสำคัญ ถ้าผู้ศึกษาธรรมะไม่เข้าใจเรื่องธัมมนิยาม 5 นี้อย่างสัมมาทิฎฐิ คุณไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมบรรลุเป็นพระอรหันต์ แยกธาตุให้เป็นอุตุ ไม่ได้ แล้วคุณจะไปบรรลุอรหันต์ได้อย่างไร แม้ขณะเป็นๆ ผู้บรรลุอรหันต์ทำจิตให้เป็นอุตุได้ทั้งนั้น หากใครทำไม่ได้ก็เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้นไม่มีความรู้ทางจิตเจตสิก รูป นิพพาน ไม่มีความรู้ทางนามธรรมที่แท้จริง

ยิ่งสายนั่งหลับตามืดบอด นั่งให้ตาไม่เห็นรูปหูไม่ให้ได้ยิน กลิ่นไม่ได้รับรู้ อันนี้ก็เป็นคนมืดบอดเท่านั้น

อาตมาย้ำสอนพวกนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นลัทธิ เดียรถีย์ จริงๆ

ในอานาปานสติมีให้เห็นเลยว่าจะนั่งหลับตานั้นผิดจากหลักอานาปานสติ อานาปานสติต้องไม่นั่งหลับตาแต่ต้องลืมตารู้กาย ต้องมีกาย กายต้องมีภายนอก ต้องสัมผัสด้วยลูกตาเห็น กายต้องมีตาลืม ไม่ใช่มีแต่รับรู้ทางจมูกทวารเดียว กายไม่ได้แปลว่า จมูกทวารเดียว แต่ต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ครบ สัมผัสกับภายนอกครบ

ใน อานาปานสติ 16 มี ปัสสัมภยังกายสังขารัง ให้ระงับกิเลสที่สัมผัสทางกายก่อน ก่อนจะปฏิบัติ ปัสสัมภยังจิตสังขารัง ทำไปตามลำดับ ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ไปหลับตานิ่งอยู่กับที่ แต่ก็มีชีวิตอยู่กับปกติ 3 วันนี่แหละ ทำอาชีวะ ตามมรรคมีองค์ 8 มีกรรมกิริยา กัมมันตะ ทุกอย่างตามปกติ เป็นคนสามัญปกติลืมตา มีกายสังขาร  จิตสังขาร ให้สงบระงับกิเลสที่เกี่ยวข้องกับทางกาย ระงับได้แล้วก็ไประงับกิเลสในจิต เป็นขั้นตอนหมดเกลี้ยงสะอาดหมดจด

แต่ไปนั่งหลับตาไม่รู้เรื่อง กายทิ้งกายไปเลย หากเอาแต่จมูก ก็ทิ้งทวารอื่นไปหมดเลย ส่วนก็นั่งหลับตาก็มีแต่ทวารใจทวารเดียว ไม่มีกายไม่มีทวารภายนอกเลย เขาสอนกันว่าอย่าให้ออกนอกจิต มันก็เลยไม่ได้ผล

 

ขอเข้าสู่ คุหัฏฐกสูตร เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว

จากพระไตรปิฎก ล. 29 คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒

ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย

[30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(สตฺโต คุหายํ) เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว(พหุนาภิฉนฺโน) นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง((ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ ปคาโฬฺห) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา) ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.

กายวิเวก จิตวิเวกก็ดี ที่จริงไม่มี วจีวิเวก มีแต่กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก คือวิเวก  3 ก็เรียนรู้ไม่ได้ว่าคืออะไร

กายวิเวกคือต้องล้างอุปธิในกาย ในจิต

อุปธิ มีอะไร มีกิเลส มีขันธ์ 5 มีอภิสังขาร อยู่ในคุหัฏฐกสูตร

อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก.

คำสอน พระพุทธเจ้า นี้ชัดเจน เนื่องกัน ติดต่อกัน พูดธรรมะตรงไหนก็ขยายไปจนรู้ครบถ้วน เพราะทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอย่างชัดเจน

การเรียนรู้วรรณะ 9 เป็นความรู้ชั้นสูงคลาสสิคอย่างแท้จริง ไม่ใช่ชั้นวรรณะอย่างชาวอินเดีย แต่ว่าเป็นชนชั้นอย่างเจริญพัฒนาอย่างอาริยบุคคลจริงๆ

แม้สาราณียธรรม 6 ก็เกิดจากการปฏิบัติวรรณะ 9 ก็จะมาอยู่รวมกันอย่างเป็นคนมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  ทำกินทำใช้ได้ก็มารวมกับส่วนกลาง เรียกว่าลาภโดยธรรม หรือลาภธัมมิกา เป็นสาธารณโภคีแบ่งกินใช้ร่วมกัน เหมือนครอบครัวเดียวกันเป็นกงสีแบบจีน ไม่แบ่งแยก

ทุกวันนี้มนุษย์ชาติแต่ละประเทศแต่ละสังคมทุกวันนี้ต้องการมีเศรษฐกิจชั้นดี ไม่มีเศรษฐกิจระบบไหนเลยที่จะดีเท่าเศรษฐกิจระบบสาธารณโภคี ในยุคพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในหมู่สงฆ์ เพราะเรียนรู้ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ได้ เมื่อมีอาริยธรรมจึงเกิดวรรณะ 9 ได้ แล้วก็มาอยู่ร่วมกันอย่างมีสาราณียธรรมได้ แล้วก็เกิดสาธารณโภคีได้ ไม่เช่นนั้นไม่มีทางได้

อาตมาภูมิใจที่นำธรรมะพระพุทธเจ้าอันสุดยอดขั้นสาธารณโภคี มาปฏิบัติ เอาของพระพุทธเจ้ามาประกาศแล้วทำความเข้าใจขยายความ แล้วมีคนอย่างพวกคุณชาวอโศก ฟังแล้วเข้าใจ แล้วเห็นดีเห็นงามยินดีเอาไปปฏิบัติจนลดละกิเลส ขัดเกลาตัวเอง เป็นการยืนยันธรรมะพุทธเจ้า ตราบที่มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ในโลก

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง  ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ  โลเก สมณพราหมณา   สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา  เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ  โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา  ปเวเทนตีติ) 

เมื่อมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเมื่อใด จะมีผู้บรรลุธรรมเป็นผู้ที่เข้าใจโลกนี้และโลกหน้า มีผู้ประกาศโลกนี้โลกหน้าอธิบายขยายความโลกนี้โลกหน้าแจ่มแจ้ง ด้วยความรู้ที่มีในตนเองมาก่อน อาตมาก็ยืนยันบอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่รู้โลกนี้โลกหน้ามาตั้งแต่ชาติก่อนๆแล้ว มาเกิดในยุคนี้ก็เอามาประกาศ ยืนยันคำตรัสพระพุทธเจ้าในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 นี้

เขาก็ไม่เข้าใจหาว่าอาตมาอวดดี ซึ่งก็ถูกแล้วก็อาตมามีความดีมาอวด อาตมาไม่เอาความชั่วมาอวดหรอก อาตมาไม่มีความชั่วให้อวดแล้ว แต่คนถือว่าคนอวดดีคือคนมีกิเลส แต่อาตมาไม่ได้อวดด้วยความมีกิเลส อวดคือโชว์แสดงออก แต่อาตมาแสดงความจริง ไม่ได้แสดงด้วยกิเลส แล้วพวกคุณไม่มีอคติอะไร ฟังธรรมะเข้าใจอันนี้เป็นธรรมะพระพุทธเจ้า เข้าใจได้ ก็เกิดความชอบ ก็ปฏิบัติตามจนเกิดมรรคผล จนอาตมากล้าพูดว่าสังคมชาวอโศกเป็นสังคมอริยบุคคล ถึงขั้นในชุมชนเรามีคนเป็นอนาคามีเป็นสังคมอนาคามี แม้จะไม่เป็นอนาคามีแต่ก็มาปฏิบัติอนาคาริกชน ไม่มีทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องเรือนชานเป็นของตนเองใช้ร่วมกันกับส่วนกลาง

คนใดมีภูมิอนาคามีหรืออนาคาริกชนแท้ ก็สบายเลย ไม่ต้องสะสม กินใช้อยู่ร่วมกันปล่อยชีวิตไปกับส่วนกลาง ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนช่วยรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต้องศึกษาให้เป็นสัมมาทิฐิ

 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท...ที่พ่อครูภาคภูมิใจในสาธารณโภคี เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างง่ายๆ ถ้าไม่มีองค์เหตุปัจจัยครบพร้อมแล้วไม่สามารถที่จะสร้างได้

พ่อครูว่า... เขาถามว่า “นายกฯประยุทธ์มีวรรณะ 9 ไหม? ถ้ามีวรรณะ 9 ก็ต้องมีสาราณียธรรม 6”

นายกฯจะมีหรือไม่มีก็ดูที่ความจริง เป็นคนขี้โลภ มีโอกาสก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเองหรือไม่ อย่างที่พูดกันตั้งแต่ต้น เช่นการรับเงินเดือนตำแหน่งเดียว คนก็หาว่าทำโชว์ ซึ่งก็เป็นจิตใจของท่านจริงๆ คนอื่นเขาทำรวยได้อย่างไม่ผิดกฎหมายไม่ขัดแย้งกับศีลธรรม ซึ่งท่านก็สามารถทำได้แต่ท่านก็ไม่ทำ ซึ่งคนก็ตำหนิไปได้หมด พระพุทธปฏิมายังราคิน คนก็หาเรื่องตำหนิได้ทั้งนั้น

จะว่าไปแล้วไม่ใช่มีคุณธรรมแค่กัลยาณชน แต่เป็นคุณธรรมที่มีปรมัตถ์ เป็นจิตที่เป็นคนมีวรรณะ 9 จริง มีโอกาสที่จะร่ำรวยก็ไม่เอา เป็นคนที่มีคุณธรรม เหมาะสมกับยุคสมัย คนที่โง่คนที่หลงอำนาจเป็นคนโง่ไม่เสร็จ ก็ค้านแย้ง

ขณะนี้จะว่าไปแล้ว คนที่มีคุณธรรม ยกตัวอย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านครองราชย์มา 70 ปีเหมาะสมถึงยุคนี้ 70 ปียังน้อยไป ส่วนนายกตู่ 20 ปียังน้อยไป เป็นเรื่องที่เหมาะสม อาตมาไม่ได้แกล้งพูดเข้าข้างพูดเล่นพูดหัว แต่พูดตามภูมิอาตมา ใครจะว่าอาตมาโง่เง่าไม่รู้เหนือรู้ใต้ไม่รู้อะไรเลยก็ตาม แต่องค์รวมของสังคมเป็นอย่างนี้ โครงสร้างของสังคมเป็นอย่างนี้

คุณคิดให้ดีๆ ดูรายละเอียดทุกอย่าง นายกประยุทธ์นี้งานหนัก ที่มีดินพอกหางหมู โครงสร้างการเมืองโครงสร้างบ้านเมืองที่ทำฉิบหายกันมาตั้งเท่าไหร่ ไม่ต้องเอาอะไรมากแค่มานั่งใช้หนี้ก็จะตายชักอยู่แล้ว  แถมยังมีอะไรอีกมหาศาล ในรายละเอียดมีเยอะแยะ คนที่หลงตัวหลงอำนาจโง่ไม่เสร็จต่างๆ ไปพูดกับเขาไม่ได้ เพราะเขาต้องแสดงความจริงคือแสดงความโง่ออกมาให้เห็นอย่างนั้น โง่ไม่เสร็จเขาก็ต้องทำอย่างคนโง่ไม่เสร็จ เป็นธรรมชาติจริงๆบังคับกันไม่ได้หรอก เขาก็ต้องทำเพราะเขาโง่ เป็นคนโง่แบบบอร์นทูบี มันเกิดมาโง่ต้องทำสิ่งโง่เป็นธรรมดา จะไปรู้สึกประหลาดใจทำไม เขาก็รู้สึกของเขาอย่างนั้น ทุกคนแสดงความจริงของเขา

คนที่ฟังธรรมอย่างไม่มีอคติจะเข้าใจว่าเราโง่ เราถูกด่า คนไปว่าพลเอกประยุทธ์ ในยุคนี้ เหมือนกับในหลวงร.9 ที่ทรงงานมา 70 พรรษา ก็มีคนโง่ตาบอดตาถั่วโง่ไม่เสร็จก็ว่าท่าน ก็เหมือนกัน แต่คนที่เข้าใจดีรู้ดี 70 พรรษายังน้อยไป ยังไม่น่าสิ้นพระชนม์เลย เหมือนกับพลเอกประยุทธ์ ยังอยู่ต่อไปได้อีก เพราะฉะนั้นอย่ารีบออกไปง่ายๆ เขาจะบอกว่าต้องออกต้องไล่ออก ให้ตะโกนจนคอแตกเลย จริง อาตมาเองไม่ใช่แกล้งเข้าข้างแกล้งว่า แต่มองเห็นประโยชน์ของประเทศประโยชน์ของมวลชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆแต่เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง

อาตมาพูดไปคนก็อาจจะเข้าใจไม่ได้ นักรัฐศาสตร์อาจจะหาว่าอาตมาเวอร์ พูดอย่างงมงาย อาตมาว่าอาตมาไม่ใช่คนงมงายแต่เกิดมาชาตินี้มีภูมิปัญญามา อาตมามีความรู้ทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาตมาก็ทำงาน มีคนมาศึกษาตามอาตมา แล้วกลายเป็นคนอย่างไร คุณมาดูคนที่กลายเป็นคนอย่างชาวอโศกดูสิ นักรัฐศาสตร์มาเจาะลึก พฤติกรรมของคนชาวอโศก ถ้ามองในแง่การเมืองสังคมเศรษฐศาสตร์ มองในแง่ไหนก็เป็นความเจริญทั้งนั้นเจริญแบบโลกุตระด้วย ซึ่งคุณจะเข้าใจไม่ได้หรอก

เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 เสียภาษี 100% คอมมิวนิสต์ก็ทำไม่ได้ประชาธิปไตยก็ทำไม่ได้ มีพุทธาธิปไตยทำได้ อาตมาเอาพุทธาธิปไตยมาทำ ไม่ได้เอาแค่ประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มาทำ แต่เอาพุทธาธิปไตยมาทำ แล้วทำสำเร็จด้วย ไม่ใช่พูดขี้ตู่เอานะ แต่เป็นเรื่องจริง

 

ชาวอโศกช่วยโลกหรือไม่ในยุคโควิด

_0890015 : ทำไมพ่อท่านไม่เลือกจะช่วยชาวโลกในสถานการณ์ covid ครับ

พ่อครูว่า... อาตมาไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปช่วยเรื่อง covid ได้ 1.เรื่องความรู้การแพทย์วิทยาศาสตร์สุขอนามัยอาตมาก็ไม่มี, 2.ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมาที่จะไปทำหน้าที่นั้น 3.หน้าที่ที่แทรกแซง ในสิ่งที่ไม่ใช่กิจไม่ใช่หน้าที่อาตมาก็ไม่มีอีก ไม่ใช่เป็นคนที่จะไปแทรกแซงอย่างนั้นอีก อาตมาก็เป็นคนอย่างนั้นด้วยไม่ใช่ไปแทรกแซงอะไรที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง อย่างนี้เป็นต้นอาตมาจะไปทำทำไม

อาตมาก็ดูแลชาวอโศกที่มีอยู่ทั่วประเทศเป็นชุมชนหลายสิบชุมชน แล้วชุมชนชาวอโศกก็ปฏิบัติตามที่อาตมาบอกนโยบายบอกวิธีการให้ เราจะปฏิบัติอย่างไรกับเรื่องโควิด ก็เหมือนกันกับประเทศที่สอดคล้องกันไม่ต้องออกไป แล้วเราก็อยู่ได้โดยปิดชุมชนปิดหมู่บ้าน ไม่ต้องออกไปเพ่นพ่านข้างนอกเลย เราก็ไม่ตาย นี่เป็นการพิสูจน์เลย พิสูจน์ว่าเศรษฐกิจยอดเยี่ยมเลย

ถ้าปิดหมู่บ้านปิดชุมชนไปตลอด ประเทศทำไม่ได้ ตายลูกเดียว แต่ชุมชนชาวอโศกอยู่ได้ทุกชุมชน เพราะว่ามีสาธารณโภคี เพราะว่าพึ่งตนเองรอด ก็สิ่งที่จะเป็นปัจจัยชีวิตทำได้เอง ผลิตเอง ปัจจัย 4 เป็นต้นหรือบริขารที่เอาไว้อาศัยก็พอเพียงอยู่รอดพึ่งพาตนเองได้ ถ้าปิดประเทศเลยก็ต้องมีสินค้าออกสินค้าเข้าเลย เขาทำไม่ได้ ประเทศอยู่ไม่ได้ แต่อโศกนี้ไม่ต้องมีสินค้าเข้าออกเลย อาศัยแต่ปัจจัยสี่ชีวิตภายในอยู่รอด นี่คือการพัฒนาชีวิตพัฒนาสังคมที่ถึงที่สุดแห่งความดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ของชีวิต ของสังคม สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องพึ่งคนอื่นเลย พึ่งกันเอง

มีสัปปายะ 4 มีพื้นที่ มีอาณาบริเวณที่เรามีสิทธิตามกฎหมายทางโลก เป็นเสนาสนะ แล้วมีคนที่เหมาะสมที่จะอยู่ในถิ่นที่อันสัปปายะ

มีเครื่องอาศัยอยู่กิน อาหารสัปปายะ ไม่ว่าจะเป็นบริโภคนอก บริโภคในก็ตาม เราก็อยู่ได้ มีธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นพุทธธรรม มีสัปปายะ 4 สบายอยู่ได้ นี่คือการหลุดพ้นจากทุกข์ภัย พ้นภัย 5 ที่พระพุทธเจ้าสอนให้มีพลัง 4

พลังปัญญา  วิริยะ  อนวัชชะ สังคหะ พ้นภัย 5

1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย)

2. อสิโลกภัย (ภัย คือ  การติเตียนจากคนโลกๆ)

3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ  การสะทกสะท้านต่อสังคม) .

4. มรณภัย (ภัยคือ  ความตาย)

5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ  เช่น อบายภูมิ  นรก เดรัจฉาน ฯ)

(พลสูตร  พตปฎ. เล่ม 23   ข้อ 209)

สมัยพระพุทธเจ้าท่านก็พาพลเมืองของท่านไปรอด กระทำได้ในหมู่นักบวช ส่วนฆราวาสนั้นอยู่ในอาณัติของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นยุคของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิมนุษยชน

ผู้มีพลัง 4 พ้นภัย 5 จะไม่มีใครกล้ามาติเตียน นอกจากไม่มีใครมาติเตียน พวกเราก็อยู่กับโลกอย่างไม่ต้องสะทกสะท้าน ปฏิบัติตามควร เราก็ทำตามความเหมาะควรกับโลก ข้างในเราก็ปฏิบัติได้อย่างดีไม่มีพิษภัยป้องกันภัยให้ดี

ยิ่งมรณภัย ทุคติภัย ภัยแห่งความตาย ภัยแห่งนรก ไม่ต้องกลัวตกนรกเลยพวกเรามีแต่สร้างสวรรค์ที่แท้จริง จริงๆแล้วศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก หมดนรกหมดสวรรค์เป็นสุดยอดโลกุตรธรรมแต่เขายังไม่ถึงกัน เขายังหลงสวรรค์ติดสวรรค์กันอยู่นั่นแหละ แต่ชาวอโศกเราหมดนรกหมดสวรรค์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปหลงสวรรค์ ถ้าใครยังหลงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ชั้นยามา คือพวกยังไม่อยู่ในเขตโลกุตระ

ผู้ที่เข้าสู่โลกุตระแล้วก็จะเข้าใจเขาที่เป็นสวรรค์ภพชาติ มันไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกหรอกเพราะว่าเป็นคู่กัน ไม่มีภพชาติสวรรค์ก็ไม่มีนรกก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น

ที่พูดไปนี้พูดในลักษณะโลกุตรธรรมทั้งนั้น คนเข้าใจยากอยู่ แต่คนที่มีภูมิพอจะเข้าใจแม้แต่ในเมืองไทยก็ตามที เถรสมาคมก็ตาม ผู้ที่ไม่มีอคติกับอาตมาฟังธรรมด้วยดีจะมีปัญญาจะเกิดปัญญา 8 ประการ อาตมากำลังเขียนหนังสือปัญญา 8 อยู่

คนทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจ ว่าความรู้ความจริงที่ใช้บัญญัติว่าปัญญาเป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่เรื่องทางโลกๆ เขาพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเข้าใจกันไม่ได้ก็ไม่เป็นไรมันก็ต้องเป็นจริงตามที่เขาเสื่อม พุทธศาสนาโลกุตรธรรมมันไม่มีแล้วในยุคนี้อาตมาเอามารื้อฟื้นได้ ย่างเข้า 50 ปีมันก็ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว

ถามว่า ทำไมพ่อท่านไม่เลือกช่วยชาวโลกในสถานการณ์นี้ อาตมาไม่อาจเอื้อม แต่อาตมาช่วยประเทศชาติอยู่แล้ว ชาวอโศกก็เป็นชาวโลกอาตมาช่วยชาวอโศกก็ได้ช่วยโลกแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าอาตมาพูดเอาดีเข้าตัว อาตมาก็รับผิดชอบพอตัวอยู่แล้ว แล้วพวกเราก็ชัดเจนมาปฏิบัติตามที่อาตมานำพา ก็ยังไม่มีใครต้องเป็นโควิด แต่เราจะไปประมาทก็ไม่ได้

หรือถ้าเผื่อว่าชาวอโศกติดโควิดมาแล้ว เห็นไหม ก็ไม่ใช่ ก็อาจเป็นได้ เพราะมันเก่งเหลือเกินโควิด เราไม่ได้ไปอวดดีกับโควิด ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเป็นในชาวอโศก ยังไม่ได้ข่าวคราวชาวอโศกเป็นโควิด แต่มันจะเป็นไปก็ดูถูกมันไม่ได้ อาตมาไม่ได้พาทำเป็นหยิ่งว่าชาวอโศกจะไม่เป็นโควิดหรอก อย่าพูดอย่างนั้นอาตมาไม่กล้าพูด ไม่พูดหรอก พูดไม่ได้ มันสุดวิสัยก็เป็นไป ป้องกันได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว

 

_9309 :โยมชอบในวัตร ปฏิบัติ ของคณะสงฆ์อโศก เพราะเคร่งครัดในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และโยมก็เข้าใจด้วยว่า เรื่องทิฏฐิทางด้านการเมือง พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้าม จึงขอร่วมทำบุญกับพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้ว่าทางเห็นต่างทางการเมือง ไม่เห็นด้วยก็ตาม

และทางกลุ่มอโศกขอความกรุณาอย่าแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์คนที่เห็นต่างด้วย คนที่เห็นต่างไม่ใช่คนเลวนะ ให้เกียรติซึ่งกันและกันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

โยมไม่เคยเห็นด้วยกับพ่อท่านในเรื่องการเมืองกับทุกเรื่องเลย รู้สึกว่าไร้สาระมาก

แต่โยมศรัทธาในวัตรปฎิบัติของพ่อท่าน และพระสงฆ์ทุกรูปในอโศก

โยมขอบริจาคค่าน้ำค่าไฟให้ทางวัดและบริจาคไปแล้ว

หวังว่าคงจะไม่อคติกับคนที่ไม่เห็นด้วยและไม่ถือสา และหวังว่าอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านคงจะอนุญาตให้โยมทำบุญนะ สาธุ

พ่อครูว่า... เราไม่ได้รังเกียจคนเห็นต่างนะ คนที่เห็นต่างไม่ใช่คนเลว แต่เป็นคนยังไม่มีวรรณะ 9 ที่เจริญสูงไปตามความจริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เรียนให้ดีศึกษาให้ดีจะรู้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าเป็นความลึกซึ้งโลกุตระ เราก็ให้เกียรติคนเห็นต่าง

โยมไม่เคยเห็นด้วยกับพ่อท่านในเรื่องการเมืองกับทุกเรื่องเลย รู้สึกว่าไร้สาระมาก

คนมีความคิดเช่นนั้นเป็นคนถ่วงโลก เรื่องการเมืองเป็นเรื่องธรรมะเป็นเรื่องของคนทุกคน คุณไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่การเมืองก็จะเกี่ยวกับคุณ คุณหลีกไม่พ้นหรอก การที่คุณไม่เกี่ยวกับการเมืองเขาก็ปู้ยี่ปู้ยำคุณไปเละเทะคุณก็เป็นเหยื่อ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องสดับรับฟัง อย่างน้อยสังคมก็เป็นไปตามระบบของผู้บริหารระบบของรัฐบาล ในยุคที่รัฐบาลไม่ดีเราก็ออกไปประท้วงไปล้มรัฐบาล ก็ต้องทำอย่างนี้แหละไม่ยุ่งไม่ได้ เพราะว่าคนทุกคนถ้าบอกว่าไม่ยุ่งกับการเมืองก็จะเป็นคนถ่วงโลกเป็นคนเจริญเป็นคนไม่สูง ไม่ใช่คนเลวแต่เป็นคนไม่เจริญไม่สูง ซึ่งเรื่องการเมืองไม่ใช่ไร้สาระแต่เป็นเรื่องสำคัญด้วย

แล้วคุณจะทำความเข้าใจเรื่องการทำบุญให้ดีๆ อโศกสอนเรื่องการทำบุญให้สัมมาทิฏฐิด้วย

 

_ธรรมธารทิพย์ วงษ์รักษ์ มาลิณี  : ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง นึกถึงเสียงตีกลองยามแลง ช่วงเข้าพรรษา บ่าย3โมงเย็น ของวัดทั่วไป แล้วจะมีผู้เฒ่าผู้แก่ หาดอกไม้ไปวัดสวดมนต์ฟังธรรมกัน ประเพณีไทอีสานค่ะ

 

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ  : ฟังชื่อรายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ก็มีความสุขแล้วครับ

 

_ลุงพล นะจ๊ะ : กราบนมัสการ.พระครูบาอาจารย์.ครับ..และเจริญธรรมสำนึกดี..สลิ่ม.ทุก ๆท่านครับ

 

เคยทำใจหายเศร้าแล้วทำไมโง่กลับไปเศร้าอีก

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะลูกหน้าแตก ลูกพึ่งเล่าให้พ่อครูฟังว่า ลูกไม่ต้องกินยาคลายเครียดตั้งแต่เริ่มมาปฏิบัติธรรมตามพ่อครู อยู่ ๆอาการเก่าก็กำเริบค่ะ ลูกไม่เข้าใจตัวเอง คิดไปแต่ว่า ลูกมีกิเลสมาก คือพอตกตอนเย็น ลูกจะคิดฟุ้งน้อยใจ และเศร้าและร้องไห้ ซึ่งเป็นอาการของโรคเก่าที่เคยเป็น แม้จะเกิดไม่บ่อย แต่ ก็ทุกข์ใจมากค่ะ และไม่มีปัญญาจะช่วยตัวเองได้ ขอพ่อครูได้โปรดเมตตาช่วยสอนวิธีพ้นทุกข์ด้วยค่ะ กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า... ก็เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์แล้วก็ปล่อยวาง ดับ เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ให้ได้ คุณพูดเองว่าคุณเองทุกข์ เพราะคุณเองเคยน้อยใจเคยเศร้าเคยร้องไห้ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น คุณเคยทำได้ไม่ต้องมีสิ่งเหล่านี้แล้วมันก็ไม่ต้องทุกข์ คุณเคยทำได้ ก็ระลึกสิว่า ตอนที่ไม่ต้องมาเศร้าไม่ต้องน้อยใจ น้อยใจคือหมาน้อยธรรมดา เศร้าใจก็เป็นใจที่ เว้าแหว่ง ก็เลยร้องไห้ น้ำตาไหลเพราะไปจมอยู่กับอารมณ์โง่ๆแบบนั้น ก็ตื่นขึ้นมา รู้ให้ได้ เราก็เคยรู้ดี หายไปแล้วแล้วก็มากลับกำเริบอีก ทำไมเราโง่ไม่เสร็จ ได้ดีแล้วก็กลับวนมาโง่ไม่เสร็จ ต้องคิดให้ดีใช้ความตื่นรู้หรือความจริงพวกนี้มันจะเป็นความฉลาดเป็นคนมีปัญญารู้ว่า ทำไมเรากลับไปโง่ กลับไปเป็นทุกข์ ก็เราพ้นทุกข์มาได้แล้วโดยที่ไม่ต้องไปทำอารมณ์ ไม่ต้องทำเวทนา ความคิดให้เป็นอย่างนั้น จมอยู่กับความคิดที่เป็นอย่างนั้น ใครทำให้คุณน้อยใจใครทำให้คุณเศร้าใครทำให้คุณร้องไห้.. ก็คุณทำเองทั้งนั้น

การไม่ทำในสิ่งที่เรารู้เราเข็ดเราเข้าใจแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเราก็ทำสิ่งที่ดีสิ ทำอาการทำอารมณ์ทำให้เป็นเวทนาที่ดีเบิกบานร่าเริง อภิปโมทยังจิตตังเข้าไว้ เบิกบานร่าเริงเข้าไว้ก็นั่งเศร้านั่งน้อยใจทำไม แล้วใจเป็นของใคร ก็ใจของคุณเอง จะให้ใครไปทำแทน แม้ว่าเป็นแฟนก็ทำแทนไม่ได้ ไม่ใช่แค่ไม่ใช่แฟนก็ทำแทนไม่ได้

สมณะฟ้าไท... สรุปจบ

 

 


วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

640530_วิถีอาริยธรรม - ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 5

รายการ วิถีอาริยธรรม - ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 5
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


กาย คือกิเลส กาม ผู้ข้องอยู่คือมีอาบัติ

พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2564 แรม 4 ค่ำเดือน 7 ที่บวรราชธานีอโศก  อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ อาตมาเกิดเดือน 7 แรม 8 ค่ำ พ.ศ. 2477 วันอังคาร เป็นคู่ของ 7 คือ 3 ส่วนแรมเท่านั้นเองมันเป็น 8 ก็วนเวียนไป จะเต็ม 87 ปีและอีก 6 วัน เต็ม 87 ปีขึ้น 88 ปีก็เอา ตามวันเวลา คนเรา

มาต่อ วันนี้ก็มีรายละเอียดอะไรที่อยากจะเพิ่ม ไปให้ชัดเจนในเรื่องสับสน ระหว่างความเข้าใจเพียง “พยัญชนะ” กับ “สภาวธรรม” อยู่ 2 อย่างนี่แหละที่มันยาก ยากสภาวธรรมกับพยัญชนะ สภาวะเนื้อแท้ของจิต เจตสิก รูป และนิพพาน แจกออกไปเป็นเจตสิกต่างๆอีกสารพัด เช่นเวทนา 108 ก็เป็นเจตสิก 108 ตัว เป็นต้น เป็นอาการของจิตสำหรับเจตสิกที่แจกรายละเอียดลงไป ซึ่งพระพุทธเจ้าสรุปหมดแล้วให้เรียนที่เวทนา แล้วจบที่เวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 จัดการเวทนาเก๊กับเวทนาแท้ ให้เหลือแต่เวทนาแท้อย่างเดียว ในขณะที่เรายังมีชีวิตมีเวทนาเป็นสิ่งอาศัย แต่เวทนาก็ไม่ใช่ตัวเรา เรายึดเวทนาเป็นตัวเราเป็นของเราไม่ได้ ต้องศึกษาให้รู้ว่าอาการไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราเป็นอย่างไร

ที่นี้ก่อนจะถึงเวทนามันก็อยู่ที่ กาย ก่อน กาย เวทนา จิต ธรรม ทีนี้คนไม่รู้จักกาย กิเลสกาย คือกิเลส กาม

เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้จัก กาม พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า กามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของ อันนรชนละได้โดยง่าย ในคุหัฏฐกสูตร ก็กล่าวถึง นรชน มีกิเลส กาม ปิดบังไว้แล้ว ตั้งอยู่จมอยู่ในความหลง ไม่มีทางถึงวิเวกได้ง่าย แม้แต่ปัสสัทธิเขาก็หลงในสมถะเรื่องพยัญชนะกับเรื่องสภาวะ สายหลับตาไม่รู้ทั้งสภาวะไม่รู้ทั้งพยัญชนะยิ่งมืดไปใหญ่เลย สายลืมตา สายศึกษาพยัญชนะ ศึกษาความรู้ความเฉลียวฉลาด ความหมายอะไรต่างๆเป็นพระบ้าน ก็งมงายไปกับความรู้ หลงความรู้ไปเป็นวิปัสสนูปกิเลสเลอะไปหมดเลย ยิ่งยุ่งยิ่งกว่าหญ้ามุงกระต่าย ยุ่งยิ่งกว่าแหที่ลิงเข้าไปติดแห หาทางออก ยิ่งแก้แหก็ยิ่งมัดตัวใหญ่เลย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า ชาละ (แห) ในพรหมชาลสูตร ซับซ้อนก็เลยยุ่ง ดิ้นไม่ออก

 

วันนี้จะไขความคำว่า เรื่องที่ข้องอยู่ในความไม่รู้ เข้าไปทำผิด เรียกว่า อาบัติ

อาบัติ คำหนึ่ง อนาบัติ อีกคำหนึ่ง สมาบัติ อีกคำหนึ่ง

คนทุกวันนี้ถือว่าเป็นคนผู้ที่มีอาบัติทั้งนั้น สำหรับผู้ที่เข้าอยู่ในเกณฑ์ตั้งใจจะมาอยู่ในกรอบของวินัยของศีล ของหลักเกณฑ์ที่จะปฏิบัติไปตามลำดับให้ลดละให้หลุดพ้นไปให้กิเลสหมดไปตามลำดับ แต่เสร็จแล้วก็มาเข้าขบถ มาไม่ตั้งใจ ทำให้ศีลทำให้วินัยของพระพุทธเจ้า มาเป็นคนสมัครอยู่ในนี้แล้วทำให้เละทำให้ไม่ถูกต้องทำให้ผิด นอกจากทำให้ผิดแล้วไปหลอกคนอื่นต่อว่าฉันไม่ผิดฉันถูก มันก็ยิ่งยุ่งกันใหญ่สลับซับซ้อนกัน ไม่รู้กี่ชั้นเข้าไปก็ยิ่งๆไปใหญ่

คำว่า อาบัติ คือเป็นผู้ข้องเป็นผู้ติด  ผิดกับหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเรียกว่า อาบัติ ต้องออกจากอาบัติเรียกว่าให้พ้นอาบัติ เรียกว่า อนาบัติ มันก็ชัดๆ

อาบัติ หากไปบอกว่า อบัติ ก็คือไม่อปัตติ ท่านก็ใช้ อนาบัติ คือไม่เป็นอาบัติ

ในขณะปฏิบัติเพื่อให้ออกจากอาบัติหรือออกจากข้อที่ข้องที่ติดที่ยึดที่ยังพาปฏิบัติไม่บรรลุอยู่นี้ เรียกว่าสมาบัติ เราสมาทาน เราตั้งใจ สมาทาน ยึดถือเพื่อปฏิบัติให้หลุดพ้น

คำว่า สมาบัติ คือ การอยู่ในภาวะกำลังปฏิบัติ กำลังปฏิบัติใช้หลักเกณฑ์อะไร ก็ใช้หลักเกณฑ์ของวิโมกข์ 8 หรืออนุปุพพวิหาร 9 เรียกว่า เข้าสมาบัติ เขาเรียกภาษาง่ายๆว่าเข้า แต่ที่จริงไม่ต้องเข้าต้องออก เรียนรู้หลักเกณฑ์และประพฤติจรณะ 15 ให้เกิดการล้างออก ละออกหรือออกจาก คือ กิเลสกับเราขาดออกจากกัน จางคลายจากกันให้ได้ นั่นคือสภาวะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

ทีนี้ คนที่ติดอยู่ในสภาพปฏิบัติไม่บรรลุ ไม่จบ ก็คือจมอยู่ในสมาบัติ แล้วก็เข้าใจสมาบัติคือวิโมกข์ 8 ก็ดี  หรืออนุปุพพวิหาร 9 ก็ตาม อนุปุพพวิหารคือปฏิบัติไปตามลำดับ ปฏิบัติฌาน 4 อรูปฌาน 4 สัญญาเวทยิตนิโรธอีก 1 ก็เป็น 9

ส่วนวิโมกข์นั้นมี 8 จบด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วก็มีอรูปฌาน 4 เป็น 5 แล้ว ทีนี้
วิโมขก์มี 8 รูปฌานก็เลยย่อเป็น รูปฌาน 3 แต่ไม่ได้ไล่แบบฌาน 1 2 3 4 แต่รูปฌาน 3 ของวิโมกข์ 8 คือการบอกรายละเอียดของการปฏิบัติ

1. ผู้มีรูป  ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย   (รูปี  รูปานิ  ปัสสติ)

2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66)   ย่อมเห็น   รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง  อรูปสัญญี .   เอโก  พหิทธา รูปานิ  ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป)

3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ  อธิมุตโต . โหติ, หรือ  อธิโมกโข  โหติ   (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น)

พตปฎ. ล.10  ข.66 /  ล.23  ข.163

ข้อแรก มีรูป ที่จะต้องถูกรู้โดยเรา เราต้องเป็นผู้รู้จะต้องมี Subject object ต้องมีรูปมีนามมีตัวที่จะต้องถูกรู้เป็นกรรม และต้องมีประธาน เราเป็นประธานจะรู้ตัว object เราเป็น Subject อย่างนี้เป็นต้น ต้องมี 2 เสมอ

และปัสสติ เป็นตัวกำกับว่าคุณต้องเห็นเป็นปัจจุบันธรรม ต้องสัมผัส ต้องรู้ ต้องเห็นรูปนั้น ปัสสติคือธาตุรู้ ถ้าเสียงก็ต้องได้ยิน ถ้าได้กลิ่นก็ต้องกระทบกลิ่นก็เรียกว่าปกตินั่นแหละ

เป็นปัจจุบันธรรม หรือปัจจุบันชาติ ทิฏฐธรรม หลัดๆๆ ไม่ใช่ไปหลับตาแบบเวทีฤาษีที่ปิดทวารทั้ง 5 แต่ต้องปฏิบัติอย่างเป็นที่ยืนยันความจริงพร้อมกับคนอื่นๆ

พ่อครูหยิบกล้วยเทพพนม มาเป็นตัวอย่าง จะหยิบทุเรียนมันก็มีหนามแหลม มันป้องกันตัวมันจริงๆ อาตมาก็งงว่า ทุกวันนี้กินทุเรียนลูกละแสน เขาประมูลกัน คนซื้อไปก็โง่ แต่จะว่าดีก็เขาเสียสละเป็นการกุศล เอาไปใช้กับประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ใช้กับส่วนตัวมันก็ซับซ้อนอย่างนี้ในโลก

สู่แดนธรรม...เรื่องวิโมกข์ 8 ข้อ 1 พระพุทธองค์กำกับไว้ว่าเป็นภูมิของบุคคลที่อยู่ในขั้นรูป สูงกว่ากามภพแล้ว แต่ท่านกำกับไว้ว่าต้องมาเห็นรูปทั้งหลายภายนอก

พ่อครูว่า…จะอธิบายเริ่มต้นก็ได้ ข้อ 2 อธิบายถึงพหิทา คือภายนอก ภายนอกเป็นกามตลอดเวลา แล้วต้องมีกามตลอดเวลาด้วย มันยาก อาตมาอธิบายเรื่องกาย เรื่องบุญ นี่ยาก

สู่แดนธรรม...ไม่ว่าคุณจะอยู่เป็นชาว กามภพ รูปภพหรืออรูปภพก็ตาม คุณก็ต้องปฏิบัติอยู่กับพวกกามาวจร จะต้องลืมตาเห็นรูปมากระทบทั้งหมด

พ่อครูว่า…ใช่ กามาวจร ทุกเวลา คุณจะต้องมีการ อวจร ในโลกกาม แต่จิตของคุณเป็นจิตสูง อุตรจิต จิตโลกุตระ จิตที่อยู่เหนือโลกกาม โลกอบายมาก่อน เป็นตัวอย่างเบื้องต้น เหนือโลกอบาย เหนือโลกกามได้

สู่แดนธรรม...พ่อท่านสอนว่า สิ่งภายนอกจะได้กระแทกกิเลสออกมาให้เราสลาย ง่ายกว่าไปนั่งหลับตาทำแล้วมันไม่ปรากฎตัวให้รู้เลย

พ่อครูว่า…ถูกต้องมันต้องมีสิ่งกระทบให้รู้ว่าเราอยู่เหนือโลกหรือไม่ ถ้าหลับตาเข้าไปมีแต่โลกภายใน มันไม่ได้อยู่เหนือหรอกก็หนีมันแล้วตั้งแต่ต้น หนีโลกภายนอกเข้าไปอยู่ภายใน ก็เป็นการหลบแล้วหลีกเลี่ยงแล้ว เรียกว่า สัลลีนะ ก็กลายเป็น ปฏิสัลลีนะ คือทวนไปทวนมา การหลีกเร้น คือสภาพที่จะทำให้มันไม่ติดไม่ยึด อนุโลมใชัคำว่าหลีกเร้น ที่จริงหลีกเร้นที่เป็น ภาษาซื่อๆคือหลบไปพักผ่อน เลี่ยงจากอันนั้นไป นี่เป็นภาษาซื่อๆ แต่ภาษาสิริมหามายาคือได้ทั้ง 2 สภาพ แต่ไม่สับสนจะจบอะไรมาก็รับรู้ได้ทัน รับทราบความเร็วความหมายอย่างจับได้มั่นคั้นตายทุกอย่าง จิตของคุณต้องเป็นมุทุภูตธาตุ จริงๆ

 

อาบัติ อนาบัติ สมาบัติ

1. อาบัติ 2. อนาบัติ 3. สมาบัติ เอาสามคำนี่ให้ชัดก่อน

สมาบัติคือ การปฏิบัติอยู่ คือ มีอยู่เสมอๆ(สมะ) เป็นคำกลาง เป็นคำสิริมหามายา สมะ แปลว่ายังไม่หลุดพ้นก็ได้ แปลว่าหลุดพ้นแล้วก็ได้

สมณะ เป็นผู้สงบแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เริ่มต้นมาเป็นสมณะยังไม่หลุดพ้นก็ยังเป็นสมณะจะมาเริ่มต้นให้สู่ความสงบ คุณเข้าสู่สนามรบของธรรมาธรรมะสงครามที่เป็นโลกุตระธรรมนี้แล้ว ก็คือ คุณเป็นผู้สมาทานเข้ามาสู่สนามรบ เข้ามายึดหลักเกณฑ์เพื่อจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น หลุดพ้นให้เป็น อนาบัติ ไม่ต้องติดยึดในการมีอาบัติอีก

เพราะฉะนั้นคุณอาบัติ คือคุณยังไม่ออก คุณยังไม่หลุดพ้นออกไม่ได้ คุณก็ต้องปฏิบัติเรียกว่าสมาบัติ ปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นให้ได้เป็น อนาบัติ พยัญชนะหมายถึงอย่างนี้ตรงๆเลย แต่เสร็จแล้วคนก็ไม่รู้สับสนไปสับสนมา ยุ่งกันไปหมด ก็เลยปวดหมองเลย

สู่แดนธรรม...ผมก็สับสนครับ คำว่า ปันนะ หรือปัตตะ ก็คือคำเดียวกัน

พ่อครูว่า…ปันนะสูงกว่าปัตตะ ปัตตะกำลังอยู่ในภาคมรรค ปันนะอยู่ในภาคผล

สู่แดนธรรม...คนทำผิดคืออาบัติ ทางวินัยของพระภิกษุ หากได้รับการยกเว้น เรียก

อนาบัติ

พ่อครูว่า…ยกเว้นความผิดคือ อนาปัตติวาร  แต่อาบัติคือยังไม่หมด คาอยู่ ต้องมาปฏิบัติให้หมดเป็นอนาบัติ ในขณะที่ปฏิบัติเรียกว่า สมาบัติ

 

จำได้แล้วไม่สับสนนะ แต่ถ้ามากเรื่องก็สับสนอีก ว่าจริงๆแล้วอาตมาไม่ค่อยเก่งวินัย บางอย่างก็หลวมๆแล้วมันต้องมีข้ออนุโลมเป็นอภิสิทธิ์บางอย่างยกไว้ สูงสุดคืนสู่สามัญ ผู้เข้าใจแล้วไม่มีปัญหา ผู้ที่ยังไม่เข้าใจก็ยังติดยังยึดอยู่

 

ถ้าสามตัวนี้ ไม่จบในตัวอย่างเด็ดเดี่ยวก็จะวน สับสน วุ่นวาย

อาบัติ คือผู้ทำผิดยังข้องอยู่ ยังไม่จัดการ ลงไปจัดการเรียกสมาบัติ จัดการเสร็จแล้วเรียกว่า อนาบัติ

เมื่อเป็นอนาบัติแล้ว คุณยังมีชีวิตอยู่ ก็อนุโลมให้คนอื่นเรียกว่า สมาปัตติ คือ ผู้สมาทานกับสิ่งที่ต้องอยู่เท่านั้นเอง มีตัวแถมท้ายนี้จะทำให้คนงง สูงสุดคืนสู่สามัญ ผู้มี 0 แล้วแต่มาเล่นด้วย 1 2 3 4 5 6 กับเขา ที่อาตมายกตัวอย่างว่า แม่ ไม่ได้ติดการละเล่นกับลูกแล้ว ลูกชวนแม่มาเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ภาษาอีสานเรียกเล่นเฮือนน่อย เล่นหม้อข้าวหม้อแกงก็สมมุติเอาว่าอันนั้นเป็นอันนี้ แม่ก็เล่นกับลูกสมมุติเล่นกับลูกสนุกสนานจริงจังแล้วก็สอนวิธีทำข้าวทำแกงให้ลูกรู้ในสิ่งที่เป็นสาระ ที่นี้เวลาจริงกับเล่นก็สับสนกัน เอาเล่นเป็นจริงเอาจริงไปเป็นเล่น มันก็เลยวุ่นวาย มันก็ไปไม่ได้

 

ความหมายของถ้ำ และความข้องในถ้ำ เป็นเช่นไร

อาตมาได้อธิบายคุหัฏฐกสูตร แค่พารากราฟเดียวสั้นๆ “นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(สตฺโต คุหายํ) เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว(พหุนาภิฉนฺโน) นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็จมลงในที่หลง(ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ ปคาโฬฺห) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา)” เอาธัมมชโยและมหาบัวมายืนยัน มหาบัวออกไปในป่าเขาถ้ำเป็นพระป่าจึงอธิบายได้ง่ายกว่าอธิบายธัมมชโย ที่จริงธัมมชโยตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าหลบอยู่ในถ้ำไหนยังหาไม่เจอเลย เขาก็พยายามจะสว่าง อันนี้ซับซ้อนเป็นพวกอาภัสรา อยู่ในแสงสว่างเปิดเผยนะ แต่ปิดบังซ้อนๆ โดยสภาพของกำแพงไร้สภาพที่ยิ่งกว่ากระจกใส แล้วใช้คำว่าใส ใสแบบโสดา   ใสแบบสกิทาคามี ใสแบบอนาคามี ใสเป็นอรหันต์ เขาไม่กล้าต่อจากอรหันต์เพราะไม่มีปัญญารู้จักโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นภาษาลวงทั้งนั้นเลย

สร้างภาพความใส อาภัสราพรหม สร้างสภาพสัญญากำหนดหมายให้มี กาย ใส แล้วมีลีลาด้วยนะสะกดจิตให้นิ่งไว้ที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว ทำไมต้องเหนือสะดือ 2 นิ้วก็ไม่รู้ อาตมาไม่รู้ความลับอันนี้ของเขา

สู่แดนธรรม...เป็นจุดที่สมาธิลงแล้ว ความรู้สึกมันจะอยู่ที่ท้องเรา

พ่อครูว่า…สรุปแล้วมันคือวิธีสมถะให้จิตใจจดจ่ออยู่กับอันใดอันหนึ่ง ไม่ว่าจะเหลืออยู่ที่สะดือ 2 นิ้วหรือจะอยู่ที่หน้าผาก อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก อยู่ที่ปลายจมูก อยู่ที่หน้าอก อยู่ที่ไหนก็ได้ ผู้ที่เรียนสะกดจิตมาแล้ว ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เลย เข้าใจดีที่สุด สามารถอธิบายขยายความ ทำให้บริบูรณ์รู้แจ้งได้หมด

ทีนี้มาขยายความต่อ ท่านเถระขยายความต่อ

[31] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้วมีความว่าทรงตรัสคำว่า เป็นผู้ข้องไว้ก่อน. ก็แต่ว่าถ้ำควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ. คำว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดี กระท่อมก็ดี ฝีก็ดี หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย.

ฝีมันเป็นความป่วย ความเจ็บ แต่คุณก็อยู่กับมันนั่นแหละ ความทุกข์ในโลกยิ่งกว่าฝี มันระบมกลัดหนองปวด แต่คนก็พาซื่อ ไม่รู้ๆ มีวิธีที่จะทำให้ไม่ปวดไม่เจ็บเป็นสมาธิแบบเจโตสมถะ ระงับปวดระงับเจ็บได้ ไม่ให้ปวดไม่ให้เจ็บเก่ง ก็ไปหลงความเก่งที่ตัวเองระงับปวดและระงับเจ็บได้ ไม่ได้เข้าไปแก้เหตุที่ตัวเจ็บปวด ซึ่งมันไม่หายหรอก มันกลบเกลื่อนทนได้ ดีไม่ดีก็สร้างอะไรมาหุ้ม สรีระมันก็สร้างอะไรมาหุ้ม หนักเข้าก็เป็นมะเร็ง นี่เรื่องมันก็จะไปถึงร้ายเลย เมื่อเป็นมะเร็งก็แตกออกมาเป็น รูปธรรม เช่น เจ้าคุณนอฯ ท่านสะกดจนเป็นมะเร็งสุดท้ายมะเร็งมันก็แตกออกมาเป็นแผล แผลใหญ่กว่าเหรียญสองเท่าอีก ท่านก็ทนได้เก่ง พวกทนก็ทนได้เก่งสายเจโต

หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย มีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นถ้ำเป็นร่างกายของตนเอง เป็นเรือ เป็นรถ เป็นจอมปลวก เป็นลัง เป็นเมือง เป็นกระท่อม เป็นฝี เป็นหม้อต่างๆ เป็นองค์ประกอบอันหนึ่งเป็นวัตถุกับจิตของเรา

ที่พระเถระเอามาอธิบายก่อนเพราะว่าคุณต้องรู้ตัวสิ่งที่คุณเป็นติดหลงเป็นถ้ำเป็นที่ข้องอยู่ เอามาขยายความก่อน

คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือ ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา หรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความปรารถนาในรูป ความเข้าไปถือ ความเข้าไปยึดในรูป อันเป็นความตั้งมั่น ความถือมั่น และความนอนตามแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น. จึงเรียกว่า สัตว์. คำว่า สัตว์เป็นชื่อของผู้เกี่ยวข้อง

คำว่า ความนอนตามแห่งจิต อันนี้เห็นใจคนแปล ท่านพยายามเอาภาษาไทยมาเรียบเรียงต่อกัน  ถ้าอาตมาจะแปลก็จะเป็น ความนิ่งแน่ นอนแช่แห่งจิต

สตฺโต  คุหายํ  คือ ผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คำนี้สั้นๆ แต่กินความลึกแน่นเหนียว คำศัพท์ไทย มีคำน่าเกลียดเรียกว่า “ติดสัด”

ทีนี้คำว่า ผู้อันกิเลสมาก แล้วปิดบังไว้แล้ว ก็คือ อันความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบลู่ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท ปิดบังไว้แล้ว อันกิเลสทั้งปวง อันทุจริตทั้งปวงอันความกระวนกระวายทั้งปวง อันความเร่าร้อนทั้งปวง อันความเดือดร้อนทั้งปวง อันอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง บ้งไว้ คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ครอบงำไว้แล้ว  เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว.

ไล่อุปกิเลส 16 ไปเลย มีคำว่า ฉันโน (ยินดี) ต่อท้ายอุปกิเลสทุกตัวเลย

คำว่าปิดบังไว้แล้ว นึกถึง มหาบัว หรือธัมมชโยจริงๆ ปิดบังไว้แล้วไม่ให้รู้สิ่งเหล่านี้ มีครบอุปกิเลส ต้องขออภัยท่านลูกศิษย์ลูกหาท่านมหาบัวหรือแม้แต่ธรรมชัยโยก็ตาม อาตมาไม่ได้ไปเกลียดชังธัมมชโย ไม่ได้ไปเกลียดชังมหาบัวเลย แต่สงสาร ไม่ใช่พูดเล่นนะ แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร คนหนึ่งก็ตายจากกันไปแล้ว อีกคนหนึ่งไม่รู้ว่าตายหรือยังไม่ตายธัมมชโย ปิดเงียบเลย ก็เห็นไหมนี่ยิ่งปิดบังแล้วปิดตัวปิดตนด้วย ไม่กล้าเปิดเผย ไม่กล้าโผล่หน้า ไม่กล้าสู้กับโลกมันจึงเป็นเรื่อง ไม่เข้าท่า มีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เดี๋ยวนี้ก็คงอาศัยเครื่องมือสื่อสารรายงานอยู่กับพวกนี้ วันๆอยู่อย่างนั้นชีวิตเอ่ยชีวิต ทำไมมันน่าเศร้าจัง เห็นเป็นรูปธรรม อาตมายกตัวอย่างมาให้เห็น มีชีวิตอยู่กับเขาเป็นตัวก็ไม่ให้ใครเห็นตัว เปิดเผยตัวก็ไม่ได้เวรไหมล่ะ ตัวเองทำเองทั้งนั้น

ขออภัยที่พูดเป็นเชิงดูหมิ่นดูถูก แต่ว่าที่ประพฤตินั้นมันน่าเกลียดน่าชังหรือสิ่งที่คุณต้องจำนนอยู่กับสภาวะอย่างนั้น อย่างเช่นธัมมชโยเป็นอยู่นี้ คุณอยากเป็นอย่างนั้นไหม ยิ่งกว่าติดคุกไปไหนไม่ออก อาจจะมีสิ่งบำเรอเป็นลูกศิษย์ลูกหารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มีเงินมีทองบำเรอตัวเองกิเลสก็ยิ่งหนาเข้าไปอีก บำเรอตัวเองไป แทนที่จะมาอยู่อย่างสะอาดสว่างสงบอยู่กับใครๆคนอื่นไม่ได้ ชีวิตแบบนี้ทรมานหนัก แต่ไม่รู้หรอกเขาโง่ เขาจะไม่รู้ว่ามันทรมาน เขาก็จะเอาอะไรมากลบเกลื่อนบรรเทาตัวเองไป หลอกตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งหลอกก็ยิ่งซับซ้อน ทั้งๆที่เขาไม่ สามัญเขาไม่ใช่สูงสุดคืนสู่สามัญอย่างนี้ อย่างอาตมาอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ covid พูดกับมันไม่รู้เรื่องเท่านั้นแหละ ก็ต้องระวังตัวไม่ออกไปเพ่นพ่าน เพราะมันไม่เห็นเลยมันอยู่ไหนก็ไม่รู้ มันจะงาบเราก็ไม่รู้ ต้องระวังไว้ก่อน พวกนี้มันไม่รู้หรอกว่า เป็นโพธิสัตว์จะต้องให้การละเว้น มันไม่รู้หรอกแล้วมันก็เอาชีวิตด้วย เราก็เป็นชีวิตมันไม่ละเว้น เราก็ต้องรู้ทัน ต้องหลบมัน เพราะพวกนี้มันพูดไม่รู้เรื่อง

เมื่อกี้นี้ขอสรุปว่ากิเลสมาก อย่างธัมมชโยก็ดี มหาบัวก็ตาม กิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว ดีไม่ดีโกหกคนอื่นด้วยว่าไม่มีกิเลส โกหกอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน จริงๆแล้วปาราชิก อย่างธัมมชโย เรื่องอุตตริมนุสสธรรมก็หลีกเลี่ยงได้ไม่มีใครรู้ด้วย แต่เรื่องวัตถุนี้ขี้โกงเงินชัดเจน พิพากษาไว้แล้วด้วย

เพราะฉะนั้นกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว  ปิดบังไว้แล้ว อันกิเลสทั้งปวง อันทุจริตทั้งปวงอันความกระวนกระวายทั้งปวง อันความเร่าร้อนทั้งปวง อันความเดือดร้อนทั้งปวง อันอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง บ้งไว้ คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำไว้แล้ว  เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว.

สรุปแล้วก็คือ ก้อนกิเลส อันแข็ง อันใหญ่  อันมาก กลบเกลื่อนปิดบังซุกซ่อนไม่เปิด ไม่ให้ใครรู้ ดีไม่ดีโกหกคนอื่นด้วยว่าฉันไม่มีกิเลสซับซ้อน

 

นรชนที่หยั่งลงในที่หลงเป็นเช่นไร

[32] คำว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง มีความว่า คำว่า นรชน เมื่อตั้งอยู่ก็เป็นผู้กำหนัด ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความกำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความขัดเคือง เป็นผู้หลง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความหลง เป็นผู้ผูกพัน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความถือตัว เป็นผู้ยึดถือ ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความเห็น เป็นผู้ฟุ้งซ่านย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไม่แน่นอน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความสงสัย เป็นถึงความมั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถกิเลสที่นอนเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้

ภาษาไทยใช้คำว่าหลง ภาษาบาลีใช้คำว่า มูโฬฺห โมหวเสน

ห ล ง

ห ล เป็นเศษวรรค ห.หีบ คือตัวแท้ ล.ลิง คือพยัญชนะตัวเต็มรอบของ ย ร ล สามเส้า หมุนเต็มตัว cyclic order พลังงานเต็มรูปของความแท้ของ ห เลยเป็นไอ้โง่ ง.งู ไอ้งมงาย ไอ้งั่ง จะมีคำว่า งามที่พอใช้ได้ นอกนั้น งกๆเงิ่นๆ งุ่มง่ามไปหมด มีคำว่า งามเอามาใช้ติ่ง ง.งู นอกนั้นไม่ดีไปหมด เราใช้พยัญชนะเป็นสื่อแทนสภาวะแล้วเราก็ไม่ได้ติดไม่ยึด

สู่แดนธรรม...นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

พ่อครูว่า…หยั่งลงในที่หลง มันรวมความไปเข้มข้นไม่โงไม่เงยเลย คำว่าตั้งอยู่เป็นผู้กำหนด สามารถแห่งความกำหนัดก็อยู่ในนี้ เป็นผู้ขัดเคืองก็โง่ต่ออีก ซึ่งมันไม่น่าสนุกเลยก็ยังเอามาอีก ทำความตั้งอยู่ให้แน่นลงไปอีก เป็นผู้หลง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความหลง ความหลงเป็นตัวสามารถยิ่งทำให้เกิดความตั้งอยู่ตั้งมั่นตั้งอยู่ตรงนี้ เป็นผู้ผูกพัน

เป็นผู้ยึดถือ ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความเห็น เป็นผู้ฟุ้งซ่านย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไม่แน่นอน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความสงสัย เป็นถึงความมั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถกิเลสที่นอนเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้

คำว่าตั้งอยู่กว่าจะคลี่ออกมา ทำให้จิตตั้งมั่น สมาธิ ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ตั้งมั่นอะไร กิเลสมากปิดบังเอาไว้แล้วด้วยความหลงติดอยู่ในถ้ำตั้งมั่น เห็นไหม งานหนักไหม งานที่จะแงะ คนที่ติดข้องในถ้ำ งานหนักไหม อาตมาใช้หอก 100 เล่มแทงเช้าแงะออกมา 600 เล่ม แงะออกมา กลางวันเย็น หอกหัก 300 เล่ม ไม่รู้กี่อัน กี่รอบแล้ว (สู่แดนธรรมว่า...เพราะพ่อท่านแทงไม่ถูก แทงถูกแต่ผนังถ้ำ เขาไปปิดบังกิเลสเป็นอันมากอยู่ในถ้ำ เหมือนแทงทุเรียน แทงถูกแต่หนามทุเรียน ไม่สามารถแทงถูกเนื้อทุเรียน)

เราทำไม่เป็นเราไม่กินทุเรียนก็ได้

อธิบายธรรมะ ถ้าเราฟังให้ดีเข้าใจพยัญชนะ เข้าใจสภาวะ โดยเฉพาะเรามีสภาวะนั้นอยู่ก็จะชัดเจนเยี่ยมเลย โอ้โห เปรี้ยงเลย ถึงแม้ว่าเราได้ทำออก ทำให้กิเลสนั้นออกไปแล้ว มันก็มีสัญญา  มีความจำ รู้ว่าเราได้ทำออก พูดมาแล้วเราได้ทำแล้ว มันก็มีปิติมีความยินดี แต่ไอ้ตัวไหนที่ยังไม่ออก เปรี้ยงไปก็เจ็บ เราโอ้โห นี่แหละก็ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริง ฟังธรรมด้วยดี ปฏิเสธความจริงเราก็โง่ ให้รู้ความจริง อย่าผิดเพี้ยน อย่าพยายามหลบเลี่ยงความจริง เรามีก็ต้องรู้ความมีที่จริง เรามีมากมีน้อยมีลักษณะนั้นลักษณะนี้ ต้องรู้ให้จริง แล้วก็ต้องพยายามเลิกราลดละด้วยวิธีการ วิธีการที่อาตมาพาทำ

โพธิสัตว์ผู้พี่ก็ยังไม่มี เกิดมาในชาตินี้ก็เลยต้องประกาศตัวเองว่าเป็นไก่ตัวพี่ ยังไม่มีใครกล้าที่จะมาแสดงตัว ถ้ามาแสดงตัวเราก็จะได้พึ่งพา ก็จะได้มาช่วยอธิบาย แต่อธิบายแล้วไม่สมราคาของความเป็นพี่ก็จะรู้เหมือนกัน ก็เลยยังไม่เห็นผู้ที่จะมาเป็นพี่ ถ้ามาเป็นพี่ก็ต้องมาทำงานมาแสดงความจริง ช่วย อาตมาก็จะได้เบาลง จะได้ช่วยมนุษย์

แต่ความจริงแล้วจนกระทั่งถึงเวลานี้ ผู้ที่อยู่ในแวดวงเกี่ยวข้องยิ่งเดี๋ยยวนี้สื่อสารมวลชนกระจายไปทั่วพอจะรับรู้กัน ถ้าพี่ตัวจริงรู้ก็น่าจะมา ที่จริงไม่หรอกอาตมาก็น่าจะรู้ตัวพี่ แล้วอาตมาก็น่าจะได้ไปหา เพราะเขาจะบอกว่าน้องเอ๋ยพี่อยู่นี่ หรือตัวพี่ก็จะทำงาน ไม่ทำงานจะหมกตัวอยู่ทำไม ทำงานเราก็จะเห็นผลงานเราก็จะรู้ว่าผลงานอย่างนี้เป็นรุ่นสูงกว่าเรานะ โพธิสัตว์คือผู้ที่ซื่อสัตย์จะรู้ความจริง ไม่ได้งมงายหรอกจะชัดเจน แต่นี่มันก็ยังไม่มีก็เลยประกาศออกไปยืนยันว่าเราเป็นตัวพี่ ไม่ได้ปิดบังอาตมาไม่ได้หลงตัวเองว่าพี่ไม่มี แต่ถ้าในยุคนี้มันไม่มีก็เลยไม่ปรากฏ ก็ร้องบอกไปตามสื่อสารมวลชน ธัมมชโยจะฟังอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พระป่าก็คงไม่ฟังเพราะว่าไม่เอาถ่านกับเรื่องพวกนี้เครื่องมือพวกนี้ แต่ธัมมชโยเขาเก่งทางเครื่องมือ เขาก็พวกทันสมัย พระป่าก็เป็นพวกล้าสมัย มันคนละมุม ก็ต้องช่วยกันทุกมุม ที่พูดนี้คือต้องช่วยเขานะ เจตนาจะช่วยไม่ได้หมายความว่าจะย่ำยี แต่มันเลี่ยงไม่พ้นคำที่ ข่มก็ต้องข่ม ยกก็ต้องยก เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องใช้อันนี้

ขณะนี้อาตมาก็พยายามที่จะทำงาน ก็เห็นผลสิ่งที่พิสูจน์ว่าอาตมาทำงานแล้ว เป็นผลงานเกิด หนึ่ง และตัวตนของอโศกก็โตขึ้นมีอะไรไปเตะตาคนที่เขาไม่ชอบเพิ่มขึ้น แต่ถึงจะเตะตาอย่างไรเขาก็ไม่โต้ตอบ ถ้าเขาตอบเขาต้องสู้ได้ ถ้าเขาตอบมาแล้วสู้ไม่ได้เขาจะขายขี้หน้าซ้อนเขาก็เลยไม่กล้าที่จะตอบออกมา เมื่อไม่กล้าตอบออกมา อาตมาก็ยิ่งจะต้องแรงเพิ่มขึ้นไปอีกว่าคุณที่ไม่ตอบออกมา ที่จริงคุณตอบได้ชนะเราได้จริงหรือเปล่า เหมือนกับการถามซ้ำย้ำเข้าไปอีก จริงหรือเปล่า สักวันหนึ่งถ้าจริงก็จะเกิดมา แต่ถ้าไม่จริงคุณจะต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับคุณก็จะกลายเป็นผู้ที่ไม่เจริญหรอก ไม่ยอมรับไม่เจริญ

ถ้ายิ่งยอมรับแล้วก็ สารภาพ ด้วยความละอายอย่างแรงกล้า ด้วยความเกรงกลัวอย่างแรงกล้า ด้วยความเคารพอย่างแรงกล้า ด้วยความรักอย่างแรงกล้า สมบูรณ์

หิริอย่างแรงกล้า โอตตัปปะอย่างแรงกล้า เปมะอย่างแรงกล้า เกรงกลัวคือหิโรตัปปัง เคารพคือคารโวอย่างแรงกล้า แล้วรัก(เปโม) อย่างแรงกล้า มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ภาษานี้สั้นๆแต่ความลึกมาก

หิริกับโอตัปปะจึงชื่อว่าเป็น เทวธรรม คนที่ไม่เกิดหิริโอตัปปะในสิ่งที่ตัวเองมีมากแล้วปิดบังเอาไว้แล้ว ปิดบังอะไร ปิดบังความชั่วปิดบังความผิด ของตนเองไว้มาก ปิดบังไว้สนิทไม่ให้ใครรู้ เพราะฉะนั้นจะเปิดออกมาต้องกล้าหาญมาก อาสโภๆ กล้าหาญมาก จึงจะกล้าเปิดออกมา

เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดออกมาก็จะต้องแน่นอนว่าตัวเองมีความผิดที่ซ่อนเอาไว้เยอะ มันต้องเหนียมต้องอายใช่ไหม เปิดเผยออกมาต้องเหนียมต้องอาย ต้องอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวเลย มันจึงยากอยู่เหมือนกันที่จะให้เขาเปิด แต่ผู้เปิดเมื่อไหร่ผู้นั้นจะเจริญ ผู้ที่ยังไม่สามารถที่จะกล้า  จึงเป็นการปิดบังเอาไว้แล้ว กิเลสตัวนี้ไม่กล้าตัวนี้

อาจจะมีความละอายแล้วในใจ หรืออาจจะเกรงกลัวมากจนกระทั่งไม่กล้าเปิด อาตมาไม่ดุหรอก อาตมาชื่อรัก อาตมาไม่ได้ชื่อดุ ไม่ได้ชื่อโหด อาตมาชื่อรัก อาตมาไม่ได้ชื่อรุนแรง อาตมาชื่อรักนะ ไม่ได้ชื่อโหด ไม่ได้ชื่อดุ ไม่ได้ชื่อรุนแรง (แต่รบอยู่นะ) เป็นธรรมาธรรมะสงครามรบอยู่ตลอดเวลาด้วย ปฏิสรโณ ตลอดเวลา รบด้วยรัก เป็นงานอาตมาเลยแหละ เป็นกลปรานี รบด้วยรัก รบด้วยความปรารถนาดี รบด้วยความเอ็นดู รบด้วยความเกื้อกูลช่วยเหลือเพื่อที่จะให้เจริญขึ้นมา ไม่ได้รบด้วยความดุร้าย ไม่ได้รบด้วยความรุนแรง ไม่ได้รบด้วยความโหดเหี้ยมเลย

นี่ใช้ภาษาไทยนะขยายความให้ฟังคุณจะเข้าใจดีว่า น้ำใจของอาตมา ใจของอาตมาแหมพูดไปแล้วเหนียมตัวเองนิดนึง มันดีขนาดไหน แต่มันเป็นจริงไหมล่ะ ที่อาตมาชมตัวเองก็ยกตัวอย่าง หลัดๆ ปัจจุบัน เป็นกรรมกริยาไม่ใช่ตัวตนอาตมาหรอก เป็นกรรมกิริยาที่พูดจริงก็แสดงความจริงอยู่อย่างนี้ มันเป็นสัจจะ มันเป็นปรมัตถ์ เพราะฉะนั้นสมมุติมันจะเป็นอย่างไรใครว่าอย่างไรก็ไม่มีปัญหาอะไร สมมุติ พยัญชนะ แต่สัจจะมันมีอันนี้อันเดียวเลี่ยงไม่ได้ สัจจะมีหนึ่งเดียวก็ใช้สัจจะอันนี้ ก็ใช้พยัญชนะใช้สิ่งที่เอามาสื่อ อธิบาย

 

นรชนผู้เพลิดเพลินหลงในเวทนา

สรุปแล้ว เข้าสู่ พารากราฟต่อมา

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือรูปนั้น ตั้งอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ... ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยมนะ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดมีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือธรรมนั้นตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ย่อมมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์

ท่านสรุปไว้สองทางคือ ขิฑฑาปโทสิกะ กับมโนปโทสิกะ

มโนปโทสิกะ เป็นตัวตั้ง เป็นตัว static จมอยู่ในจิตตนเองมโน เป็นโทษ

ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นตัววิ่งเป็นตัว Dynamic เป็นแรงเคลื่อน

คนที่ไม่รู้จักมโนไม่สามารถตีแตกมโนให้สลายเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย ไม่มีวิธีทำให้เป็นไป คนนั้นก็จมอยู่ที่มโน จมอยู่ที่ ขิฑฑาปโทสิกะ หรือจมอยู่ในแรงเคลื่อน ความเคลื่อนไป อวจรไป มันก็มี 2 เท่านี้สูงสุดก็มีสองเท่านี้

คำว่า 2 คำว่าเทวจึงเป็นเรื่องรวมได้หมดทั้งขยายความไปทั้งหมด สายเทวนิยมก็ลองไปทั้งหมดตีไม่แตกเลย พวกมหายานก็ขยายไปจนจับไม่ติดเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ทั้งตัวที่มาอาศัยตั้ง อยู่ กับไอ้ที่ขยายออกไปมากตามลำดับ อย่าอ้าขาผวาปีกเกินกำลังตนเอง ต้องเรียนรู้ขอบเขตปริเฉทที่ตัวเองต้องเอามาปฏิบัติทีละกรอบทีละวง บรรลุแล้วค่อยขยายความเก่งความสามารถขึ้น วงโตขึ้นใหญ่ขึ้นหลายวงมากขึ้น

สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา

สังขารกับเวทนาที่จริงมันตัวเดียวกัน และตัวเดียวกันกับอายตนะ สภาวะเดียวกัน แต่เราไม่รู้รายละเอียดก็สับสน มันละเอียดกว่ากันบ้าง

สังขารคือความปรุงแต่ง ผัสสะคือการกระทบ กระทบกันมาก็เป็นนามธรรม เรียกว่าอายตนะ สังขารจะคือรูปก็ได้ อายตนะเป็นนามก็ได้ ซึ่งอายตนะนี้เป็นเรื่องวัยเป็นเรื่องไม่ตั้งอยู่ เกิดมาเป็นเฉพาะปัจจุบันธรรรม ก็คือสังขารวิญญาณ แล้วเกิดจากนามรูปกระทบกันนี่แหละเกิดเป็นอายตนะ เพราะมีผัสสะจึงเป็นอายตนะ สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี เวทนาก็ดี อันเดียวกันหมด ถ้าเข้าใจสภาวะที่แท้จริงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว มันคือตัวตน อายะคือตัว ตน คือตน

เวทนาคือตัวตน ถ้าไม่มีผัสสะอายตนะก็ไม่เกิด วิญญาณ รูปนาม สังขารไม่โผล่มาให้รู้

นามรูปต้องทำงานนะ ไม่ใช่ต่างคนต่างนอนเคียงกัน

เพราะฉะนั้น 1.สังขาร 2.วิญญาณ 3.นามรูป 4.อายตนะ 5.ผัสสะ 6.เวทนา

สังขารคือเวทนา สังขารคือวิญญาณ คงไม่สับสนนะ

นามรูปคือสภาพ 2 ต้องกระทบกันมีผัสสะ กระทบกันก็เกิดสภาพอายตนะ คือ ความรู้สึก

อย่าไปหลงอายตนะเป็นเรา หลงวิญญาณเป็นเรา หลงนามรูปเป็นเรา หลงผัสสะเป็นเรา ได้ผัสสะไปแตะผัสสะมันก็ติดตรงนั้น ผัสสะแล้วก็มีเวทนา แล้วไปติดเวทนา ติดความรู้สึก ติดอายตนะ ซึ่งมันติดไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นรู้สภาวะจริงแล้วอย่าไปติด จริงๆแล้วมันมีอยู่ตามธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่เกิด สิ่งที่ทรงไว้ ธรรมะคือสภาพ 2 เสมอ เทฺว ธมฺมา

ถึงต้องเรียนรู้เวทนา แล้วเรียนที่เวทนานี่แหละให้สรุปลงไปเป็นหนึ่งให้ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60

 

(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม...เมื่อคราวที่แล้วพ่อท่านพูดว่าพ่อท่านพยายามดำรงขันธ์ไว้ด้วยอาหาร ต้องใช้สรีระฉันอาหารด้วยความทรมาน ลูกๆเลยสงสัย คำว่า ทรมานยิ่งนักในการฉันอาหาร แต่ว่า ส่วนอาหารทั้ง 3 เช่น ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ทำไม 3 ตัวนี้ถึงเบื่อแล้ว แต่อาหารตัวแรกมันเบื่อไม่ได้

อีกคำถาม ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ อยู่ที่ผู้มีปัญหาจะให้แก้หรือไม่

 

ผมได้ตอบปัญหาเขาไปว่า อาหาร 3 ที่พ่อท่านเบื่อคือ สิ่งเหล่านั้นไม่มีความจำเป็นให้ชีวิตดำเนินไปแต่อาหารตัวแรกพ่อท่านจำยอมต้องทนทุกข์อยู่

พ่อครูว่า…ใช่ ตอนนี้ผัสสะอาตมาก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เจตนาก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ วิญญาณก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เดือดร้อนตรงที่ กวฬิงการาหาร (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

 

สู่แดนธรรม...สรุปจบ

640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...