แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิโมกข์ 8 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิโมกข์ 8 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

640530_วิถีอาริยธรรม - ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 5

รายการ วิถีอาริยธรรม - ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 5
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


กาย คือกิเลส กาม ผู้ข้องอยู่คือมีอาบัติ

พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2564 แรม 4 ค่ำเดือน 7 ที่บวรราชธานีอโศก  อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ อาตมาเกิดเดือน 7 แรม 8 ค่ำ พ.ศ. 2477 วันอังคาร เป็นคู่ของ 7 คือ 3 ส่วนแรมเท่านั้นเองมันเป็น 8 ก็วนเวียนไป จะเต็ม 87 ปีและอีก 6 วัน เต็ม 87 ปีขึ้น 88 ปีก็เอา ตามวันเวลา คนเรา

มาต่อ วันนี้ก็มีรายละเอียดอะไรที่อยากจะเพิ่ม ไปให้ชัดเจนในเรื่องสับสน ระหว่างความเข้าใจเพียง “พยัญชนะ” กับ “สภาวธรรม” อยู่ 2 อย่างนี่แหละที่มันยาก ยากสภาวธรรมกับพยัญชนะ สภาวะเนื้อแท้ของจิต เจตสิก รูป และนิพพาน แจกออกไปเป็นเจตสิกต่างๆอีกสารพัด เช่นเวทนา 108 ก็เป็นเจตสิก 108 ตัว เป็นต้น เป็นอาการของจิตสำหรับเจตสิกที่แจกรายละเอียดลงไป ซึ่งพระพุทธเจ้าสรุปหมดแล้วให้เรียนที่เวทนา แล้วจบที่เวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 จัดการเวทนาเก๊กับเวทนาแท้ ให้เหลือแต่เวทนาแท้อย่างเดียว ในขณะที่เรายังมีชีวิตมีเวทนาเป็นสิ่งอาศัย แต่เวทนาก็ไม่ใช่ตัวเรา เรายึดเวทนาเป็นตัวเราเป็นของเราไม่ได้ ต้องศึกษาให้รู้ว่าอาการไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราเป็นอย่างไร

ที่นี้ก่อนจะถึงเวทนามันก็อยู่ที่ กาย ก่อน กาย เวทนา จิต ธรรม ทีนี้คนไม่รู้จักกาย กิเลสกาย คือกิเลส กาม

เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้จัก กาม พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า กามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของ อันนรชนละได้โดยง่าย ในคุหัฏฐกสูตร ก็กล่าวถึง นรชน มีกิเลส กาม ปิดบังไว้แล้ว ตั้งอยู่จมอยู่ในความหลง ไม่มีทางถึงวิเวกได้ง่าย แม้แต่ปัสสัทธิเขาก็หลงในสมถะเรื่องพยัญชนะกับเรื่องสภาวะ สายหลับตาไม่รู้ทั้งสภาวะไม่รู้ทั้งพยัญชนะยิ่งมืดไปใหญ่เลย สายลืมตา สายศึกษาพยัญชนะ ศึกษาความรู้ความเฉลียวฉลาด ความหมายอะไรต่างๆเป็นพระบ้าน ก็งมงายไปกับความรู้ หลงความรู้ไปเป็นวิปัสสนูปกิเลสเลอะไปหมดเลย ยิ่งยุ่งยิ่งกว่าหญ้ามุงกระต่าย ยุ่งยิ่งกว่าแหที่ลิงเข้าไปติดแห หาทางออก ยิ่งแก้แหก็ยิ่งมัดตัวใหญ่เลย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า ชาละ (แห) ในพรหมชาลสูตร ซับซ้อนก็เลยยุ่ง ดิ้นไม่ออก

 

วันนี้จะไขความคำว่า เรื่องที่ข้องอยู่ในความไม่รู้ เข้าไปทำผิด เรียกว่า อาบัติ

อาบัติ คำหนึ่ง อนาบัติ อีกคำหนึ่ง สมาบัติ อีกคำหนึ่ง

คนทุกวันนี้ถือว่าเป็นคนผู้ที่มีอาบัติทั้งนั้น สำหรับผู้ที่เข้าอยู่ในเกณฑ์ตั้งใจจะมาอยู่ในกรอบของวินัยของศีล ของหลักเกณฑ์ที่จะปฏิบัติไปตามลำดับให้ลดละให้หลุดพ้นไปให้กิเลสหมดไปตามลำดับ แต่เสร็จแล้วก็มาเข้าขบถ มาไม่ตั้งใจ ทำให้ศีลทำให้วินัยของพระพุทธเจ้า มาเป็นคนสมัครอยู่ในนี้แล้วทำให้เละทำให้ไม่ถูกต้องทำให้ผิด นอกจากทำให้ผิดแล้วไปหลอกคนอื่นต่อว่าฉันไม่ผิดฉันถูก มันก็ยิ่งยุ่งกันใหญ่สลับซับซ้อนกัน ไม่รู้กี่ชั้นเข้าไปก็ยิ่งๆไปใหญ่

คำว่า อาบัติ คือเป็นผู้ข้องเป็นผู้ติด  ผิดกับหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเรียกว่า อาบัติ ต้องออกจากอาบัติเรียกว่าให้พ้นอาบัติ เรียกว่า อนาบัติ มันก็ชัดๆ

อาบัติ หากไปบอกว่า อบัติ ก็คือไม่อปัตติ ท่านก็ใช้ อนาบัติ คือไม่เป็นอาบัติ

ในขณะปฏิบัติเพื่อให้ออกจากอาบัติหรือออกจากข้อที่ข้องที่ติดที่ยึดที่ยังพาปฏิบัติไม่บรรลุอยู่นี้ เรียกว่าสมาบัติ เราสมาทาน เราตั้งใจ สมาทาน ยึดถือเพื่อปฏิบัติให้หลุดพ้น

คำว่า สมาบัติ คือ การอยู่ในภาวะกำลังปฏิบัติ กำลังปฏิบัติใช้หลักเกณฑ์อะไร ก็ใช้หลักเกณฑ์ของวิโมกข์ 8 หรืออนุปุพพวิหาร 9 เรียกว่า เข้าสมาบัติ เขาเรียกภาษาง่ายๆว่าเข้า แต่ที่จริงไม่ต้องเข้าต้องออก เรียนรู้หลักเกณฑ์และประพฤติจรณะ 15 ให้เกิดการล้างออก ละออกหรือออกจาก คือ กิเลสกับเราขาดออกจากกัน จางคลายจากกันให้ได้ นั่นคือสภาวะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

ทีนี้ คนที่ติดอยู่ในสภาพปฏิบัติไม่บรรลุ ไม่จบ ก็คือจมอยู่ในสมาบัติ แล้วก็เข้าใจสมาบัติคือวิโมกข์ 8 ก็ดี  หรืออนุปุพพวิหาร 9 ก็ตาม อนุปุพพวิหารคือปฏิบัติไปตามลำดับ ปฏิบัติฌาน 4 อรูปฌาน 4 สัญญาเวทยิตนิโรธอีก 1 ก็เป็น 9

ส่วนวิโมกข์นั้นมี 8 จบด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วก็มีอรูปฌาน 4 เป็น 5 แล้ว ทีนี้
วิโมขก์มี 8 รูปฌานก็เลยย่อเป็น รูปฌาน 3 แต่ไม่ได้ไล่แบบฌาน 1 2 3 4 แต่รูปฌาน 3 ของวิโมกข์ 8 คือการบอกรายละเอียดของการปฏิบัติ

1. ผู้มีรูป  ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย   (รูปี  รูปานิ  ปัสสติ)

2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66)   ย่อมเห็น   รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง  อรูปสัญญี .   เอโก  พหิทธา รูปานิ  ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป)

3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ  อธิมุตโต . โหติ, หรือ  อธิโมกโข  โหติ   (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น)

พตปฎ. ล.10  ข.66 /  ล.23  ข.163

ข้อแรก มีรูป ที่จะต้องถูกรู้โดยเรา เราต้องเป็นผู้รู้จะต้องมี Subject object ต้องมีรูปมีนามมีตัวที่จะต้องถูกรู้เป็นกรรม และต้องมีประธาน เราเป็นประธานจะรู้ตัว object เราเป็น Subject อย่างนี้เป็นต้น ต้องมี 2 เสมอ

และปัสสติ เป็นตัวกำกับว่าคุณต้องเห็นเป็นปัจจุบันธรรม ต้องสัมผัส ต้องรู้ ต้องเห็นรูปนั้น ปัสสติคือธาตุรู้ ถ้าเสียงก็ต้องได้ยิน ถ้าได้กลิ่นก็ต้องกระทบกลิ่นก็เรียกว่าปกตินั่นแหละ

เป็นปัจจุบันธรรม หรือปัจจุบันชาติ ทิฏฐธรรม หลัดๆๆ ไม่ใช่ไปหลับตาแบบเวทีฤาษีที่ปิดทวารทั้ง 5 แต่ต้องปฏิบัติอย่างเป็นที่ยืนยันความจริงพร้อมกับคนอื่นๆ

พ่อครูหยิบกล้วยเทพพนม มาเป็นตัวอย่าง จะหยิบทุเรียนมันก็มีหนามแหลม มันป้องกันตัวมันจริงๆ อาตมาก็งงว่า ทุกวันนี้กินทุเรียนลูกละแสน เขาประมูลกัน คนซื้อไปก็โง่ แต่จะว่าดีก็เขาเสียสละเป็นการกุศล เอาไปใช้กับประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ใช้กับส่วนตัวมันก็ซับซ้อนอย่างนี้ในโลก

สู่แดนธรรม...เรื่องวิโมกข์ 8 ข้อ 1 พระพุทธองค์กำกับไว้ว่าเป็นภูมิของบุคคลที่อยู่ในขั้นรูป สูงกว่ากามภพแล้ว แต่ท่านกำกับไว้ว่าต้องมาเห็นรูปทั้งหลายภายนอก

พ่อครูว่า…จะอธิบายเริ่มต้นก็ได้ ข้อ 2 อธิบายถึงพหิทา คือภายนอก ภายนอกเป็นกามตลอดเวลา แล้วต้องมีกามตลอดเวลาด้วย มันยาก อาตมาอธิบายเรื่องกาย เรื่องบุญ นี่ยาก

สู่แดนธรรม...ไม่ว่าคุณจะอยู่เป็นชาว กามภพ รูปภพหรืออรูปภพก็ตาม คุณก็ต้องปฏิบัติอยู่กับพวกกามาวจร จะต้องลืมตาเห็นรูปมากระทบทั้งหมด

พ่อครูว่า…ใช่ กามาวจร ทุกเวลา คุณจะต้องมีการ อวจร ในโลกกาม แต่จิตของคุณเป็นจิตสูง อุตรจิต จิตโลกุตระ จิตที่อยู่เหนือโลกกาม โลกอบายมาก่อน เป็นตัวอย่างเบื้องต้น เหนือโลกอบาย เหนือโลกกามได้

สู่แดนธรรม...พ่อท่านสอนว่า สิ่งภายนอกจะได้กระแทกกิเลสออกมาให้เราสลาย ง่ายกว่าไปนั่งหลับตาทำแล้วมันไม่ปรากฎตัวให้รู้เลย

พ่อครูว่า…ถูกต้องมันต้องมีสิ่งกระทบให้รู้ว่าเราอยู่เหนือโลกหรือไม่ ถ้าหลับตาเข้าไปมีแต่โลกภายใน มันไม่ได้อยู่เหนือหรอกก็หนีมันแล้วตั้งแต่ต้น หนีโลกภายนอกเข้าไปอยู่ภายใน ก็เป็นการหลบแล้วหลีกเลี่ยงแล้ว เรียกว่า สัลลีนะ ก็กลายเป็น ปฏิสัลลีนะ คือทวนไปทวนมา การหลีกเร้น คือสภาพที่จะทำให้มันไม่ติดไม่ยึด อนุโลมใชัคำว่าหลีกเร้น ที่จริงหลีกเร้นที่เป็น ภาษาซื่อๆคือหลบไปพักผ่อน เลี่ยงจากอันนั้นไป นี่เป็นภาษาซื่อๆ แต่ภาษาสิริมหามายาคือได้ทั้ง 2 สภาพ แต่ไม่สับสนจะจบอะไรมาก็รับรู้ได้ทัน รับทราบความเร็วความหมายอย่างจับได้มั่นคั้นตายทุกอย่าง จิตของคุณต้องเป็นมุทุภูตธาตุ จริงๆ

 

อาบัติ อนาบัติ สมาบัติ

1. อาบัติ 2. อนาบัติ 3. สมาบัติ เอาสามคำนี่ให้ชัดก่อน

สมาบัติคือ การปฏิบัติอยู่ คือ มีอยู่เสมอๆ(สมะ) เป็นคำกลาง เป็นคำสิริมหามายา สมะ แปลว่ายังไม่หลุดพ้นก็ได้ แปลว่าหลุดพ้นแล้วก็ได้

สมณะ เป็นผู้สงบแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เริ่มต้นมาเป็นสมณะยังไม่หลุดพ้นก็ยังเป็นสมณะจะมาเริ่มต้นให้สู่ความสงบ คุณเข้าสู่สนามรบของธรรมาธรรมะสงครามที่เป็นโลกุตระธรรมนี้แล้ว ก็คือ คุณเป็นผู้สมาทานเข้ามาสู่สนามรบ เข้ามายึดหลักเกณฑ์เพื่อจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น หลุดพ้นให้เป็น อนาบัติ ไม่ต้องติดยึดในการมีอาบัติอีก

เพราะฉะนั้นคุณอาบัติ คือคุณยังไม่ออก คุณยังไม่หลุดพ้นออกไม่ได้ คุณก็ต้องปฏิบัติเรียกว่าสมาบัติ ปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นให้ได้เป็น อนาบัติ พยัญชนะหมายถึงอย่างนี้ตรงๆเลย แต่เสร็จแล้วคนก็ไม่รู้สับสนไปสับสนมา ยุ่งกันไปหมด ก็เลยปวดหมองเลย

สู่แดนธรรม...ผมก็สับสนครับ คำว่า ปันนะ หรือปัตตะ ก็คือคำเดียวกัน

พ่อครูว่า…ปันนะสูงกว่าปัตตะ ปัตตะกำลังอยู่ในภาคมรรค ปันนะอยู่ในภาคผล

สู่แดนธรรม...คนทำผิดคืออาบัติ ทางวินัยของพระภิกษุ หากได้รับการยกเว้น เรียก

อนาบัติ

พ่อครูว่า…ยกเว้นความผิดคือ อนาปัตติวาร  แต่อาบัติคือยังไม่หมด คาอยู่ ต้องมาปฏิบัติให้หมดเป็นอนาบัติ ในขณะที่ปฏิบัติเรียกว่า สมาบัติ

 

จำได้แล้วไม่สับสนนะ แต่ถ้ามากเรื่องก็สับสนอีก ว่าจริงๆแล้วอาตมาไม่ค่อยเก่งวินัย บางอย่างก็หลวมๆแล้วมันต้องมีข้ออนุโลมเป็นอภิสิทธิ์บางอย่างยกไว้ สูงสุดคืนสู่สามัญ ผู้เข้าใจแล้วไม่มีปัญหา ผู้ที่ยังไม่เข้าใจก็ยังติดยังยึดอยู่

 

ถ้าสามตัวนี้ ไม่จบในตัวอย่างเด็ดเดี่ยวก็จะวน สับสน วุ่นวาย

อาบัติ คือผู้ทำผิดยังข้องอยู่ ยังไม่จัดการ ลงไปจัดการเรียกสมาบัติ จัดการเสร็จแล้วเรียกว่า อนาบัติ

เมื่อเป็นอนาบัติแล้ว คุณยังมีชีวิตอยู่ ก็อนุโลมให้คนอื่นเรียกว่า สมาปัตติ คือ ผู้สมาทานกับสิ่งที่ต้องอยู่เท่านั้นเอง มีตัวแถมท้ายนี้จะทำให้คนงง สูงสุดคืนสู่สามัญ ผู้มี 0 แล้วแต่มาเล่นด้วย 1 2 3 4 5 6 กับเขา ที่อาตมายกตัวอย่างว่า แม่ ไม่ได้ติดการละเล่นกับลูกแล้ว ลูกชวนแม่มาเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ภาษาอีสานเรียกเล่นเฮือนน่อย เล่นหม้อข้าวหม้อแกงก็สมมุติเอาว่าอันนั้นเป็นอันนี้ แม่ก็เล่นกับลูกสมมุติเล่นกับลูกสนุกสนานจริงจังแล้วก็สอนวิธีทำข้าวทำแกงให้ลูกรู้ในสิ่งที่เป็นสาระ ที่นี้เวลาจริงกับเล่นก็สับสนกัน เอาเล่นเป็นจริงเอาจริงไปเป็นเล่น มันก็เลยวุ่นวาย มันก็ไปไม่ได้

 

ความหมายของถ้ำ และความข้องในถ้ำ เป็นเช่นไร

อาตมาได้อธิบายคุหัฏฐกสูตร แค่พารากราฟเดียวสั้นๆ นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(สตฺโต คุหายํ) เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว(พหุนาภิฉนฺโน) นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็จมลงในที่หลง(ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ ปคาโฬฺห) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา) เอาธัมมชโยและมหาบัวมายืนยัน มหาบัวออกไปในป่าเขาถ้ำเป็นพระป่าจึงอธิบายได้ง่ายกว่าอธิบายธัมมชโย ที่จริงธัมมชโยตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าหลบอยู่ในถ้ำไหนยังหาไม่เจอเลย เขาก็พยายามจะสว่าง อันนี้ซับซ้อนเป็นพวกอาภัสรา อยู่ในแสงสว่างเปิดเผยนะ แต่ปิดบังซ้อนๆ โดยสภาพของกำแพงไร้สภาพที่ยิ่งกว่ากระจกใส แล้วใช้คำว่าใส ใสแบบโสดา   ใสแบบสกิทาคามี ใสแบบอนาคามี ใสเป็นอรหันต์ เขาไม่กล้าต่อจากอรหันต์เพราะไม่มีปัญญารู้จักโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นภาษาลวงทั้งนั้นเลย

สร้างภาพความใส อาภัสราพรหม สร้างสภาพสัญญากำหนดหมายให้มี กาย ใส แล้วมีลีลาด้วยนะสะกดจิตให้นิ่งไว้ที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว ทำไมต้องเหนือสะดือ 2 นิ้วก็ไม่รู้ อาตมาไม่รู้ความลับอันนี้ของเขา

สู่แดนธรรม...เป็นจุดที่สมาธิลงแล้ว ความรู้สึกมันจะอยู่ที่ท้องเรา

พ่อครูว่า…สรุปแล้วมันคือวิธีสมถะให้จิตใจจดจ่ออยู่กับอันใดอันหนึ่ง ไม่ว่าจะเหลืออยู่ที่สะดือ 2 นิ้วหรือจะอยู่ที่หน้าผาก อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก อยู่ที่ปลายจมูก อยู่ที่หน้าอก อยู่ที่ไหนก็ได้ ผู้ที่เรียนสะกดจิตมาแล้ว ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เลย เข้าใจดีที่สุด สามารถอธิบายขยายความ ทำให้บริบูรณ์รู้แจ้งได้หมด

ทีนี้มาขยายความต่อ ท่านเถระขยายความต่อ

[31] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้วมีความว่าทรงตรัสคำว่า เป็นผู้ข้องไว้ก่อน. ก็แต่ว่าถ้ำควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ. คำว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดี กระท่อมก็ดี ฝีก็ดี หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย.

ฝีมันเป็นความป่วย ความเจ็บ แต่คุณก็อยู่กับมันนั่นแหละ ความทุกข์ในโลกยิ่งกว่าฝี มันระบมกลัดหนองปวด แต่คนก็พาซื่อ ไม่รู้ๆ มีวิธีที่จะทำให้ไม่ปวดไม่เจ็บเป็นสมาธิแบบเจโตสมถะ ระงับปวดระงับเจ็บได้ ไม่ให้ปวดไม่ให้เจ็บเก่ง ก็ไปหลงความเก่งที่ตัวเองระงับปวดและระงับเจ็บได้ ไม่ได้เข้าไปแก้เหตุที่ตัวเจ็บปวด ซึ่งมันไม่หายหรอก มันกลบเกลื่อนทนได้ ดีไม่ดีก็สร้างอะไรมาหุ้ม สรีระมันก็สร้างอะไรมาหุ้ม หนักเข้าก็เป็นมะเร็ง นี่เรื่องมันก็จะไปถึงร้ายเลย เมื่อเป็นมะเร็งก็แตกออกมาเป็น รูปธรรม เช่น เจ้าคุณนอฯ ท่านสะกดจนเป็นมะเร็งสุดท้ายมะเร็งมันก็แตกออกมาเป็นแผล แผลใหญ่กว่าเหรียญสองเท่าอีก ท่านก็ทนได้เก่ง พวกทนก็ทนได้เก่งสายเจโต

หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย มีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นถ้ำเป็นร่างกายของตนเอง เป็นเรือ เป็นรถ เป็นจอมปลวก เป็นลัง เป็นเมือง เป็นกระท่อม เป็นฝี เป็นหม้อต่างๆ เป็นองค์ประกอบอันหนึ่งเป็นวัตถุกับจิตของเรา

ที่พระเถระเอามาอธิบายก่อนเพราะว่าคุณต้องรู้ตัวสิ่งที่คุณเป็นติดหลงเป็นถ้ำเป็นที่ข้องอยู่ เอามาขยายความก่อน

คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือ ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา หรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความปรารถนาในรูป ความเข้าไปถือ ความเข้าไปยึดในรูป อันเป็นความตั้งมั่น ความถือมั่น และความนอนตามแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น. จึงเรียกว่า สัตว์. คำว่า สัตว์เป็นชื่อของผู้เกี่ยวข้อง

คำว่า ความนอนตามแห่งจิต อันนี้เห็นใจคนแปล ท่านพยายามเอาภาษาไทยมาเรียบเรียงต่อกัน  ถ้าอาตมาจะแปลก็จะเป็น ความนิ่งแน่ นอนแช่แห่งจิต

สตฺโต  คุหายํ  คือ ผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คำนี้สั้นๆ แต่กินความลึกแน่นเหนียว คำศัพท์ไทย มีคำน่าเกลียดเรียกว่า “ติดสัด”

ทีนี้คำว่า ผู้อันกิเลสมาก แล้วปิดบังไว้แล้ว ก็คือ อันความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบลู่ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท ปิดบังไว้แล้ว อันกิเลสทั้งปวง อันทุจริตทั้งปวงอันความกระวนกระวายทั้งปวง อันความเร่าร้อนทั้งปวง อันความเดือดร้อนทั้งปวง อันอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง บ้งไว้ คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ครอบงำไว้แล้ว  เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว.

ไล่อุปกิเลส 16 ไปเลย มีคำว่า ฉันโน (ยินดี) ต่อท้ายอุปกิเลสทุกตัวเลย

คำว่าปิดบังไว้แล้ว นึกถึง มหาบัว หรือธัมมชโยจริงๆ ปิดบังไว้แล้วไม่ให้รู้สิ่งเหล่านี้ มีครบอุปกิเลส ต้องขออภัยท่านลูกศิษย์ลูกหาท่านมหาบัวหรือแม้แต่ธรรมชัยโยก็ตาม อาตมาไม่ได้ไปเกลียดชังธัมมชโย ไม่ได้ไปเกลียดชังมหาบัวเลย แต่สงสาร ไม่ใช่พูดเล่นนะ แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร คนหนึ่งก็ตายจากกันไปแล้ว อีกคนหนึ่งไม่รู้ว่าตายหรือยังไม่ตายธัมมชโย ปิดเงียบเลย ก็เห็นไหมนี่ยิ่งปิดบังแล้วปิดตัวปิดตนด้วย ไม่กล้าเปิดเผย ไม่กล้าโผล่หน้า ไม่กล้าสู้กับโลกมันจึงเป็นเรื่อง ไม่เข้าท่า มีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เดี๋ยวนี้ก็คงอาศัยเครื่องมือสื่อสารรายงานอยู่กับพวกนี้ วันๆอยู่อย่างนั้นชีวิตเอ่ยชีวิต ทำไมมันน่าเศร้าจัง เห็นเป็นรูปธรรม อาตมายกตัวอย่างมาให้เห็น มีชีวิตอยู่กับเขาเป็นตัวก็ไม่ให้ใครเห็นตัว เปิดเผยตัวก็ไม่ได้เวรไหมล่ะ ตัวเองทำเองทั้งนั้น

ขออภัยที่พูดเป็นเชิงดูหมิ่นดูถูก แต่ว่าที่ประพฤตินั้นมันน่าเกลียดน่าชังหรือสิ่งที่คุณต้องจำนนอยู่กับสภาวะอย่างนั้น อย่างเช่นธัมมชโยเป็นอยู่นี้ คุณอยากเป็นอย่างนั้นไหม ยิ่งกว่าติดคุกไปไหนไม่ออก อาจจะมีสิ่งบำเรอเป็นลูกศิษย์ลูกหารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มีเงินมีทองบำเรอตัวเองกิเลสก็ยิ่งหนาเข้าไปอีก บำเรอตัวเองไป แทนที่จะมาอยู่อย่างสะอาดสว่างสงบอยู่กับใครๆคนอื่นไม่ได้ ชีวิตแบบนี้ทรมานหนัก แต่ไม่รู้หรอกเขาโง่ เขาจะไม่รู้ว่ามันทรมาน เขาก็จะเอาอะไรมากลบเกลื่อนบรรเทาตัวเองไป หลอกตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งหลอกก็ยิ่งซับซ้อน ทั้งๆที่เขาไม่ สามัญเขาไม่ใช่สูงสุดคืนสู่สามัญอย่างนี้ อย่างอาตมาอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ covid พูดกับมันไม่รู้เรื่องเท่านั้นแหละ ก็ต้องระวังตัวไม่ออกไปเพ่นพ่าน เพราะมันไม่เห็นเลยมันอยู่ไหนก็ไม่รู้ มันจะงาบเราก็ไม่รู้ ต้องระวังไว้ก่อน พวกนี้มันไม่รู้หรอกว่า เป็นโพธิสัตว์จะต้องให้การละเว้น มันไม่รู้หรอกแล้วมันก็เอาชีวิตด้วย เราก็เป็นชีวิตมันไม่ละเว้น เราก็ต้องรู้ทัน ต้องหลบมัน เพราะพวกนี้มันพูดไม่รู้เรื่อง

เมื่อกี้นี้ขอสรุปว่ากิเลสมาก อย่างธัมมชโยก็ดี มหาบัวก็ตาม กิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว ดีไม่ดีโกหกคนอื่นด้วยว่าไม่มีกิเลส โกหกอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน จริงๆแล้วปาราชิก อย่างธัมมชโย เรื่องอุตตริมนุสสธรรมก็หลีกเลี่ยงได้ไม่มีใครรู้ด้วย แต่เรื่องวัตถุนี้ขี้โกงเงินชัดเจน พิพากษาไว้แล้วด้วย

เพราะฉะนั้นกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว  ปิดบังไว้แล้ว อันกิเลสทั้งปวง อันทุจริตทั้งปวงอันความกระวนกระวายทั้งปวง อันความเร่าร้อนทั้งปวง อันความเดือดร้อนทั้งปวง อันอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง บ้งไว้ คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำไว้แล้ว  เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว.

สรุปแล้วก็คือ ก้อนกิเลส อันแข็ง อันใหญ่  อันมาก กลบเกลื่อนปิดบังซุกซ่อนไม่เปิด ไม่ให้ใครรู้ ดีไม่ดีโกหกคนอื่นด้วยว่าฉันไม่มีกิเลสซับซ้อน

 

นรชนที่หยั่งลงในที่หลงเป็นเช่นไร

[32] คำว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง มีความว่า คำว่า นรชน เมื่อตั้งอยู่ก็เป็นผู้กำหนัด ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความกำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความขัดเคือง เป็นผู้หลง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความหลง เป็นผู้ผูกพัน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความถือตัว เป็นผู้ยึดถือ ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความเห็น เป็นผู้ฟุ้งซ่านย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไม่แน่นอน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความสงสัย เป็นถึงความมั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถกิเลสที่นอนเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้

ภาษาไทยใช้คำว่าหลง ภาษาบาลีใช้คำว่า มูโฬฺห โมหวเสน

ห ล ง

ห ล เป็นเศษวรรค ห.หีบ คือตัวแท้ ล.ลิง คือพยัญชนะตัวเต็มรอบของ ย ร ล สามเส้า หมุนเต็มตัว cyclic order พลังงานเต็มรูปของความแท้ของ ห เลยเป็นไอ้โง่ ง.งู ไอ้งมงาย ไอ้งั่ง จะมีคำว่า งามที่พอใช้ได้ นอกนั้น งกๆเงิ่นๆ งุ่มง่ามไปหมด มีคำว่า งามเอามาใช้ติ่ง ง.งู นอกนั้นไม่ดีไปหมด เราใช้พยัญชนะเป็นสื่อแทนสภาวะแล้วเราก็ไม่ได้ติดไม่ยึด

สู่แดนธรรม...นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

พ่อครูว่า…หยั่งลงในที่หลง มันรวมความไปเข้มข้นไม่โงไม่เงยเลย คำว่าตั้งอยู่เป็นผู้กำหนด สามารถแห่งความกำหนัดก็อยู่ในนี้ เป็นผู้ขัดเคืองก็โง่ต่ออีก ซึ่งมันไม่น่าสนุกเลยก็ยังเอามาอีก ทำความตั้งอยู่ให้แน่นลงไปอีก เป็นผู้หลง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความหลง ความหลงเป็นตัวสามารถยิ่งทำให้เกิดความตั้งอยู่ตั้งมั่นตั้งอยู่ตรงนี้ เป็นผู้ผูกพัน

เป็นผู้ยึดถือ ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความเห็น เป็นผู้ฟุ้งซ่านย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไม่แน่นอน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความสงสัย เป็นถึงความมั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถกิเลสที่นอนเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้

คำว่าตั้งอยู่กว่าจะคลี่ออกมา ทำให้จิตตั้งมั่น สมาธิ ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ตั้งมั่นอะไร กิเลสมากปิดบังเอาไว้แล้วด้วยความหลงติดอยู่ในถ้ำตั้งมั่น เห็นไหม งานหนักไหม งานที่จะแงะ คนที่ติดข้องในถ้ำ งานหนักไหม อาตมาใช้หอก 100 เล่มแทงเช้าแงะออกมา 600 เล่ม แงะออกมา กลางวันเย็น หอกหัก 300 เล่ม ไม่รู้กี่อัน กี่รอบแล้ว (สู่แดนธรรมว่า...เพราะพ่อท่านแทงไม่ถูก แทงถูกแต่ผนังถ้ำ เขาไปปิดบังกิเลสเป็นอันมากอยู่ในถ้ำ เหมือนแทงทุเรียน แทงถูกแต่หนามทุเรียน ไม่สามารถแทงถูกเนื้อทุเรียน)

เราทำไม่เป็นเราไม่กินทุเรียนก็ได้

อธิบายธรรมะ ถ้าเราฟังให้ดีเข้าใจพยัญชนะ เข้าใจสภาวะ โดยเฉพาะเรามีสภาวะนั้นอยู่ก็จะชัดเจนเยี่ยมเลย โอ้โห เปรี้ยงเลย ถึงแม้ว่าเราได้ทำออก ทำให้กิเลสนั้นออกไปแล้ว มันก็มีสัญญา  มีความจำ รู้ว่าเราได้ทำออก พูดมาแล้วเราได้ทำแล้ว มันก็มีปิติมีความยินดี แต่ไอ้ตัวไหนที่ยังไม่ออก เปรี้ยงไปก็เจ็บ เราโอ้โห นี่แหละก็ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริง ฟังธรรมด้วยดี ปฏิเสธความจริงเราก็โง่ ให้รู้ความจริง อย่าผิดเพี้ยน อย่าพยายามหลบเลี่ยงความจริง เรามีก็ต้องรู้ความมีที่จริง เรามีมากมีน้อยมีลักษณะนั้นลักษณะนี้ ต้องรู้ให้จริง แล้วก็ต้องพยายามเลิกราลดละด้วยวิธีการ วิธีการที่อาตมาพาทำ

โพธิสัตว์ผู้พี่ก็ยังไม่มี เกิดมาในชาตินี้ก็เลยต้องประกาศตัวเองว่าเป็นไก่ตัวพี่ ยังไม่มีใครกล้าที่จะมาแสดงตัว ถ้ามาแสดงตัวเราก็จะได้พึ่งพา ก็จะได้มาช่วยอธิบาย แต่อธิบายแล้วไม่สมราคาของความเป็นพี่ก็จะรู้เหมือนกัน ก็เลยยังไม่เห็นผู้ที่จะมาเป็นพี่ ถ้ามาเป็นพี่ก็ต้องมาทำงานมาแสดงความจริง ช่วย อาตมาก็จะได้เบาลง จะได้ช่วยมนุษย์

แต่ความจริงแล้วจนกระทั่งถึงเวลานี้ ผู้ที่อยู่ในแวดวงเกี่ยวข้องยิ่งเดี๋ยยวนี้สื่อสารมวลชนกระจายไปทั่วพอจะรับรู้กัน ถ้าพี่ตัวจริงรู้ก็น่าจะมา ที่จริงไม่หรอกอาตมาก็น่าจะรู้ตัวพี่ แล้วอาตมาก็น่าจะได้ไปหา เพราะเขาจะบอกว่าน้องเอ๋ยพี่อยู่นี่ หรือตัวพี่ก็จะทำงาน ไม่ทำงานจะหมกตัวอยู่ทำไม ทำงานเราก็จะเห็นผลงานเราก็จะรู้ว่าผลงานอย่างนี้เป็นรุ่นสูงกว่าเรานะ โพธิสัตว์คือผู้ที่ซื่อสัตย์จะรู้ความจริง ไม่ได้งมงายหรอกจะชัดเจน แต่นี่มันก็ยังไม่มีก็เลยประกาศออกไปยืนยันว่าเราเป็นตัวพี่ ไม่ได้ปิดบังอาตมาไม่ได้หลงตัวเองว่าพี่ไม่มี แต่ถ้าในยุคนี้มันไม่มีก็เลยไม่ปรากฏ ก็ร้องบอกไปตามสื่อสารมวลชน ธัมมชโยจะฟังอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พระป่าก็คงไม่ฟังเพราะว่าไม่เอาถ่านกับเรื่องพวกนี้เครื่องมือพวกนี้ แต่ธัมมชโยเขาเก่งทางเครื่องมือ เขาก็พวกทันสมัย พระป่าก็เป็นพวกล้าสมัย มันคนละมุม ก็ต้องช่วยกันทุกมุม ที่พูดนี้คือต้องช่วยเขานะ เจตนาจะช่วยไม่ได้หมายความว่าจะย่ำยี แต่มันเลี่ยงไม่พ้นคำที่ ข่มก็ต้องข่ม ยกก็ต้องยก เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องใช้อันนี้

ขณะนี้อาตมาก็พยายามที่จะทำงาน ก็เห็นผลสิ่งที่พิสูจน์ว่าอาตมาทำงานแล้ว เป็นผลงานเกิด หนึ่ง และตัวตนของอโศกก็โตขึ้นมีอะไรไปเตะตาคนที่เขาไม่ชอบเพิ่มขึ้น แต่ถึงจะเตะตาอย่างไรเขาก็ไม่โต้ตอบ ถ้าเขาตอบเขาต้องสู้ได้ ถ้าเขาตอบมาแล้วสู้ไม่ได้เขาจะขายขี้หน้าซ้อนเขาก็เลยไม่กล้าที่จะตอบออกมา เมื่อไม่กล้าตอบออกมา อาตมาก็ยิ่งจะต้องแรงเพิ่มขึ้นไปอีกว่าคุณที่ไม่ตอบออกมา ที่จริงคุณตอบได้ชนะเราได้จริงหรือเปล่า เหมือนกับการถามซ้ำย้ำเข้าไปอีก จริงหรือเปล่า สักวันหนึ่งถ้าจริงก็จะเกิดมา แต่ถ้าไม่จริงคุณจะต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับคุณก็จะกลายเป็นผู้ที่ไม่เจริญหรอก ไม่ยอมรับไม่เจริญ

ถ้ายิ่งยอมรับแล้วก็ สารภาพ ด้วยความละอายอย่างแรงกล้า ด้วยความเกรงกลัวอย่างแรงกล้า ด้วยความเคารพอย่างแรงกล้า ด้วยความรักอย่างแรงกล้า สมบูรณ์

หิริอย่างแรงกล้า โอตตัปปะอย่างแรงกล้า เปมะอย่างแรงกล้า เกรงกลัวคือหิโรตัปปัง เคารพคือคารโวอย่างแรงกล้า แล้วรัก(เปโม) อย่างแรงกล้า มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ภาษานี้สั้นๆแต่ความลึกมาก

หิริกับโอตัปปะจึงชื่อว่าเป็น เทวธรรม คนที่ไม่เกิดหิริโอตัปปะในสิ่งที่ตัวเองมีมากแล้วปิดบังเอาไว้แล้ว ปิดบังอะไร ปิดบังความชั่วปิดบังความผิด ของตนเองไว้มาก ปิดบังไว้สนิทไม่ให้ใครรู้ เพราะฉะนั้นจะเปิดออกมาต้องกล้าหาญมาก อาสโภๆ กล้าหาญมาก จึงจะกล้าเปิดออกมา

เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดออกมาก็จะต้องแน่นอนว่าตัวเองมีความผิดที่ซ่อนเอาไว้เยอะ มันต้องเหนียมต้องอายใช่ไหม เปิดเผยออกมาต้องเหนียมต้องอาย ต้องอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวเลย มันจึงยากอยู่เหมือนกันที่จะให้เขาเปิด แต่ผู้เปิดเมื่อไหร่ผู้นั้นจะเจริญ ผู้ที่ยังไม่สามารถที่จะกล้า  จึงเป็นการปิดบังเอาไว้แล้ว กิเลสตัวนี้ไม่กล้าตัวนี้

อาจจะมีความละอายแล้วในใจ หรืออาจจะเกรงกลัวมากจนกระทั่งไม่กล้าเปิด อาตมาไม่ดุหรอก อาตมาชื่อรัก อาตมาไม่ได้ชื่อดุ ไม่ได้ชื่อโหด อาตมาชื่อรัก อาตมาไม่ได้ชื่อรุนแรง อาตมาชื่อรักนะ ไม่ได้ชื่อโหด ไม่ได้ชื่อดุ ไม่ได้ชื่อรุนแรง (แต่รบอยู่นะ) เป็นธรรมาธรรมะสงครามรบอยู่ตลอดเวลาด้วย ปฏิสรโณ ตลอดเวลา รบด้วยรัก เป็นงานอาตมาเลยแหละ เป็นกลปรานี รบด้วยรัก รบด้วยความปรารถนาดี รบด้วยความเอ็นดู รบด้วยความเกื้อกูลช่วยเหลือเพื่อที่จะให้เจริญขึ้นมา ไม่ได้รบด้วยความดุร้าย ไม่ได้รบด้วยความรุนแรง ไม่ได้รบด้วยความโหดเหี้ยมเลย

นี่ใช้ภาษาไทยนะขยายความให้ฟังคุณจะเข้าใจดีว่า น้ำใจของอาตมา ใจของอาตมาแหมพูดไปแล้วเหนียมตัวเองนิดนึง มันดีขนาดไหน แต่มันเป็นจริงไหมล่ะ ที่อาตมาชมตัวเองก็ยกตัวอย่าง หลัดๆ ปัจจุบัน เป็นกรรมกริยาไม่ใช่ตัวตนอาตมาหรอก เป็นกรรมกิริยาที่พูดจริงก็แสดงความจริงอยู่อย่างนี้ มันเป็นสัจจะ มันเป็นปรมัตถ์ เพราะฉะนั้นสมมุติมันจะเป็นอย่างไรใครว่าอย่างไรก็ไม่มีปัญหาอะไร สมมุติ พยัญชนะ แต่สัจจะมันมีอันนี้อันเดียวเลี่ยงไม่ได้ สัจจะมีหนึ่งเดียวก็ใช้สัจจะอันนี้ ก็ใช้พยัญชนะใช้สิ่งที่เอามาสื่อ อธิบาย

 

นรชนผู้เพลิดเพลินหลงในเวทนา

สรุปแล้ว เข้าสู่ พารากราฟต่อมา

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือรูปนั้น ตั้งอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ... ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยมนะ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดมีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือธรรมนั้นตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ย่อมมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์

ท่านสรุปไว้สองทางคือ ขิฑฑาปโทสิกะ กับมโนปโทสิกะ

มโนปโทสิกะ เป็นตัวตั้ง เป็นตัว static จมอยู่ในจิตตนเองมโน เป็นโทษ

ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นตัววิ่งเป็นตัว Dynamic เป็นแรงเคลื่อน

คนที่ไม่รู้จักมโนไม่สามารถตีแตกมโนให้สลายเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย ไม่มีวิธีทำให้เป็นไป คนนั้นก็จมอยู่ที่มโน จมอยู่ที่ ขิฑฑาปโทสิกะ หรือจมอยู่ในแรงเคลื่อน ความเคลื่อนไป อวจรไป มันก็มี 2 เท่านี้สูงสุดก็มีสองเท่านี้

คำว่า 2 คำว่าเทวจึงเป็นเรื่องรวมได้หมดทั้งขยายความไปทั้งหมด สายเทวนิยมก็ลองไปทั้งหมดตีไม่แตกเลย พวกมหายานก็ขยายไปจนจับไม่ติดเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ทั้งตัวที่มาอาศัยตั้ง อยู่ กับไอ้ที่ขยายออกไปมากตามลำดับ อย่าอ้าขาผวาปีกเกินกำลังตนเอง ต้องเรียนรู้ขอบเขตปริเฉทที่ตัวเองต้องเอามาปฏิบัติทีละกรอบทีละวง บรรลุแล้วค่อยขยายความเก่งความสามารถขึ้น วงโตขึ้นใหญ่ขึ้นหลายวงมากขึ้น

สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา

สังขารกับเวทนาที่จริงมันตัวเดียวกัน และตัวเดียวกันกับอายตนะ สภาวะเดียวกัน แต่เราไม่รู้รายละเอียดก็สับสน มันละเอียดกว่ากันบ้าง

สังขารคือความปรุงแต่ง ผัสสะคือการกระทบ กระทบกันมาก็เป็นนามธรรม เรียกว่าอายตนะ สังขารจะคือรูปก็ได้ อายตนะเป็นนามก็ได้ ซึ่งอายตนะนี้เป็นเรื่องวัยเป็นเรื่องไม่ตั้งอยู่ เกิดมาเป็นเฉพาะปัจจุบันธรรรม ก็คือสังขารวิญญาณ แล้วเกิดจากนามรูปกระทบกันนี่แหละเกิดเป็นอายตนะ เพราะมีผัสสะจึงเป็นอายตนะ สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี เวทนาก็ดี อันเดียวกันหมด ถ้าเข้าใจสภาวะที่แท้จริงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว มันคือตัวตน อายะคือตัว ตน คือตน

เวทนาคือตัวตน ถ้าไม่มีผัสสะอายตนะก็ไม่เกิด วิญญาณ รูปนาม สังขารไม่โผล่มาให้รู้

นามรูปต้องทำงานนะ ไม่ใช่ต่างคนต่างนอนเคียงกัน

เพราะฉะนั้น 1.สังขาร 2.วิญญาณ 3.นามรูป 4.อายตนะ 5.ผัสสะ 6.เวทนา

สังขารคือเวทนา สังขารคือวิญญาณ คงไม่สับสนนะ

นามรูปคือสภาพ 2 ต้องกระทบกันมีผัสสะ กระทบกันก็เกิดสภาพอายตนะ คือ ความรู้สึก

อย่าไปหลงอายตนะเป็นเรา หลงวิญญาณเป็นเรา หลงนามรูปเป็นเรา หลงผัสสะเป็นเรา ได้ผัสสะไปแตะผัสสะมันก็ติดตรงนั้น ผัสสะแล้วก็มีเวทนา แล้วไปติดเวทนา ติดความรู้สึก ติดอายตนะ ซึ่งมันติดไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นรู้สภาวะจริงแล้วอย่าไปติด จริงๆแล้วมันมีอยู่ตามธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่เกิด สิ่งที่ทรงไว้ ธรรมะคือสภาพ 2 เสมอ เทฺว ธมฺมา

ถึงต้องเรียนรู้เวทนา แล้วเรียนที่เวทนานี่แหละให้สรุปลงไปเป็นหนึ่งให้ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60

 

(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม...เมื่อคราวที่แล้วพ่อท่านพูดว่าพ่อท่านพยายามดำรงขันธ์ไว้ด้วยอาหาร ต้องใช้สรีระฉันอาหารด้วยความทรมาน ลูกๆเลยสงสัย คำว่า ทรมานยิ่งนักในการฉันอาหาร แต่ว่า ส่วนอาหารทั้ง 3 เช่น ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ทำไม 3 ตัวนี้ถึงเบื่อแล้ว แต่อาหารตัวแรกมันเบื่อไม่ได้

อีกคำถาม ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ อยู่ที่ผู้มีปัญหาจะให้แก้หรือไม่

 

ผมได้ตอบปัญหาเขาไปว่า อาหาร 3 ที่พ่อท่านเบื่อคือ สิ่งเหล่านั้นไม่มีความจำเป็นให้ชีวิตดำเนินไปแต่อาหารตัวแรกพ่อท่านจำยอมต้องทนทุกข์อยู่

พ่อครูว่า…ใช่ ตอนนี้ผัสสะอาตมาก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เจตนาก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ วิญญาณก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เดือดร้อนตรงที่ กวฬิงการาหาร (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

 

สู่แดนธรรม...สรุปจบ

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

640510_พุทธศาสนาตามภูมิ - เทวนิยมใหญ่สุดโต่งอย่างไรในศาสนาพุทธ

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - เทวนิยมใหญ่สุดโต่งอย่างไรในศาสนาพุทธ
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก










ชมวิดีโอเทปได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สู่แดนธรรม…วันนี้วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้แนวทางรายการจะเป็นการแบ่งเบาภาระของพ่อครูด้วยการให้พวกเราช่วยกันพูด โดยพ่อครูจะเสนอความคิดเห็นได้อย่างไรก็ได้

สมณะเดินดิน…ที่เคยตกลงคือให้พ่อครูเทศน์อยู่บนห้องทำงานก็ได้ แต่พ่อครูบอกว่าสดดีกว่า พวกเราพยายามไม่ให้เกิดสภาพที่พ่อครูไอไปด้วยเทศน์ไปด้วย

 

ความจริงของ นายทุน ศักดินา นักวิชา ข้าราชการ พาลชน

สู่แดนธรรมว่า…เมื่อวานพ่อท่านได้แสดงธรรมแจกแจง 5 อย่าง บางคนบอกว่าเป็นฐานะแต่ความจริงไม่ใช่ฐานะ แต่คือ นายทุน-ศักดินา-นักวิชา-ข้าราชการ-พาลชน

สมัยก่อน ไทยเราปกครองโดยพระมหากษัตริย์ ดูแลด้วยเมตตา แต่ยุคนี้นายทุนมีอำนาจมากขึ้น อยากถามว่าเพราะเหตุอะไรครับ พ่อท่านถึงได้เขียนเรื่องนายทุน-ศักดินา-นักวิชา-ข้าราชการ-พาลชน เมื่อวานนี้ครับ

พ่อครูว่า…เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่จริง นายทุน ยุคนี้มีความชัดเจนมากก็เกิดอยู่จริง

ศักดินาซึ่งเป็นแกนหลักของมนุษยชาติตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีความสำคัญยังเป็นจริงอยู่ แต่คนจะไปเปลี่ยนแปลง จะไปถอนรากถอนโคนสิ่งนี้ไม่ให้เหลือ ทุกคนจะต้องเสมอภาค ทุกคนจะต้องเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อเจ้อ เป็นความฝันลมๆแล้งๆ เป็นเรื่องความต้องการที่แส่หาขึ้นมา

อย่างคน มีธาตุรู้เป็น 2 มีธาตุวิญญาณกับรูปธรรม

รูปธรรมคือสิ่งที่ผสมผสานกับวิญญาณ วิญญาณนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ทางเทวนิยมเรียกว่าพระเจ้า ซึ่งรู้สูงสุดก็เท่ากับศาสดาของเขา ศาสดาของแต่ละศาสนาแต่ละลัทธิรู้สูงสุด จริงๆแล้วเป็นความรู้ของศาสดาไม่ใช่ความรู้ของพระเจ้าแต่อย่างใด ศาสดาแต่ละองค์ก็มีความรู้ความจริงแตกต่างกัน ก็ไปหาผู้ที่มีทัศนคติตรงกัน ก็ไปบริหารกันไปเป็นแต่ละศาสนาแต่ละลัทธิ

เพราะฉะนั้นความแตกต่างต่างๆพวกนี้ ก็มีนักวิชาการ นักวิชา นักรู้ นักศึกษาต้องชัดเจนต้องละเอียดและนักวิชาการนี้ ก็จะลงไปทำงานเรียกว่า ข้าราชการอีกทีหนึ่ง พวกที่จะเป็นข้าราชการส่วนมากเป็นนักวิชาการ แต่ทีนี้นักวิชาการก็ยังมีกิเลสโลกธรรม ก็ไปคบกับนายทุน ก็พยายามสะสมรายได้ ลาภ ยศ สรรเสริญอะไรต่างๆ แบบโลกธรรม ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น เอาไปเอามา นายทุนก็ผยองหรือนักวิชาการสมคบกันเข้า ผยอง ก็จะทำให้ผิดธรรมชาติ จะไปล้มศักดินา ก็อย่างที่เป็น ก็ซับซ้อนวนเวียนอยู่อย่างนี้

อาตมาเข้าใจสัจธรรมนี้ไม่ใช่เข้าใจโดยตรรกะ ไม่ใช่เข้าใจด้วยเก่งความจริงคาดคะเนเอาหรือว่าศึกษาตามบัญญัติ ตามความรู้ของผู้รู้ที่เขาเขียนบรรยายบอกไว้ อาตมาไม่ใช่นักอ่าน ไม่ใช่นักศึกษา โดยเฉพาะชาตินี้ศึกษาน้อยมาก ไม่ได้อ่านไม่ได้ศึกษาของใคร เอาของตัวเองสดๆมาใช้ ซึ่งก็ยังเห็นว่าเกินพอเหลือใช้ คนยังเอาจากอาตมาไปได้ไม่หมด แม้อาตมาจะยังไม่มีมากถึงขนาดพระพุทธเจ้า แต่ขนาดนี้ก็เหลือเฟือ แม้ในยุคนี้ใช้ได้เหลือเฟือ แต่คนเขาก็ยังยาก ยังมีปัญญาไม่ถึงยังเข้าใจไม่ได้ ก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของคนใกล้กลียุคก็จะได้คนอริยมรรคแค่นี้แหละประมาณจริงๆ พระสมณโคดมก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายแล้วในภัทรกัปนี้ ที่จะไปขึ้นเป็นภัทรกัปป์ใหม่ เป็นพระศรีอาริย์ ที่จะเป็นผู้ที่เกิดในยุคที่ คนง่าย คนสูง คนเจริญ มีมวลมาก พระศีรอาริย์จะได้สอนสบาย ก็จะมีคนที่เข้าใจโลกุตรธรรมได้เยอะได้สบาย เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงกลียุคที่คนหมดแล้ว ล้างของเก่าไปขึ้นต้นใหม่เป็นคนที่ไม่มีกิเลสมากกิเลสหนา

ในยุคกลียุคจะผลาญทรัพย์ศฤงคาร ผลาญทรัพยากรไปหมด แล้วก็จะหยุดค่อยๆเพราะทรัพยากรของโลกขึ้นมาใหม่คนก็สะสมเกิดขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งเกิดขึ้นมาก็ยังสุขสบายธรรมชาติก็ยังเยอะคนไม่มีกิเลสมาก ก็อยู่ค่อยๆสะสมพลเมืองจนมีพลเมืองมากจนกระทั่งเกิดกิเลสเกิดแย่งชิงเกิดทะเลาะกันขึ้นมาวนเวียนเป็นตามวัฏจักรอย่างนี้ตลอดกาลนาน

ลักษณะของนายทุนเป็นอย่างไร ลักษณะของศักดินาสูงสุดก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรมที่สูงสุดมีทศพิธราชธรรมบริหารประชากรอยู่อย่างมีบารมีที่แท้จริง ก็เป็นความจริงขาดไม่ได้ พระราชา ขาดไม่ได้ในมวลมนุษย์ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนยุคไหนขาดไม่ได้ ถ้าขาดก็แสดงว่าเสื่อม เป็นความไม่สมประกอบของธรรมชาติเป็นธรรมชาติขาเดียว ธรรมชาติไม่สองขามีแต่รูปหรือมีแต่นามอย่างใดอย่างหนึ่ง มีแต่ความคิดฟุ้งซ่านก็เป็นนาม มีแต่ความคิดไม่มีปัญญาก็แย่ ไม่สมประกอบเป็นธรรมชาติพิการใช้ไม่ได้

นักวิชาการจะต้องเข้าใจอันนี้ อาตมาเกิดในชาตินี้มาพูดตรงๆอาตมามาเป็นนักวิชาการ เกิดมาในปางนี้ชาตินี้มาเป็นนักวิชาการ มาสาธยายความรู้มาเป็นปุโรหิตมาเป็นผู้ที่นำความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ตรัสรู้สูงสุดในความเป็นมนุษย์ชาติและสังคม พระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากความเป็นมนุษย์และสังคม ก็เข้าใจองค์ประกอบและแต่ละยุคสมัยที่มันสังขารปรุงแต่งกันอยู่ตามเหตุปัจจัย เสร็จแล้วก็บริหารอภิบาลกันไป

ข้าราชการก็เป็นผู้ที่สนองพระเนตรพระกรรณของในหลวงหรือของทางศักดินา ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นธรรมชาติธรรมดาของสังคมมนุษยชาติที่ลงตัวที่สุด

ส่วนพาลชนนั้น คือตัวเกเร ตัวโง่ ตัวอ่อนแอ ไม่เดียงสาเป็นเด็กเล็กๆหรือพิการเป็นพาละ หรือเป็นภาระ ของสังคมเจริญที่จะต้องเลี้ยงดูช่วยเหลือเขา ในฐานะที่เขาเกิดมาเป็นชีวะ จิตนิยามอยู่ในสังคมแล้ว ก็ต้องช่วยให้เขาพัฒนามีความรู้ที่ดีจนกระทั่งเป็นโลกุตระขึ้นมาได้เรื่อยๆ ก็มีหน้าที่จะช่วยกัน เพื่อจะให้มนุษยชาติอยู่ในโลกกันอย่างเจริญ

อาตมาก็แยกความรู้มาเป็นตาปัญญา ซึ่งตาปัญญาจะเข้าใจความเป็น ตาทั้ง 3  คือตาปัญญาเองจะรู้ทั้งตาเนื้อและตาทิพย์ ส่วนสายเทวนิยมหรือว่าสายที่ไม่มีปฏิภาณปัญญา ที่มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ไปโทษเขาไม่ใช่ไปว่าเขาหรอก มันเป็นสัจธรรมธรรมชาติของมนุษย์มหาเอกภพ ชีวะมันจะต้องเป็นอย่างนั้นมีผู้รู้กับผู้ไม่รู้ เป็นธรรมดา ผู้ที่เป็นเทวนิยมจะต้องศึกษา

 

วิโมกข์ 8 จบได้ที่อากิญจัญญายตนะหากสัมมาทิฏฐิ

คุณหายโง่ : ถามมาว่า...พระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในการแสดงธรรมะวันที่ 9 พ.ค. ศกนี้ พ่อครูกล่าวว่า พระมหากัสสปะเป็นเทวนิยมใหญ่ ขอได้โปรดขยายความในความสัมพันธ์ระหว่างพระอรหันต์เจ้ากับเทวนิยมใหญ่ในพระมหากัสสปะด้วยค่ะ

พ่อครูว่า…ก็ขอเหมา อาตมาไม่ได้อ่านทวนนะ หนังสือเล่มนี้เขียนตั้งแต่ 2548 พุทธเป็นอเทวนิยมอย่างนี้

ก็ขอขยายความอีกนิดหนึ่ง เทวนิยม กับ อเทวนิยม ก็เป็นคู่ของธรรมชาติเป็นเทวะหรือธรรมะ 2 เป็นคู่ที่ยิ่งใหญ่มาก เทวะ กับ อเทวะ

อเทวะ เป็นอย่างเดียวเท่านั้นในทุกยุคทุกสมัย ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองเป็น อทวะ ก็มีอเทวะจริงอยู่อันเดียว นอกนั้นก็ไม่ได้เรื่องอะไรเป็นสะเปะสะปะ ในยุคนี้อาตมานำอเทวะมายืนยัน พุทธทั่วไปหลงในเทวนิยมเต็มไปหมด มีอเทวนิยมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องสะเปะสะปะที่จะรู้ตั้งแต่ สังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายะ ก็แยกกายแยกจิตไม่เป็น แยกอุตุ พีชะ จิต ก็มีความรู้ว่า กายที่ไม่เหลือกายเป็นอย่างไร พีชหรืออุตุ ไม่มีกายแล้ว ความเป็นกายต้องมีความรู้สึกทางจิต เมื่อไม่มีจิตแล้วก็ไม่มีกาย เป็นหนึ่งไปเลย กายต้องมี 2 เสมอ กายเป็นหนึ่งไปแล้วกายก็ไม่มีตัวเอง

ถ้าเป็นจิตก็เหลือแต่จิตไม่มีกาย แล้วก็ไม่ศึกษากาย พวกเอาแต่จิตๆๆๆ  ไม่ศึกษากายเป็นเทวนิยม 100% กายก็นึกว่าเป็นของภายนอกเป็นดินน้ำไฟลม ซึ่งไม่ใช่ กายต้องมีคู่ภายนอกภายในเสมอ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมคู่กัน เป็นวิญญาณมีรูปมีนาม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาหาร 4 ข้อที่ 4 รูปกับนาม

รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ จะเป็นตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนกระทั่งมาเป็นพระพุทธเจ้า นาม คือผู้รู้ รูปี รูปานิ

รูปี คือรูป รูปานิ คือ ตัวผู้ที่จะเข้าไปรู้รูป รู้อย่างสัมผัสเห็น ปัสสติ ในวิโมกข์ 8 มี รูปี รูปานิ ปัสสติ (วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1)

วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 ก็ขยายความ อัชฌัตตัง อรูปสัญญีเอโก พหิทารูปานิปัสสติ

อัชฌัตตังแปลว่าภายใน  สัญญีคือ ผู้มีการกำหนดรู้ สามารถกำหนดรู้สภาพทั้งรูปทั้งนามตั้งแต่ กามรูป จนถึงรูปรูป พ้นจากกามแล้วมาเป็นรูปภพ อรูปภพ ก็มารู้รูป แล้วก็ทำลายรูปได้ อยู่เหนือรูปได้จึงเรียกว่า อรูปสัญญี เป็นผู้ที่กำหนดได้ทั้ง กาม ทั้งรูปภพ อยู่เหนือได้ แล้วก็เหนืออรูปภพ ทำลายอรูปภพได้ ก็อยู่ในนี้ในตัวเองโดยส่วนตัวทั้งหมด เอโก ทั้งหมดมีทั้งภายในและทิ้งภายนอกไม่ได้ด้วย พหิทารูปานิ ต้องเป็นผู้รู้ภายนอกด้วย ปัสสติ นี่คือ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญีเอโก พหิทารูปานิปัสสติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้

ส่วนวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 สุภันเตเรียกว่า อันตะ จากสุภันเตวะ คำว่า เอวะ คือ สิ่งที่เราปฏิบัติตามนั้นแหละ สุภะ แปลว่า สิ่งที่ควรเป็นควรได้ ท่านก็แปลว่างามก็ไม่ผิด แต่ฟังแล้วเป็นโลกียะ สรุปง่ายๆว่าต้องเอานิพพานให้ได้ก็โน้มทิศทางไปสู่นิพพานในที่สุด คุณก็ทำอันนี้ให้ โหติ ให้มี ให้เป็น ให้สมบูรณ์แบบ

เพราะฉะนั้นในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 เท่ากับรูปฌาน รูปฌานต้องมี 4 เขาเข้าใจไม่ได้ก็จะโมเมไปใหญ่อธิบายเรื่อง ฌาน พวกที่หลับตาก็ไม่มีสภาวะก็เลยไม่รู้เรื่อง อาตมาเรียนรู้ฌานโลกีย์ ไม่มีปัญหาหรอกแต่ ของพุทธเจ้าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น แต่เป็นฌานที่เป็นธาตุรู้ที่เผากิเลสได้ เป็นฌาน 1 2 3 เข้าฌาน 4 ก็เป็นสภาวะอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จะไปเอานิยายกับอรรถกถาจารย์ไม่ได้หรอกเพราะท่านยังไม่มีสภาวะ

สรุปแล้ววิโมกข์ 8 ของ 3 ข้อนี้คือ รูปฌาน สมบูรณ์แบบครบถึงขั้นอุเบกขา แล้วก็ตรวจสอบรายละเอียดลงไป

อุเบกขามีความว่างกับวิญญาณ อากาสา คือ ความว่างจากกิเลส สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีสภาพ 2 ผลักดันอยู่ เป็นกลางเลย มี 0 หรือ 1 เอาสภาพที่ยังมีก็เป็น 1  0 ก็รับรู้แล้วว่ามันไม่มีเพราะฉะนั้นจะเป็นหนึ่งก็คือยังมีอยู่ จะเป็น 0 ก็คือไม่มีอะไรอยู่ ไม่มีกิเลส จะมีอยู่ก็คือวิญญาณสะอาด

อากาสาฯคือ สภาพเป็น 0 กับ 1 วิญญาณ ธาตุรู้คือตัว 1

อากิญจัญญาฯ ก็ตรวจกิเลสอีกทีนึงว่ามันไม่มีแล้วนะ ตรวจในขณะมีตาหูจมูกลิ้นกายใจพร้อมในขณะนี้แหละ มีวิญญาณ มีที่ตั้ง ไม่ใช่วิญญาณสัมภเวสี จะคนที่เรียนรู้ต้องครบทั้งตาหูจมูกลิ้นกายมีที่ตั้งที่เกิด

คำว่า วิญญาณฐีติกับสัมภเวสี 2 อย่างนี้ก็ยังแยกความต่างกันไม่ออก ก็ยังแยกไม่ได้อย่างพระพุทธเจ้าท่านบริภาษภิกษุ สาติ ไปงมงายกับวิญญาณล่องลอย สัมภเวสี วิญญาณหลับตาไม่มีที่ตั้ง วิญญาณไม่อยู่ในทางตากระทบอยู่ ก็ได้ยินเสียงอยู่รู้อยู่ จมูกลิ้นกาย ครบ มีที่ตั้งมีที่ยืนยันอ้างอิง เป็นความจริงครบบริบูรณ์ทั้งรูปทั้งนามทั้งนอกและในครบกายครบจิต  ความรู้เหล่านี้ถ้าไม่ชัดเจนในความจริงก็บกพร่องไป แต่ถ้าครบถ้วนรอบปฏิบัติสัมมาทิฏฐิตั้งแต่วิญญาณฐีติ 7 ถึงขั้นไม่มีกิเลสแล้ว ทบทวนแล้ว อากาศก็ดีวิญญาณก็ดีก็ว่างชัด วิญญาณก็สะอาดเต็ม ไม่มีกิเลสแม้นิดนึงน้อยนึง สัมมาทิฏฐิก็จบตรงนี้ ไม่ต้องไปทบทวนอะไร

เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือการทบทวน ถ้าผู้ใดไม่เต็มที่ 100% ในวิญญาณที่ติก็ต้องทบทวนเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ต้องทบทวนตรวจสอบสัญญากำหนดรู้ต่างๆอะไรที่ยัง เนวะ ยังไม่รู้ครบใช่ก็ไม่ใช่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ก็ต้องตรวจสอบ สอบทวน ให้สะอาดบริสุทธิ์เรียกว่า สัญญาเวทยิตตัง นิโรธัง โหติ เอาสัญญากำหนดรู้ในเวทนา มีผู้รู้แปล เวทยิตตัง ว่าเคล้าเคลียอารมณ์ เอาสัญญารู้ให้ครบปฏิเวธ ให้ครบให้หมดเลยว่าถูกต้องสมบูรณ์แบบ นิโรธแน่นะ สัญญาเวทยิตนิโรธ คุณก็ทำให้ชัดเจนว่าแน่นะ มีแน่เป็นแน่ตามที่ต้องการ ตามที่เราเรียนรู้มา มีของจริงตรวจสอบทั้งรูปทั้งนามของคุณ สมบูรณ์แบบคุณก็จบด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ อย่างนี้เป็นต้น

ผู้ที่ไม่มีสภาวะจริงจะมาอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้หรอก ถ้าหากอาตมาพูดผิดก็เป็นวิบาก

 

เทวนิยมใหญ่ในสายพระมหากัสสปะ

เทวนิยมใหญ่ ก็คือ ติดยึดความเป็นเทวะ ถ้าใครศึกษาประวัติของพระมหากัสสปะ ศึกษาดีๆแล้วจะรู้ว่า พระมหากัสสปะเป็นสายพระป่าเป็นเทวนิยมตัวเบิ้ม จนในยุคพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นหนึ่งเดียว คนจะอยู่ป่าพระพุทธเจ้าก็ให้ทำได้ ก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่มีทัศนคติความชอบแบบเดียวกันก็มีบริวาร ซึ่งมีส่วนน้อย ไม่เหมือนในยุคนี้บริวารพระป่ามีเยอะ พระบ้านคือพวกเราชาวอโศกที่ไม่ใช่เถรสมาคม ที่เป็นเถระสมาคมนั่นยังแย่ยังหนักอาการยังหนักยังโลกธรรมหุ้มหัว หุ้มศีรษะอยู่เยอะ ยังไม่ไหวหรอก ทางพระป่าก็ไปทางเชน ไปทางมักน้อยสันโดษไม่เอาอะไร เพียงแต่ไม่สัมมาทิฏฐิเท่านั้น ไปนั่งหลับตาไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่มานั่งลืมตา

แม้แต่สายพระบ้านก็ไม่ได้เข้าใจในเรื่องปฏิบัติลืมตา ก็ยังไปหลงว่าการปฏิบัติหลับตานั่นแหละเป็นวิธีปฏิบัติของศาสนาพุทธ แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริงไม่เอาหนักเหมือนกับทางพระนั่งหลับตาจริงๆ ก็มานั่งบริหารแล้วเสพสุขด้วยลาภยศสรรเสริญกันเยอะ ก็เลยใช้เวลาฟุ่มเฟือยไปกับโลกธรรม นั่งบ้างไม่นั่งบ้างได้แต่พูด เลยเก่งทั้งพูดกลายเป็นผู้สาธยาย เอาอะไรต่ออะไรมาที่เป็นโลกจินตามาอธิบาย(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ก็เลยกลายเป็นผู้ที่เลอะเทอะเยอะแยะไปหมด ก็เลยแบกสัมภาระวิบากไว้มากมาย ดิ้นไม่ออกจากสมภาร หนักเข้าแต่ละวัดก็ตีกันแย่งกันไปตามโลกีย์ มันเป็นเรื่องของโลกีย์ที่เห็นๆ

ขออภัยที่อาตมาพูดนี้เป็นวิชาการไม่ได้ไป ข่ม หรือไปดูถูกดูแคลนอะไรหรอก ผู้ใดฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญาว่าท่านผู้นี้ ผิดก็ตรวจสอบก็แก้ไข ถ้ายังไม่เห็นว่าผิดจริงยังไม่รู้ก็แล้วไปอาตมาจะไปบังคับความรู้ได้อย่างไร คนรู้ก็รู้คนไม่รู้ก็ไม่รู้อาตมามีหน้าที่พูดความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง

อาตมาก็ทำหน้า ที่ไป ที่เรียกว่าเทวนิยมใหญ่ คือ เป็นเจ้าแห่งเทวนิยมเป็นใหญ่ทางเทวนิยม เป็นเทวนิยมที่พระพุทธเจ้ายอมรับว่าเอาหละเป็นอรหันต์ได้ ยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีภูมิปัญญาพอที่จะรู้จัก อัตตา รู้จักการลดละอัตตา เป็นคนมักน้อยอยู่แล้วเพราะฉะนั้นแม้จะลดละอัตตาได้นิดหน่อย มันก็อาศัยสบายอยู่แล้ว ทางสายมักน้อย พวกนี้ น้อยจนเกินจนกระทั่งไม่เอาอะไรไปอยู่ป่า ถ้าไม่มีพระวินัยก็ขุดดินขุดเผือกขุดมันกิน เด็ดต้นไม้กินเลย แต่ว่ามีวินัยของพระพุทธเจ้าว่า เป็นภิกษุเป็นผู้บวชแล้ว อย่าพรากพืช อย่าไปขุดดินกินหัวมันหัวเผือก ไม่เอา ให้พึ่งฆราวาส พึ่งพาอาศัยกันฆราวาสกับภิกษุต้องพึ่งพาอาศัยกัน นำพากันไปสู่นิพพาน ไม่เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องสุดโต่งไปหนักเข้าจะไปเป็นแบบพวกเชนเลย เป็นพระป่าพระเทียนไม่รู้เรื่องโลกเลย ไม่เอา มันสุดโต่งไป มันไม่มีประโยชน์คุณค่ากับมวลมนุษยชาติ อย่างเพียงพอสมดุลมันโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง กามสุขัลลิกานุโยคก็โต่งไปอัตตกิลมถานุโยคก็โต่งไป พระพุทธเจ้าไม่เอาทั้งสองอย่าง ท่านให้ผลออกมาดีที่สุด ศึกษาให้ดีจัดสัดส่วนมันจะได้ความมัชฌิมาพอเหมาะพอดีได้อย่างสมส่วนที่สุด

เทวนิยมใหญ่จึงเป็นหัวหน้าเทวะที่มีบริวารที่เหลือ พระพุทธเจ้าก็อนุโลม ยอมรับว่าท่านต้องใช้ศัพท์ที่เรียกว่าอุ้มพระมหากัสสปะไว้ ถึงขั้นที่เรียกว่า สายนี้เจโต ไม่ค่อยมีปฏิภาณปัญญาเท่าไหร่ ลูกศิษย์ก็เหมือนกันท่านก็ต้องอุ้มไม่ให้ลูกศิษย์ลูกหาแหนงหน่ายพระมหากัสสปะ ก็เลยบอกว่าพระมหากัสสปะมีฐานะเสมอเรา ช่วยพระมหากัสสปะไว้ถึงขนาดนั้น บริวารถึงอยู่ได้ไม่อย่างนั้นพระมหากัสสปะจะว้าเหว่เลย มันก็ตายสิน้อยอยู่แล้ว

มันเป็นเรื่องยุคสมัย พระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัปซึ่งมีผู้รู้ผู้ที่จะสอนได้นั้นน้อยที่สุดแล้ว หลังพระพุทธเจ้าแล้วก็มีโพธิสัตว์เช่นอาตมาเท่านั้น แล้วก็มีพระโพธิสัตว์องค์อื่น มีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นต้น มีโพธิสัตว์อื่น แม้กระทั่งอาตมาขานรับโพธิสัตว์ขั้นคานธี โพธิสัตว์ขั้นไอสไตน์ ก็ยังไม่อยากขยายความเดี๋ยวมันจะยาก

แม้แต่คานธีก็ไต่เต้ามาทางเทวนิยม ก็มาหาความเป็นพุทธ มาหาความเป็นเทวะไปเรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มมา เป็นยุคนี้ที่มีตัวตนบุคคลเอามาอ้างอิงได้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้สูงเท่าในหลวงรัชกาลที่ 9 หรอกไม่ว่าจะเป็นคานธีหรือไอน์สไตน์

ไอสไตน์ก็เป็นผู้มีความรู้เรื่องวัตถุ แต่ก็ซ้อน คานธีมีบารมี แต่บริวารก็ต้องล้มตาย อย่างที่เป็น เกิดสงครามเกิดการฆ่าแกงทำร้ายทำลายกัน จนกระทั่งสุดท้ายด้วยคุณธรรมของธรรมะบารมีของธรรมะชนะอธรรม ที่มารังแก อังกฤษมารังแกก็ต้องถอยทัพไป อาตมาก็อธิบายยังไม่เก่ง แต่คานธีเขาใช้คำว่า สัตยาเคราะห์ เข้ามาทำร้ายทำร้ายเราก็ยอมตายท่าเดียว จึงมีคนตายเป็นเบือ ในยุคของคานธี ตายกันเยอะ

พอมาเทียบกับยุคพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ตายอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในรัฐบาลที่เกิดการปฏิวัติกัน นี่คือการปฏิบัติอย่างสงบ ยิ่งกว่าคานธี เพราะคานธี ยังมีรบราฆ่าฟันการเกิดการฆ่ากันล้มตายกันเป็นเบือ แต่ของไทยตายไม่เท่าไหร่ จะสู้ก็ไม่ต้องไปสู้กับต่างประเทศเลย เพราะต่างประเทศมารังควานไม่ถึง เป็นบารมีของประเทศไทย เข้ามารุกรานไม่ได้ อันนี้เป็นนามธรรม เป็นบารมี เป็นฉัพพรรณรังสีของธรรมาธรรมะ ซึ่งยิ่งใหญ่มาก ศัตรูผู้หวังร้ายเข้ามาไม่ถึง เพราะฉะนั้นไม่เกิดในยุคนี้ ไทยจึงมีแต่สงครามภายใน เดี๋ยวนี้ก็ยังเหลือเศษเชื้อของสงครามภายในอยู่บ้าง เป็นธรรมชาติ เป็น error

เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรหรอกอาตมาพูดนี้ เขาจะไม่รู้เรื่องเลยพวกที่เขากำลังดีดดิ้นอยู่เพื่อจะทำอะไรต่ออะไรของเขากันอยู่ ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจที่จะรู้ตัว แต่มันเป็นสัจจะเขาต้องเป็น พระเทวทัตก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องเป็น นี่ก็ฉันเดียวกัน อย่างทักษิณก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเป็น ไม่รู้ตัว แต่ก็ต้องเป็น เป็นเหยื่อแร้งกาแสดงอยู่อย่างนั้น นี่ก็ยังออกมา ตอนนี้มาในนามโทนี่ ก็อยู่อย่างนั้น ก็แสดงไป แสดงออกอย่างนี้ๆไป

ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เป็นการศึกษาของโลก ทั้งโลกียธรรมและโลกุตรธรรม

โลกุตรธรรมก็ต้องแสดงออกอย่างเข้าสายทาง สงบ สันติ อหิงสา จริงใจ จริงจัง แล้วก็ใช้ความจริง ใช้ความดีใช้ความถูกต้อง ใช้คุณธรรม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในกระทั่งเขาจะมาทรมาน จะทำร้ายทำลายรุนแรงอย่างไรก็ยอม แม้เขาฆ่าตายก็ยอม ถ้าไม่ตายเหลือชีวิตก็ดีที่ไม่ถึงตาย เมื่อไม่ถึงตายก็ดีที่เขาไม่ตัดอวัยวะยังเหลือแขนขาอยู่ก็ดี แม้ว่าเขาตัดแขนขาก็ยังไม่ตายก็ดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น เขาไม่ตัดแขนขามีอวัยวะถ้วนรอบก็ดี เขาก็ยังด่ายังว่า ข่มขี่ ก็ดีกว่าเขาตัดแขนขา

สู่แดนธรรม…พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้าเขาด่าจะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่ายังดีกว่าเขาทำร้าย เขาทำร้ายก็ยังดีกว่าเขาตัดแขนขา เขาตัดแขนขาก็ยังดีกว่าเขาฆ่าให้ตาย

พ่อครูว่า…ในสิ่งที่เป็นจริงเหล่านี้ก็ต้องใช้ชีวิตในแต่ละชาติศึกษา อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะต้องทำงานทางด้านนามธรรม ทางด้านความรู้ให้รอบและพร้อมกันนั้นก็มีรูปธรรม ก็เป็นรูปธรรมส่วนน้อย เพราะว่ามันไม่ใช่ง่ายๆต้องมีทั้งรูปทั้งนาม ถ้าไม่มีนามธรรมมันเป็นอย่างนี้ไม่ได้ จึงมีจำนวนน้อย มันก็ต้องสมสัดส่วนของมัน

แต่นามธรรมคุ้มตัว เป็นรังสีราศีที่จะรักษาเราเอง นามธรรมเป็นประธาน ไม่ใช่รูปธรรมมาเป็นประธาน มีฉัพพรรณรังสีเป็นสิ่งที่คุ้มครองรักษา

 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

ผู้มาจนเป็นผู้กอบกู้สังคม ผู้ที่ไปรวยทำลายสังคม

สู่แดนธรรม…พ่อท่านสอนให้พวกเราใช้ยุทธวิธีจัดการข้าศึกคือกิเลส แต่ธรรมาธรรมะสงครามไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าใครแพ้ใครชนะเป๊ะเลย เพราะธรรมาธรรมะสงครามเป็น สังขตธรรม ที่เกิดจากการปรุงแต่ง ว่าฝ่ายใดมีกำลังมากกว่าก็ชนะ หากฝ่ายธรรมะมีพวกน้อย หน้าที่ของปุโรหิตวิชาการธรรมะคือส่งเสริมฝ่ายธรรมะ ควรให้ฝ่ายธรรมะมีบทบาทในสังคมให้มากกว่าฝ่ายอธรรม

พ่อครูว่า…สรุปคำว่า เทวนิยมใหญ่

เทวนิยมคือยังเอียงไปข้างตีเทวไม่แตก คำว่า เทวะ แปลว่า 2 การเรียนรู้ที่ละ 2 เป็นตัวเปรียบเทียบกัน เราก็จะได้แชมป์กับรองแชมป์ ที่คัดเลือก รองแชมป์ก็เก่งขึ้นมาอีกไปเรื่อยๆ ใครชนะก็เป็นแชมป์ จนได้แชมป์ที่สูงสุด จนหมดสิ้นรองแชมป์ จนกระทั่งรองแชมป์ที่เก่งที่สุด ไปท้าชิงกับผู้ที่เป็นแชมป์ ผู้ชนะสูงสุดก็เป็นแชมป์เลิศสุด ห่างไกลรองแชมป์อื่นๆที่จะพึงมีได้ เพราะระหว่างรองแชมป์ก็จะมีผู้ไปหาญสู้ รองแชมป์ที่คัดขึ้นมาเรื่อยๆ จนหมดรองแชมป์ที่ไปหาญสู้ผู้ที่เป็นแชมป์ เราจะยังตัดสินไม่ได้หรอก ตราบใดยังไม่สูงสุด

ถ้าสมมุติว่า แชมป์คนนี้ชนะตั้งแต่รองแชมป์คนที่ 1 จนถึงรองแชมป์คนที่ 99 ก็ยิ่งใหญ่เลยสิ เพราะฉะนั้นแชมป์ตัวจริงก็จะเป็นอย่างนี้แหละ ก็จะเป็นแชมป์ไม่มีทางเคยแพ้เลย รองแชมป์เก่าก็จะฝึกวรยุทธขึ้นมาสู้ ๆๆๆๆ  จนกระทั่งหมดแล้วในยุคนั้น ในกัปนั้น ไม่มีรองแชมป์คนไหนจะสู้ได้อีก พระเจ้าจึงตรัสว่าในระยะเวลาใกล้กันจะมีพระพุทธเจ้า 2 องค์ที่เก่งใกล้เคียงกันลอุบัติขึ้นมาใกล้กันนั้นหาได้ยาก เป็นไปไม่ได้ ไม่เป็นฐานะที่จะเป็น อฐานะ พระพุทธเจ้าไม่มีใครจะเทียบได้ เป็นจอมยุทธไร้เทียมทานจริงๆ แม้แต่โพธิสัตว์ระดับ 7 ยุคนี้ก็จะหาคู่มาเปรียบเทียบได้ยาก ก็ต้องพิสูจน์ความจริงไป พูดไปก็เพียงแต่พูด อวดเก่งไม่พอหรอกมันต้องพิสูจน์ความจริงว่าเป็นธรรมะจริงๆนะ เป็นโลกุตรธรรมจริงๆนะ รบด้วย ไม่มีอาวุธ มีแต่ความสงบ ราบเรียบร้อย มีแต่สันติ อหิงสา อโหสิ นะ อย่างนี้เป็นต้น

ซึ่งเราก็ทำมามีรูปธรรมตั้งแต่ออกไปรบซัดพวกนายทุนศักดินา จะมารุกรานมายึดครองบ้านเมืองเราก็ป้องกันให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปได้เรียบร้อยหมด จนในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านสิ้นไปก็ไม่มีปัญหา ก็มีรัชทายาทมีในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ยังอยู่ ที่ยังเป็นผู้ค้ำบัลลังก์คือพลเอกประยุทธ์ ก็มาเป็นนักรบแทน จึงชื่อว่าเป็นประยุทธ์ แม้จะไม่ชื่อว่าตะวันโอชา ก็ยังคือจันทร์โอชา

อาตมาพูดด้วยความจริงใจอย่างเดียว ไม่ต้องไปประจบประแจงพลเอกประยุทธ์ ให้ท่านทำหน้าที่ของตัวเองไปให้ดีที่สุดเลย อาตมาเชียร์ แม้ทุกวันนี้ก็ยังแสดงออก อยู่ให้ถึง 10 ปีเลยก็ได้ยังแข็งแรงทำได้เต็มที่เลย เพราะยังเป็นไปได้ แม้แต่ที่สุดสงคราม covid มันยิ่งร้ายกาจ เขาก็พยายามกันทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ อะไรต่างๆนานา แต่ด้านต่างประเทศสงบเรียบร้อยดีมาก

จริงๆแล้วเรื่องเศรษฐกิจเขาเข้าใจยังไม่ได้ ซึ่งมันซับซ้อน น่าเห็นใจเหมือนกัน เศรษฐกิจที่ดีคือเศรษฐกิจของชาวอโศก ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสไว้แล้วว่า มาจน มาเป็นคนจน คนจนนี่แหละสุดยอดซับซ้อนที่สุดเลย เข้าใจไม่ได้ว่าจนจะอยู่อย่างไร ก็มาดูว่าชาวอโศกอยู่อย่างไร ชาวอโศกไม่กระดี๊กระด๊าไปแย่งลาภยศสรรเสริญอีกแล้วในสังคม มีวรรณะ 9 จริงๆ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย อัปปิจฉะ กล้าจน อย่างจริงใจ อย่างสำราญเบิกบานใจ จนอย่างรู้ว่า จนก็ดีกว่าไปรวยจะไปรวยทำไมให้คนมาแย่งชิงริษยา ไม่มีใครมาริษยาคนจนหรอก ถ้าไม่มีใครมาบอกว่าสู้เราไม่ได้หรอกเราจนกว่า ก็มีแต่พวกเราท้วงกันเองไป แล้วก็จริงใจ พวกเราก็รู้อยู่ว่ามันก็ยังหมกเม็ดอยู่นะ หลายเม็ดอยู่นะก็เท่านั้นเอง ไม่มีปัญหาอะไรเราก็รู้ว่าเป็นไปตามลำดับ ผู้ที่มีสำนึกสังวร ยังทำไม่ได้ก็เป็นตามลำดับ

เพราะว่าเป็นเรื่องของปัญญาที่มารู้จุดสำคัญของโลกุตระเป็นเรื่องอจินไตย อธิบายไม่ง่ายมันต้องมาอยู่ที่ตัวเองรู้ตัวเอง มีจิตตัวเอง มีสภาพจริงของตัวเองแล้ว มันจะเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ

เพราะฉะนั้นผู้ที่มาจนจะเป็นผู้กอบกู้สังคม ผู้ที่ไปรวยจะทำลายสังคม เพราะมันขี้โลภและหวงแหนทำให้เสียของ เป็นสมบัติของตนเองคนอื่นมาแต่ต้องแย่งชิงไม่ได้ผิดกฎหมาย ก็คุณใช้หลักเกณฑ์ของโลก Majority rule เพราะคุณเก่ง คุณเอาไปรวมไว้ได้มากเป็นหมู่ของคุณ คนอื่นก็ใช้ไม่ได้ ทำให้สังคมแหลกเหลวเสียหาย แต่คนก็เข้าใจยากเพราะเป็นกิเลสของเขา ที่เขาคงเห็นว่าอย่างนี้ดี เขาเห็นอย่างนั้นว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่จริงเป็นมิจฉาทิฐิอย่างร้ายแรง แต่เขาไม่รู้เขาก็ต้องทำตามที่เขารู้ มันเป็นสัจจะ เป็นธรรมาธรรมะสงครามที่จะพิสูจน์ความจริงไป

เราจนเราก็ไม่ได้เดือดร้อนเราไม่ได้แย่งชิง เป็นแต่เพียงว่าเราพยายามให้คนอื่นมีความรู้ว่ามาจนอย่างนี้ดี ก็มีมวลปริมาณพลเมืองของคนจนเพิ่มขึ้น แล้วเป็นคนจนที่มหัศจรรย์ เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ เป็นคนจนที่มีสมรรถนะ เป็นคนจนที่ยอดเสียสละ เป็นคนจนที่ไม่ได้เป็นพิษภัยอะไรต่อโลกต่อสังคมต่อไปเลย มีแต่คุณค่าประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม

เป็นคนยอดขยัน ไม่สะสม อปจยะ วิริยารัมภะ 2 ตัวสุดท้ายของวรรณะ 9 ไม่สะสม ชัดเจนว่าสาธารณโภคีเป็นเศรษฐกิจที่สูงสุด มีส่วนกลาง แล้วเป็นคนมักน้อยสันโดษกินน้อยใช้น้อยอยู่แล้ว ดีไม่ดีแต่ละวันเราก็ทำงานสร้างสรรค์ให้แก่ชุมชนมากกว่าที่เรากินเราใช้ ได้มากเท่าไหร่ก็ดีเท่านั้น ก็เป็นกุศลของเรา ถ้าหากชาติหน้าเราเป็นโพธิสัตว์ต่อไป คุณก็จะเป็นโพธิสัตว์ที่ไม่ใช่โพธิสัตว์กระจอก แต่เป็นโพธิสัตว์ที่ร่ำรวยมีทรัพย์ศฤงคารรองรับก็เป็นกรรมของคุณทำเอาไว้ทั้งนั้น คุณขยันนั่นมันเสียหายที่ไหน สร้างสรรเสียสละสิ่งที่ดีสิ่งที่สมควรเป็นปัจจัยของมนุษย์ในแต่ละยุค แล้วคุณก็สร้างไปสิ ไม่ว่าจะเป็นงานที่เป็นนามธรรม งานที่เป็นอรูป หรืองานที่เป็นรูปธรรมเลย เช่น การปลูกพืชผักเป็นรูปธรรม งานสื่อสารเป็นงานอรูป งานเป็นครูบาอาจารย์เป็นงานนามธรรม อย่างอาตมาเป็นงานนามธรรม ซึ่งเป็นสภาพที่ ซ้อนลึกสูงส่ง ละเอียดลออสมบูรณ์แบบ ผู้ถึงขีดขั้นก็เป็นอย่างนี้ ผู้ยังไม่ถึงขั้นก็แสดงรูปก่อน ผู้สูงขึ้นก็แสดงอรูป ผู้สูงสุดก็เป็นงานนามธรรม

อาตมาแสดงออกไปมีผู้เป็นจริงได้ไหม (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม…ผมสังเกตมาหลายปีแล้วว่า พ่อท่านบริหารพวกเราด้วยการไม่บริหาร มีผู้ยกย่องว่าสังคมสาธารณโภคีเกิดมาได้เพราะพ่อท่าน แต่พ่อท่านบอกว่า.. อาตมาไม่ได้ทำ คนทำคือพวกเรา ถ้าไม่มีลูกๆที่รับความรู้จากพ่อท่าน พ่อท่านเอาอรูปมาสอน พวกเรารับได้มาทำจนเป็นรูปธรรม

พ่อครูว่า…เมื่อพูดถึง อรูป นามธรรมเป็นเรื่องที่ลึก เรื่องแอพสแทรค เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันก็มีจิตให้ศึกษา โลกุตรธรรมสาธารณโภคี อาตมาว่าสาธารณโภคีคือเศรษฐศาสตร์ขั้นสูงสุด ไม่มีอะไรสูงกว่านี้แล้วเป็นเศรษฐศาสตร์ขั้นสุดยอด ที่เกิดจากความรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเอามาสอนเอามาปฏิบัติไว้ ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีแต่นักบวชเพราะเป็นยุคที่มีข้อจำกัด เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคของทาส มีนายทาส ลูกทาส เป็นยุคที่คนยังไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิในตัวเอง อย่างทุกวันนี้ไม่ใช่ยุคนั้นแล้ว ไม่มีทั้ง 3 อย่างไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มียุคทาส เป็นยุคที่มีความรู้ในสิทธิมนุษยชนสมบูรณ์แบบ 

เพราะฉะนั้นจึงเกิดสาธารณโภคีขยายผลมาถึงฆราวาสได้ ไม่ใช่อาตมาเก่ง แต่มันเป็นยุคของมันที่เป็นไปได้ ยืนยันสัจธรรมที่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ดีที่ในพระไตรปิฎกมีหลักฐานพวกนี้ อยู่ในสาราณียธรรม 6 สาธารณโภคี คือลาภธัมมิกาได้ลาภโดยธรรมแล้วเอามารวมกันกินใช้ อยู่กันด้วย เมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อยู่ด้วย ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ก็สมบูรณ์แบบ พัฒนาพุทธพจน์ 7

พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ  ตีแตกยาก นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ได้แล้วได้เลยตายแล้วไม่ฟื้น ฟื้นแล้วไม่ตาย เป็นอมตบุคคลซึ่งสุดยอด

คำว่า สาธารณโภคี ขอขยายความง่ายๆก่อน ส่วนตัวจน ส่วนรวมอุดมสมบูรณ์ ไม่เรียกว่ารวย เดี๋ยวจะขัดแย้ง ส่วนตัวจนแต่ส่วนกลางอุดมสมบูรณ์ กินใช้เหลือพอเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้อีก มันเกิดบทบาท ช่วยกันสร้างไม่ได้นิ่งตาย ไม่ได้ขุดกินบุญเก่าหรือทุนเก่า ได้กินเฉพาะคงคลัง ไม่ใช่ แต่ขยายผลพัฒนาหมุนเวียนอยู่อย่างมีส่วนเกิน มีส่วนเกิน จึงเป็นเศรษฐกิจที่ไม่เสื่อม เกินได้เพราะอะไร เพราะแรงงานแต่ละคนมีส่วนเกิน แล้วไม่เอาเป็นของตน สมรรถนะ ความสามารถ ความขยันนี่คือทรัพย์ ได้ส่วนเกินมาก็เอามารวมกันเป็นส่วนกลางเราก็ฝึกให้มักน้อยสันโดษลง ใช้ให้น้อยลงจนกระทั่งอยู่ตัวมีปัจจัยส่วนตัวเท่านี้พอแล้ว มีสันโดษอย่างแท้จริง แค่นี้พอ ก็ตามแต่ละฐานะของคน มันน้อยได้อีกก็ทำได้อีก มักน้อยที่สุดสมดุลที่สุด

เช่น เสื้อผ้าของพวกเรามี 5 ชุดก็พอแล้ว ไม่รู้จะไปเก็บอะไรกันนักกันหนา มีชุดเอาบุญ ภาษาอีสานว่าชุดสวยชุดเก่งชุดโก้นานๆจะควักออกมาใส่ เมื่อมีงานที่ก็เอามาใส่แล้วก็เก็บไว้นอกนั้นก็มีชุดลำลองสามัญใส่ประจำ

สู่แดนธรรม…เมื่อกี้นี้ได้ยินพ่อท่านพูดแล้วปิ๊งมาเลยว่า พ่อท่านพามาทำเศรษฐศาสตร์ในระบบสาธารณโภคีจะเจริญที่สุดยิ่งกว่าเศรษฐกิจระบบใดๆ แต่ตอนนี้แสดงตัวมากไม่ได้ เพราะว่าสุดยอดอันนี้ต้องล้ำหน้าไปไกลก่อน ผู้ที่มีบารมีจะต้องพัฒนาไปไกลๆก่อนนะเขาถึงจะลืมตามาเห็น พวกเราไม่ต้องไปรีบร้อนให้สังคมไม่ยอมรับเพราะยังไม่ใช่ฐานะ เราต้องพัฒนาของเราจนกระทั่ง

พ่อครูว่า…คนตาบอดเห็นได้ อาตมาก็พูดสำนวนนี้ จนคนตาบอดเห็นได้

สู่แดนธรรม…พ่อครู จึงมาเร่งใส่ปุ๋ยพวกเรา ให้เจริญมากขึ้น ผลิตผลเผื่อคนอีกหลาย ขวนขวายงานประสานหมู่

พ่อครูว่า…ขอสรุปก่อนว่า เทวนิยมใหญ่ คุณหายโง่คงเข้าใจแล้วนะ เทวนิยมใหญ่ เป็นจริตคน แก้ไม่ได้ง่ายๆ พุทธเจ้าต้องช้อนไว้อนุโลมไว้ ได้ขนาดนี้ถือว่าไม่ทำลายมีปฏิภาณปัญญาพอ เทวนิยมมีปัญญาพอไม่มาทำลายของพระพุทธเจ้า เป็นแต่เพียงว่าเขาก็ยังจมอยู่ในฐานะของเขาส่วนหนึ่งก็คืออนุโลมเขา ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีการเอื้ออนุโลมอะไรเลย

 

สาธารณโภคีต้องมีศีลอันเป็นอาริยะประกอบ

มาเข้าสู่เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง เอาคำว่าสันโดษมีใจพอ น้อยก็พอ ไม่ได้เบียดเบียนตัวเองไม่ได้เบียดเบียนคนอื่นตนเองมีน้อยเท่าไหร่ก็พอเข้าใจคิดของตัวเอง ก็จะขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบในยุคสมัยเช่นในยุคที่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ก็จะไปสะสมมากทำไม แต่ถ้าเผื่อว่าทรัพยากรธรรมชาติก็มีเยอะไม่พอพวกเราก็ไม่ใช่จะไปแย่งกับคนอื่นเราก็ต้องมีพอที่จะสะพัดออกไปก็ต้องเหลือไว้พอให้ตัวเองก่อนนะ ไม่อย่างนั้นหากไม่พอต้องเดือดร้อนตัวเองหรือไปเดือดร้อนคนอื่น ไม่กระทบตนไม่กระทบท่านหรือถ้าจะเดือดร้อนตัวเองพอจะทนได้ก็อย่าไปกระทบคนอื่นเดือดร้อนคนอื่นได้มันก็เป็นดี ไม่เกิดวิบากเสียหาย เรารับเสีย อย่างนี้เป็นต้น

สาธารณโภคี ถ้าเข้าใจประเด็นว่า เรามามักน้อยมาจนนี้ดีกว่าไปแย่งกันรวย ประเด็นแค่นี้ ถ้าเข้าใจได้คนนี้เข้ากระแสแล้ว แต่ถ้าเขายังเข้าใจไม่ได้นะไม่เข้ากระแสโลกุตระ เขาก็ยังมีโลกียะที่เผื่อพอๆๆ จนกระทั่งจบไม่ลงไม่มีขีดพอไม่มีที่สิ้นสุด คำว่าสันโดษอันเป็นอาริยะ

พระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมะอันเป็นอริยะ

1. ศีลอันเป็นอาริยะ (อริเยนะ สีลกฺขันเธนะ)

2. อินทรีย์สังวรอันเป็นอาริยะ (อริเยนะ อินทริยสัญวเรน)

3. สติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ (อริเยนะ สติสัมปชัญเญน)

4. สันโดษอันเป็นอาริยะ (อริยายะ สันตุฏฐิยา) (พตปฎ. เล่ม ๙  สามัญญผลสูตร)

ศีล อันเป็นอาริยะหมายถึงการเรียนรู้ทั้งกระบวนการของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ทำให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ

ศีล ไม่ใช่หมายความว่าไปอยู่คนเดียวเดี่ยวๆ แล้วให้บริสุทธิ์ทางกายในศีล แล้วสมาธิก็ไปนั่งหลับตาเอา ไม่ใช่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ อยู่ด้วยกันหมด เป็นเหตุปัจจัยแก่กันด้วยกัน ตามจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาหลงผิดเป็นฤาษีเดียรถีย์ ไม่ใช่

ในการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าจึงจะครบสมบูรณ์ในวิธีการปฏิบัติที่สัมมา ถูกต้องตามสูตรของพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ยิ่งใหญ่เลยที่พูดกว้างๆเลยคือมรรคมีองค์ 8 ขยายความสมบูรณ์ขึ้นไปก็เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 แกนจริงๆคือ จรณะ 15 วิชชา 8 ย่อลงไปสั้นๆก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจกระบวนการต่างๆที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และพาทำมาตลอดเวลา จะได้มรรคผลของเราที่พิสูจน์ได้ อาตมาไม่เคยตกใจไม่เคยหวั่นไหวว่าพวกคุณจะได้มรรคได้ผลไปแล้ว ซึ่งคนเขาไม่ฟัง เราบอกว่าเรามีโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แม้แต่พวกเราก็ยังไม่ชัดเจนในตัวเองว่าเป็นอรหันต์หรือยัง

อรหันต์มีไม่รู้กี่ขั้น อรหันต์สูงสุดขั้นที่ 9 เป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า อรหันต์รองลงมาขั้นที่ 8 เป็นมหาโพธิสัตว์ อรหันต์ขั้นที่ 7 ก็เป็นสัตบุรุษ ซึ่งไม่เท่ากัน ส่วนอรหันต์ขั้นที่ 6 ก็ไป อนิยตโพธิสัตว์ อรหันต์ขั้นที่ 5 ก็เป็น อนุโพธิสัตว์ อรหันต์ขั้นที่ 1 2 3 4 ก็เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จะเรียกว่าอรหัตผลของโสดาบันก็ได้ อรหัตผลของสกิทาคามี อรหัตผลของอนาคามี อรหัตผลของอรหันต์ ถ้ายังไม่จบสมบูรณ์ขั้นที่ 5 จึงจะเรียกว่าหมดตนจริงๆ อรหันต์ขั้นที่ 4 ก็เอาให้หมดตน ยังไม่หมดตนก็เป็นอรหัตตมรรค

เพราะฉะนั้นต้องตรวจสอบตัวเองแต่ละคน เราติดยึดในสิ่งที่มันอยู่รอบตัวเรานี่แหละคือสิ่งที่มันอยู่ห่างไกล เราก็ตรวจสอบได้ทุกวันนี้สื่อสารมวลชนมีให้เรารู้เยอะแยะ สิ่งที่เราสัมผัสแล้วรู้สึกว่าไร้สาระไม่เอา แต่แค่สาระแค่นี้เรายังกอบโกยสะสมอยู่ มันมีอยู่เท่าไร เราก็ลดละไป

สู่แดนธรรมสรุปจบ

สมณะเดินดินว่า…พ่อครูเคยอธิบายความขัดแย้งให้ฟังว่า ถ้าพระพุทธเจ้ายังอยู่ก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง หลังพุทธปรินิพพาน มีการแยกของหมู่สงฆ์ เนื่องจากฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสิกขาบทเล็กน้อยเปลี่ยนแปลงได้ตามพุทธโอวาท อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าพระพุทธเจ้าเพิ่งปรินิพพานยังไม่ควรเปลี่ยนแปลงสิกขาบท
          สู่แดนธรรม…แม้แต่พระอรหันต์ ท่านก็ยังมีทิฏฐิไม่ตรงกันได้ด้วยใช่มั้ยครับ

พ่อครูว่า…ต้องเข้าใจให้ได้ว่า มันมีอารมณ์นิพพานอย่างเดียวกันที่ตรงกัน อารมณ์นิพพานเป็นปรมัตถ์สัจจะ ส่วนสมมติสัจจะไม่มีอะไรแย้งกันหรอก พระอรหันต์ก็แย้งกันอยู่ในสมมติสัจจะ ในเรื่องของโลกเขา ไม่ใช่เป็นเรื่องจุดสำคัญของจิตวิญญาณที่เป็นปรมัตถธรรมปรมัตถสัจจะ พระอรหันต์กิเลสไม่มี สูญหมดตัวตนเหมือนกันหมดเป็นหนึ่งเดียวกันหมด แต่ในสมมุติข้างนอกออกมาอีกนี่ เริ่มเป็น 2 ต้องไปอ่าน จูฬวิยูหสูตร และจูฬสุญญตสูตร หลายๆเที่ยว ไม่ง่ายเลย สัจจะมีหนึ่งเดียว สัจจะที่ขัดแย้งกันมี 2 ไปเรื่อยๆต่างกันทั้งนั้น ผู้ที่ไม่มีตัวตนแล้วก็จะไม่มีของข้าถูกของเอ็งผิดก็จะแยกนานาสังวาสได้

สมณะเดินดิน…สิ่งที่เราฟังพ่อท่านพูดก็ไม่ใช่เป็นใบไม้กำมือเดียว แต่เป็นใบไม้ทั้งป่า เราอย่าไปตีทิ้งพระกัสสปะไม่ได้


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...