แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สติปัฏฐาน 4 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สติปัฏฐาน 4 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640702_พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติสูตร ตอน 3

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติสูตร ตอน 3 
วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก









ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สมณะเดินดินว่า... วันนี้วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว ตอนนี้สถานการณ์โรค covid เป็นสถานการณ์ระดับโลก แต่ประเทศไทยก็แม้จะทำได้ดี แต่ก็มีผู้ที่มองว่าไม่ดี คือพวกมือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ และเจาะเรือให้รั่วด้วย แต่ชาวอโศกก็อยู่ได้โดยไม่ลำบาก ต่อไปภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเป็นทั้งโลก ความเดือดร้อนยากเข็ญเป็นไปทั้งโลก ซึ่งบุญนิยม สาธารณโภคี ก็จะเป็นเหมือนที่พึ่งพาเป็น โอเอซิส ให้แก่คนในโลก

พ่อครูว่า... SMS วันที่ 30 มิ.ย.- 1 ก.ค. 2564

 

ธรรมะสองของการเอาตัวรอดในภาวะโควิด

_39อภิชาติ โชคสุข : ช่วยไปไล่ประยุทธหน่อยครับบบ เมื่อไรจะเปิดร้าน เหมือนเอาตัวรอดคนเดียวเลย

พ่อครูว่า... คนที่มาจะมีความกล้าเหมือนประยุทธ์หรือเปล่า เพราะว่างานนายกรัฐมนตรีนี้ทำเป็นเล่นไป คนไม่ทำงานเอาแต่คิดจะโกงกิน หารายได้เท่านั้น มันไม่ยากเท่าไหร่หรอก แต่คนเราจะป้องกันความเลวและสร้างสรรสิ่งที่ดีแก่สังคมมนุษยชาติ มันยากกว่ามองอย่างทักษิณมองมุมเดียว ประชาชนสังคมประเทศชาติจะฉิบหายวายป่วงไม่มอง มองแต่ว่ากูจะเอาอย่างเดียว ประชาชนประเทศชาติช่างมัน มองเอาประเด็นเดียว ก็สร้างวิธีโกงกินอย่างที่เขาได้ทำแล้วหาที่สุดไม่ได้ในความเลว แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่หยุด ยังตากหน้าทำหน้าทะเล้น ซึ่งมันน่าจะละอาย หรือหยุดพักรู้สึกตัวแล้วก็ยังไม่หยุด อันนี้เราก็ไปบังคับเขาไม่ได้ ไปทำให้เขาเห็นเองไม่ได้เขาจะต้องเป็นตัวของเขาเอง แล้วพวกลิ่วล้อก็จะมีการยุแหย่ หาทางที่จะ..บางคนก็อาศัยเขามาพินอบพิเทาป้อยอให้ข้อมูลเท็จต่างๆ เขาก็ต้องให้เขาทำอยู่ด้วยเขาต้องอาศัยกันและกัน เรื่องมนุษยชาติในโลก ในยุคนี้อาตมาก็ว่ามีอันนี้แหละ ถ้าหากผ่านทักษิณไปแล้วเขาจะหยุดโดยเขารู้ หรือเขาจะหยุดเพราะเขาตาย แต่ไม่แน่หรอกคนที่จะมาต่อ ก็ไม่มีทางทำเหมือนทักษิณ ต่อให้ร้อยยิ่งลักษณ์ก็ทำไม่ได้ ดูคนอื่นจะอวดดีทั้งนั้น พูดไปก็เท่านั้นค่อยๆเป็นไป เราทำสิ่งที่เห็นควรร่วมมือร่วมใจกันให้มาก สิ่งที่เห็นดีเห็นงามก็ต้องพูดกันรวมตัวเพื่อจะสร้างสรรสิ่งที่เป็นเนื้อแท้ เนื้อจริงให้มีน้ำหนัก ให้มีคุณภาพ Quality และ Quantity มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ให้มันมากขึ้น 2 นัยยะสภาวะ 2 คุณภาพและปริมาณ 2 ทุกอย่างสภาพ 2 ยิ่งใหญ่เรียนไปเถอะอาตมาเรียนสรุปหลายทีล่ะ

เทวะหรือสภาพ 2 เนี่ยสุดท้ายจบสุด คนที่มีความรู้ในเรื่องสภาพ 2 จะเห็นความแตกต่างของสภาพ 2 ตั้งแต่หยาบที่สุด ที่เห็นชัดได้ จนกระทั่งใกล้เคียงกันต้องพิจารณาว่าอันไหนควรหรือไม่ควรก็ขึ้นอยู่กับ เวลากาละ เทศะ ฐานะ สถานที่ ต้องรู้จักความเที่ยงของทั้ง 3 อย่างนี้ สถานะของแต่ละบุคคลและแต่ละบริบทของสังคม จะต้องชัดเจน เอา status quo องค์ประกอบที่เป็นสังขารปัจจุบันนั้น เอามาใช้ เราจะรับผิดชอบหน้าที่สังขารกว้างเท่าไหร่ เราก็ต้องรู้ตัวเรา อ้าขาผวาปีกเกินหน้าที่ เกินกว่าสิทธิเรามันก็จะไม่ได้ อย่าไปอวดดีเป็นอันขาด ที่เราอวดเก่งอวดดีโดยไม่มีมัตตัญญุตา ไม่ประมาณตน ไม่ประมาณธรรมะ ไม่ประมาณองค์รวมของสิ่งที่ทำ

สัปปุริสธรรม 7 คือ 1.ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ  2.อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักเป้าหมายจุดประสงค์  3.อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน ตัวเราแค่ไหนแล้ว  4.มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ  5.กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล  6.ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักชุมชน สิ่งแวดล้อม  7.ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล 

สรุปว่า ก็น่าเห็นใจคุณอภิชาติ อาจเดือดร้อนในหน้าที่การงานตอนนี้ ก็ควรจะช่วยเหลือตัวเองให้พึ่งพาตัวเองได้เช่นปลูกผักคอนโด ทำแบบไร้สารพิษ หลายกระถางซ้อนกันไป เวลารดน้ำก็รดน้ำตั้งแต่ข้างบนมันก็ไหลลงมาข้างล่างทั้งหมดอีก เป็นการประหยัดน้ำด้วย เป็นการทำแบบประโยชน์สูงประหยัดสุด

เอาสองข้างๆละ 20 สายเก็บกินไม่ทันเลย อาตมาว่าคนไม่สิ้นไร้ไม้ตอกหรอก แม้อยู่ในเมืองกรุงก็ทำได้ บ้านเช่าเราก็ทำได้ห้อยลงไป รอบๆบ้านก็ทำได้แต่มันได้ชั้นเดียว ถ้าปลูกผักแบบคอนโดมันได้หลายชั้นหลายอันก็ว่าไป ค่อยๆคิดหาทางออกเอาตัวรอดให้ได้โดยสุจริตตัวอยู่กับกสิกรรมนี่แหละอาตมาว่าไปรอด

 

_รุ่งศรี แก้วดวงสี : กราบนมัสการทั้งสามท่านค่ะ คิดเหมือนท่านฟ้าไทเลย ว่าพ่อครูนี่แหละ คือคนที่เป็นพ่อ อย่างแท้จริง ธรรมะจัดสรรเมื่อไหร่ จะมาค่ะ เพื่อรับใช้พ่อท่าน ตอนนี้ขัดเกลาตัวเองรอไปก่อนค่ะ

พ่อครูว่า... ยินดีต้อนรับ จะรอ ดีอย่าให้ช้าเกินล่ะ

 

สำคัญอาหาร 4 ที่ไม่ใช้แค่กวฬิงการาหาร

_หิ่งห้อยริมมูล : ขอกราบเรียนถามพ่อครู เรื่องอาหาร 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก น่าจะหมายถึงกวลิงกฬาหารเป็นหลัก จึงทำให้พวกเราหมกมุ่นอยู่กับ อาหารหยาบคือคำข้าวอย่างเดียว ส่วน ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหารและวิญญาณอาหาร มีความสำคัญมากหรือน้อยต่างกันอย่างไร และทำอย่างไร พวกเราจึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีอาหาร 4 ครบบริบูรณ์

พ่อครูว่า... ดี หิ้งห้อยริมมูลเขากระตุกต่อมหลงใหล​ ให้รู้สึกหน่อยนึง

อาหารมันช่วยสังขาร ร่าง คือสรีระ

กาย มันมีหลายนัยยะมากมุม

ตั้งแต่เริ่มต้น เช่นเป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 หรือเริ่มต้นบวช อุปัฌาย์อธิบายกรรมฐาน 5  ให้ฟัง แยกให้ได้เมื่อไหร่เป็นกาย หากไม่มีกายก็หมดสุขหมดทุกข์ ก็บอกว่าเป็นอรหันต์สิ หรือมีกายอย่างมิจฉาทิฐิก็ปฏิบัติธรรมผิด ฝากไว้ก่อนประเด็นพวกนี้

ถ้าคำว่ากายคำเดียวคนเริ่มสัมมาทิฏฐิไม่ได้ สัมมาทิฏฐิตัวปลายคือแยกกายแยกจิตได้สำเร็จเป็นธรรมนิยาม 5 เริ่มต้นคือกายของตนเองนี้มีสภาวะอย่างไรรู้แต่พยัญชนะภาษา ยิ่งไปรู้ว่ากายเป็นหนึ่งเดียวไม่มีจิตร่วมคนนี้ปิดประตูบรรลุธรรม ให้เป็นปราญช์ขนาดไหนก็ปิดประตูบรรลุธรรม เช่นพวกหลับตาปฏิบัติปิดประตูบรรลุธรรม เพราะเขาไม่มีกาย แม้แต่แค่ลมหายใจนิดเดียวก็ขาดไม่ได้ ท่านเน้นให้เห็นว่ามันต้องมีข้างนอก ขาดลมก็ปิดประตูโมฆะเลย จะมีกิเลสกับลมหายใจเข้าออกแค่ไหนเชียว หากว่าตื่นรู้รับรู้ภายนอก จะมีกลิ่นอะไรมากระทบมากมาย ยังมีลิ้นรับรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอีก คุณก็ไม่ได้เรียนรู้ ของหยาบอย่างนั้น อย่างมหาบัวลืมตาปฏิบัติ ไม่รู้เรื่องเลยว่าตัวเองติดยึด มันเป็นโลกียรส ขาดปากไม่ได้เลยมันก็ยาก ซึ่งคนก็ไม่รู้

คนที่ติงมานี้ดี อาหารที่พอเลี้ยงร่างก็ดี แต่แม้จะพร่องไปหน่อยอายุสั้นลงก็ไม่เป็นไร จะอยู่ยาวไปอะไรกันนักหน้า จะอยู่ไปเพื่อเอาแต่เรื่องนี้ก็ได้ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นให้รู้

กระทบสัมผัสทวาร 5 แล้วเกิดกิเลสอีกอย่างไรในเจตนา ในผัสสาหารมีเวทนา มีสุขกับเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนี้ ตามศีลแยกประจำลำดับ ก็ต้องมาเรียงให้เป็นหมวดหมู่ลำดับบ้าง ไม่งั้นก็ติดแต่เรื่องนั้น หมกมุ่นยาวนาน อาจจะเด่นอาจจะเก่งเรื่องนั้น แต่จะทำให้กิเลสตัวเองในระดับ ผัสสะ เจตนา วิญญาณ ไม่รู้กิเลสในประเด็นอื่นๆนั้นเลย

เพราะฉะนั้นก็ยังติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่อยาบอยู่ ในเรื่องของกามก็ยังไม่ไปไหนยังมีกามรส ตั้งแต่เรื่องเพศตั้งแต่เรื่องเมถุน ตั้งแต่เรื่องสมสู่ คนต่อคน จนกระทั่งเฉพาะเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง อะไรอีก มันก็ไม่ถ้วนทั่วไม่สมบูรณ์ไม่บริบูรณ์สักที เพราะฉะนั้นอย่าไปหมกมุ่นอยู่แค่ประเด็นเดียวหนักไปในทางเดียวมากมายนะ จะต้องเฉลี่ยให้ชัดเจนครบไป ถ้วนทั่ว 5 ทวาร 6 ทวารกับจิต แล้วนอกก่อนถึงจะถึงใน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็ไม่ง่าย

 

อานาปานสติ ตั้งใจจะทวนให้ดีๆอีก

ทั้งสติปัฏฐาน 4 และอานาปานสติต้องลืมตาปฏิบัติ

อานาปานสติคือคู่สำคัญของสติปัฏฐาน 4

1.กายานุปัสสนา  สติปัฏฐาน  (กายในกาย)  

          (การกำหนดสติพิจารณากาย  คือ  การรวมประชุมกัน ทั้งกายนอก-ใน  ให้รู้เห็นความจริง)   กายนอกได้แก่..

          ก.       อาณาปาณสติ (กำหนดสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก)

          ข.       อิริยาบถ (กำหนดรู้เท่าทันไปกับอิริยาบถ)

          ค.       สัมปชัญญะ (ทำความรู้สึกตัวในการกระทำทุกอย่าง)

          ง.       ปฏิกูลมนสิการ  (พิจารณากายเป็นของไม่สะอาด)

          จ.       ธาตุมนสิการ (พิจารณาเห็นกายโดยความเป็นธาตุ)

          ฉ.       นวสีวถิกา  (พิจารณาซากศพในสภาพกระจายไป)

2. เวทนานุปัสสนา  สติปัฏฐาน    การตั้งสติกำหนดพิจารณา “เวทนาในเวทนา” (ทั้ง 108 เวทนา)  ให้รู้เห็นทุกข์(ที่เป็นทุกขอริยสัจ) ตามความเป็นจริง

          3. จิตตานุปัสสนา  สติปัฏฐาน     การตั้งสติพิจารณาเห็น “จิตในจิต”  ให้รู้จิตที่เจริญขึ้นหรือยังข้องตามสัจจะจริง

          4. ธัมมานุปัสสนา  สติปัฏฐาน  การตั้งสติกำหนดพิจารณา “ธรรมในธรรม”  ให้รู้เห็นจริงตามความจริง   ได้แก่   นิวรณ์5,  ขันธ์5,  อายตนะ6,  โพชฌงค์7,   อริยสัจ4   

(พตปฎ. เล่ม 10  ข้อ 273 - 300)

คุณจะต้องมีสติปัฏฐาน 4 หมายถึงต้องมีสติเป็นฐานปฏิบัติในการลืมตา ลืมตาทั้งภายนอกภายในมีชาคริยาตื่น ไม่ใช่สติแข็งแรงอยู่แต่เพียงภายในใจในใจจิตในจิตอยู่ในภวังค์แต่ลืมตามาข้างนอกตื่นมาไม่มีสติเลย ขออภัยยกตัวอย่างเช่นมหาบัวไม่มีสติไม่มีปัญญา เมื่อไม่มีสติปัญญาไม่มีหรอกมีแต่ เฉโก ความรู้รอบโลก สติกับปัญญาเป็นคู่สำคัญไปด้วยกันมาด้วยกันเลือดราชธานีอโศก ไม่ใช่เลือดสุพรรณนะ เป็นอย่างนั้นจริงๆ

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าแยกสติปัฏฐาน 4 กับอานาปานสติ 4 สติปัฏฐาน 4 ต้องทำแบบตื่นลืมตาหมด อานาปานสติก็ต้องมีสภาพตื่นพร้อมทั้งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ต้องตื่นมาหมดจึงจะเรียกว่าทำสติปัฏฐาน 4 ได้ ก็คือนัยยะตาม 16 ขั้นของอานาปานสตินั่นแหละ

คุณรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกสั้นหรือยาวบอกแล้วว่าเป็นประเด็นแห่งความต่าง เป็นลิงค เป็นเพศ เป็นความต่างกันระหว่างสองอย่างเป็นสิริมหามายา เพราะฉะนั้นจากอันนั้นแล้วต้องรู้ให้ชัด

เรียนรู้ความต่าง กายกับจิตก็เป็นคู่ที่เป็นเทวะ คำว่า กายนี่แหละเป็นประเด็นยากเป็นนัยยะหยาบ หมดเลย เพราะฉะนั้นจึงยาก แต่หลับตาปิดประตูเลย แม้คำว่า กายหยาบๆ ก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิหลุดพ้นก็ยังไม่ได้เลย เทียบเหมือนกับจะเข้าไปในใจกลางภูเขา ก็ต้องเอารอบนอกภูเขาออกก่อนที่จะเข้าไปสู่ภายในได้ หรือจะกินเนื้อทุเรียนก็ต้องต่อกับข้างนอก โดยไม่ผ่านเปลือกผ่านกระพี้เข้าไปภายในมันจะได้อย่างไร มันเป็นเรื่องผิดธรรมดาผิดธรรมชาติเป็นขั้นเป็นตอนผิดลำดับไม่ใช่เรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องธรรมดาธรรมดา อย่างนี้เป็นต้น

 

[๒๘๔] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ เป็นวันครบ ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้ไม่คุยกัน บริษัทนี้เงียบเสียงคุย ดำรงอยู่ในสารธรรม

อันบริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ควรแก่การคำนับ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การกระทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างหาที่อื่นยิ่งกว่ามิได้ ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อย มีผลมาก และถวายของมากมีผลมากยิ่งขึ้น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัท อันชาวโลกยากที่จะได้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันสมควร

ที่แม้คนผู้เอาเสบียงคล้องบ่าเดินทางไปชมนับเป็นโยชน์ๆ ฯ

พ่อครูว่า... คำว่าเนื้อนาบุญ จะว่าบุญเป็นสิ่งที่งอกเป็นผลประโยชน์ มันก็เป็นประโยชน์แต่มันไม่ได้สะสมผลที่เป็นสิ่งใด จะเป็นประโยชน์ที่การสั่งสมบุญเป็นมือสุดท้ายของเพชฌฆาตที่ฝฆ่ากิเลส

ฌานฆ่ากิเลสมาแล้วเป็นลำดับ แต่บุญนี้ตัดแน่นอนประหารอีกที ประหารสุดท้ายให้มันชัดไปเลยเด็ดขาด คำว่าบุญ มีคำจำกัดความหรือมีนิยามเฉพาะของมัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

สมณะเดินดิน... คำว่าบุญเราใช้ผิดความหมายมานาน ทำให้ไกลจากการตัดกิเลสมาก

พ่อครูว่า... ท่านไม่ให้ศึกษาคำว่าบุญเป็นปฐม จะทำให้ฝึกทำฌานอย่างสัมมาทิฏฐิก่อน ทำแล้วอาสวะบางอย่างสิ้นได้ ส่วนบุญนี้มันถือว่าตัดอนุสัยหมดสิ้นเลย

[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง ๕ จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกทาคามีเพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางมายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

[๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสัมมัปปธาน ๔ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอิทธิบาท ๔ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

พ่อครูว่า... สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4  เป็นห้องประชุมครบ 3 เส้า เป็น ISH หรือรูปนาม กับประธาน เริ่มต้นด้วย อย่างนี้แล้ว

สัมมัปปธาน 4 คือ 1.สังวรปธาน 2.ปหานปธาน 3.ภาวนาปธาน 4.อนุรักขณาปธาน

ก็ไล่ดับกิเลสไปตามลำดับ ได้ก็ดับอาสวะเป็นลำดับขั้น

อิทธิบาทเป็นตัวกำลังเป็นพลังงานเป็นตัวช่วยสำคัญ อิทธิบาทช่วยสติปัฏฐาน 4 กับสัมมัปปธาน 4 คืออิทธิบาท 4 มีพลังงานเพียร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอินทรีย์ ๕ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

พ่อครูว่า... อินทรีย์คือตัวมรรค พละคือตัวผล ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

ศรัทธาคือความเชื่อความรู้ความเห็น ส่วนในวิริยะคือความเพียร

สติ ต้องตื่นเต็ม สติ เป็นตัวกลางของอินทรีย์ 5 พละ 5 จะว่าไปแล้วผลที่ได้จากสติจะเป็นสมาธิและปัญญา ส่วนตัว 2 ข้างหน้าคือศรัทธาและวิริยะ ก็มีนัยยะที่จะต้องเป็นลักษณะของ

เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจความเชื่อ แล้วก็มาปฏิบัติตามความเชื่อ ถ้าเป็นความเชื่อที่สัมมาศรัทธาก็เจริญ ถ้าเป็นความเชื่อที่ไม่เป็นสัมมาก็พาออกนอก

เมื่อเป็นมิจฉาศรัทธา ต้องทำให้ได้ สายสัทธานุสารี ส่วนสายธัมมานุสารีเป็นตระกูลปัญญา แต่ไม่ใช้คำว่า ปัญญานุสารี

โคตรหรือตระกูลคนที่เกิดมา เป็นสองตระกูลระหว่างสายศรัทธากับสายปัญญา ปัญญาเป็นการรู้โดยละเอียดสมบูรณ์ แต่ศรัทธาจะเนิ่นช้า ปฏิภาณมันน้อยกว่าปัญญา ไม่ได้มีใครไปบังคับ แล้วแต่ศรัทธาจะฝึกฝนตนให้เกิดความรวดเร็วเท่าเทียมปัญญาได้ไหมก็ได้ คุณปฏิบัติให้บรรลุเป็นอรหันต์แล้วฝึกโพธิสัตว์นี่แหละแล้วสายศรัทธาจะเป็นสายปัญญาได้ หรือแม้แต่ผู้หญิงเมื่อเป็นอรหันต์แล้วอยากเป็นผู้ชาย ก็พัฒนาเป็นโพธิสัตว์ไปอีก เป็นผู้ชาย

 

โพชฌงค์7 มรรมีองค์ 8 ในอานาปานสติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญพละ ๕ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญโพชฌงค์ ๗ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

พ่อครูว่า... คู่สุดท้ายคือ โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 นี่ต้องไปคู่กัน พระพุทธเจ้าเกิด มรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 จึงเกิด ถ้าในยุคไหนที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาไม่มีพุทธศาสนา โพชฌงค์ก็ไม่เกิด มรรคมีองค์ 8 ก็ไม่เกิด จะเกิดได้ก็ต้องเป็นผู้ที่ได้สืบทอดปัญญา 8 ได้ฟังจากพระโอษฐ์จากสัตบุรุษจากครูผู้สัมมาทิฏฐิ รู้เองไม่ได้

อธิบายครน. หรม. จะหารออกต้องให้ครบ จะเพิ่มคูณอย่างไรก็อย่าเวอร์ ระวังให้น้อยไว้ อย่าคูณเกินเวอร์

เมื่อได้ครบโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ก็อยู่ในโพธิปักขิยธรรม 37

1. สติปัฏฐาน 4 สติตรวจสอบจิตให้บริสุทธิ์

2. สัมมัปปธาน 4         ยุทธวิธีเพียรทำลายกิเลส

3. อิทธิบาท 4   ทะยานยันไปสู่ความสำเร็จ

4. อินทรีย์ 5    สั่งสมเป็นกำลังธรรมของจิต 

5. พละ 5                 ขุมกำลังธรรมะของจิต

6. โพชฌงค์ 7   การก้าวเดิน..สู่การตรัสรู้

7. มรรคมีองค์ 8          ทางเอกเพื่อเดินสู่การตรัสรู้

 

โลกุตรธรรม 46 คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญญผล 4 และนิพพาน 1

ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระฯ (หรือโลกุตระ 46) (ล.31 ข.620)

ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 จะเกิดผลอะไร ก็เจริญเมตตา เจริญกรุณา เจริญมุทิตา เจริญอุเบกขา

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญเมตตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญกรุณาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญมุทิตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอุเบกขาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอสุภสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอนิจจสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

พ่อครูว่า...อสุภสัญญาคือ กำหนดรู้สิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ศาสนาพุทธมาเรียนรู้ 0 เรียนรู้ ไม่มี ความไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น แต่สัจจะธรรมก็ทำเหตุครบ ความได้มันก็จะมีเอง ทำเหตุครบ ผลมันก็ได้เองตามกรรมวิบาก

คุณตีหัวเขาเปรี้ยงเสร็จเรียบร้อย ตีรายเดียวไม่พอดีเขา 3 รายเลย คุณจะได้ 3 คดีหรือเปล่า คุณไม่ต้องไปเรียกร้องหรอก ก็เพราะว่าคุณทำ คุณได้ 3 คดีแน่ ใช่ไหม กรรมเป็นอันทำ คุณจะเอาทนายความที่ดีอย่างไรก็ไม่มีทาง

พูดถึง ธัมมชโย ทนายความเขาอาจพลิกคดีได้หรือไม่ เราก็ดูไป

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะเดินดิน...พระพุทธเจ้าเกิดโพชฌงค์ 7 จึงเกิด มรรคมีองค์ 8 จึงเกิด จะเห็นได้ว่าถ้าไม่มีสัตบุรุษ ไม่มีสยังอภิญญาที่จะเข้ามาสืบทอดต่อ มรรคมีองค์ 8 ก็จะหายไป ถ้าไม่มีผู้รู้มาขยายก็จะไม่เกิดมรรคผล ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง

 

อุบายเครื่องออกจากกิเลสในอานาปานสติสูตร

[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ

พ่อครูว่า...จะอยู่ตรงไหนก็ตามก็ให้ทำสติปัฏฐาน 4 มีวิธีอุบายเครื่องออกจากกิเลส อุบายเครื่องออกไม่ใช่ให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม แต่เป็นสิ่งที่คุณจะใช้ปฏิภาณปัญญา และจบด้วยปัญญาอันยิ่ง ปัญญาอันยิ่งจึงจะทำให้อาสวะสิ้นได้ อาสวะสิ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยสัมมัปปัญญา

อาสวะจะสิ้นด้วยอย่างอื่นไม่ได้ กดข่มไม่ได้ หรือจะใช้สติลืมตา สบายๆแบบสายท่านพุทธทาสหรือติชนัทฮัน ไม่มีทางสำเร็จหมดอาสวะ ไม่ได้เรียนรู้จิตในจิตลงไปเลย ไม่ได้เรียนรู้เวทนาในเวทนาลงไปเลย กายในกายก็ไม่ได้เรียน กาย เป็นสภาวะ 2 มีรูปมีนาม หรือมีกายมีจิต มีภายนอกภายในเสมอ คือ 2 มีหลายมุมหลายความละเอียด ถ้ารู้ความละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้เหมือนมี 2 ต้องเลือก 1 ไปเรื่อยๆ เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ จนกว่าจะชิงแชมป์คู่สุดท้ายปลายยอด คุณก็ต้องชิงแชมป์มาตั้งแต่แชมป์เล็กน้อย แชมป์ปานกลางจนถึงแชมป์ใหญ่ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นถึงจะเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ตัดลัด ไม่ทิ้ง ไม่โกรกชันเหมือนเหว แต่ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ทรายจะเรียบ รอยอะไรหายไปหมด ไม่มีรอยเท้าหมารอยเท้าคนอะไรเลย เมื่อคลื่นทะเลซัดมาทรายก็จะถูกทำให้เรียบลาดลุ่ม

เมื่อเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่าสติปัฏฐาน 4 กับอานาปานสติ ไม่ได้แยกกัน แล้วอันไหนนอกอันไหนใน เป็นสิริมหามายา ถ้าหากอธิบายลมหายใจเข้าออกเป็นภายนอกก็ได้ แต่สติมันต้องเป็นตัวจิตเป็นภายในก็ได้ แต่เวลาปฏิบัติจริงๆแล้วต้องสติปัฏฐาน 4 เป็นนอกก่อนแล้วจึงอานาปานสติ เป็นผลของสติปัฏฐาน 4

คุณต้องปฏิบัติกายนอกกายก่อน นอกตั้งแต่อบายมุข ตั้งแต่กามภพ กว่าจะมาเป็นในจิตต้องทำภายนอกก่อน ได้ภายนอกแล้วไม่ได้หนีจากภายนอก ได้แล้วก็อยู่เหนือมันเป็นอุตตระไม่ได้หนี แต่ว่าสิ่งโน้นหมดฤทธิ์ เรามีอำนาจเหนือจริงๆ ไม่ได้ข่มเบ่งด้วย แต่เขาเคารพนับถือบูชาด้วยยกให้เลยด้วย นี่เป็นสัจจะเป็นนามธรรม รูปธรรมด้วย 2 อย่างเลย ทั้งรูปทั้งนาม

เราไม่ต้องไปเบ่งหรอก คนจะเคารพไม่ต้องทำอวดโอ่ มันซ้อนเอาสิ่งดีมาพูดมาบอก แล้วบอกว่าไม่ได้อวดโอ่ พระพุทธเจ้าก็จำนน ท่านบอกว่าเราเป็นไก่ตัวพี่ เรานี่แหละเก่งกว่าใครทั้งหมด  เราไม่มีใครไล่ทัน ท่านก็พูดความจริงเหล่านี้ทั้งหมด หากว่าตีความอย่างง่ายๆคนอวดโอ่ก็เป็นอย่างนั้นแหละ เอาสิ่งที่รู้มาอวดให้คนไม่รู้เท่าทัน แล้วพฤติกรรมในจิตเป็นได้จริงไหมก็ไม่รู้ ก็สามารถครอบงำเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองอวดรู้ได้ รู้แต่ภาษาบัญญัติเก่งแต่ภายนอก แต่เนื้อในจิตพฤติกรรมในคุณทำไม่ได้ กิเลสมันลดได้จริงตั้งแต่เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายอย่างชัดเจนครบถ้วน ทีละลำดับจนแน่ใจว่าตั้งแต่อบายมุขเป็นอย่างนี้หมดแล้ว อธิบายได้

กามก็หมดแล้ว เหลือรูปภพอรูปภพ มานะ อุทธัจจะกุกกุจจะ หากข้างนอกยังทำไม่ได้เลยมันก็ต้องมี มานะ อุทธัจจะกุกกุจจะ แน่ เหมือนกล้องจุลทรรศน์ของคุณส่องขยายได้เท่านี้ ละเอียดกว่านั้นคุณจะรู้ได้อย่างไร ก็กล้องคุณมีสมรรถนะขยายได้เท่านี้ รู้สภาพได้เท่านี้ กล้องจุลทรรศน์ของคุณก็ยังหยาบอยู่เลย หรือกล้องโทรทัศน์ คุณรู้ได้สั้นๆแค่นี้ จะไปรู้ไกลกว่านั้นได้อย่างไร จะไปรู้เสียงสองเป็นโสตทิพย์ได้อย่างไรเพราะยังไม่มีคุณสมบัตินั้น คุณวิเศษนั้น ซึ่งมันต้องทำให้มีเหตุปัจจัยในตัวเองจริงๆ มันจะเกิดขึ้นมาได้

 

ความดับและความเกิดในอานาปานสติสูตร

สรุปแล้ว [๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไรทำให้มากแล้วอย่างไร (พ่อครูไอตัดออกด้วย)  จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก ว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ

พ่อครูว่า... คุณมีลมหายใจเข้าออกขณะที่คุณตื่นอยู่นี่แหละ ไม่ใช่ไปรู้สึกแต่ลมหายใจเข้าออกเฉพาะตอนนั่งหลับตา คุณยังไม่ตายก็มีสติรู้ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจบอกถึงชีวิตว่ายังไม่ตาย คนจะบอกว่าตายหรือยังก็ดูที่จมูกง่ายๆ ดูแค่นั้นก่อน ส่วนคนอื่นรู้ลึกกว่านั้นก็ค่อยว่ากันในรายละเอียด

มันก็ตื้นๆ ก็แล้วส่วนอื่นล่ะ แค่ลมหายใจเป็นความรู้สึก ตาคุณก็ผ่านสัมผัสเข้าออกเพียงปลายจมูกเท่านี้ การได้เห็น การได้ยินเสียง ลิ้นได้รส เย็นร้อนอ่อนแข็งอีก กิเลสมันเกิดอยู่ได้ทั้งนั้น ซึ่งหยาบกว่าลมหายใจเข้าออกอีก นอกนั้นมันแรงกว่าเยอะแยะ แล้วจะไปตีขลุมว่า เอาแค่นั่งหลับตาดูแค่ลมหายใจเข้าออกก็ดับอาสวะได้นั้นไม่ใช่

ที่ท่านอธิบายไว้ว่า แม้อาสวะบางอย่างดับได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณนั่งหลับตาดับได้ ไม่ใช่ นั่งหลับตาดับไม่ได้หรอก ทำนิโรธฤาษี อุทกดาบส อาฬารดาบสได้ เป็นนิโรธโลกีย์ แต่ไม่ได้รู้กิเลส ตัดกิเลส ดับกิเลส ไม่ได้ฆ่าตัวตนของกิเลส ฤาษี อุทกดาบส อาฬารดาบส ก็ทำแบบนั้นได้ยาวนานจนป่านนี้ไม่รู้จะมาเกิดใหม่หรือยัง พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจะไปช่วยอาจารย์ทั้งสองแต่ท่านก็ตายไปก่อนแล้วก็เลยอุทานว่าฉิบหายแล้วหนอ

ท่านสรุปในอานาปานสติ สรุปว่า ลมหายใจเข้าออกในคนมีชีวิต

ไล่ไปตามกระบวนการ มีกาย มีเวทนาได้ผลลดกิเลสก็เป็นอุปกิเลสในจิตต่อ มันได้ตอนแรก เป็นการได้เมื่อปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าตามทฤษฏี  คุณก็จะมีจิต วิตกวิจาร ถ้าวิตกวิจารยังแรงอยู่ จิตยังไม่นับว่าสุข ต้องเป็นฌาน 3 จึงระงับปีติ เป็นสุขได้ เข้าถึงเอกัคคตา จิตเป็น 1 1ไม่เป็น 2ที่่จะปรุงแต่งเป็นกาย

สะกดจิตไม่ปรุงแต่งได้ แต่ถ้าเรียนรู้อย่างสัมมาทิฎฐิรู้ตัวเหตุในจิตคือกิเลส ก็ฆ่ากิเลสทำกิเลสให้มัน วิราคานุปัสสี แล้วทำถึง นิโรธานุปัสสี ดับกิเลสได้ เริ่มต้นมีนิโรธ ถึงจะเรียกว่าเข้าสู่วิมุติหรือนิโรธ ถ้ามันยังไม่ดับ ยังไม่ถึงขั้นนิโรธหรือยังไม่ถึงขั้นวิมุตก็ตาม กิเลสมันดับ กิเลสมันเบาบาง วิราคา จางคลาย ก็ยังไม่ถือว่าบริบูรณ์ ต้องนิโรธ ทวนแล้วทวนอีก คือปฏินิสสัคคานุปัสสี ทวนแล้วทวนอีก   ทวนอะไรก็คือ นิสสัคคะ ไม่มีสวรรค์

อาตมาแปลตามสภาวะ ใครจะยึดถือตามไวยากรณ์ก็แล้วแต่

สัคคะ คือสวรรค์โลกีย์ ส่วนโลกุตระไม่มีสวรรค์ โลกุตระดับสวรรค์ดับนรกดับเทวะดับทั้งคู่ มันต้องชัดเจนมันถึงจะสูญ เรียกว่าดับกายก็ได้หรือดับรูปนาม

หรือผัสสะดับ เวทนาดับ ที่จริงมันไม่ดับ มันมีเวทนาอยู่ สัญญาก็ไม่ได้ดับ เพราะว่ามี ผัสสะ เวทนา คุณยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้ต้องมีสัญญากำหนดรู้ ผัสสะก็มี เวทนาก็มี แต่มันมีอาศัย 1 ได้แล้วไม่เป็น 2 หรือทำ 0 ได้แล้วด้วย 0 อะไร ก็เป็น 0    3 อย่างมัน 0 หมดเลย

ไม่ต้องผัสสะ หรือผัสสะอยู่ก็เหมือนไม่มี ผัสสะ แถมอายตนะก็ด้วย เหมือนไม่มีอายตนะ (นี่ภาษานะ) ไม่มีอะไรมาเชื่อมต่อ อายตนะเป็นสะพานเชื่อมต่อถ้าไม่มีผัสสะ อายตนะไม่เกิด ยิ่งอายตนะไม่เกิดไม่ตั้งที่ไหนเลย นอกจากจะมีสภาพคู่รูปนามที่มีปฏิกิริยากัน

คู่สุดท้ายของสภาวะ 2 ที่มิจฉาทิฏฐิคือ อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

อสัญญีสัตว์ไม่มีอายตนะ แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็มีอายตนะ แต่ถ้าคุณไม่มีอะไรกระทบกันสะพานก็ไม่เกิด อายตนะก็ไม่มี หากว่าดับสัญญา

ในสัตตาวาส 9 คุณทำแบบมิจฉาทิฏฐิ คุณก็เข้าใจนิโรธว่าเป็นการดับสัญญา ดับเวทนา คุณก็ทำเหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส ดับเลย เป็นอสัญญีเลย แล้วคุณจะไปรู้อะไรต่อเพราะว่าคนดับสัญญาเกลี้ยงไปหมดแล้ว ของพระพุทธเจ้านั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ได้ดับสัญญาไม่ได้ดับเวทนาเลย แต่เห็นนิโรธเกิด ทำกิเลสดับนิโรธเกิด

สัญญามันกำหนดรู้ในเวทนา ชัดเจนหมดเลยเคล้าเคลียอารมณ์ เวทยิตตัง โดยสัญญา สัญญากำหนดรู้อย่างเก่งด้วยแล้วเห็นนิโรธดับหมด จึงจะบอกว่าเป็นอรหันต์ได้ แต่นี่ไปดับสัญญาเสียแล้ว อากาสานัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เก๊หมด เป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย เป็นกายเก๊ กายภพไม่มีภายนอก สร้างภพชาติเป็นอากาศ สร้างภพชาติเป็นธาตุรู้ เป็นวิญญาณ แล้วก็สร้างความดับ

ความดับของฤาษีมี 3 อย่าง แล้วเขาแยกไม่ออกหรอก 3 อย่างนี้

อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ  ยตนะ 3 อย่างนี้เหมือนกันหมดคือมันดับสัญญาเหมือนกัน แต่ก็ไปปั้นสภาพเป็นอากาศ เป็นวิมาน เป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณสัมภเวสีที่ปั้นเอง

สมณะเดินดิน... สรุปจบ


วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640625_พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติสูตร ตอน 1

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติสูตร ตอน 1
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก








ชมการบันทึกวิดีโอเทปที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สมณะเดินดิน…วันนี้วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2564 แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก เมื่อวานเป็นวันพระใหญ่และเป็นวันประชาธิปไตยไทย มีคนมารวมกลุ่มกันไล่รัฐบาล เขาบอกว่าเป็นแม่น้ำร้อยสาย เอาไปเอามาเหลือ 3 สาย จำนวนคนมานิดเดียว ก็จุดไม่ติด เขาบอกว่าเป็นเพราะสถานการณ์โควิดมันทำให้คนกลัวตายกันมากกว่าที่จะออกมา ตอนนี้ก็มีเสียงเรียกร้องให้นายกล็อกดาวน์ กทม. นายกฯ ก็ออกมาประกาศมาตรการควบคุม ให้ถูกที่ต้นตอเฉพาะจุดไป การแก้ปัญหาคงเป็นไปได้ยากหากคนขาดคุณธรรม ซึ่งพ่อครูนำเสนอโมเดลสังคมชุมชนพึ่งพาตนเองได้ แต่ก็อย่าประมาท

 

ชาวอโศกมีสัปปายะ 4

พ่อครูว่า... ชาวอโศกมีสัปปายะ 4 สถานที่อยู่ มีบุคคล มีเครื่องอาศัยต่างๆ เครื่องกินเครื่องใช้เครื่องอยู่ อะไรต่างๆที่เป็นเหตุปัจจัย เป็นบริขารต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตอาศัยอยู่ ที่สำคัญก็มีธรรมะครบ สัปปายะ 4 เป็นสังคมมนุษย์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ รวบรวมไว้มันชัดเจนสมบูรณ์ที่สุดเลย คนที่มีความรู้ก็จะรู้ว่ามนุษย์ควรจะอยู่อย่างนี้ อยู่กับหมู่ อยู่ตรงนี้สถานที่สัปปายะ 4 มันเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ โดยเฉพาะชาวอโศกเรามีธรรมะสัปปายะข้อที่ 4 นี้ เป็นธรรมะขั้นโลกุตระของพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆในโลก ในยุคพระพุทธเจ้าเริ่มเกิดเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา โลกุตรธรรมเกิดขึ้นก็มีคนมาใส่ใจ มาทำตามธรรมนูญของพระพุทธเจ้าคือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล คือ ธรรมนูญกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ของชีวิต มายินดีอยู่ในกรอบหลักเกณฑ์อันนี้ ในสังคมก็มีกฎหมายมีหลักเกณฑ์ของเขาแต่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มีหลักเกณฑ์ของท่านที่บัญญัติขึ้นมาแล้วในยุคนั้น ซึ่งเป็นยุคสมบูรณายาสิทธิราช พระเจ้าแผ่นดินแคว้นต่างๆในยุคนั้นก็ยกให้พระพุทธเจ้าทำ

หลักเกณฑ์สำคัญศีล เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของมนุษยชาติที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีปัญญาความเฉลียวฉลาดมีความรอบรู้ โดยเฉพาะธรรมะโลกุตระซึ่งไม่มีอะไรเท่าเทียมแล้วในการเป็นมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลก อาตมาพูดไปคนก็จะว่าหลงตัวเอง แต่ว่ามันเป็นสัจจะสุดยอดของความจริง

แต่ยุคนี้ได้กลายเป็นเหมือนกลองอานกะ ที่มีเนื้อไม้มีหนังมีส่วนประกอบของกลองอานกะ เมื่อผ่านมาๆก็ถูกเปลี่ยนแปลง แทนที่มันจะเสื่อมเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ มันก็มีคนไปเปลี่ยนแปลงมันจนไม่เหลือของเก่า เลยเป็นของใหม่ มีคำสอนใหม่ มีบทที่เอามาอธิบายผิดเพี้ยนไป คนก็เข้าใจตามของใหม่หมด เลยกลายเป็นสารัตถะใหม่ ที่คนเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ถูก อย่างที่เป็นทุกวันนี้ที่จริงแล้วพระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ในยุคของท่านก็คือในยุคนี้ เป็นยุคที่ไม่มีโลกุตระแล้ว ที่เป็นจริงก็เพราะว่า

อาตมาอุบัติขึ้นมาก็แบกกลองอานกะ บอกว่าเป็นกลองของพระพุทธเจ้า เขาก็ว่าไม่ใช่ เขาเชื่อกลองอันเก่า อาตมาก็ยืนยันว่า อันนี้ของ พระพุทธเจ้า ก็มีคนมาเข้าใจได้ มาฟังสิ่งที่อาตมาอธิบายที่อาตมาเชื่อว่าถูก มีคนมาเข้าใจมาปฏิบัติตาม จนเกิดสังคมชุมชนโลกุตระอย่างที่เป็น ซึ่งเขาก็ยังไม่เข้าใจฟังไม่ออก เขาก็รู้แต่ว่าชาวอโศกแปลกไปจากคนธรรมดา ซึ่งคนเขาก็สุขด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อัตตา ก็เป็นเหมือนคนทั่วไป แต่อันนี้เป็นของอื่น ซึ่งไม่เหมือนเก่า เขาก็ว่าไม่มีหรอก

แต่พอทุกวันนี้เราแสดงตัวยืนยันมีการพิสูจน์ได้ อาตมาก็เลยค่อยยังชั่วแสดงธรรมได้เขาก็เลยต้องสงบรับฟังเพราะอาตมายืนยัน ดีที่มีพระไตรปิฎกเล่มนี้ยืนยัน อาตมาก็อ้างอิงเทียบเคียงยืนยันว่าอาตมาทำตรงพระไตรปิฎกนะ ไปเรื่อยๆ แม้เขาจะอธิบายเพี้ยน อาตมาก็อธิบายอย่างอาตมาอธิบายมันก็จะสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอันอื่นอย่างไม่ขัดแย้งในตัว ไปด้วยกัน เป็น  อิทัปปัจจยตาไป เขาก็เลยเงียบ ยอมจำนน หากใช้เวลาอีกสัก 50 ปีคงเยี่ยม แต่อาตมาคิดว่าคงไปไม่ไหวหรอกอีก 50 ปี ทุกวันนี้รู้สึกกำลังวังชา องค์ประกอบ มันจะลากจูงไปอย่างไร ถ้าได้สัก 120 ปี ก็เก่งที่สุดแล้ว ไม่ต้องพูดถึง 150 ปี

 

กวีจาก อ.เป็นต้น นาประโคน

 

อุปสรรคสร้างนักสู้

 

ทะเล บ่ มีคลื่นไซร้                  มิใช่ – ทะเล

พยัคฆ์ บ่ มีเขี้ยวไฉน               ดุร้าย

แม่โพสพอยู่ใน                       ท้องทุ่ง แห้งเฮย

คน บ่ มีธรรมคล้าย                  ดุร้ายกว่าเสือ

 

โรคระบาดบอกเบื้อง               อดีตสมัย

โรคห่าฆ่าบรรลัย                     มากล้น

แม่ทัพที่เกรียงไกร                  กรำศึก สูเอย (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

ยังพ่ายแพ้ ห่อนพ้น                 กลบพื้น ปัฐพี

 

          ตระหนกตระหนักนั้น         ฝึกใจ

เป็นพุทธผิดเพี้ยนไกล                ลิบแล้ว

กระแสหลักล้าสมัย                     ผิดมรรด แปดเฮย

ดั่งราชสีห์ติดแร้ว                        ไป่รู้ งมงาย

 

ยอดบรรพต เสียดฟ้า                 บาทา เหยียบถึง

ยศศักดิ์สูงวาสนา                      หยิ่งไซร้

หลงอำนาจเงินตรา                   คุกเข่า สยบเฮย

ศพเล็กกว่าโลงไม้                     เมื่อม้วยมรณา

 

ครืน ครืน ฟ้าลั่นแล้ว                 ฤดูฝน

น้ำหลั่งสายสู่ชล                        อีกครั้ง

เฉกธรรมชาติเตือนชน              เตรียมเพาะปลูกเฮย

กาลเล่าใครจะรั้ง                       หยุดได้ ฤๅมี

 

อยู่อย่างพุทธที่แท้          เป็นไฉน

บ่ ธุดงค์หลงไพร                      หลบลี้

ธุดงค์เคร่งครัดใน                     ไตรสิก-ขาเฮย

หลงผิดพุทธยุคนี้                     ห่อนให้ใครสอน

 

โพธิสัตว์กอบกู้             ศาสนา

ชีวิตเดิมพันมา                        หนักแท้

กัปตันพุทธนาวา                     ฝ่าคลื่น มหาสมุทร

ใครเล่าจะกล้าแก้                   พุทธฟื้น คืนมา

 

 

อ.เป็นต้น นาประโคน ผู้ประพันธ์

ดั่งบุญ ธิดาพญาแร้ง ผู้บันทึก

วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔  ณ.อาวาสสถานเมฆาอโศก

ใครเล่าจะกล้าแก้ พุทธฟื้น คืนมา

 

สัมมาสมาธิกับสมาหิโตต่างกันอย่างไร

_4354 : กราบนมัสการพ่อท่านครับ สัมมาสมาธิกับสมาหิโตเหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ

พ่อครูว่า...สัมมาสมาธิกับสมาหิโต มีความเหมือนแต่มีนัยยะที่แตกต่างกัน

สัมมาสมาธิ ก็เอาคำว่าสมาธิที่เขาใช้กันอยู่ทั่วไป แปลว่าสมาธิคือจิตตั้งมั่นเอามาใช้ ก็เอาคำนั้นมาใช้ว่า ถ้าเป็นสมาธิก็ต้องเป็นสมาธิแบบพระพุทธเจ้าจึงใช้ศัพท์ว่าสัมมาสมาธิ คำว่าสัมมา หมายถึงของพระพุทธเจ้า ถ้ามิจฉาไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า อะไรก็ตามที่สอนที่พูดกันถ้าผิดเพี้ยนจากของพระพุทธเจ้าด้วยความมิจฉา ถ้าถูกต้องตรงตามพระพุทธเจ้าก็เป็นสัมมา

สัมมาสมาธิ เป็นภาษาที่อธิบายกลางๆ เอาคำว่าสมาธิใช้ร่วมกับเขาแต่มีสัมมากับมิจฉานะ ส่วน

สมาหิโต เป็นของ พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคำperfect tense เป็นความตั้งมั่นแล้ว มีความหมายนะ สิ่งที่จะตั้งมั่นต้องมีความหมายของมันก่อน จึงเป็นความตั้งมั่น ถ้าสำเร็จได้ไม่แปลเปลี่ยนแล้วอันนี้ถือว่าตั้งมั่น แต่ถ้าสำเร็จได้แต่เปลี่ยนแปลงได้คือไม่ตั้งมั่น ความหมายคือมีคำว่าแล้ว เป็น past perfect tense

ความตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าชัดเจนที่จะต้องรู้จักกิเลสว่ามีราคะโทสะโมหะ จิตของคนมี สราคะ สโทสะ สโมหะ กิเลส 3 ตระกูลใหญ่ ต้องทำให้มันไม่มี เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ให้ได้ ต้องปฏิบัติให้กิเลสมันไม่มี ไม่มีอย่างต้องรู้ด้วยหลักเกณฑ์ หยั่งรู้จิตแยกจิตแยกกิเลสออก แล้วก็สามารถทำให้กิเลสลดละจางคลาย เพราะกิเลสมันไม่เที่ยง ตีแตกแน่นอน จนตีแตกแล้วก็ทำให้มันลดอำนาจลดบทบาทลดเนื้อหาลดตัวตนมันเลย ให้มันจางคลาย

ที่เขายึดถือกันไม่รู้จักจิตที่มีกิเลสเต็มๆอยู่อย่างนั้น เขาไม่เคย แล้วจิตเขาก็เที่ยงด้วยกิเลสเต็มๆ ไม่เที่ยงด้วย ว่ามันมากขึ้นก็ไม่รู้ กิเลสเติมขึ้นเขาก็ยังไม่รู้ มันไม่เที่ยงเพราะกิเลสเติมขึ้นเขาก็ไม่รู้ โดยเฉพาะให้ลดลงยิ่งไม่มีทางรู้ มันไม่เที่ยงแล้วทำให้มันลดลง กับมันไม่เที่ยงเพราะมันเติมขึ้นก็ไม่รู้ มันก็ไม่เที่ยงยิ่งหนายิ่งมากยิ่งจัดจ้านเข้าไป นับเวลาแล้วไม่มีที่สิ้นสุดได้ง่ายๆเลย น่าสงสาร พระพุทธเจ้าก็ชัดเจนให้ลดลงได้ เริ่มลดลงได้เป็น

สังขิตตังจิตตัง หรือ วิกขิตตังจิตตัง ก็คู่ที่ 4

ก็เป็นสองตระกูลของตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญา ตระกูลคือโคตรของมนุษย์เกิดมาก็มี 2 ตระกูลนี้ มีหลักศรัทธากับหลักปัญญา เพราะฉะนั้นก็จะต้องมาหาเรียกว่ามาตามหา อนุสารี มาตามเอาสาระแก่นสารที่มันควรจะได้เรียกว่าโลกุตระนี้ให้ได้

สายศรัทธาก็มาตามหาเรียกว่าสัทธานุสารี สายปัญญาก็มาตามหาแต่ไม่เรียกว่าปัญญานุสารี แต่เรียกว่าธัมมานุสารี ไม่เรียกเป็นกำหนดปัญญาก่อน แต่กำหนดเป็นธรรมะ แล้วก็ต้องรู้ว่าธรรมะที่ควรตามได้นี้ คืออะไร โลกุตระเป็นอย่างไรโลกียะเป็นอย่างไร

ผู้ที่ได้โลกียะ ตระกูลที่เป็นศรัทธา ยากที่จะรู้โลกุตระ เขาก็จมอยู่ในโลกีย์หนัก เขาก็มีศรัทธาวิมุติ คลุมเครือจมวนอยู่นาน กว่าจะได้โลกุตระ

แม้จะเริ่มต้นได้ไปบ้างเป็นทิฏฐิปัตตะ หมายความว่ามีทิฐิที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ปัตตะคือบรรลุ บรรลุเข้าไปเป็นทิฏฐิสัมมา จะได้วิมุติแล้วผลที่ได้จาก ทิฏฐิปัตตะ กับผลที่ได้ของสัทธาวิมุติ ท่านก็จะบอกว่ามันแตกต่างกัน  ได้วิมุติ แต่นัยยะแตกต่างกัน

สัทธาวิมุติ กับทิฏฐิปัตตะ เริ่มได้วิมุติบ้างแล้วแต่ก็ต่างกัน

เริ่มจากกายสักขี คือมี ส่วนประกอบของคำว่า กาย ปรากฏเป็นสักขีพยานเป็นหลักฐานขึ้นมาให้เห็นได้ทั้งกายและใจปรากฏขึ้นมา ตัวเองเจ้าตัวได้แต่ทางตัวเองเป็นกายของตนเองของใครก็แล้วแต่ สายศรัทธาเป็นต้นก็จะได้ภายนอกภายในเป็นคู่

คำว่า กาย ลึกซึ้งมาก เอามาอธิบายยิ่งเห็นว่า อาตมาขยายความคำว่ากายมาถึงวันนี้ก็ยังเห็นว่ามีนัยยะลึกซึ้งซับซ้อนที่จะต้องพูดกันต่อไป มันมากมิติ มากนัยยะสำคัญอีกเยอะ

ท่านจะมีคำว่า น เหว โข แล้วผัสสะวิโมกข์ด้วยกาย ของปัญญาวิมุติ มีคำว่า น เนว โข เขาไปแปลว่า ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย

บุคคลกายสักขีเป็นลำดับที่ 5 ท่านก็บอกว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เนื้อความคือบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา เป็นบางอย่างนะ อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ต้องมีปัญญาเห็น อาสวะมันจะหมดได้ต้องมีปัญญาเป็นตัวประหลาด ถ้าไม่มีปัญญาเป็นตัวประหลาด

สายศรัทธาไปถึงกายสักขีก็มีปัญญาเห็นอาสวะบางอย่างลด ด้วยตัวเกิดปัญญา พอไปเป็นปัญญาวิมุติ น เหวโข ท่านก็ไปแปลว่า ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ที่จริงควรแปลว่า ไม่ต้องไปกล่าวถึงว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก ไม่ต้อง เพราะผ่านกายสักขีมาแล้ว ขั้นนี้เป็นขั้นที่ 6 สูงกว่าขั้นกายสักขีมาตามลำดับ แต่ท่านที่แปลไม่รู้สภาวะ ท่านก็แปลไปตาม

พยัญชนะว่าไม่ต้อง น เหว โข

ซึ่ง โข คือ ซ้ำของเก่าตามเดิม เหว คือ ความจริงอย่างนั้นแบบนั้นตามนั้นอย่างนั้น คืออันนี้ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ต้องกล่าวขึ้นมาอีกเพราะสัมผัสมาแล้ว สัมผัสวิโมกข์ 8 มาแล้วปัญญาวิมุติจะมีกายมาอยู่ในนั้นแล้ว ตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะ มีแล้ว ส่วนสัทธาวิมุติจะยังไม่มี ส่วนสายปัญญามีตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะแล้ว ไปถึงปัญญาวิมุติก็ไม่ต้องกล่าวอีก แต่ก็ไปแปลว่า ไม่มีวิโมกข์ 8

สมาบัติของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีการไปนั่งหลับตา มีแต่ลืมตาทั้งหมด  ปฏิบัติอย่างมีกาย มีธาตุรู้ภายนอกภายในครบ ขาดภายนอกไม่ได้เลย ซึ่งจะผิดไปจากศาสนาพุทธ

 

อธิบายเจโตปริยญาณ 16 ต่อ จาก มหัคตะ กับอมหัคตะ คือ เจริญกับไม่เจริญขึ้นกว่าเก่า แล้วส่งขึ้นไปเป็น สอุตรังจิตตัง กับ อนุตตรังจิตตังคือ จิตสูงขึ้นไปได้อีกสูงขึ้นแล้ว แต่ยังไม่จบกิจต้องสูงสุดต่อไปจนไม่มีสูงกว่านี้อีก คืออนุตตรังจิตตัง แล้วทำให้เจริญตั้งมั่นเป็นสมาหิตะ

ถ้ายังไม่ตั้งมั่นก็ทำให้ตั้งมั่น ที่ตั้งมั่นแล้วก็ตรวจสอบอีกว่าวิมุตแน่แล้วนะไม่มีอะไรเหลือที่จะไม่วิมุติแล้วหลุดพ้นสูงสุด เผื่อพอ ตรวจสอบไม่ให้ตกไม่ให้หล่นทุกๆอย่าง

สมาหิตังกับสมาธิ

จิตที่ตั้งมั่นนั้น จะต้องเกิดจากจิตที่ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8

เกิดฌานแบบพุทธ เกิดการลดละกิเลสแบบพุทธเป็นวิชชา 8 มีวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ หมายความว่ามีฤทธิ์ทางใจในการลดกิเลสได้เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เป็น มโนมยิทธิ เป็นฤทธิ์ทางใจที่ทายใจคนได้แม่น เป็นรูปอะไรเลอะเทอะไม่ใช่ แต่ต้องตามศีล สมาธิ ปัญญา ตามคำสอนพระพุทธเจ้า ปฏิบัติถูกตรงมีมรรคผลของศาสนาพระพุทธเจ้านั่นแหละเรียกว่าปาฏิหาริย์ตามคำสอน ไม่ใช่มีฤทธิ์  มโนมยิทธิ ก็เป็นฤทธิ์ลดละกิเลสได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้า จนลดกิเลสได้มากเป็น อิทธิวิธญาณ มีนัยยะต่างๆหลากหลาย มีไดเวอร์ซิตี้ มีอิทธิแบบ มโนมยิทธิ หลากหลายมากมายมากขึ้นจึงเรียกว่า อิทธิวิธญาณ เป็นญาณที่เจริญขึ้นจาก มโนมยิทธิ จนเป็น โสตทิพย์

โสตทิพย์ เป็นทิพญาณ ละเอียดลึกซึ้งบางเบาเล็กน้อยอย่างไรก็รู้แยกแยะได้สามารถที่จะทำความละเอียดลออแยกกิเลสหมดสิ้นแม้จะเหลือนิด เหลือนิดกับหมดก็แยกออกได้นะ  จนทำให้หมดจริงๆได้สูงสุดเลยเรียกว่า หมดเกลี้ยงตาม โสตทิพย์

จะหมดได้ต้องตามสูตร ตามหลัก เจโตปริยญาณ 16 ที่อธิบายผ่านไปเมื่อกี้ จนตรวจสอบที่วิมุติกับอวิมุติ แล้วจิตตั้งมั่นตามหลัก จรณะ 15 วิชชา 8 จิตนั้นดับอาสวะได้ จิตทุกจิตกิเลสทุกตัวดับอาสวะได้หมด ทำให้จิตตกผลึกตั้งมั่น เรียกจิตตัวนี้ว่า สมาหิโต จิตตั้งมั่นแล้ว

เพราะฉะนั้นในจรณะ 15 ไม่มีคำว่าสมาธิ แต่มีผลกับอาสวะสิ้นหมด จิตใจสิ้นอาสวะนั้นจึงจะนับว่าเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์เอามาทำให้เกิดความตั้งมั่น ต้องสมบูรณ์ด้วยวิชชา 8

เพราะฉะนั้นจิตสะอาดที่จะมาสั่งสมอันนั้นให้เป็นสัมมาสมาธิ จึงไม่ใช่แค่สมาธิทั่วไปที่เขาพูดกันอย่างตื้นอย่างง่ายที่ไม่สมบูรณ์แบบ จะต้องเจริญสมบูรณ์ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจิตนั้นจึงเป็นอุเบกขาที่มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา

อาตมาอธิบายนี่ก็ลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาอธิบายกัน แต่พวกเราก็คงจะรู้ได้เข้าใจดี

_สู่แดนธรรม... เท่าที่ผมจำได้ ตรวจสอบสัมมาสมาธิมีขอบเขตแค่ไหน น่าจะสิ้นสุดที่รูปฌานทั้ง 4 ก็น่าจะนับว่าเป็นสัมมาสมาธิได้แล้ว ไม่ต้องต่อไปถึง อากาสานัญจายตนะ คงจะเป็นเช่นนั้น

พ่อครูว่า... ที่จริงแล้วพูดไปอย่างนี้อธิบาย ฌาน มันก็เป็น อจินไตย เป็น ฌานวิสัยที่ลึกซึ้ง

จริงๆแล้วฌานฤาษี ไม่มีคุณสมบัติที่เป็น อรูปฌานเลย แล้วเขาก็พูดไปอย่างโก้ แต่มันมีในหลักการทั่วไป มีอรูปฌาน 4 ด้วย เขาก็เอามาทำ เพราะเขาจะเป็นสัตว์ที่ไม่มีการล้างกิเลสได้ พอไปถึงขั้น 5 อสัญญีสัตว์ ก็จะกำหนดรู้อะไรไม่ได้แล้ว จะไปกำหนดรู้วิญญาณที่เป็น อรูป ก็เป็นภาษาที่เขาหลงเพ้อไปเท่านั้น การนั่งหลับตาทำฌานไม่ได้หรอก อรูปฌานของเขา จึงเป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่เขาเนรมิตขึ้นเองของใครของมัน อาทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่รู้ของกันและกัน แล้วจะโมเมว่ารู้ร่วมกันเป็นสัมโภคกาย เป็นกาย 3 ที่มิจฉาทิฏฐิเป็นตัวเองตัวใครตัวมันหมดเลย เขาจะเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นถ้าสัมมาทิฏฐิดีแล้ว พระพุทธเจ้าพาให้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิดีแล้วก็ไม่ต้องไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ด้วยซ้ำ ถึงที่ อากิญจัญยายตนะ ก็หมดอาสวะแท้ๆแล้ว ไม่ต้องไปทบทวนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะจะไม่มีว่า ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่มี เพราะญาณทัศนะของอาริยะที่สูงขึ้น จนถึงขั้นทำไปนึกถึงขั้น ฌาน ขั้นสูง สูงขั้น อรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ มีวิญญาณฐีติ ตื่นรู้ปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นวิญญาณฐิติจึงไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะว่ามีสัญญาร่วมปฏิบัติตลอดลืมตารู้ไม่มีอะไรพรางอะไรลึกลับอะไรบังอะไรเหล่นเหลือเลย ถึงเหลือ ข้อปฏิบัติในขณะลืมตาไม่มีอะไรสงสัย

เนวสัญญานาสัญญายตนะ แปลว่าใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่  มันเป็นการคลางแคลงสงสัย มันไม่ใช่ความรู้บริบูรณ์เป็นความกึ่งรู้ จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มันมี 2 อย่าง แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มี 2 มี 1 ตลอดถึง อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ถึงไม่ต้อง คนตอบไม่ได้ง่ายๆว่าทำไมวิญญาณฐีติจึงไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ

อาตมาตอบได้เพราะอาตมาชัดเจนมีจริงในเรื่องนี้ อาตมาก็ไม่เคยเห็นใครมาอธิบายอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเป็นคำอธิบายคำตอบของอาตมา ก็จะรู้ได้ว่าอาตมาตอบในสิ่งที่ต่างไป คนที่ตามฟังอาตมาด้วยจิตใจไม่มีอคติ เขาจะสะดุดว่าอันนี้ที่เคยข้องใจสงสัย ท่านอธิบายชัดเจน ไม่เคยได้ยิน กระจะกระจ่างชัด หากมันข้องอยู่ก็ไม่ออกมาได้หรอก ทำไมวิญญาณฐีติจึงมีแค่ 7 ทำไมไม่เป็น 8 ทำไมไม่เป็น 9 เห็นไหม

อาตมาแสดงภูมิไปก็เหมือนอวดตัวอวดตน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะมีสิ่งที่รู้มาพูดให้ฟัง ไม่อวดก็เหมือนอวด เพราะมีสิ่งที่ตัวเองเป็นสิ่งที่ตัวเองรู้ ก็โชว์สิ่งที่ตัวเองรู้แต่คนอื่นไม่รู้ มันก็เป็นจริง อาตมาจึงจำนนในเรื่องเหล่านี้ เขาก็ขี้ตู่สำหรับคนอคติ แต่ถ้าคนไม่อคติ จะบอกว่า เหมือนกับพระสาวกบอกว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้มาก่อนพระเจ้าข้า เป็นกุศลสุดยอดที่อุทานออกมา จะมีคำเหล่านี้อยู่เยอะ

 

_ประดับ คนเปลี่ยนโลก : ผมชอบรายการภาษาอังกฤษกับชาวอโศกครับ👌

_Taveesak Kongtuptum ทวีศักดิ์  กองทัพธรรม : อยากได้หนังสือ แต่ผมอยู่อเมริกาทำยังไงได้ครับ

_คุณใบแก้วแจ้งมาว่า ..ท่านที่สนใจรับหนังสือ กรุณาติดต่อที่

๑. ร้านหนังสือและสื่อสาร         โทร. ๐๙๕ ๖๑๘ ๙๑๕๔

๒. สนพ. กลั่นแก่น            โทร. ๐๘๖ ๔๘๖ ๗๘๖๘

๓. เพจ สำนักพิมพ์กลั่นแก่น

๔. เพจ  อโศกอักษร

 

อานาปานสติสูตร ตอน 1

พ่อครูว่า...มาอธิบาย อานาปานสติสูตร

ล.14       

พ่อครูว่า...การปฏิบัติธรรมก็ใช้สัญญาเป็นเครื่องกำหนดหมายกำหนดรู้ และก็สั่งสมเป็นความจำด้วย กำหนดรู้แล้วได้ผลแล้ว จะเป็นมิจฉาผลหรือสัมมาผลก็ตาม ก็เป็นความจำใส่สัญญาลงไป             

[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ทำให้มากแล้วย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ

พ่อครูว่า...คำว่าอานาปานสติกับคำว่าสติปัฏฐาน 4 แยกกันไม่ได้เป็นเทวะเป็นคู่หูเหมือนกระดาษสองหน้า มีคำว่าสติทั้งคู่

อานาคือลมหายใจออก อาปานะคือลมหายใจเข้า ลมหายใจที่มีอยู่ของคนที่มีลมหายใจเข้าออกก็ต้องมีสติ ขาดสติไม่ได้เลยในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า สติต้องเป็นสัมโพชฌงค์ เมื่อมีสติแล้วก็ปฏิบัติ สติปัฏฐาน

สติปัฏฐานต้องมี กาย ต้องมีกายเป็นปัฏฐานต้องมีกายเป็นฐานปฏิบัติ ถึงจะปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 และอานาปานสติได้

สติปัฏฐานต้องมี กาย สติต้องมีกาย มีทั้งภายนอกภายในแยกไม่ได้ กายไม่มีภายนอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นในอานาปานสติของพวก เดียรถีย์ เป็นมิจฉาทิฏฐิไปนั่งหลับตาไม่มีกาย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาท่ามกลางพวกมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ปฏิบัติสมาธิปฏิบัติฌานไปนั่งหลับตาทั้งนั้น ท่านก็ตรัสตามที่เป็นพื้นฐานที่เขามีอยู่ เขานั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้วก็ว่ากันไปปฏิบัติอานาปานสติ 16 ขั้นด้วยการนั่งหลับตาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

 

 [๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี

พ่อครูว่า...คำว่าก็ดี คือที่อยู่ตรงไหนก็ตาม ที่ไหนก็ตาม ต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน ปฏิบัติมีกาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งนั้น การไปนั่งหลับตาอานาปานสติที่ไม่ให้รู้แม้แต่ลมหายใจก็ไม่มี คุณก็จบเลย เป็นเดียรถีย์ 100% เต็ม ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่นั่งสมาธิหลับตาแล้วยังรู้จักลมหายใจเข้าออกที่มีกายเพียงเล็กน้อยก็ยังมีใยของสัมมาทิฏฐินิดนึง

เพราะฉะนั้นคุณจะต้องปฏิบัติธรรมะให้เหลือความถูกต้องสัมมาทิฏฐิ มีใยสัมมาทิฏฐินิดนึงให้โง่ทำไม ก็ให้มันเต็มๆสิ กายมีตาหูจมูกลิ้นกายก็ปฏิบัติออกมาเต็มๆ แล้วศาสนาพุทธก็ปฏิบัติเต็มๆ ตามหลักจรณะ 15 ปฏิบัติฌาน ฌานเกิดจากศีลเกิดจาก อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา คือ สัทธรรม 7 โดยมีญาณร่วมด้วยปฏิบัติธรรมไม่มี ศีล ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไปนั่งหลับตาก็ไม่คำนึงถึงศีล แล้วไปปฏิบัติให้ไม่รับรู้ลมหายใจอีกด้วย มันผิดไปหมด

อาตมาถึงพูดอย่างไม่เกรงใจว่าคนหลับตาปฏิบัติธรรมของพุทธเดี๋ยวนี้ไม่ได้ปฏิบัติแบบพุทธ ปฏิบัติแบบลืมตากามภพก็ลืมตา แม้รูปภพ อรูปภพ ก็ปฏิบัติแบบลืมตานี่แหละ แต่ข้างนอกไม่ทำให้เกิดกิเลสได้แล้วเหลือแต่กิเลสภายในก็ล้างต่อไป รูป อรูป มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หมดสิ้นอาสวะก็บรรลุอรหันต์ ไม่ได้ไปหลับตาตรงไหนเลย  รูปภพ อรูปภพก็ไม่ได้ไปหลับตา เห็นไหมว่าเขามิจฉาทิฏฐิออกไปนอกรีตนอกทางกันอย่างเป็นโมฆะเลย

จึงเห็นชัดเจนว่าศาสนาพุทธ 2,500 กว่าปีนี้ กลองอานกะ ไม่เหลือซาก หมดโลกุตรธรรม เรื่องกลองอานกะ นี้ พระพุทธเจ้าตรัสถึงโลกุตรธรรม

อาณิสูตร

เล่ม 8 [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ

พ่อครูว่า...คุณยืนยันชื่อศาสนาพุทธว่ายังมีอยู่แต่เนื้อแท้ของศาสนาพุทธนั้นไม่มีแล้วไม่เหลือแล้ว พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ ซึ่งเมื่อไหร่ก็คือเมื่อนี้แหละ อาตมาเอากลองอานกะใบที่ถูกต้องของพุทธเจ้ามายืนยัน ใครฟังได้ไม่มีอคติก็จะได้ผล แต่ไปยึดถือแบบ เดียรถีย์ ไปนั่งหลับตาคุณก็จะช้าคุณก็จะไม่ได้ก็จะอยู่นอกประเทศไปตลอดกาลนาน จะหาว่าอาตมาอวดดี ก็ไม่รู้จะเอาชั่วมาอวดทำไม ต้องเอาดีมาบอกเอาถูกมาบอก เอาชั่วมาบอกทำไม

เนื้อหา อานาปานสติ 16 ขั้นนี้

สรุปว่า คุณจะปฏิบัติอยู่ป่าอยู่ถ้ำอยู่โคนไม้อยู่ในกรุงหรืออยู่ที่ไหนก็ดี จะเหมือนกันหมดเลยคือปฏิบัติให้ได้แก่นสารสาระอันนี้ อย่างนี้ต่างหากที่ท่านตรัสไว้อย่างนั้นก็เถอะอย่างใดก็ตาม อย่างนี้ก็ตามเป็นต้น ปฏิบัติยังไงที่ไหนก็ตาม แก่นสารสาระก็คือ

อันแรกให้รู้ ลิงคะ ให้รู้ ถ้าคุณจะพิจารณาแค่ลมหายใจ จะพิจารณาอะไร พิจารณา 1. อาการ 2. ลิงค 3. นิมิต ตามอุเทส

อาการของลม มันเป็นอย่างไร แล้วอาการลมเข้าอาการลมออก มันมีความต่าง ลิงค กันนะ เข้ากับออกแม้แต่แค่สั้นกับยาว ให้เห็นนัยยะของอาการของสภาวะ

แม้ลมหายใจก็รู้ ดินน้ำไฟลมภายนอกก็เห็นอาการ ลิงค นิมิต เหมือนกัน หรือทุกสรรพสิ่งก็ต้องเรียนรู้ความต่างกันของเทวะ ของสภาพ 2 จะมีนัยยะมีความต่างกันของสภาพ 2 ให้เห็น รู้อาการแล้วก็กำหนดนิมิตของตัวเอง ของใครของมัน นิมิตก็คือแต่ละผู้รู้นิมิตของตัวของตน นิมิตคือเครื่องหมายที่รู้ รู้เป็นเครื่องหมายที่ตัวเองรู้ ของใครก็ของใครสิ ว่าอย่างนี้เป็นอย่างนี้ก็คือนิมิต

เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ 1. อาการ 2. ลิงค 3. นิมิต ตามอุเทสตามที่อาตมาอธิบายขยายความให้ชัดเจนละเอียดพอสมควรแล้ว คุณเข้าใจแล้วก็เอาไปปฏิบัติตาม

 

ข้อ 4. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า(ปัสสัมภยัง กายสังขารัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... ระงับให้ไม่ให้มันเกิดกิเลส แต่ถ้าไปนั่งหลับตาดับแม้แต่การรับรู้ลมหายใจมันก็ไม่รู้กิเลสสิ ต้องระงับกายสังขารก่อนจึงจะรู้จิตสังขาร หากปฏิบัติไม่มีกายก็ไม่เป็นไร พวกนี้จึงโมฆะหมดเลยไม่มี เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างที่อธิบายว่าจะกินข้างในแตงโมก็ต้องปอกเปลือกก่อน แต่นี่คุณเล่นกินทั้งลูกเลย นี่ก็พูดไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบ คือทำอย่างอุตริไม่เข้าท่าไม่ได้เรื่อง มันจะได้ผลอย่างไร

อาตมาอธิบายเน้นทุกมุมทุกเหลี่ยมเพื่อให้รู้ว่าการปฏิบัติผิดเป็นอย่างไร มันผิดยังไม่เข้าท่า ซึ่งมันน่าจะได้ฟังในสิ่งที่ถูก เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องจึงปฏิบัติให้เกิดกิเลสระงับ ต้องมีสัมผัสภายนอกจึงจะเกิดกิเลส ไม่มีสัมผัสภายนอกไม่เกิดกิเลสจริง ไม่มีตากระทบรูป  หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายต้องผัสสะข้างนอก มันไม่มีทิฎฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องมีปัจจุบันชาติ มีกาลที่เป็นปัจจุบันแต่หลับตามันไม่มีปัจจุบัน มีแต่ทิฏฐิ 62 มีแต่อดีตกับอนาคต

สมณะเดินดิน…ทั้งอานาปานสติก็บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ก็บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 ก็บริบูรณ์ มันก็ละกิเลสได้ทั้งหมดทุกอย่าง

พ่อครูว่า... การสำเหนียกรู้ต้องมีทั้งภายในภายนอก กำหนดรู้ว่ามันสังขารกันอยู่ กำหนดรู้ว่ามีกิเลสอะไรสังขารร่วมอยู่ คุณรู้กิเลสแล้วคุณก็พยายามทำให้กิเลสมันสงบระงับ ทีแรกก่อนจะทำให้สงบระงับ คุณก็จะต้องรู้ความเป็นจริง ปฏิสังเวที รู้สิ่งเหล่านั้นชัดเจนเป็นการรู้อย่างพ้นวิจิกิจฉา รู้อย่างที่อาตมากำลังอธิบาย แต่ไปรู้อย่างคุณปฏิบัติหลับตา มันยังไม่สัมมาทิฏฐิ ยังไม่ครบไม่บริบูรณ์ ไม่ปฏิสังเวที ความรู้ยังไม่ครบ ต้องรู้ให้ครบต้องมีภายนอกต้องมีกาย มีสติตื่นเต็ม กายไม่ใช่มีแต่ลมหายใจเหลือแต่ลม ดินน้ำไฟ วัตถุสิ่งของไม่รู้เรื่องหลับตาหลับหูปิดหูปิดจมูกไม่มีกลิ่นแล้ว มีแต่จิตกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่ อย่างนั้นมันจะตายไม่ตายแหล่แล้ว มันต้องรู้เต็มๆ รู้กายสังขารกันเต็มๆ

แล้วเมื่อกระทบสัมผัสกามคุณ 5 แม้แต่อบายมุข กิเลสมันเกิดเป็นปัจจุบันธรรม เป็นของจริงไม่ใช่ของอดีต ไม่ใช่ของอนาคต ปฏิบัติอยู่หลัดๆกิเลสมันเกิดอย่างนี้ คุณก็ดับกิเลสตรงนี้ คุณจะฆ่าโจร คุณก็ต้องเห็นหน้าเห็นตัวตนโจรหลัดๆนี้ แต่คุณจะฆ่าโจรคุณก็ไปหลับตา แล้วนึกเอาว่าโจรมันหน้าตาอย่างนี้ จำได้แล้วหน้าตาอดีตมันเป็นอย่างนี้ก็จะฆ่าโจรในการหลับตา หรือเขาบอกไว้ว่าโจรมันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เป็นอนาคตยังไม่เจอโจรหรอก ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็จะฆ่ามัน คุณก็ไปฝันอยู่กับอดีตฝันอยู่กับอนาคต แล้วคุณจะได้ฆ่าโจรไหม นั่นแหละ มันไม่มี ทิฏฐธรรม ไม่มีปัจจุบันชาติ มันไม่มีความจริง ความจริงมีแต่อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น อดีตและอนาคตไม่ใช่ความจริง แค่เข้าใจแค่นี้ก็ไม่ได้ แล้วคุณก็จะไปงมโข่งฆ่าให้ถูกตัวมัน แต่คุณก็ไม่ได้ฆ่าตัวกิเลสจริง คุณได้แต่ฆ่ากิเลสในความจำ แล้วก็งมงายทำกันอยู่อย่างนั้น ตลอดกาลนาน มันน่าสงสารจริงๆ

อาตมาพยายามขยายความ คลี่ขยายสิ่งเหล่านี้ให้ฟัง แล้วก็ขยายอย่างสำเนียงสุ้มเสียง ดุๆด้วยนะ เพราะมันดื้อด้านดึงดันเหลือเกิน จะมาฟังเราหน่อยก็ไม่ได้ ไปหลงดีในอาจารย์โง่ดึงเอาไว้อยู่นั่นแหละ ไม่โงไม่เงยขึ้นมาเลย

เมื่อเรียนรู้ความจริงได้จึงจะแยกแยะความจริงได้ว่า เราไปหลงติดจิตในจิต ที่สัมผัสแล้วจิตมันมีกิเลส แล้วก็ไปหลงกิเลส หลงยินดีปรุงแต่งได้ตามใจชอบ ก็ยินดีปรีดาปีติ ไอ้ปีติแล้วเกิดกิเลสซ้อนขึ้นมาจากการกระทบสัมผัส คุณก็มีปีติที่ไม่รู้ตัวง่ายๆ ก็ต้องเรียนรู้วิตกวิจาร วิจัยให้ออก คุณไปสังขาร กิเลสมันไปสังขารก็ต้องแยกกิเลสให้ออก สังขารได้กิเลสได้สมใจก็มีปีติ ก็ต้องรู้ตั้งแต่กิเลสเข้ามาสังขาร เมื่อรู้กิเลสแล้วก็มีดีใจเป็นอุปกิเลสซ้อน ลดได้แล้วอุปกิเลสปีติก็เกิด คุณก็ต้องวิตก วิจาร พิจารณา 2 นัยยะ รู้ทั้งพฤติกรรม รู้ทั้งความเป็นจริงในจิตที่จะรู้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกแยะให้ออก จนแยกกิเลสออกได้ ทำให้กิเลสลดได้จริง หรือมันดีใจที่ทำกิเลสลดได้จริง มันก็เป็นอุปกิเลสซ้อน มันยังไม่อุเบกขา ยังไม่สงบ ยังมีปีติ ต้องสงบเข้าไปอีกเป็น วูปสโมสุข ไม่ใช่ความสุขแบบบำเรอกิเลสสมใจ

สุขในฌาน ขอยืมคำว่าสุขมาใช้ ที่จริงมันเป็นทุกข์แต่คุณหลงว่ามันเป็นสุข ก็ต้องลดความสุขลงไปให้เป็นอุเบกขา ถ้ายังไม่ถึงขั้นเบาบางเป็นปิติเป็น ฌาน 2

ฌาน 3 จึงเริ่มเบาบางเรียกว่า สุข ว่าง มีคำว่าสุขเข้ามาแล้ว อุเบกขาจึงเรียกลดความสุขลงหมดเลย เป็นอุเบกขา เป็นเอกัคคตา ตัวที่ 4

สมณะเดินดินว่า... สรุปจบ


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...