แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฌาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฌาน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640726_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 2

 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 2
วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอที่นี่
ฟังบันทึกเทปได้ที่นี่


พ่อครูว่า...ตะลุ่มตุ้มม้ง มาพบกันอีกแล้ว วันนี้วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เขาว่ากันว่าเป็นวันเกิดของคนสำคัญคนหนึ่งในประเทศไทย คนสำคัญที่ทำความเลวให้แก่ประเทศชาติ เป็นประวัติศาสตร์อันนึงเลย

 ตะลุ่มตุ้มม้ง วันนี้มีเด็กๆมาชุมนุม ต่างกุมใจรักสมัครสมาน คุยกันโอภาปราศรัยกันจะเป็นเด็กจะเป็นผู้ใหญ่จะเป็นคนอายุยาว ก็คุยกันได้ ให้มีประโยชน์คุณค่า พระพุทธเจ้าตรัสสิ่งที่มีประโยชน์ สิ่งใดไม่มีประโยชน์ท่านไม่ตรัสสิ่งใดไม่จำเป็นท่านไม่ตรัส ท่านก็ตรัสสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นสิ่งจำเป็นเหมาะสมแก่กาล เราก็ทำตามพระพุทธเจ้าพาทำ

เพราะชีวิตเราเกิดมาเป็นชีวิตมีกรรม 3 มีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม แล้วกรรมนี้เป็นของจริงของอัตภาพ พอทำแล้ว ไม่ว่าจะคิดมันก็บันทึกเป็นความจริงเป็นอันทำ พูดออกมาก็ยิ่งมีน้ำหนักมากกว่า ยิ่งกระทำทั้งกายกรรมครบหมดเลย ก็ยิ่งมีน้ำหนักสูงสุด

แล้วก็กรรมนี้แหละบันทึกเป็นวิบากเป็นผลของกรรม เป็นอิทธิพลต่อชีวิตไปแล้วแล้วเล่าๆ เมื่ออวิชชาไม่รู้จักกรรมที่กระทำแล้วจะมีอิทธิพลต่อชีวิตที่เราจะต้องเผชิญ มีชีวะที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานมันก็จะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่กับกรรมวิบากไปเป็น อจินไตย ซึ่งคิดไม่หวาดไม่ไหว อจินไตย 3

พุทธวิสัย ท่านก็ตรัรัสรู้ แล้วก็ตรัสรู้ถึงจุดสำคัญเรียกว่า ฌาน ฌานคือปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีฌาน ไม่มีฌานไม่มีปัญญา ปัญญาเป็นความฉลาดโลกุตระ

ฌาน เป็นพลังงานไฟ มีปัญญาด้วยรู้จักกิเลสมีวิธีที่จะเผาผลาญกิเลส จึงรู้จักนิโรธด้วยนั่นคือ ฌาน

ฌาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่เยี่ยมยอดของศาสนาพุทธและศาสนาพุทธนั้นวนกลับไปสู่ความเป็นเดียรถีย์ความโง่ความไม่รู้เหมือนเดิม

ก็ไปหลงว่า ไปนิ่งหยุดหลับตา เป็นฌาน ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 จรณะ15 ที่มี สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เกิด สัทธรรม  7 แล้วมีฌาน 1 2 3 4 เผากิเลส ลดละหน่ายคลายกิเลส จนกระทั่งจิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์ เป็นพหูสูต เป็นต้น

ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้ อาตมาพิสูจน์ตามได้รับมรรคผลตามพระพุทธเจ้าบอกไว้ ซึ่งก็เอามายืนยันแล้วพาพวกเราเรียนรู้พิสูจน์ตาม พวกเราก็เรียนรู้ปฏิบัติได้ แม้ว่าจำนวนคนในโลกยุคนี้ แม้จะบอกว่าเป็นชาวพุทธก็มีเพียงนิดน้อย แล้วจะเรียนรู้โลกุตระก็ไม่ง่าย นอกนั้นเขาบอกว่าเป็นพุทธเขาก็ไม่เชื่อไม่เข้าใจไม่ยอมเห็นตามหลงติดยึดในความเป็นเดียรถีย์ ในอวิชชา ในความเป็นอย่างเดิมๆ อย่างที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า

อาตมาก็ได้แต่พูดความจริงไปอย่างนี้ ส่วนท่านที่ได้ยินได้ฟัง ที่อยู่ในฝ่ายเถรสมาคม ไม่ได้มาฟังทางเราไม่ได้เห็นจริงตามเรา ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไรก็ว่าไป

อาตมากล่าวถึง ฌาน ซึ่งเป็นวิสัยของโลกุตระ เป็นวิสัยของอาริยะ ถึงจะสามารถรู้แจ้งรู้จริงว่า ฌาน คืออย่างไร ที่ปฏิบัติหลับตานั้นไม่มีวันจะเกิดฌานของพระพุทธเจ้า เกิดฌานเดียรถีย์ที่ผิดๆ เกิดอย่างนั้น อาตมาก็เลยได้แต่สงสาร ก็บรรยายกันไป

 

เกริ่นเรื่องหนักๆมาแล้ว วันนี้มีเด็กๆด้วย เด็กๆไม่เห็นจะส่งปัญหามาถามไม่เห็นมีสักใบ

 

จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ประกอบไปด้วยอะไร

_ดช.เชิดเชิญธรรม (เผ่งอัง)... ผมจะมาถามว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ประกอบไปด้วยอะไรครับ

พ่อครูว่า... โอ้โห ตอบอย่างสังเขป ถ้าจะถามว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ประกอบด้วยอะไรก็ต้องเปิดพระไตรปิฏกเล่ม 9 พระสูตรเล่ม 1 ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องนี้ ท่านผู้รู้รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎกเป็นพระสูตรแรก พรหมชาลสูตร

ตอบอย่างง่ายๆก่อน ศีล คือ ข้อประพฤติ หรือหลักปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมาให้คนมาเรียนรู้และปฏิบัติตาม ข้อศีลนั้นๆ แต่ละข้อๆ ที่เรียกว่า จุลศีล

จุล แปลว่า เล็ก ละเอียด มัชฌิมศีล แปลว่า ขั้นกลาง แล้วก็มหาศีล มี 3 ศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล

มหาศีล แปลว่า ศีลใหญ่ ศีลรวม ศีลคลุมรอบ ทุกคนจะต้องมี จะต้องพยายามปฏิบัติ จะต้องพยายามให้รู้ โดยเฉพาะศาสนา โดยเฉพาะวงการศาสนา สังคมศาสนาต้องอย่าละเมิด มหาศีล แต่ทุกวันนี้ไม่มีศีลกันแล้ว มหาศีล เถรสมาคมละเมิดหมด คือ ศาสนาพุทธทุกวันนี้พูดกันเต็มๆก็คือคณะใหญ่เถรสมาคมไม่มีแล้วศีล

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ทุกข้อที่ท่านตรัสขึ้นมาเมื่อจบการกล่าวศีล

เช่น ศีลข้อ 1 ละการฆ่าสัตว์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอายมีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เขาไม่เรียนรู้ เขาไปเรียนรู้แต่พระวินัย 227 ข้อ แล้วก็หลงว่าพระวินัยคือศีล ซึ่งมันคนละเรื่องกัน

วินัยเป็นข้อหลักปฏิบัติของพระภิกษุ ไม่เกี่ยวกับฆราวาส แต่ศีล เกี่ยวกับทุกคนทั้งฆราวาสทั้งพระภิกษุ ครบหมดทุกคนในศาสนาพุทธทุกคนต้องศึกษาปฏิบัติศีล ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือจะเป็นนักบวช แต่พระวินัยเป็นเรื่องแต่เฉพาะของภิกษุ ไม่เกี่ยวกับฆราวาส ก็เลยกร่อนเหลือแต่พระวินัย เมื่อไปถามพระว่ามีศีลเท่าไหร่ก็จะตอบว่า 227 นั่นคือพระวินัย 227 ข้อ

จุลศีลท่านมี 26 มัชฌิมศีล มี 10 มหาศีลมี 7 ข้อ รวมแล้ว 43 ข้อ

วิธีปฏิบัติก็คือ อปัณณกปฏิปทา 3 คือต้องสำรวมอินทรีย์ตาม เช่น ถือศีล ข้อที่ 1 เราก็ต้อง สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ถ้าไม่มีหลักปฏิบัติ 3 ข้อนี้ตามที่ศีลข้อที่ 1 กำหนดมา ต้องเป็นคนที่มีศีล ไม่มีศีลไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่แท้จริง เป็นคนมาแอบแฝงอยู่กับศาสนาพุทธเท่านั้น คนที่เป็นพุทธที่แท้จริงต้องเอาศีลมาปฏิบัติประพฤติเอามาสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ จึงจะเกิดสัทธรรมทั้ง 7

ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา

แต่ก่อนเราไม่มีความละอายในการปฏิบัติอยู่กับสัตว์ ไม่มีความปรารถนาดีไม่มีความเอ็นดูไม่มีความกรุณาไม่มีความกรุณา ไม่มีน้ำใจต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่อย่างที่เป็นเลย จะละอายตรงนี้ มันเป็นเรื่องจริงๆ อย่างนี้เป็นต้น

อาตมาถึงได้อธิบายละเอียดละออตามธรรมะพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นความละเอียดลึกซึ้งของธรรมะพระพุทธเจ้าตามที่อาตมาอธิบาย ขยายความไปตามลำดับ อย่างนี้เป็นต้น

 

_สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...อยากถามพ่อท่านว่า ตั้งแต่พ่อท่านมารับผิดชอบในการกินอยู่ด้วยตัวเอง ฉันอาหารด้วยการตัดสินใจตัวเอง เทียบกับเมื่อผ่านมานั้นเป็นอย่างไรดีขึ้นหรือด้อยลง

พ่อครูว่า... จะบอกว่าเป็นอย่างไร ก็สะดวกใจขึ้นเท่านั้นเอง เพราะอาตมาปกติ จะถูกควบคุมการกินตามที่มีคนดูแลมากมาย หรืออาตมาจะบอกว่าทำอย่างอิสระก็ตามมันก็เหมือนเดิม มันก็เหมือนกัน เพราะอาตมาไม่ได้มีเอฟเฟคอะไรกับพวกนี้เท่าไหร่ ประมาณนี้ ขันธ์อาตมาพิเศษ ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของวิชาแพทย์ที่มากเกินไป อาตมาก็ไม่ได้โง่จนกระทั่งกินของแสลงให้แก่ตัวเองจนผิดสำแดงหนักหนา ก็ไม่โง่ถึงขนาดนั้น โดยปกติอาตมาก็กินไปตามที่ควรกิน มันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ไม่ได้ผิดประหลาดถึงขั้นทำให้สังขารเปลี่ยนแปลงจนเสื่อม แตกต่างจนเห็นได้ หรือว่ามันกลายเป็นเรื่องเป็นโรคเป็นภัยเข้าไปก็ไม่มี ก็แข็งแรงดีอยู่เหมือนเดิม 

 

ทำเช่นไรเมื่อโควิดเกาะรั้วบวรชาวอโศก

_และตอนนี้โควิด เกาะรั้วบวรชาวอโศก กระชับใกล้เข้ามาทุกที คนใกล้ๆก็เริ่มเสี่ยง พ่อท่านจะแนะนำลูกๆแต่ละบวร ให้กระชับความสัมรวมระวังยิ่งขึ้นอย่างไร ?

พ่อครูว่า... โควิดเกาะรั้ว เราจะทำอะไรได้เพราะเราพูดกับมันไม่รู้เรื่อง มันจะเข้ามาเราก็ต้องฉลาดพอที่จะระมัดระวังป้องกัน เราก็พยายามเรียนรู้จริงๆ  ป้องกัน ทุกคนอย่าประมาทป้องกันจริงๆ

อาตมาเองอาตมาไม่มีความรู้ ไม่มีปฏิภาณปัญญาพอที่จะรู้ว่า ยุคนี้ พยาธิ หรือโรคภัย คือโควิดนี้ มันมาอย่างไรไปอย่างไร อาตมาก็นึกไม่ออก ไม่มีปฏิภาณปัญญาที่จะรู้ความจริงอะไรได้เพียงพอ ก็ต้องยอมรับ ถ้าเกิดว่าเราเองป้องกันไม่ได้ มันก็เล่นงานเรา เพราะเราพูดกับมันไม่รู้เรื่องหรอก เราก็ต้องป้องกันจริงๆอย่าประมาททุกๆคน ตั้งแต่ผู้ใหญ่ถึงเด็ก ก็ดูแลกัน

เราปิดหมู่บ้าน แต่พวกเราแต่ละคนออกไปข้างนอก มันก็จะไปนำเชื้อเป็นพาหะ โควิดติดมา อยู่ในนี้มันยังไม่มี ในชุมชนราชธานีอโศกมันยังไม่มี Covid ยังเข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้นใครที่ไปข้างนอกแล้วไปติดไปนำเข้ามานี้ ขออภัยนะ ต้องพูดชัดๆ คนนั้นบาปมากเลย มาทำลายสิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์เขานี่ เป็นพาหะเป็นตัวนำเป็นตัวเชื้อโรคมา นำเชื้อโรค ระวังเชียว

_สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...ยกตัวอย่างวันนี้ มีคุณตะวันธรรม มีพี่ชายป่วย ที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็จะเก็บกระเป๋าเตรียมไปงานศพ คุณตะวันธรรมก็เป็นคนอ่อนแอสุขภาพไม่ดี ดิฉันก็ฝากคนไปห้ามว่า อย่าเดินทางไปไหนเลยช่วงนี้ คนก็ตายไปแล้ว แต่ถ้าจะไปก็ต้องพักอยู่ที่นั่นนานๆ เราจะไม่ให้กลับมาในช่วงนี้

พ่อครูว่า... อาตมาไป แต่ตอนนั้นโควิดยังไม่มาก

 

_ทองแก้ว นาวาบุญนิยม...ไม่ทราบว่าดิฉันจะเข้าใจถูกหรือเปล่า เมื่อก่อนเราปฏิบัติธรรมจะอดทนข่มฝืนนานมาก เช่น เราไม่กินอะไรจะไม่กินนานมาก 20 ปี 30 ปีแล้ว วันหนึ่งพ่อครูมาบอกว่า มีเวทนาแท้กับเวทนาเทียม ที่เราทำมาเราทำมันหลุดไปแล้วเรียกว่าเจโตวิมุติได้ไหม แล้วพอมารู้อันไหนเป็นเวทนาแท้เวทนาเทียม อันนี้เป็นปัญญาวิมุติหรือไม่?

อีกอันเป็นธรรมะสอง ที่จะต้องอยู่ร่วมกันในสังคมหรือไม่คะ?

สาธารณโภคีที่มี สาราณียธรรม 6 แต่ก่อน ไปนั่งตักอาหาร เมื่อก่อนชอบอันไหนก็จะตักมาก แต่เดี๋ยวนี้ ก็จะนึกถึงหางแถวไหม มันเป็นจิตที่มีสาราณียธรรม เมื่อเราฝึกไปเรื่อยๆ มันจะเกิด...

พ่อครูว่า... เป็นเรื่องของสังคหะเกื้อกูล มันเผื่อแผ่และนึกถึง สาราณียะ ระลึกถึงคนหางแถวจะได้ไหม ถ้าไม่มีก็ไม่มีการสังคหะใน พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ

คุณธรรมที่ตรงตามธรรมะพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิจะมีพวกนี้เกิดจริง อย่างนี้เป็นการเช็คผลว่าที่คุณพูดมาเป็นการเรียนรู้ถูกต้อง แล้วคุณก็เข้าใจถูกต้อง คุณปฏิบัติมันก็มีมรรคมีผลได้จริงๆ นี่เป็นการเช็ควิมุติ

 

ขอย้อนตอบคำถามของสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน คนไหนไปนำเชื้อมาก็บาปหนัก ระมัดระวังนะ ใครไม่ออกไปไหนเลยดีที่สุด จำเป็นจะต้องออกไปก็ต้องระมัดระวังอย่างแท้จริงเลยไม่ว่าจะต้องมีแมสป้องกัน มีระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ต้องทำอย่างแท้จริง ซักเสื้อผ้าก่อนเข้ามา อย่างนั้น ต้องระมัดระวังอย่าประมาท ใครจะว่าเรามากไปไม่เป็นไร ไม่ประมาทดีกว่า ป้องกันไว้มากดีกว่าไม่เสียหาย ทำเป็นเล่นไป เราไม่รู้ มันเก่งจริงๆ อาตมาเกิดมาชาตินี้อายุย่างเข้า 88 ปีเพิ่งมาเห็น เขาเรียกโรคห่า ห่าตัวนี้มันวิจิตรพิสดาร ร้ายแรงลึกซึ้ง แล้วก็ทั่วโลกระยะยาวนานอีกด้วย เมืองไทยตอนนี้ก็จะป้องกันไม่ค่อยอยู่แล้ว ระวังไว้ ราชธานีระวังจะป้องกันไม่อยู่เหมือนกับเมืองไทย สถิติในการรับเชื้อมากขึ้น มันยังไม่หยุดเลยแรงอยู่เลย ระมัดระวังจริงๆทำเป็นเล่นไป

ถ้าเราระมัดระวังรักษาป้องกันตัวเอง จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกัน คนทั่วไปมีภูมิคุ้มกันกันดีแล้ว เชื้อก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายแล้ว หมายความว่าสำเร็จ จนกว่าจะมีคนคิดค้นวิธีรักษาป้องกันได้ ซึ่งฤทธิ์เดชของโควิดนี้เท่าที่อาตมารู้สึก มันร้ายจริงๆ เพราะยังไม่เห็นว่ามันจะเพลาลงเลย ยังไม่เห็นมันลดหย่อนฤทธิ์เดชเลย มันมีการกลายพันธุ์หนักกว่าเก่าอีก มันน่ากลัว

ทุกวันนี้อาตมาไม่ไปไหนไม่ยอมไปไหน คนมานิมนต์ไปไหนก็ไม่ไป อยู่ในนี้ จะบอกว่ากลัวตาย อาตมาไม่ได้กลัวตายเลยนะ แต่ว่ามันควรไหมล่ะ มันดีไหมล่ะ มันไม่เห็นเข้าท่าเลย แล้วอาตมาก็ว่า มันไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่จนกระทั่ง ต้องรักษาสิ่งที่มันเกิดในปัจจุบันนี้ รักษาสิ่งนี้อย่าให้มันเลวร้ายลงไปกว่าที่มันจะเป็นก็เท่านั้นเอง

 

สู่แดนธรรม... มีคนถามว่า จิตที่ว่าง ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว แต่ก็ไม่เบิกบานแจ่มใส บางครั้งก็อ่านผิดที่มันยังหมองว่าเกิดจากอะไร

พ่อครูว่า....คือจิตลักษณะถีนมิทธะ ในอานาปานสติสูตร มีตัวสรุปใน อานาปานสติ 16 มีข้อที่ว่า อภิปโมทยังจิตตัง เมื่อปัสสัมภยังกายสังขารัง ปัสสัมภยังจิตสังขารังได้แล้วก็ยังจิตให้เป็น อภิปโมทยังจิตตัง หมายความว่าคุณสามารถทำจิตให้สงบระงับกิเลสได้ทางกาย หมายความว่าต้องมีการรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปิดทวารหูจมูกลิ้นกาย เป็นอานาปานสตินอกรีต ไปนั่งหลับตาดูแต่ลมหายใจเข้าออกทางจมูกอย่างเดียวมันไม่ครบ ของพระเจ้าต้องครบตาหูจมูกลิ้นกายใจ

เพราะฉะนั้นเมื่อ กาย ไม่ครบ ปัสสัมภยังกายสังขารัง ต้องเข้าใจกาย

กายไม่ได้หมายถึงรูปธรรมภายนอกแต่ต้องเป็นลักษณะ 2 มีภายนอกและภายใน ความรู้สึกรับรู้ลมหายใจเข้าออก ออกเข้า แต่ไปเข้าใจมิจฉาทิฏฐิว่า กายนี้คือวัตถุเฉยๆ ไม่เข้าใจครบว่า กายคืออะไร เพราะฉะนั้นจึงปฏิบัติหรือเรียนรู้ สักกายทิฏฐิ กายของตน ตั้งแต่สังโยชน์ข้อแรก คนนี้ก็ยังไม่ผ่านยังไม่สัมมาทิฏฐิใน สักกายทิฏฐิ ผู้ที่นั่งหลับตาทั้งหลายแหล่สังโยชน์ข้อที่ 1 ไม่ผ่านเพราะว่าคำว่า กาย มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้น ก็ปฏิบัติผิดไปหมดทั้งกระบวนเพราะว่าติดกระดุมเม็ดแรกผิด

อาตมาว่าอาตมารู้ อาตมาเหมือนพระราชาที่ไปบอกเจ้าหน้าที่ให้เอาโจรไปประหารด้วยหอกร้อยเล่ม โจรที่ทำลายศาสนา หนังเหนียวไม่ตาย ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็นก็ไม่ตาย ดื้อด้าน เรียกว่าเชื้อโรคดื้อยาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีทางไม่มีผลอะไรเลย มันก็เลยแทบจะหมดหวัง อาตมาหมดหวังจริงๆจากเถรสมาคมจากหมู่ที่ติดในเรื่องนั่งหลับตา หมดหวังจากคนพวกนี้ ก็หวังจากผู้ที่ไม่ติดยึดไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นอย่างยึดมั่นถือมั่น ก็ได้บ้างได้ไปเรื่อยๆ

 

ฟังสัตบุรุษควรให้รู้ว่าเป็นสัตบุรุษ

อาตมาพูดวนพูดชี้จุดสำคัญๆ ชีวิตคน...เกิดมาเป็นคนแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นคนๆหนึ่งเหมือนกันกับคนทุกคนในโลกทั้งหมด แล้วท่านเองท่านเห็นว่าธรรมะโลกุตรธรรมที่ท่านตรัสรู้สำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์ ได้อันนี้อันเดียว ได้หมดทั้งจักรวาลเลย ได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ได้บรรลุธรรมะโลกุตระ เป็นพระอรหันต์คือผู้จบกิจในความเป็นมนุษย์ คือผู้ที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

พระพุทธเจ้าแสวงหาสิ่งที่สุดยอด เกิดตายเกิดตายจนเป็นพระโพธิสัตว์ จนสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าสุดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องรู้อีกแล้ว ครบแล้วในเรื่องมหาจักรวาล เรื่องของทุกอย่าง เสร็จแล้วท่านก็ต้องมาสืบทอดอันนี้ ในภาวะของกาละที่จะมีมนุษย์รับศาสนาพุทธหรือโลกุตระได้ ก็มาประกาศ ประกาศแล้วจนกระทั่งเสร็จกิจของท่าน ก็ไม่มาแล้ว อย่างเช่นขณะนี้ไม่มาแล้ว เหลือแต่พระโพธิสัตว์ที่จะมาสืบทอดต่อ ที่จะช่วยสืบทอดศาสนาไปจนกว่ามันจะสิ้นพุทธกัปของพระสมณโคดมคือ 5,000 ปี

ผู้ที่ชัดเจนได้ฟังก็จะรู้ว่าอันนี้ถูกต้อง พอเข้าท่า เพราะฉะนั้นต้องมาฟังพระโพธิรักษ์ เพราะว่าพูดถูกต้องสัมมาทิฏฐิเป็นธรรมะพระพุทธเจ้า ที่หลงอยู่ในโลกของเถรสมาคมทางเดียรถีย์พากันออกนอกรีต เสียเวลาไม่เอาแล้ว ท่านก็มาเอา แต่มาไม่ได้เต็มตัวก็ไม่ใช่น้อย ที่ไม่เอาเลยดูจะมากกว่าที่พอเข้าใจแล้วพอรับได้ ซึ่งก็เป็นสัจจะ เพราะในยุคนี้เป็นยุคที่คนเสื่อม เสื่อมมากจนกระทั่งไม่สามารถรับรู้ได้

เหมือนกับภิกษุที่เขาเอามาเขียนเป็นนิยายกามนิต คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนก็ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า โพธิรักษ์จะเป็นอะไร ขนาดคนตั้งใจมาคุยด้วยแล้วไม่ได้ มีความอคติด้วยจะรู้ได้หรือ เหมือนกามนิตคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนก็ไม่รู้ว่าคุยกับพระพุทธเจ้า บอกว่าฟังธรรมะดี ท่านคุยดี เพราะว่าเป็นผู้แสวงหาธรรมะบอกว่าขอบคุณมากได้ฟังธรรมะจากท่านดีมาก ขอบคุณแล้วจะลาไปพบพระพุทธเจ้า สวัสดี ท่านผู้มีอายุ ทั้งๆที่คุยกับพระพุทธเจ้าอยู่แท้ๆนี่เป็นสัจจะจริงไม่ใช่เรื่องแต่ง ขนาดเจอพระพุทธเจ้าแท้ๆเขายังไม่รู้จัก เดี๋ยวนี้มันก็เหมือนกัน อาจจะไม่เหมือนทีเดียว พระพุทธเจ้าก็จะลึกซึ้งกว่านี้

สิกขมาตุรินฟ้า...ปุกกุสาติ ที่พบ พระพุทธเจ้า ที่บ้านช่างหม้อ พระพุทธเจ้าเทศน์ไปเมื่อฟังเทศน์ก็บรรลุธรรมขอบวช แล้วจะไปบวชก็จะไปหาบริขารก็ไปเจอ โคขวิดตายก่อน แต่เขาเอาเรื่องนี้มาทำเป็นนิยายกามนิต

สู่แดนธรรม... สมัยก่อนที่ผมเป็นอารามิกได้ฟังท่านสมณะฟ้าไทว่า เราไม่ได้ทำอธิศีล จิตจึงไม่เจริญขึ้น

พ่อครูว่า... คือ เข้าหาผู้รู้ที่รู้ยิ่งกว่าแล้วก็โอภาปราศรัย เหมือนกับปัญญาข้อที่ 2 ของพระโสดาบัน หรือเหมือนกับปัญญาข้อที่ 2 ในปัญญา 8 ประการ ท่านก็จะให้เพิ่มศีล จากนั้นก็จะชัดเจนในเรื่องของความสงบกายสงบจิตข้อที่ 3 แล้วก็จะต้องเข้าใจสงบกายให้ถูกต้องอย่างสัมมาทิฏฐิด้วย ว่า สงบกายไม่ใช่กายไม่กระดุกกระดิก แต่สงบกายคือ จิตที่ยังเกี่ยวข้องกับภายนอกด้วยกามคุณ 5 เป็นกามาวจร กิเลสกามลดลง นั่นคือการสงบกาย เมื่อสงบในกามาวจรกามคุณ 5 ลดลง ก็เหลือกิเลสที่อยู่ในจิต เป็นกิเลสภายในจิตต่อ เป็นรูปภพ อรูปภพ ก็ทำไปตามลำดับ สงบกายแล้วก็มาสงบจิตต่อ อย่างนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องถึงขั้นปัญญา ปัญญาในข้อที่ 3

แล้วจากนั้น คุณที่ถามมาดูเหมือนว่าตัวเองสงบแล้วแล้วจะทำอย่างไรต่อ ก็ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนต่อในข้อที่ 4 คือ ศีล, ข้อที่ 5 พหูสูตร, ข้อที่ 6 วิริยารัมภะ, ข้อที่ 7 บรรลุ ก็อยู่ในหมู่มิตรสหายดี เป็นอรหันต์ด้วยกันผู้ที่จะเป็นผู้เทศน์ก็อยู่ในกาละ รู้ความเกิดความดับของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆทั้งปวงเป็นพระอรหันต์ เป็นปัญญาข้อที่ 8 อย่างนี้เป็นต้น

อย่างที่อาตมาไล่ปัญญา 8 ไม่ได้นั่งท่องจำพยัญชนะหรอก แต่ดูที่สภาวะ ข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7 พระพุทธเจ้าท่านเอาประเด็นอะไรก็เข้าใจ แล้วก็เอาประเด็นนั้นมาจำได้ มี 8 ประเด็นตามลำดับอย่างนี้แล้วเอามาพูดอธิบายให้ฟัง ไม่ได้ไปท่องพยัญชนะ มันจะเป็นของจริงตามหลักการของพระพุทธเจ้าตามสภาวะธรรมที่จะต้องดำเนินไปตามนั้น มันจึงได้ง่ายและชัดเจน

 

คำแนะนำสำหรับคนเป็นหนี้

_หลวงปู่จะแนะนำคนที่เป็นหนี้ ในภาวะปัจจุบันอย่างไรคะ แล้วคนที่มีปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิตอย่างไรบ้างคะ

พ่อครูว่า... ที่เป็นหนี้นี่คือคนโง่ โง่ในความตะกละตะกลาม ในกิเลสโลภ โง่คือความไม่รู้ ที่โลกเขาพาเป็นไปก็เป็นไปตามเขาต่างๆนานา มันก็เลยเกิดภาวะที่โลกเขาพาเป็น มันเป็นเรื่องทุกข์ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะจริงๆจะเป็นอย่างนั้น เป็นโดยไม่รู้ตัว เป็นโดยความไม่เข้าใจ

มาคบ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คนชาวโลกุตระชาวอโศกแล้วก็จะรู้ว่า จะลดหนี้ได้อย่างไร ลดหนี้ด้วยการที่คุณต้องใช้หนี้เขา มีหนี้เป็นวัตถุ คุณจะไปโกงเขาไม่ได้ จะทำอย่างไรจะใช้จะหนี้ได้ คุณต้องเลิกสิ่งที่ใช้เกินความจำเป็น ต้องหยุดใช้จ่ายในเรื่องต่างๆที่เกินจำเป็น โดยยังไม่เข้าใจว่า มันเฟ้อเกิน ไม่ต้องไปเสพไปเสียเงิน เลิกออกมา 1 เสพทางกามหนึ่ง อย่างเสพทางโลกเขาที่จะต้องได้ตามฐานะอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าไปตามเขา แต่ให้ตามคนที่จนจน ตามคนที่เขาไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย คนที่เขามักน้อยสันโดษจริงๆ อย่างชาวอโศก อย่าไปตามคนโลกๆ

ก็จะเห็นว่าเรานี่ยังเป็นคนที่ตามคนโลกอยู่เยอะนะ คุณจะรู้ตัว อย่างชาวอโศกนี้มามักน้อยอย่างแท้จริงคุณก็จะต้องลดลง ถ้าคุณลดที่ตัวคุณ มันก็เท่ากับลดความต้องการอย่างเดิมมันก็ลดลงแล้ว เมื่อลดลงได้มากพอจะเห็นเป็นรูปธรรมเลย ค่าใช้จ่าย เวลา แรงงาน แรงงานก็ไม่ต้องใช้ ค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องใช้ เวลาก็ไม่ต้องเสีย เลิกไปได้ ความสูญเสีย 3 อย่าง

1.เสียเวลา 2. เสียทุนรอน 3. เสียแรงงานทางกายทางสมอง ความสูญเสียอันนี้มันรวมทุกอย่างในความสูญเสียของมนุษยชาติ คุณก็จะได้คืนมา เมื่อได้คืนมาคุณก็จะลดความเป็นหนี้ได้ไปตามลำดับ มันจะได้จริงๆคุณฟังดีๆเถอะ

เมื่อคุณเพลาได้แล้วลดได้แล้ว ปฏิบัติศีล คุณจะได้ความสงบกายสงบจิตในปัญญาข้อที่ 3 แต่ปัญญาข้อที่ 2 คุณจะเริ่มได้ยินได้ฟังจากสัตบุรุษ แล้วคุณก็จะเข้าหา มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ถามไถ่ ทำอย่างไร

สู่แดนธรรม... สรุปแล้วก็ต้องมีจิตกล้าจน สลายปัญหาอะไรหลายอย่างได้

พ่อครูว่า... คำว่า กล้าจน ท่านแปลว่า มักน้อย จากบาลีคืออัปปิจฉะ มัก ชอบหรือต้องการมีน้อยๆ เป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ในมนุษยชาติ ผู้ที่มักน้อย กล้าที่จะมีชีวิตเป็นคนจน เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วคุณจะเห็นคุณสมบัติความจนเป็นสิ่งประเสริฐ เหมือนอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสอย่างองอาจ อาสโภ อย่างกล้าหาญ องอาจ สง่าผ่าเผยต้องมาเอาแบบคนจน ขาดทุนนี่แหละต้องมาขาดทุน อย่าเป็นคนไปหากำไรใส่ตัว แต่จงเป็นคนขาดทุนให้ได้ เป็นภาษาไทยง่ายๆ เข้าใจให้ดีๆและทำให้ได้เลย

เขาจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโลกด้วยการให้คนไปรวยนั้นมันแก้ไม่ได้ ต้องพาให้คนมาจนถึงจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จเหมือนอย่างอาตมาพาพวกคุณมาเป็นคนจนแก้ปัญหาได้สำเร็จ อย่างคนชาวอโศกเป็นผู้หมดปัญหาเศรษฐกิจ รู้ความจริงตามความเป็นจริงแล้วก็จะจบมันเป็นเรื่องจริงเห็นๆอยู่แล้ว

ทฤษฎีเหล่านี้อาตมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเรียนมาจึงได้เข้าใจชัดเจนเป็นสัจธรรมอย่างนี้ แล้วท่านก็ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกก็มี ในหลวงท่านเป็นโพธิสัตว์ก็ตรัสไว้แล้ว ท่านไม่ได้พูดเล่นท่านก็ตรัส แล้วก็ตรงกับอาตมานี่แหละ ท่านตรัสกับอาตมาพูดอธิบายของพุทธเจ้าก็ตรงกันทั้งคู่ ก็เป็นความจริงยืนยันความจริงอันนี้กัน

พูดอย่างไม่ได้บันยะบันยัง ไม่ได้ไปถนอมไม่ได้เกรงใจว่าจะผิดเลยนะ ไม่ได้กลัวผิดเลย ว่ามันถูกต้องจริงๆ

สมณะเดินดิน... พ่อครูเคยกำหนดว่า ชาวอโศก มีความสำเร็จในชีวิตด้วยกำหนดความ มีคุณสมบัติ 4 ข้อ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งพาตนเองได้ 3. ทำให้มากให้เหลือ 4.แจกจ่ายผู้อื่น ถ้าพวกเราทำได้ 4 ข้อนี้ พ่อครูว่าเป็นการประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจแล้ว

พ่อครูว่า... ใช่ นี่แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ คือคุณจะอยู่ในสถานะ

1. ไม่เป็นหนี้แล้ว

2. ทำงานเลี้ยงตัวเองขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์ซึ่งอาศัยในชีวิตได้สบายเลี้ยงตัวเองรอดพึ่งพาตนเองได้

3. ทำให้มากทำให้เกิน

4. มีเหลือเผื่อแผ่ผู้อื่น

สี่ขั้นนี้เป็นเรื่องจบ ถ้าหากอาตมาไปทำงานทางโลกไปทำงานราชการไปทำงานบริหารประเทศ อาตมาก็จะทำอย่างนี้อย่างที่กล่าว แต่อาตมาไม่ได้ไปอยู่ในกรอบของข้าราชการในประเทศ อาตมาทำอย่างอิสรเสรี อาตมาก็ทำอย่างนี้แหละ ถ้าสมมุติว่าชาตินี้อาตมาต้องไปเป็นข้าราชการอาตมาก็ต้องทำอย่างนี้ โดยเฉพาะการเป็นข้าราชการที่ต้องดูแลทางเศรษฐกิจอาตมาก็จะต้องทำอย่างนี้ แต่อาตมาไม่เอาไม่ทำ เพราะว่าไปสู้แรงงานของข้าราชการด้วยกันไม่ได้ มันไม่คล่อง อาตมาก็ต้องทำส่วนตัว จะว่าให้ชัดเจนคือ ในสังคมประเทศ ข้าราชการก็คือคณะใหญ่ อาตมาก็เป็นประชาชน ประกาศตนเป็นนานาสังวาสกับข้าราชการ แล้วก็ทำส่วนตัวโดยอิสระ โดยที่เปรียบเทียบอย่างที่อาตมาประกาศกับเถรสมาคม ว่าท่านเป็นร้านทำปาท่องโก๋ร้านใหญ่ท่านก็ทำไป แต่อาตมาว่าสูตรของท่านเป็นสูตรยาพิษ กินแล้วท้องเฟ้อท้องเสียปาท่องโก๋ท่าน อาตมาก็ไม่เอา ก็มาทำร้านปาท่องโก๋เล็กๆข้างทาง โดยสูตรที่อาตมาว่า ซึ่งไม่ใช่สูตรที่ท่านทำอาตมาว่าอย่างนั้นมันผิด เช่น เศรษฐศาสตร์มาพารวยมันผิด มาพาให้จนนี้ถูก อาตมาก็พาทำร้านปาท่องโก๋แบบคนจน มาเป็นนานาสังวาสแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ยิ่งชัด อาตมาก็ทำมาตลอด

พาให้คนกลุ่มน้อยหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจได้ ยืนยันพูดยังไม่ได้บันยะบันยัง พูดอย่างเต็มที่เต็มปาก ไม่ได้พูดอย่างเหนียมเหมือนอย่างมังกุเลย ก็เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้แล้ว

แต่คณะใหญ่ท่านเรียนตำราเศรษฐศาสตร์แบบต่างประเทศมา ผู้ที่เป็นศาสตราจารย์ของโลกนั้นเป็นชาวเทวนิยมทั้งนั้น ไม่ใช่ชาวอเทวนิยมหรือชาวพุทธ อาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธคือโพธิรักษ์ อาตมาพูดอย่างองอาจแกล้วกล้า แต่เขาไม่เชื่อเพราะอาตมาไม่มีปริญญารับรองแบบทางโลก แบบพวกเทวนิยมเขานิยม อาตมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้า เถรสมาคมก็ไม่มีสิทธิ์ให้ยศตำแหน่งทางเศรษฐศาสตร์แก่อาตมา อาตมาทำตรงกับของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง อาตมาก็ยืนยัน แต่เถรสมาคมยังไม่รู้เลยว่าเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร  เขาก็สอนให้ไปรวยกันทั้งนั้นไม่ได้สอนให้มาจน

แม้แต่พวกนักบวชหลับตาที่ดูเหมือนเข้าใจในความจน ท่านก็ไปมักน้อยสันโดษไม่สะสม แต่ท่านก็เหมือนนักมายา ปากพูดอย่างแต่พาทำอย่าง ก็ยังพากันมารวย ก็ยังอวยพรขอให้ร่ำรวยอยู่นั่นแหละ ทั้งที่ตัวเองต้องมาจนไม่สะสมทรัพย์ศฤงคารอะไรเลย นั่นแหละพวกพระหลับตา แต่สอนพุทธศาสนิกชนก็ยังสอนให้รวยอยู่อย่างนั้น นี่แหละพูดอย่างทำอย่าง เป็นการมักน้อยสันโดษตามจารีตประเพณีตามบัญญัติแต่ไม่ได้เข้าถึงจิตเข้าถึงความเป็นจริงสัจธรรม กดข่มไว้ทำตามจารีตประเพณีตามอาจารย์เก่าๆไม่ได้เกิดปัญญาจริงเลยว่า เรามามักน้อยสันโดษเรามาทำอะไรอย่างนี้อย่างมีปัญญาปฏิภาณ ถ้ามีปัญญาปฏิภาณก็เอามาสอนคนเอามาขยายความให้คนทั้งหลายแหล่ เข้าใจว่าอย่าไปแย่งชิงอย่าไปเล่นเรื่องเงินทองอย่าไปเที่ยววุ่นวายสะสม จะให้เสียสละออกให้มีน้อยอยู่ได้แล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงสันโดษ กินใช้พอแล้วทำให้เหลือ รู้จักพอ เมื่อเรารู้จักพอก็สะพัดแจกจ่ายอย่าไปขี้เหนียว ก็จะสอนอย่างนั้น แต่นี่เขายังไม่ชัดเจนยังไม่ละเอียดลออ

 

แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการมีชีวิตแบบคนจน

สู่แดนธรรม... วันนี้ พูดถึง ทฤษฎีให้คนมาจน เป็นทฤษฎีที่สุดยอด

พ่อครูว่า... เป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สำเร็จและอย่างถาวร แก้ปัญหาให้ถึงจิต หากจิตเป็นคนชัดเจนในความมักน้อยสันโดษ อย่างที่อาตมาพาทำ พวกคุณชัดเจนก็มามักน้อยสันโดษ มีแค่นี้ก็พอมันพอจริงๆ ไม่ต้องมีมากกว่านี้ก็สบาย มั่นใจว่าเราอยู่ไปตลอดตายได้ เป็นสถานที่ที่พึ่งพากันเกิดแก่เจ็บตายกันได้ด้วย มันรวมทั้งองค์รวมของเศรษฐกิจองค์รวม รวมทั้งตัวแต่ละบุคคล มันสำเร็จหมดแล้วลงตัวหมดแล้ว”

สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...โควิดต้อนคนทั้งโลกให้มาจนแล้ว แต่ใจมันไม่ยอม

พ่อครูว่า... มันไม่รู้ว่าเราก็อยู่ได้นะ แม้ว่าจะไม่ได้อะไรมากกว่านี้ ดูเหมือนการงานที่เคยได้เงินทองก็ลดลง จนกระทั่งต้องประหยัด มันก็ยังไม่ตายยังอยู่รอดอยู่นะ ก็น่าจะรู้ว่าที่ไปกระเสือกกระสน ที่จะต้องการให้รวยอีกอะไรกันนักหนา ถ้าคนรู้จักหยุดจักพอ ไม่ต้อองรวย   กว่านี้ ทำตัวเองที่กินที่ใช้อยู่ทุกวันนี้รอดไหมจะตายไหม ไ่ม่ตาย เอาแค่นี้ได้ไหม

หากมันมากนักก็ลดลง อาตมาเคยอธิบายรูปธรรม เช่น เรากินทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่เคยระมัดระวังสังวรเลย เราก็มาเลิกกินจุบจิบ เลิกกินทุกอย่างที่ขวางหน้า กินแต่เพียง 3 มื้อก็พอ นี่ก็เริ่มรู้แล้วมีปัญญาแล้ว ก็มากิน 3 มื้อ เช้ากลางวันเย็น เป็นหลัก อย่างเป็นกิจจะลักษณะ สุขภาพร่างกายก็ดี ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยก็ดี นิสัยก็จะดีไปหมด เศรษฐกิจก็ดีแน่นอน

พอกิน 3 มื้อก็อยู่ได้ ก็ลดลงมาเหลือ 2 มื้อ เราจะทุ่น เวลา แรงงาน ทุนรอน อาตมาเคยอธิบายอย่างละเลียดว่า แม่ครัวที่บ้านเช้าก็ไปตลาดทำกับข้าวเลี้ยงคนทั้งบ้าน เสร็จแล้วล้างจานชามยังไม่เสร็จก็ต้องไปตลาดทำอาหารกลางวัน ทำยังไม่เสร็จดีเท่าไหร่ก็ต้องไปตลาดทำอาหารเย็นอีก เสร็จ เมื่อย รุ่งเช้าก็ไปตลาดอีก กลางวันอีกเย็นอีก หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น ฟังก็เมื่อยเลยนะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วคนมีสตางค์จ้างแม่ครัวจัดการ เขาอาจจะมีคณะ สำหรับคนรวย คนไม่รวยก็ทำคนเดียว ไปตลาดทำกับข้าวล้างจาน เสร็จแล้วไปตลาดทำกับข้าวตั้งโต๊ะกินเสร็จก็ล้างจาน แล้วก็ไปตลาดอีก เช้ากลางวันเย็น

สู่แดนธรรม... คำแนะนำของพ่อท่านเป็นทฤษฎีสุดยอดแต่คนไม่กล้าทำตามนะครับ

พ่อครูว่า... ไม่กล้าเพราะไม่มีปัญญาพอ มีกิเลสเพราะโง่จะต้องกินต้องเสพอยู่อย่างนั้น ให้มาดูตัวอย่างคนที่ไม่เป็นภาระมากอย่างนั้น อยู่ได้ กินอาหารมื้อเดียวก็อยู่ได้ เขาก็ว่าอยู่ได้อย่างไร แล้วคุณจะมาถามทำไม คุณก็เป็นคนฉันก็เป็นคนทำไมฉันกินมื้อเดียวได้ ฉันเป็นคนทำได้คุณไม่เป็นคนก็เลยทำให้ได้หรือไม่ ก็เรียกว่าโง่ ภาษาบาลีคือเดรัจฉานคือคนโง่

สู่แดนธรรม... เขาก็จะมองว่าอย่างท่านสุดโต่ง

พ่อครูว่า... สุดโต่ง กับสุดสูงต่างกัน คนที่อยู่ต่ำก็จะมองว่าเราสุดโต่ง พูดจริงๆในยุคนี้อาตมาก็เป็นคนที่สุดสูง พวกคุณก็สุดสูงกว่าคนที่ยังหลงโลกอยู่ ยังวุ่นวายเป็นภาระหนักมากอยู่ คุณมาได้อย่างนี้ก็เป็นคนเจริญ ก็ไม่ได้เสื่อมอะไร ร่างกายชีวิตพวกเรานี้ สันทัดคน มีรูปร่างอันไม่เหมือนพุงโร ผอมแห้งก็ไม่มี พวกเราผอมจนดูไม่ได้ก็ไม่มี อ้วนจนดูไม่ได้ก็ไม่มี ค่อนข้างจะผอม โหงวเฮ้งของสัจธรรมชาวอโศก ไม่ใช่โหงวเฮ้งของชาวจีน ชาวจีนจะต้องอ้วนหน่อย แต่ของชาวอโศกต้องค่อนข้างผอม โหงวเฮ้งของทางสัจธรรมนี้จะต้องผอม ช้างพี ฤาษีผอม พวกเดรัจฉานก็ยังพียังอ้วนอยู่ พวกมุณีก็ผอม เป็นอาริยะ เรื่องจริง ดูที่ค่าเฉลี่ยชาวอโศก ซึ่งอาจจะมีเศษวิบากตามวาสนาบารมีของบางคนก็พยายามจะลดลง แต่มันลดไม่ได้ก็เท่านั้นเอง อย่างนทีฟ้า ลดไม่ลง ไปถามเขา ทำไมน้ำหนักเยอะ นทีฟ้าก็บอกว่า อิ่มแล้วก็ยัดเข้าไปๆก็อ้วนเอง

 

สู่แดนธรรม... ทฤษฎีของพ่อท่าน คือให้คนมีใจกล้าจน แต่โควิดผมว่า จะค่อยๆทำให้มนุษยชาติเริ่มที่จะสำนึก มีทางออกว่าควรที่จะใจกล้าที่จะเสียสละขึ้นมาบ้างแล้ว ผมว่า อาจเป็นแนวทางบ่มเพาะทฤษฎีพระพุทธเจ้า

พ่อครูว่า... ใช่ คนที่ไม่เคยติดดินก็ต้องมาติดดิน คนที่ไม่เคยขวนขวายก็มาขวนขวาย คนที่เหินฟ้าลอยฟ่องก็หยุด ไปไม่รอด ก็ต้องลดลงมา เป็นแต่เพียงว่าคนโง่หนักๆอยู่เท่านั้นในยุคนี้ คือพวกนายทุนหรือพวกที่มีโครงสร้างของกิจการของตนเอง อย่างพวกเศรษฐีโรงเหล้าอย่างนี้เป็นต้น พวกนี้ไม่รู้สึกรู้สา โง่อยู่ตลอดกาลนาน Covid จะมาหรือไม่มา เขาก็ไม่รู้เรื่อง เขายังมีน้ำก๊อกไหลให้พวกเขารวยอยู่ พวกมีโครงสร้างฐานอาชีพที่เขาสร้างไว้แล้วก็ทำได้ มันอาจจะลดลงบ้าง แต่เขาก็มีมากเกินไป เขาก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องพยายามมาเป็นคนจนให้ได้ เขาไม่กล้าคิด เขาไม่อยู่ในฐานะของคนที่จะมีสำนึกอย่างนี้ได้เลย ไม่มีสิทธิ์

จนกว่าจะมีบารมี รวยแล้วก็ทิ้งมาเลย แต่ในยุคนี้ก็คงจะหายาก จะมีตัวอย่างก็โพธิรักษ์นี่แหละ ถ้าอาตมาไปทางโลกก็รวยแน่นอน จริงๆ นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะอาตมามีบารมี แต่อาตมาไม่เอา ถ้าอาตมาอยู่ทางโลกอาตมาจะเดินสายทาง ที่กำลังเลือก กำลังเริ่มเรื่องสื่อสารสนเทศ มาในทางนี้อาตมากำลังเริ่มเลย เมื่อ 50 ปีที่แล้ว

เอาง่ายๆ ตั้งแต่แกรมมี่ยังไม่เกิด อาร์เอสยังไม่เกิด อาตมาตั้งชื่อแล้ว บริษัทหัวใจสีชมพู ตั้งสำนักงานทางธุรกิจบันเทิงแน่นอน ถ้าหากอาตมาตั้งก็ตั้งก่อนพวกนี้ แล้วอาตมาก็มีความรู้พวกนี้ ปูทางมาแล้วด้วย ถ้าไปทางโน้นก็ก็ต้องร่ำรวยเหมือนกับแกรมมี่และอาร์เอส แต่อาตมาไม่เอาไม่ไป พูดให้เห็นว่าอาตมาไม่ได้โม้ ไปทางนั้นได้จริงๆแต่ไม่เอา

อาตมาจะต้องมาทางนี้ ก็มาเอาทางนี้จนกระทั่งเกิดภูมิปัญญาของเดิมของเก่าจากพระพุทธเจ้า ที่สอนไว้แล้วก็ได้เรียนตามมาก็มาพาลดละ อย่างที่เป็น อาตมาพาพวกเราเรียนรู้ทั้งความรู้ทฤษฎี ทั้งความรู้ปฏิบัติ ทั้งความจริงที่ได้มรรคได้ผล ทำสำเร็จหมด

ในหลวงท่านก็เป็นโพธิสัตว์ ท่านก็มีความคิดแนวเดียวกัน แต่ท่านอยู่ในฐานะเป็นกษัตริย์ วงกว้างท่านทำไม่ได้อย่างอาตมา ท่านก็ทำได้ประมาณหนึ่งตามฐานะของท่าน อาตมาก็อีกฐานะหนึ่ง อาตมาก็ทำได้ครบ  ถึงระดับเศรษฐกิจสาธารณโภคี ซึ่งเป็นวิสัยที่อาตมาจะทำได้ แต่ในหลวงท่านไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ ท่านก็ได้ทำตามฐานะของท่านอย่างนี้เป็นต้น

 

ฌานวิสัยเป็นอจินไตยเช่นไร

พ่อครูว่า... สัจจะเหล่านี้เป็นเรื่องจริงในโลกที่คิดเอาเองตื้นๆไม่ได้หรอกเป็นอจินไตย เป็นเรื่องของกรรมวิบาก เป็นเรื่องฌานวิสัย

ขอไขคำว่า “ฌาน”

ฌาน เป็นอจินไตย ทุกวันนี้ไม่มีฌานในโลก มีฌานจริงๆของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ชาวอโศก

ฌาน คืออะไร? ฌาน มันเพี้ยนจากความจริงของพระพุทธเจ้า

ฌาน คือ พลังงานทางจิต ฌาน คือพลังงานที่เป็นยอดปัญญา  ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติศีลด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา

ปัญญานี่แหละ คลุม เป็นวิชชา 8 ปฏิบัติไปจะเกิดความซับซ้อนเป็นปฏิภาคทวีเจริญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นฌาน 1 2 3 4 เจริญจนกระทั่ง จาก ฌาน ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ ฌาน หลับตาแล้วไม่ใช่ได้ผลในจิตอย่างนั้น ฌาน ของพระพุทธเจ้าคือจิตที่รู้จิตเจตสิก

จิต ที่เป็นปัญญารู้จักจิตกับกิเลส แล้วก็สามารถมีปัญญารู้จักวิธีทำให้กิเลสมันดับ กิเลสก็ดับจริงๆ ดับอย่างถาวรด้วย นี่คือคุณลักษณะของ ฌาน ที่สัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง

ฌาน เกิดด้วยการปฏิบัติมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก เกิดจากการปฏิบัติอย่างลืมตามีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯ แล้วปฏิบัติตามหลัก ศีล ขัดเกลากิเลสไปด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 มี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ กินใช้อะไรอยู่ก็อ่านกิเลสให้ได้ ลดกิเลสให้ได้ สติอย่าตก เป็นคนตื่นเป็นคนรู้ สำรวมในตาหูจมูกลิ้นกายใจที่เกี่ยวข้องกับทุกอย่าง สัมผัสเมื่อใด กิเลสปัจจุบันเกิดตอนนั้นเป็น ทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติ กิเลสเกิดปัจจุบันคือกิเลสจริง ไปหลับตาไม่มีปัจจุบันไม่เป็นความจริง มันมีแต่ความจำ เป็นการระลึก ที่หลับตานั้นเป็นปฏิบัติโมฆะ

ต้องปฏิบัติแบบลืมตามีทิฐธรรมสุขวิหาร มีเครื่องอยู่ในขณะนี้ เห็นกิเลสปัจจุบันนี้ นี่คือกิเลสจริงๆ คุณทำให้กิเลสนี้ลดได้จริงๆ มันก็เป็นการถูกต้อง แต่คุณหลับตาไม่มีกิเลสจริงมีแต่กิเลสปลอม กิเลสจริงๆเกิดในปัจจุบันชาติในทิฏฐธรรมเท่านั้น

อาตมาก็ว่าได้พูดขยายสัจธรรมครบหมดแล้วนะ ถ้าฟังด้วยดีอย่ามีอคติจะเกิดปัญญา ที่ไปหลงงมงายกับการนั่งหลับตามันผิดหมด นี่แหละต้องมาลืมตาปฏิบัติจึงจะเป็นฌาน ถ้าหลับตาไม่เกิดฌาน ฌานไม่ได้เกิด ฌานไม่จริง มันเป็นฌานแบบฤาษี เดียรถีย์ อาตมาถึงบอกว่ามิจฉาชีพในการปฏิบัติทั้งหมดเมืองไทย ฌาน ของพระพุทธเจ้าจึงไม่มี

ฌาน เป็นพลังไฟ ไฟที่เผาไฟราคะ เราเรียกด้วยศัพท์เป็นภาษาเท่านั้น แต่มันเป็นพลังงานราคะ โทสะ  โมหะ ท่านก็เรียกว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟที่เป็นฌาน เรียกไฟฌาน ฌานที่สร้างอภิสังขารให้เกิด ฌาน เป็นพลังงานแบบอุตตริมนุสสธรรม พลังงานพิเศษที่สามารถกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ ถ้าคุณเข้าใจแล้วสร้างได้ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้า เกิดพลังงานนี้แล้วกิเลสลดได้ คุณก็จะพิสูจน์ด้วยตัวเองว่ากิเลสมันลดได้จริง ปฏิบัติมา แม้บางคนก็จะเห็นว่า ไม่หลายปีกิเลสก็ลดได้จริง บางคนก็ต้องว่ากันหลายปีกว่าจะเห็นว่ากิเลสลด มันลดลงได้เยอะ มันลดลงไปน้อยก็ดูไม่ออก

แต่ก่อนเราโลภก็เท่านั้น กามก็เท่านั้น โกรธก็เท่านั้นคือไม่ใช่น้อยๆ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีจริงๆ กระทบสัมผัสอย่างเก่านี่แหละ มันก็ไม่เกิดแล้ว แต่ก่อนนี้กระทบสัมผัสอย่างนี้ก็เกิดความโกรธ ยิ่งอายุยาวยิ่งโกรธง่าย ไอ้โกรธนี้ ยิ่งอายุเยอะ ตัวโกรธะ ก็เกิดง่าย แต่กาม เมื่ออายุมากขึ้นสรีระมันสู้ไม่ไหวก็อาจจะลดลง แต่ความโกรธนี้อายุยาวมากเท่าไหร่มันยิ่งไม่ลดถ้าเผื่อว่าไม่ปฏิบัติธรรม มันยิ่งถือตัวด้วยว่าตัวเองอายุมากแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ก็เฉยๆแม้เขาจะทำถึงขนาดนี้

เราจะมีประสบการณ์นั้นจริงเลย อย่างนี้แหละปฏิบัติธรรมอย่างมีมรรคผล มีของจริงที่เราเกิดได้จริง ไม่ใช่ไปนั่งเช็ค หลับตาเช็คมรรคผล เช็ควิมุติ สอบญาณ อย่างนั้นมันไม่ใช่ คุณก็สอบของคุณเอง รู้ของคุณเองว่าพฤติกรรมกายวาจาใจ แต่ก่อนนี้เราปฏิบัติประพฤติ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอย่างเก่าแล้วมันเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงไปเลย ถ้าเข้าใจด้วยปัญญาจริงๆว่าพฤติกรรมอย่างนี้มันเป็นคนโลกๆ คนโลกีย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลาภยศสรรเสริญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกามคุณ 5 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโกรธ มันไม่เหมือนเก่าแล้ว มันเปลี่ยนแปลงไป มันลดลง จิตใจก็สบาย มาจนก็สบาย มามี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่ต้องพากันไปหลงไฮโซ มาอยู่ติดดินอย่างนี้ก็สบาย 

สู่แดนธรรม... แสดงว่าทฤษฎีที่จะให้คนมีกำลังใจกล้ามาจนต้องอาศัยกระบวนการของ ฌาน และปัญญา  พ่อท่านจะให้กำลังใจคนกล้ามาจนได้อย่างไร

พ่อครูว่า... ก็อย่าไปพรวดพราดทำวูบวาบ ไม่เอา ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้ลดละลงมาตามลำดับๆ ถ้าคุณมีบารมีก็จะลดลงได้เร็วได้เก่งได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีบารมีก็จะไม่ไหว ลดลงได้หน่อยก็ไม่ไหวเวียนกลับไปอย่างเก่า มันก็เรื่องจริงของแต่ละคน

จริงๆแล้วมันก็เป็นเรื่องจริงของยุคสมัยของมนุษยชาติ มันก็ได้เท่าที่ได้ อาตมาก็ว่าอาตมาไม่สูญเปล่า ไม่เป็นหมันในการเกิดมาชาตินี้ที่จะมาเผยแพร่โลกุตรธรรม ไม่เป็นหมัน

ท่านพุทธทาสพูดโลกุตรธรรม ท่านก็มีมวลมีผู้ปฏิบัติได้ มวลสมาชิกอย่างท่านพุทธทาสท่านก็พาคนให้มาลดละ มักน้อยสันโดษลงมาบ้าง แต่อาตมาว่า อาตมาพามาลดละนี้เป็นรูปธรรม เป็นปรากฏการณ์จริง ยิ่งชัดเจน จนกระทั่งเกิดเป็นวัฒนธรรม จนเกิดเป็นหมู่กลุ่ม สังคม เป็นหมู่บ้านชุมชน เป็นชุมชนที่มักน้อย เป็นชุมชนคนจน เป็นชุมชนที่มีสาธารณโภคีจริงๆเลย อาตมาพิสูจน์ได้ยิ่งกว่าของท่านพุทธทาส

เป็นสาราณียธรรม 6 เป็นกลุ่มเป็นมวลอย่างแท้จริงเป็นรูปธรรมที่สนสมบูรณ์แบบเป็นสาราณียธรรม 6 เป็นหมู่ชนที่อยู่กันอย่างนี้ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา 

มีลาภ มีผลผลิตได้มาก็รวมกันเป็นกองกลางเป็นสาธารณโภคี แล้วปฏิบัติธรรมไปเป็นศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ครบ พิสูจน์ได้

สมณะเดินดิน... สรุปจบ


วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640623_พุทธศาสนาตามภูมิ - สังคมวรรณะ 9 สัปปายะ 4 ที่สมบูรณ์

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - สังคมวรรณะ 9 สัปปายะ 4 ที่สมบูรณ์ 
วันพุธที่ 23 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก









ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สมณะฟ้าไท…วันนี้วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ชาวบ้านราช ก็ไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิดกันหลายคน เพื่อหมู่ส่วนใหญ่ ศาสนาพุทธก็ทำตาม มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ศาสนาพุทธไม่ได้อยู่ที่ไหนแต่อยู่ที่คนจะมีการขัดเกลากิเลส อยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่เจริญ

 

พ่อครูว่า... เดี๋ยวอ่านกวีของคุณ ฝ่าฟัน เขียนมาตั้งแต่ 17 มิถุนายน 2564

ชื่อกวี ธรรมนิยาม 5 โดยเขียนเป็น 5 บท

 

1 ธรรมนิยามชีพ 5                 เห็นไฉน

กาละดำเนินไป             ไป่สิ้น

สรรพสิ่งเคลื่อนที่ไร้         ขอบเขต

ชีวิตไม่หยุดดิ้น             ดับเดี้ยงเพียงชาติ

 

2 พุทธศาสน์ รู้จักแก้      “กรรมนิยาม”

ฝึกฝน อปัณณกะ 3                 ผัสสะพร้อม

ศีลขจัด อัตตา กาม         กิเลสลด แล

ลูกพ่อโพธิรักษ์น้อม         รับใช้ ศาสนา

 

3 สังสารวัฏ เริ่มต้น        ตรงเกิด

จิตนิยามจึ่งเปิด            โลกกว้าง

หนึ่ง สองและสามระเบิด    เป็นสี่ เส้าเลย

เปลี่ยนพืชเป็นสัตว์สร้าง    สูตรซ้อนสัมประสิทธิ์

 

4 สุญญตจิตท่านพ้อง      พีชนิยาม

แม้ถูกโค่นคุกคาม           ร่มให้

ตัดยิ่งแตกกิ่งงาม           ผกาพุทธ ผุดเฮย

วิมุติผลเสพไร้               รสถ้วน ล้วนงาม

 

5 อุตุนิยาม ยากแท้       สุดท้าย

สันตติ สู่แดนหมาย         หมดพ้น

ธาตุทั้งสี่ จะสลาย           ตายอย่าง         ไรฤา

อิสระ ต้องดั้นด้น            ดาบหน้าฝ่านิยาม

 

ก็ไม่ขยายความ พวกเราเก่งกันอยู่แล้ว

 

_ลูกหมาน้อย ถามว่า...มีคนหลายคนในอโศกถามว่ามาที่นี่ทำไม? หนูก็ตอบไปว่า ไม่รู้ คนที่ถามก็ตอบ คนที่มาที่นี่ก็ต้องการนิพพานหรือหมดสุขหมดทุกข์ แต่ในใจก็ตอบว่าไม่ใช่ วันนี้หนูได้คำตอบแล้วค่ะ จะมารายงานให้ทุกคนได้ทราบ

1. เพื่อมาตามคำท้าของหลวงปู่ ที่กล่าวว่า มาเป็นคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจแล้วจะสบาย

พ่อครูว่า... อาตมาไม่ได้ไปท้าทายอะไรใครหรอกเป็นการบอกความจริงให้ได้รับรู้กัน

2.  มารอความตายอย่างมีคุณค่า คือการปฏิบัติธรรมที่ลดกิเลสเป็นมนุษย์ที่สัมบูรณ์

พ่อครูว่า... อันนี้ดีนะ เราทำก่อนถึงตายก็คือการสร้างคุณค่า

หนูขอบคุณชาวอโศกทุกท่านที่ให้ทำงาน ขอบคุณมากๆค่ะ (จิตวิญาณดวงใหม่เกิดแล้วค่ะ) หนูขอฝากชีวิตไว้ที่นี่ด้วยนะคะ

 

มีอีกคำเปรยที่เข้าท่า...พ่อครูเคยบอกว่า การบริจาคทานนั้นจะต้องไม่หวังผลตอบแทน เมื่อบริจาคสิ่งใดไปแล้วต้องทำใจให้เป็นศูนย์กับสิ่งนั้น (พ่อครูว่า... ไม่ใช่อาตมาบอกแต่อาตมาเอาของพระพุทธเจ้าเลยแหละมาอ่านให้ฟัง เรื่องการทำทาน ต้องไม่หวังผลตอบแทน บริจาคแล้วทำจิตให้เป็น 0 ) ผมเคยมีบ้านเป็นทาวน์เฮ้าส์อยู่ในตลาด ทำเลดีราคาดีไม่ต่ำกว่าล้านบาท เป็นสถานที่ที่เคยอยู่ ทำน้ำเต้าหู้ขาย แล้วส่งโรงงานด้วยโดยมีลูกน้อง(ลูกจ้าง) 2 คน เป็นสามีภรรยากันมาช่วยทำงานมานานปี เมื่อผมได้ย้ายตัวเองมาอยู่ที่บวรราชธานีอโศกแล้ว กิจการทำน้ำเต้าหู้ยังให้ลูกน้องทำอยู่ แต่ต้องส่งเงินรายได้ทั้งหมดมาให้ผม ลูกน้องได้แต่เพียงค่าแรงงาน 300 บาทต่อวัน เมื่อผมมาตรึกตรองคิดดูแล้ว ถ้าเป็นคนแบบชาวโลกทั่วไปก็เป็นไปตามแบบทุนนิยม เมื่อเข้ามาเป็นชาวอโศกแล้ว ต้องทำตามแบบบุญนิยมตามที่พ่อครูพร่ำสอนมา ผมจึงได้มอบโฉนดที่ดินทาวน์เฮ้าส์และกิจการน้ำเต้าหู้ทั้งหมด ยกให้เป็นของลูกน้องทั้งสองคนไปฟรีๆ โดยไม่ต้องส่งเงินรายได้ใดๆมาให้ผมอีก เมื่อมอบให้เขาไปแล้วลูกน้องเก่าก็บอกกับผมว่า ให้ผมไปมาหาสู่กันเหมือนเดิมเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จึงมีปัญหา ขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า ถ้าผมมีโอกาสไปแวะเยี่ยมเยียนบ้างในฐานะที่เคยทำงานร่วมกันมาจะเป็นการสมควรหรือไม่อย่างไร แต่จิตใจของผมมั่นคงหนักแน่นมาก เมื่อให้ของเขาไปแล้วสิ่งนั้นไม่ใช่ของเราแล้วต้องเป็น 0 สำหรับเรา
          พ่อครูว่า... ก็น่าคิดเหมือนกันนะ ถ้าไปเยี่ยมเยียนเหมือนกับไปทวงบุญคุณ ถ้าไม่ไปเยี่ยมเยียนเลยก็โทรศัพท์ไปได้ โทรศัพท์ไปก่อน อาตมาว่า ถ้าไปเยี่ยมเยียนอาจจะมีความรู้สึกอย่างนั้นได้ แต่ถ้าโทรศัพท์ไปถามเป็นอย่างไร สบายดีไหม ถามไถ่ความเป็นอยู่สุข โควิดเป็นไง รับศึกกับโควิดได้นะ แล้วก็เปรยปรายอยู่เย็นเป็นสุขก็ดีแล้ว โทรศัพท์มาด้วยความคิดถึง ไม่ได้ไปเยี่ยมตามที่พูด ก็ถามไถ่มาทางโทรศัพท์ก็แล้วกัน ก็ดูเบาๆดีนะ ถ้ามีความรู้สึกอย่างคุณว่า อาตมาก็ว่ามันเหมือนไปทวงบุญทวงคุณ ถ้าทำอย่างที่ว่านี้ก็น่าจะดี อยู่ที่โวหารที่จะพูดกับเขาให้เขารู้สึกว่าเราไม่ได้ไปทวงบุญคุณอะไร เอ้าดี อาตมาฟังแล้วก็ว่า พวกเราใจถึงกันดี ไม่ได้ยึดถือเป็นของตัวของตน มีสมบัติพัสถานอะไรก็ยกมอบให้คนอื่นไป แม้ไม่ใช่ญาติโกโยติกา มันมีผลสำเร็จ ที่อาตมาทำงานศาสนาของพระพุทธเจ้า ทำให้พวกเราได้รับมรรครับผล ปฏิบัติจนสามารถหมดตัวตน หมดของตัวของตนได้สบาย ที่พวกเรานี้เป็นได้แทบทั้งนั้น แต่ว่าอยู่ที่ว่าใจถึงหรือไม่ถึง คนที่ใจถึงเด็ดขาดก็เป็นอย่างนี้ แต่คนที่ใจไม่ถึงก็ยังเอาไป เผื่อมันไม่แน่ เอาไว้ตายก่อน (สมณะฟ้าไทว่า... โยมคนนี้มีลูก 2 คนด้วย ) ไม่ให้ลูกด้วยใจถึงดี อนุโมทนา

 

สถานที่อโคจรกับผู้บรรลุธรรมแล้ว

_วิชัย : ผมมีคำถามที่สงสัย ถ้าสายหลับตาไม่สามารถบรรลุธรรมได้ การปฎิบัติสายลืมตาแล้วไปยังสถานที่อโคจร (คริสตอล,เอมเมอเลอ) แล้วจะบรรลุธรรมได้ไหม หรือต้องไปอาศัยอยู่ในสถานที่ ที่คนทุนนิยมอยู่อาศัยโดยทั่วไป

ถ้าบรรลุธรรมแล้ว จะเสื่อมจากธรรมที่บรรลุไหมครับเช่นสถานที่ท่องเที่ยว พัทยา,ภูเก็ต

พ่อครูว่า... ก็ไม่ควรไปหรอก พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมให้ไปในที่อโคจร ก็อยู่อย่างสามัญนี่แหละ ไม่หลบเลี่ยงไม่หลบลี้หนีหายนะ ศาสนาพุทธไม่เข้าป่าเขาถ้ำ จะอยู่กับสังคมสามัญ แต่รู้ว่าสถานที่อโคจร ก็เป็นที่ไม่ควรไป มันเป็นที่เกินไป ไม่ควรจะไป ถ้าเผื่อว่าไปที่อโคจรอย่างนั้น มันมีกิเลสจัดจ้าน คนที่อินทรีย์พละอ่อนก็จะแย่ ถึงแม้คนอินทรีย์พละกล้าแข็งดีก็ตาม ก็ไม่ควรจะไปให้สถานที่นั้นให้มันได้หน้า ถือว่าเป็นแดนนรกอเวจี ก็ไม่ควรจะไปยุ่งเกี่ยวเลย ให้เหมือนกับไม่มีอยู่ในโลกดีกว่า อยู่กับสิ่งที่เป็นสามัญ

อันนี้ต่างกันนะ ไม่ใช่ว่าจะต้องไปทดสอบ แต่อยู่กับผัสสะสามัญในชีวิตเป็นๆ ไม่หนีไม่หลบแต่ไม่อวดดีไม่ท้าทาย อยู่กับสามัญ แล้วปฏิบัติกับเหตุปัจจัยจริงๆในชีวิตเรา คนที่จะต้องไปเจอกับวิบากหนักอย่างนั้นก็จะมีโจทย์เอง คนมีวิบากมีโจทย์ไม่หนักก็จะเจอเอง อย่างอาตมามาถึงปางนี้แล้ว โจทย์หนักๆไม่ค่อยมี โดยเฉพาะทางโลกีย์ แต่มีโจทย์อย่างหนักทางธรรมะ พ้นจากโจทย์หนักทางโลกีย์แล้ว

ซึ่งอาตมาก็เคยพูดหลายทีแล้ว แม้จะโดนเตะโดนถีบ อาตมาอยู่ทางสังคมก็ไม่เคย ถูกด่าถูกว่าก็ไม่ค่อยมี แต่มาทางนี้ถูกด่าถูกว่าแรงๆด้วยอย่างหยาบคายก็ด้วย ตลกดี อยู่ทางโลกอาตมาไม่เคยถูกด่า แต่มาทางธรรมะนี้มีเยอะ เป็นเรื่องตลกดี

ถ้าบรรลุธรรมแล้ว ก็จะไม่เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ประวัติธรรมะพระพุทธเจ้านี้ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่มีทางเสื่อม จะสัมผัสแต่ต้องกระทุ้งกระแทกกระเทือนแรงอย่างไรมาก็ไม่มีเสื่อม แต่ไม่จำเป็นจะต้องไปปฏิบัติทดสอบไม่ต้อง ก็อยู่กับสามัญปกตินี่แหละ

 

อย่ายึดมั่นถือมั่นตัวบุคคล

_สะพานบุญ : ตอนพ่อเทศน์ตอบคำถามที่ว่า พ่อเคยเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินในยุคสุโขทัย ทำให้ลูกเกิดจินตนาการขึ้นว่า ในยุคนั้นพ่อเกิดเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พ่อเกิดมาเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นชมพูทวีป สร้างจิตวิญญาณของพระสยามเทวาธิราชให้สถิตขึ้นในประเทศไทย พ่อได้ประดิษฐ์อักษรไทยให้ตรงกับสภาวะธรรมของพุทธ เพื่อรองรับยุคกึ่งพุทธกาลนี้เพื่อการสืบทอดศาสนาไปให้ถึง 5,000 ปีให้ได้ใช่เปล่าครับ  และอีกประการหนึ่งขอถามว่ายุคนั้นพ่อได้เสวยมังสวิรัติหรือเปล่าครับ

พ่อครูว่า… อย่าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรขนาดนั้น มันเป็นตัวตนเกินไป อาตมาเองไม่ได้เป็นคนเก่งถึงขนาดจะไประลึกชาติได้ถึงขั้นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วจำได้เลยวันนั้นวันนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มีรายละเอียดเยอะแยะ ซึ่งมันไม่ได้เก่งขนาดนั้น ไม่ได้จำได้ขนาดนั้นหรอก อาตมาอยู่ในปางนี้ก็ตาม แล้วอาตมาอยู่ในสายปัญญาด้วย พอระลึกชาติแบบนี้ไม่เหมือนกับพวกเจโต ที่ระลึกในภพชาติได้มากกว่านี้ เขาจมอยู่ในภพชาติมากกว่านี้ อาตมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ปักดิ่ง มันเผินกว่านั้น  เพราะฉะนั้นตอบคำถามของคุณไม่ได้เลย จะเอารายละเอียดขนาดนั้น จะไปเขียนนิยายหรืออย่างไร ให้ผ่านๆไปก็แล้วกัน

อาตมายกอ้างบอกเล่าผ่านๆไปให้ฟัง เพื่อจะให้รู้ว่า คนเรามันมีวิบาก เกิดชาติแล้วชาติเล่าจริง ให้รู้โดยสัจจะ เป็นสัจธรรมเป็นความรู้เท่านั้น ไม่ใช่ให้ไปยึดมั่นถือมั่นว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่

เหมือนกับคนบอกว่าอาตมาเคยเป็นพระสารีบุตร อาตมาก็บอกว่าอย่ามายึดถือว่าจะมาเป็นพระสารีบุตร ถ้ายึดถืออย่างนั้น คุณดูถูกอาตมานะ อาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นโพธิรักษ์ เป็นสารีบุตรได้อย่างไร อาตมาก็ต้องดำเนินของอาตมาไปให้เจริญ พูดจริงๆก็คือ ถ้าอาตมาเป็นสารีบุตร มาชาตินี้อาตมาต้องเจริญกว่าพระสารีบุตรสิ ต้องก้าวหน้ากว่าเก่า เพราะผ่านมา 2,500 กว่าปีแล้ว ไม่อย่างนั้นอาตมาก็ไม่ใช่สารีบุตรจริง เพราะไม่ใช่อาริยะที่แท้ เอาที่สาระสัจะธรรมมาพูดกันดีกว่า มาพูดเป็นตัวเป็นตนมันไม่ดีหรอก มันทำให้คนหลงเลอะเทอะเยอะแยะยึดมั่นถือมั่น สำหรับพวกยึดมั่นถือมั่น

_ไพฑูรย์ : พ่อท่านกล่าวถึงโทษของการนั่งหลับตาปิดทวาร

การที่พระสาลีบุตรเข้าสมาบัติจนไม่รู้สึกว่าถูกยักษ์ตีด้วยกระบองนั้น เป็นการนั่งหลับตาหรือไม่ครับ

พ่อครูว่า...ตอบ สมาบัติของพุทธไม่ได้หลับตา จะไปเข้าใจเอาเองว่าการเข้าสมาบัติคือ เข้าหลับตา สมาบัติก็คือเข้าถึงผล ไม่ได้หมายความว่าไปหลับตา พุทธปฏิบัติลืมตา ไปเข้าสมาบัติก็คือไปลืมตา เช่น ฌานวิสัยของพุทธเป็นฌานลืมตา อาตมาก็ยังหนักใจที่จะอธิบาย ฌานวิสัยเป็นอจินไตย ไม่ใช่แบบฌานที่เขาเข้าใจในโลก ของพุทธนั้นไกลลิบเลย ไม่ใช่ทำจิตให้เป็นก้อนเป็นความแข็งเป็นความเชื่อ แต่ฌานของพุทธนั้นเป็นไฟ แม้แต่ในพจนานุกรมบาลีไทยก็แปล ฌานว่าคือไฟ คือกองเพลิง แต่เขาเอาไว้ท้ายๆแล้ว ตอนต้นเขาว่าฌานคือการเพ่ง เอาแบบที่เขาเชื่อว่าเป็นจริง

ฌาน คือพลังงานทางจิตให้มีอุณหธาตุ ที่มีพลังงานแรงที่สามารถจะสลายพลังงานจิตที่เป็นพลังงานไฟราคะ โทสะ โมหะได้ อาตมาก็พูดบรรยายไปมากแล้ว แต่มันยากที่เขาจะเข้าใจ เพราะเขาไม่เชื่อ เพราะว่าเขาคิดว่าจิตวิญญาณจะเป็นพลังงานที่เหมือนสสารได้อย่างไร จิตวิญญาณเป็นนามธรรมไม่ใช่วัตถุเข้าว่าอย่างนั้น ก็พยายามทำความเข้าใจ

ซึ่งมันก็ยากที่จะขยายความ มันเป็นพลังงานทางธรรม แล้วก็มีอุณหธาตุที่มันร้อน มันสลายมันทำร้ายมันมีฤทธิ์แรง จนทำร้ายอะไรต่อมิอะไรได้ เผาผลาญได้จริงๆ

เพราะฉะนั้น ฌาน จึงไม่ใช่เรื่องปกติแต่เป็นพลังงานที่แรง เป็นพลังงานที่พิเศษ วิเศษ อธิบายด้วยภาษาพื้นๆก็ไม่ค่อยเข้าใจ

แต่ที่นี้บอกว่า “เข้าสมาบัติ ถูกยักษ์ ตีด้วยกระบอง"

พ่อครูว่า... เป็นอุทาหรณ์ เปรียบประดุจเหมือนว่าถูกยักษ์ตีด้วยกระบอง มีความหมายว่า ถ้าเป็นคนที่สมมุติว่าเป็นคนธรรมดานั่งเข้าสมาบัติกับตา ถูกยักษ์เอากระบองตีหัว แตกไหม?.. แตก แต่พระสารีบุตรว่า ถูกยักษ์ตีด้วยกระบองก็ไม่รู้สึก ไม่ได้รู้สึกว่าถูกยักษ์ตีแล้วก็มีความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกโกรธรู้สึกชังรู้สึกรักรู้สึกชอบก็ไม่มี มีแต่เฉยๆ ไม่ใช่คนที่ทนได้ ตีแล้วไม่แตกไม่เจ็บนะ แต่มันเหมือนกับตีไปในที่ว่าง ถูกยักษ์ตีเข้ามาใส่กบาลก็ไม่ถูกกบาล เหมือนตีไปในที่ว่างอย่างนั้น รูป

 

SMS วันที่ 18-20 มิ.ย. 2564

 

อย่าไปเลี้ยงสัตว์เลยชาวพุทธ

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกเคยทุกข์กับสัตว์ เพราะสงสารมัน คอยให้ข้าวให้อาหารมันประจำ ทั้งที่สัตว์นั้น ลูกไม่ได้นำมาเลี้ยงโดยตรง แต่เป็นสัตว์เลี้ยงของพี่ชายค่ะ การที่ลูกให้อาหารมัน มันก็เคยชินถึงเวลามาก็รอ วันไหนที่ลูกมีธุระ

ลูกก็จะทุกข์ กังวลว่ามันจะคอยและจะหิว พอลูกมาปฏิบัติธรรมตามพ่อครู ฟังพ่อครูเทศน์ว่า สัตว์ก็เกิดมาตามวิบากกรรมของสัตว์ เราอย่าเกี่ยวข้องกับสัตว์ ลูกจึงคลาย จากสัตว์นั้น ไม่ให้อาหารมัน ลูกจึงเบาไม่ทุกข์แล้วค่ะ ลูกขอน้อมกราบพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า...ดี หลายคนบอกว่าอยากมาปฏิบัติธรรมแต่ติดว่าต้องดูแลหมาที่บ้าน เจ้าประคุณเอ๋ย แทนที่จะเจริญพัฒนาก้าวหน้าในชีวิตแต่ให้หมามันถ่วงไว้ ทำไมถึงได้ฉลาดน้อยขนาดนี้ มีหมาเป็นสรณะ

อาตมาก็เคยพูดว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวเลยอธิบายหลายทีแล้ว เรื่องของสัตว์ทั้งหลายแหล่อย่าว่าแต่หมาเลย ทุกสัตว์เลยสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ แม้แต่แมลงหวี่แมลงวันอะไร ก็อย่าไปเอาไปเลี้ยงดู วุ่นวายดูแลมันเลย ทำไมแมงหวี่แมงวันไม่เอามาเลี้ยงบ้าง ตอบได้แค่ว่าอย่าไปยุ่งกับมันเลยบอกแล้วปล่อยไปตามยถากรรมสัตว์มันก็เกิดมาทำกรรมของเขา แม้แต่แค่วิบากกับคนนี้ก็เหลือแหล่ ถ้าคุณเองไม่เลี้ยงสัตว์ใด ตัดใจเลย พยายามบอกให้อยู่กันตามยถากรรมเถอะนะ เราก็ไม่ได้โหดเหี้ยมอะไร ใครจะเลี้ยงก็ตามแต่ เราอย่าไปแสวงหาสัตว์มาเลี้ยง ถ้าจะเลี้ยงดูแลก็ดูแลคน คนที่จะเลี้ยงดูแลกันคอยอุปถัมภ์ค้ำชูกันจะมีประโยชน์แก่กันและกันอันนี้สิให้มาศึกษาอันนี้จะมีประโยชน์มาก มีให้เลี้ยงอย่างเป็นโล้เป็นพายจะเป็นประโยชน์ยิ่งเลย คนนี่เกิดมาเป็นคนเป็นชาวพุทธด้วยก็ศึกษากับคนนี่แหละ ซึ่งมันจะจบเลย

อย่าไปปฏิบัติธรรมกับสัตว์ ให้ปฏิบัติธรรมกับคน คนก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แค่นี้ก็บรรลุอรหันต์แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่ง ถ้าเป็นพืชกับดินน้ำไฟลมก็แล้วไป ก็ต้องเกี่ยวข้องกันดีอีกอย่างหนึ่งมันเป็น พีชะกับอุตุ

 

_สติพล จนพัฒนา : ปะระ+ทัตตู+ชีวกะ+เปรต...ปรทัตตูชีวกเปรตคือความอยากมีชีวิตอยู่..แต่เนื่องได้ด้วยผู้อื่น(ปร+ท+อัตตะ)

 

_เชวง กิจจะบรรณ์ : พ่อครูหล่อนะครับสุขภาพดีตามความรู้สึก

พ่อครูว่า...หล่อก็ได้ไม่หล่อก็ไม่เป็นไร ก็รู้สึกดีเหมือนกันที่เราไม่ขี้เหร่ แน่นอนอาจสู้พระเอกหนังหลายๆคนไม่ได้ เขาคัดเลือกไปเป็นพระเอกหนังก็เอาหล่อทั้งนั้นแหละ มีพระเอกหนังที่ไม่หล่อมีไหมในคนไทย

 

_ชุมพล ยอดสะเทิน : พ่อขุนรามคำแหงมหาราชปกครองเหมือนพ่อเลี้ยงลูก เหมือนพ่อท่านเลี้ยงดูลูกๆเลยครับ

_คอยใคร : มีหมอผีชื่อดังบอกว่า ถ้าทำดีแล้วไม่ต้องกินเจก็ได้ คำพูดแบบนี้พูดแบบคนที่ยังติดในรสชาติของเนื้อสัตว์ ยังติดกามอยู่ใช่หรือไม่ครับ

พ่อครูว่า...ใช่ ไม่ใช่ติดหรอก แต่ความโง่นี้มันเหนียวแน่นอยู่กับตัวเขา เขาก็พูดไปตามความโง่ของเขา

 

สอนคนให้จนไม่เป็นบาป

_Anika Chloe (เอนิกา โคลเอ้ ): สอนคนให้จนเป็นบาป!

พ่อครูว่า...คุณไปเอามาจากไหนบอกว่าสอนให้คนจนเป็นบาป ระวังนะ พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ให้คนมีวรรณะ 9 ในวรรณะ 9 นี้ พระพุทธเจ้าก็สอนให้ กล้าจน อาตมาแปล อัปปิจฉะ ว่า กล้าจน หรือชอบมีน้อยๆ ในอีกคำหนึ่งที่มีไวยพจน์ synonym กันว่า กล้าจน อัปปิจฉะแปลว่ามักน้อย กล้าจน และมีอีกคำว่า อปจยะคือไม่สะสม ก็ชอบมีน้อยและไม่สะสมก็ 0 น่ะสิ มีความหมายอย่างนั้น เป็นคนจนสิ

มีนัยยะสำคัญอย่างนี้พระพุทธเจ้าก็สอนให้คนเป็นคนจนสิ ให้หมดเนื้อหมดตัว แล้วท่านก็เป็นคนหมดเนื้อหมดตัวเป็นคนจนด้วย โดยสภาวะแท้โดยของจริงเลย หากว่าคุณจะเอาแต่บัญญัติมาพูดนั้นคุณพูดผิดด้วยความคิดของคุณ ไม่กล้าจนไม่มักน้อย ก็เลยมาใส่ความเราเลย แล้วบอกว่าที่เราสอนนี้เป็นบาป

เราก็สอนกันให้หมดบุญหมดบาปด้วย ไม่มีบาปไม่มีบุญ บุญคือการกำจัดกิเลส แต่คนรวยนั้นไม่ได้มีการกำจัดกิเลส

 

_Lanwat (ลานวัด) : ตามมาจากช่อง หมอเขียวทีวีครับ สาธุครับ

SMS วันที่ 20-21 มิ.ย. 2564

_แดง ลานกราบ : อ่านเปิดยุคบุญนิยมแล้วเจ็ดสิบข้อยิ่งชัดเจนว่า สุขคือเทพบุตรมาร ค่ะ เพราะเคยเจอเทพบุตรมารแล้วคืออาหารที่ผ่านการทอดค่ะ สุข(มาร-กิเลส)บอกว่ากินเถอะอร่อยดีจึงกินไปเยอะเลยกินเสร็จก็ปวดหัวมากเลยค่ะ

พ่อครูว่า...เอาละดี มันมีสังขารให้คุณรู้ว่ามันจะออกฤทธิ์มาก เร็ว

 

_จุ๋มจิ๋ม พาเที่ยว : แจกหนังสือไปรับเองที่ ร้านธรรมทัศน์ได้ไหมคะ??

พ่อครูว่า...ได้ ไปรับที่ร้านธรรมทัศน์เลยได้

 

โพธิสัตว์ ตำหนิให้คนดื่มได้

_สติพล จนพัฒนา : **ได้ยินพ่อครูตำหนิหลวงตามหาบัวแล้ว..คิดถึงจิตใจของสานุศิษย์แล้วคงคิดไม่ชอบ...เหมือนกันครับ-ถ้าใครมาตำหนิติเตียนพ่อครู-ถ้าเรายังมีจิตยึดตัวพ่อครูหรือคำสอนที่ถูกตรง..อาการจิตที่ไม่พอใจหรือไม่ชอบใจจะเสนอหน้าก่อนทันทีที่จะแจกแจงออกไปครับ.(จับอาการจิตทัน!)ชันติ..ปะละ.มัตตา..โพธิ.สีคะ.การเพ่ง.ความว่าง..เป็นเลิศ..ในการทำจิตใจ..ให้มี..อิสระภาพ.#ปุตตาวาจานะ.⚡️☸️🙏.🌻.☸️🔅.

พ่อครูว่า...ที่อาตมาไปติมหาบัว แล้วบอกว่าพวกสานุศิษย์คงจะไม่ชอบใจ อาตมาก็มีปฏิภาณพอรู้ แล้วการที่จะตำหนิให้เขา อาตมาใช้หลักพระพุทธเจ้าคือ ติ ให้เขาดื่มคำตำหนิได้ ภาษาบาลีว่า เปยยวัชชะ ซึ่งคนเข้าใจได้ยากอยู่ เขาก็ว่า เป็นปิยวาจา แต่คนเข้าใจ เปยยวัชชะอธิบายไม่ได้ก็เลยว่าเป็นโลกวัชชะ คือโลกตำหนิติเตียน มันขัดแย้งอยู่ในตัว แต่ที่จริง แล้ว เปยยวัชชชะคือ ติให้เขาดื่มคำตำหนินั้นได้

เป็นหน้าที่ของโพธิสัตว์อย่างอาตมาที่จะต้องตำหนิให้เขาดื่มคำตำหนิให้ได้ แล้วอาตมาต้องตำหนิแรงเพราะว่ามีบารมี ถ้าไม่มีบารมีแล้วตำหนิแรงขนาดนี้เขามาเอาตาย ตำหนิได้ แล้วการตำหนินี่แหละเป็นเรื่องดี คำสรรเสริญเป็นเรื่องเลว พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าคำสั้นๆไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้บรรลุ ในพระไตรปิฎก เล่ม 29 ข้อ 605 คำสรรเสริญไม่มีค่าอะไรเลย เป็นความต่ำทราม ไม่มีค่าอะไรพอที่จะทำให้เกิดการละหน่ายคลาย

อาตมาตำหนิถึงมหาเถรสมาคมอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นอยู่อาตมาตอนนี้สิ่งที่เป็นจริงเขาจึงแย้งได้ยาก หลักฐานก็มีตามพระไตรปิฎก อาตมาไม่ได้ทำเกินพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หรือพระเถระต่างๆพูดไว้ ต้องตำหนิ การตำหนิกันทำให้เจริญ การสรรเสริญมันทำให้เสื่อม มีแต่จะต้องเสียหาย

 

โอวาทปาติโมกข์เป็นภาษาโลกุตระ

_จรรยา อิ่มประเสริฐ : เข้าใจว่าพ่อเคยเกิดเป็นพระสารีบุตรและต่อมาพ่อพัฒนามาเป็นโพธิสัตว์ขึ้นเป็นระดับ 8 / เข้าใจว่าสุข ทุกข์เป็น 2 ทำมาให้เป็น 1 หมายถึงสุขทุกข์คือเป็นอันเดียวกัน แล้วมาทำเป็น 0 คือไม่ยึดถือทำให้เป็นอุตุ ก็คือ 000000ที่กว้างใหญ่คือบรรลุธรรม ต่อเป็นโพธิสัตว์ใช่หรือไม่

พ่อครูว่า...ใช่แล้ว ที่พวกคุณบรรยายมาภาษาอย่างสั้นนี้ อาตมาถือว่าทำให้พวกคุณเข้าใจได้ ไม่มีใครมาบรรยายเป็นภาษาอย่างนี้หรอก ทำให้เป็น 1 เป็น 0 หรือทำให้มาจนนี้ เขาไม่พูดกันหรอก เขาไม่มีโลกุตรธรรมมาอธิบาย เขามีแต่โลกียธรรม ให้ทำดีละชั่ว แค่นั้น อย่างในโอวาทปาฏิโมกข์ 3 ไม่ใช่ภาษาโลกีย์แต่เป็นภาษาโลกุตระ เขาก็เลยแปลว่า ละชั่วประพฤติดีทำใจให้ผ่องใส ซึ่งแปลผิดหมด

ไม่ใช่แค่ละชั่วประพฤติดี แต่เป็นการหยุดบาปบุญแล้ว แล้วก็ท่านก็ใช้ภาษา เป็นคำที่ลึก เพราะฉะนั้น กรรมของพระอรหันต์ที่ดับกิเลสได้แล้ว หมดบาปหมดบุญด้วย ก็ไม่ทำบุญด้วย เพราะฉะนั้นประโยคที่ 2 จึงบอกว่า ทำกรรมใดๆจึงมีแต่กุศล โอวาทปาติโมกข์ 3 จึงเป็นคำตรัสที่ท่านพูดกับพระอรหันต์ เป็นผู้ที่หมดบาปแล้ว เป็นผู้ที่มีกรรมแต่เป็นกุศล ไม่ใช่เป็นคำสอนนะ โอวาทปาติโมกข์ 3 เขาแปลเป็นโลกียธรรม ถ้ามีแต่แค่ละชั่วประพฤติดีก็เป็นแค่โลกียธรรม แต่ศาสนาพุทธนี้หมดสุขหมดทุกข์เป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่แค่ละชั่วประพฤติดี ซึ่งการละชั่วประพฤติดีของพุทธนั้นก็ทำ ไม่ยิ่งหย่อนกว่าเทวนิยม แต่ศาสนาพุทธเรียนรู้ความสุขความทุกข์และเลิกความสุขความทุกข์ให้ได้ จึงจะมีปรินิพพานเป็นปริโยสานได้

ซึ่งผู้ไม่มีภูมิรู้ อธิบายไม่ได้หรอก พูดไปแล้วเหมือนอวดตัวอวดตน แต่มันไม่ใช่ อาตมาพูดเพื่อยืนยันว่า ที่สอนๆกันอยู่นั้น มันไม่ได้เข้าแก่นเนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องนี้อย่างสำคัญไว้ใน อาณิสูตรว่า กลองอานกะ จะไม่มีเนื้อหนังไม้ของอันเก่าแล้ว ก็เหมือนศาสนาพุทธทุกวันนี้ ก็มีแต่ทำดีละชั่ว เป็นโลกีย์ประโลมโลกไป แล้วก็จมอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อย่างที่เห็นๆเต็มไปหมด

แม้จะมีพระบ้าน ออกไปปฏิบัติก็เป็นมิจฉาทิฐิอีก เป็นพระปฏิบัติก็หนีไปเข้าป่าเขาถ้ำ หนีไปนั่งหลับตา ซึ่งมันไม่มีทางบรรลุทั้งคู่เลย มันออกและไกลจากวิเวกไปทั้งคู่เลยทั้ง 2 ทาง ทางหนึ่งก็เป็นสายหนี อีกทางหนึ่งก็เป็นสายเผชิญ แต่สู้โลกีย์ไม่ได้ โลกียะถึงได้งอกงามไพบูลย์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นใบไม้ดอกผล ไม่ได้แม้แต่สะเก็ดหรือเปลือกของต้นไม้ กระพี้ แก่นก็ไม่ได้ แต่ได้แต่ใบดอก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เปรียบเสมือนดอกใบผลสะพรั่งเป็นโลกียะ มันเป็นสัจจะอย่างนั้น มันเสื่อมจนไม่เหลือจริงๆอาตมาพูดยืนยัน คนมีปฏิภาณดีก็จะรู้ว่าจริง จะได้เลิก วางอย่างเก่าเสียที พูดไปอย่างนี้พวกเถรสมาคมจะดูกันไหมหนอ อาตมาว่าคงจะแอบดูแอบฟังไม่อยากให้ใครรู้ด้วย ก็ดีนะถึงอย่างนั้นก็ยังดี จะไปแอบทำไมก็มันของดี เปิดเผยสิชวนกันมาดู ให้ได้ล้านวิวหน่อยเถอะโพธิรักษ์ ถ้ามีคนดูทีละล้าน โลกนี้สว่างไสวแน่นอน

 

อยากมาเป็นคนบ้านราชฯต้องทำเช่นไร

_Sophon K.l.m. (โสภณ เค ไอ เอ็ม) : ผมอยากไปอยู่ฯ,ไปเป็นสมาชิกชาวชุมชนบ้านราชฯ เมืองเรือด้วยครับ.ต้องทำอย่างไรบ้างคับ***มีขั้นตอนแล่ะเงื่อนไขอะไรบ้างคับ ผมติดตามความเป็นอยู่และการใช้ชีวิตประจำวันของชาวชุมชนบ้านราชฯมานานแล้วคับ รวมทั้งฟังเทศน์ฟังธรรมของพ่อครูฯอยู่บ่อยๆครับ.เกิดความศรัทธาแล่ะชอบความเป็นอยู่แบบนี้มากๆเลย คิดว่าหาจากที่ไหนไม่ได้แล้ว นอกจากชาวอโศก อยากถือศีลฯกินผัก อยู่กับธรรมชาติที่สวยงามแล่ะปลอดภัย ใช้ชีวิตมาเลยครึ่งทางแล้วคับมัวเมาในกิเลส เพิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง อยากใช้เวลาและชีวิตที่เหลืออยู่กับชาวชุมชนอโศกคับ***ได้ทำงานกสิกรรมปลอดสารพิษจิงๆได้อยู่กับพืชผักและต้นไม้ได้ดูแลแบ่งปันกัน ได้อยู่ใกล้ๆกับพ่อครูฯและอริยะชนฯคนมีศีลมีธรรมด้วยคับ

พ่อครูว่า...ก็มาเลยสิไปอยู่ทำไม มันติดอะไร ตอนนี้เหลือโควิดเท่านั้น ถ้าไม่มีโควิดล่ะ มาแต่ตัวกับหัวใจก็ได้ไม่ต้องหอบกระเป๋าอะไรมาก็ได้

สู่แดนธรรม... เขาถามว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง ขอนิมนต์พ่อครูจิบน้ำ แล้วให้ท่านสมณะฟ้าไทตอบก็ได้ครับ

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท... ช่วงนี้มี covid รอเปิดชุมชนก่อน กฎระเบียบของชุมชนคือถือศีล 5 รับประทานอาหารมังสวิรัติไม่มีอบายมุข มาอยู่ที่นี่เป็นคนจนทำงานฟรีไม่มีรายได้ ถ้าอยากจะมีบ้านเรือนก็มาสร้างได้มีที่ดินให้จอง หรือจะอยู่แบบคนชุมชนคนวัดก็ไม่ต้องมีบ้านก็ได้

พ่อครูว่า... ถ้าเปิดชุมชนแล้วคงจะมีคนมา

สู่แดนธรรม... ควรนำเสนอในแง่ที่มีความลำบากให้เขาฟังบ้าง เช่น ใช้ชีวิตแบบไม่มีข้าวของสมบัติส่วนตัว จะไปจะมาต้องใช้รถส่วนกลาง กินใช้กับส่วนกลาง

สมณะฟ้าไท... ส่วนใหญ่เขาก็บอกข้อดีไว้ก่อน

พ่อครูว่า... ก็บอกอยู่ว่ามาตายนะ มาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

สมณะฟ้าไท... แต่ละที่ก็มีส่วนบกพร่องเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าบอกไปมากเดี๋ยวเขาไม่มาเลย ให้เขามาต่อสู้ตามลำดับดีกว่า เหมือนเด็กสัมมาสิกขาตอนเข้าม.1 ก็บอกว่าเต็มที่เลยผมจะเป็นเด็กดี แต่พออยู่ไปก็ต้องค่อยๆขัดเกลากันไป

 

สุขนิยมกับนิพพานนิยม

พ่อครูว่า... เหลือเวลาอีก 25 นาที ตั้งใจจะเอาคำว่า “สุขนิยม” กับ “นิพพานนิยม” มาขยายความให้ฟังพอสมควร

คำว่า สุข กับคำว่า นิพพาน ยังเข้าใจกันยากอยู่ เพราะว่าไปฟังคำตรัสของพระพุทธเจ้าท่านยืมคำว่าสุขมาใช้ ว่า นิพพานังปรมังสุขัง แล้วก็ไปแปลกันว่านิพพานคือสุขอย่างยิ่ง อาตมาก็บอกว่าไม่ใช่ ต้องแปลว่า นิพพานมันยิ่งกว่าสุข มันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าไปแปลว่าสุขอย่างยิ่งมันก็ไม่ใช่นิพพาน ทำให้เข้าใจผิดเพี้ยนไป นี่แหละคือความไม่รู้ ความไม่มีภูมิพอที่จะแปลภาษาบาลีภาษาพระพุทธเจ้าให้ถูกสภาวะ ก็เลยแปลอย่างนั้น มันก็ไม่ได้หรอก บอกว่าสุขอย่างยิ่ง เขาก็เอาแต่ความสุขสิเป็นธรรมดาธรรมชาติ ใครก็จะเอาความสุขไม่เอาความทุกข์ แต่ไม่ใช่

จริงๆแล้วต้องอธิบายให้ชัด อาตมาก็รู้สึกว่าที่เขาพูดเขาสอนกัน ไม่มีใครมาอธิบายว่า ศาสนาพุทธนี้ดับสุขดับทุกข์ มีแต่พูดอย่างเผินๆ เห็นอาจารย์ไหนอธิบายก็มีแต่สุข ถึงขั้นไปแปลใน ฌาน ว่ามีสุข

ที่จริง สุขในฌานในอานาปานสติสูตรก็ตาม สติปัฏฐานสูตร ก็ตาม

สติปัฏฐานสูตรกับอานาปานสติสูตร ที่จริงเหมือนกันมันไม่ได้แยก แต่เขาไม่เข้าใจก็เลยเอาที่นั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ท่านก็บอกว่าไปสู่ป่าก็ดี เข้าป่าช้าป่าช้า เข้าป่าเขาถ้ำก็ดี นั่งหลับตาก็ดี มานั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นก็ดี คำว่า “ก็ดี” นี้ภาษาบาลีคือมาจากคำว่า      “วา”

เช่น รุกขมูลวา สุญญตาคารวาหรือแม้แต่มานั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นก็ดี แม้คุณจะทำอย่างนี้อย่างนี้ คุณจะประพฤติอย่างนี้ยังไหนก็ตาม ก็จะต้องเรียนรู้ในรายละเอียด 16 อย่าง 16 อย่างก็ไม่ได้หมายความว่าให้ เพ่ง ดูลมหายใจเข้าออกอยู่อย่างนั้น คุณจะมานั่งอยู่อย่างนี้แล้วนึกถึงแต่ลมหายใจ ซึ่งลมหายใจนั้นจะต้องมีความรู้สึก ต้องมีจิตด้วยร่วมอยู่กับลมหายใจ ถ้าไม่มีจิตเข้าไปร่วมไม่มีสัญญากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก มันก็ไม่มีกาย ซึ่งมันผิดเลย ไม่เป็นอานาปานสติเลย เพราะว่าไม่รับรู้สึกลมหายใจเข้าออก มันต้องรับรู้สึก

แม้จะรับรู้สึก ก็ให้ปฏิบัตินัยยะลึกซึ่งให้มีการสงบ ท่านใช้คำว่า ปัสสัมภยัง แปลว่าสงบ

ให้กายสังขารังปัสสัมภยัง แล้วก็มี จิตสังขารังปัสสัมภยัง ไม่ใช่ให้ไปนั่งไม่กระดุกกระดิก ไปให้ทำความสงบกายสงบจิต โดยทำความสงบกายเป็นขั้นต้น แม้แต่อานาปานสติก็มีกาย เช่น ปัสสัมภยังกายสังขารัง อยู่ในข้อ 6 7 ของอานาปานสติสูตร

กายมีภายนอกมีการรู้โลกมีการรู้กามคุณ 5 มีโภชเนมัตตัญญุตา มีการกระทบกับอาหารของกินของใช้ หากไปเอาแค่ลัดสั้นตัดเอาอย่างนั้นก็เป็นแบบ เดียรถีย์ แม้จะมาหลงอยู่อย่างนี้ก็ให้เรียนรู้การเรียนรู้จิตแล้วทำความสงบ ปัสสัมภยัง ก็ไม่ใช่สงบสมถะด้วย

อานาปานสติทั้ง 16 ขั้นนั้นคือ

 

1. เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาวหรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว

2. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น

3. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า (สัพพกายปฏิสังเวที สิกขติ)

4. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า(ปัสสัมภยัง กายสังขารัง สิกขติ)

5. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า (ปีติปฏิสังเวที สิกขติ)

6. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า (สุขปฏิสังเวทีสิกขติ)

7. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า(จิตตสังขารปฏิสังเวที สิกขติ)

8. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า (ปัสสังภยัง จิตตสังขารสิกขติ)

9. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า(จิตตปฏิสังเวที สิกขติ)

10. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก

ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง (ปราโมทย์) หายใจเข้า(อภิปฺปโมทยัง จิตตัง สิกขติ)

11. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักตั้งจิตมั่น หายใจออกว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า(สมาทหัง จิตตัง สิกขติ)

12. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจออกว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า (วิโมจยัง จิตตัง สิกขติ)

13. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง(อนิจจานุปัสสี สิกขติ) หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า

14. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า

15. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส (นิโรธานุปัสสีสิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า

16. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส

(ปฏินิสสัคคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า

 

พ่อครูว่า... กายมีทั้งภายนอกภายใน ก็จะไปเหลือกายเพียงแค่รู้ลมหายใจเข้าออกนิดหน่อยทำไมก็เรียนรู้ให้มันเต็มทั้งหมดสิตามหลักมรรคมีองค์ 8 ตามจรณะ 15 วิชา 8 เขาก็ลบเลือนไปหมดแต่ไปเอาแบบ เดียรถีย์ นั่งหลับตาเอาแต่จ่อเข้าไปในจิตแล้วหลับตา ซึ่งมันล้มล้างอานาปานสติสูตรเลยให้ไปเล่นที่ลมหายใจอย่างเดียว

สู่แดนธรรม... เคยเรียนกับอาจารย์บอกว่าให้เอาสติไปลืมลมหายใจเสีย บอกว่านี่คือการระงับกายสังขาร

พ่อครูว่า... ซ้อนว่า ปัสสัมภยังกยสังขารัง คือเขาว่า ระงับลมหายใจเข้าออก มันก็เป็นการขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าที่ไม่ให้ขาดจากกาย ไประงับกายอย่างนั้นก็ตัดขาดกายทิ้ง แปลคำว่าระงับไม่ได้ ระงับกายคือระงับกิเลสที่เป็นส่วนกาย ที่มีภายนอกด้วย ทำได้แล้วค่อยไประงับกิเลสส่วนในจิต ปัสสัมภยังจิตสังขารัง การสงบระงับคือสงบระงับกิเลสไม่ใช่สงบระงับภายนอกเลย นี่แหละความเข้าใจมันผิดเพี้ยนไปไกล

แบบนั้นมันตกสุดยอดอยู่ในมิจฉาทิฏฐิใกล้เคียงกับ เดียรถีย์ ก็เลยทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมไปเป็นเหมือนกับเดียรถีย์เดิม

จิตก็ไม่ให้คิดอีก เลยหลงไปเป็นอสัญญีสัตว์ พูดไปแล้วเห็นมิจฉาทิฐิเต็มรูปเลย เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธก็มิจฉาทิฏฐิเต็มรูปเลย พูดไปก็เหมือนอวดดีไปว่าเขา ไม่ว่าเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะมันเป็นความผิด มันก็น่าสงสารไม่ว่าก็เหมือนใจดำ หากจะปล่อยให้หลงผิดจมอยู่ในอเวจีอยู่อย่างนั้น ก็ใจดำเกินไปอาตมาไม่ใช่คนเช่นนั้น

พอข้อ 10 บอกว่าทำจิตให้ร่าเริงเบิกบาน แต่ถ้าคุณดับจิตมันจะไปเบิกบานร่าเริงได้อย่างไร อภิปโมทยังจิตตัง ทำจิตให้ร่าเริงเบิกบาน ไม่ใช่ทำจิตให้จืดจืดชืด ต้องทำจิตให้ร่าเริงเบิกบานให้มันตั้งมั่น สมาทหัง

สู่แดนธรรม... ตรงนี้เขาสอนทำให้จิตระงับมาก่อนทำให้เกิดปราโมทย์ มันจะทำได้อย่างไร ตรงนี้เขาจะงง

พ่อครูว่า... ทีนี้อันหลังสุดนี่แหละ

เปลื้องจิตให้หลุดพ้น วิโมจยังจิตตัง

แล้วก็เป็น อนุปัสสี 4 ตามเห็นความไม่เที่ยง ความลดจางคลายกิเลส ความดับกิเลสความสลัดคืน

ก็เห็นเมื่อมีการกระทบสัมผัสแล้วเกิดกิเลส กิเลสของคุณจางคลายลงไหม ถ้าหากไม่มีการกระทบ คุณไปดับจิตไม่ให้มันรับรู้ไม่ให้นึกคิดไม่ให้ปรุงแต่งอะไรเลย มันก็ไม่เจอกิเลส มันต้องกระทบกระแทกสัมผัสมีสังขารอย่างแรงเลย แล้วมีกิเลสร่วมด้วยไหม สังขารอย่างเต็มที่ไปกับโลกเขา และกิเลสมันขึ้นมันแซมปนอยู่หรือเปล่า มันตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าหมายเลย ไม่ใช่ไปดับหมดเลยแล้วอะไรจะขึ้นมาแซม

จะเข้าใจ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี

ไม่ใช่ไปหลับตาหนีโลกเลย แต่อยู่กับโลก

เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้จึงไม่รู้จักแม้แต่คำว่าสุข แล้วไม่หมดสุขไม่กล้าทิ้งสุข ศาสนาเทวนิยมไม่ต้องไปพูดกับเขาหรอกว่าเขาจะทิ้ง สุข เขาไม่ทิ้งแน่ เพราะเขาเป็นศาสนาสุขนิยม เขาบอกว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของความสุข ซาตานนั้นเป็นทุกข์ แต่เขาก็ไม่พูดถึงารมารถึงซาตาน ไม่เรียนรู้มาร แต่จะไปเอาอย่างพระเจ้าที่เป็นเจ้าของความสุขจึงเป็นสุขนิยม หมายความว่าศาสนาที่นิยมที่แปลว่าลัทธิหรือศาสนาหรือความเที่ยง ก็เลยเป็นพวกสุขเที่ยง ไม่มีเวลาว่างเว้นเลยที่จะทุกข์  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย

ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงชัดเจนว่าสุขทุกข์มันเป็นมารยาเป็นอนัตตา ไม่มีความจริงมันเป็นมารมาหลอก ท่านถึงดับทั้งสุขและทุกข์หมดเกลี้ยง หมดสุขหมดทุกข์ พิสูจน์สิ แล้วเรียนรู้สุขทุกข์มันอยู่ที่ไหน ท่านจึงสอนเจตสิกต่างๆ แยกจิตออกเป็นส่วนของจิตละเอียดลงไปถึงเวทนาเป็นตัวรู้สึกจริงๆ ให้เรียนที่เวทนานี้ ไปเรียนที่อื่นมันไม่ใช่กรรมฐานของศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธได้เรียนกรรมฐานที่เวทนา ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าท่านว่า ทานที่จะต้องปฏิบัติคือเวทนา ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ อ่านพระไตรปิฎกให้แตกๆ อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นที่เรียนรู้กันทุกวันนี้ น่าสงสารจริงๆ ว่ามันผิดเพี้ยนไปไกล แล้วอาตมาก็อาภัพพูดแล้วเขาไม่ค่อยฟังไม่ค่อยเชื่อ เพราะเขาไปเชื่อมาร ไปเชื่อผู้ที่หลอกเอาไว้ เทวปุตตมาร คือคำสอนของอาจารย์ที่ผิดเพี้ยนกันมาจนกลายเป็นกลองอานกะ

สู่แดนธรรม... เรื่องเพี้ยนจะไปอยู่นิพพานนิยมได้ไหมครับ คำว่านิยมคือเที่ยงแต่เขาไปเอานิพพานที่มิจฉาว่าเที่ยง

พ่อครูว่า... ไม่ได้หรอก  คุณไปเอาคำว่าเที่ยงไปใส่นิพพานแล้วบอกว่านิพพานมันเที่ยง ที่จริงเป็นคำสิริมหามายา พระอรหันต์จริงๆท่านมีนิพพานแล้ว จริงๆท่านเที่ยง เที่ยงตรงที่ว่าท่านไม่มีอื่นแล้ว ท่านมีนิพพานสมบูรณ์แบบ ตลอดไปหมดแล้ว ตลอดเวลาด้วย นิพพานตลอดเวลา ถ้าจะไปบอกว่ามีอะไรกระทบสัมผัสก็ไม่รู้สึกมีอะไรเป็นทุกข์โดยขันธ์ โดยปริยายเป็นความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่าง ซึ่งมันมีการเลี่ยงได้เฉพาะแต่ทุกข์อริยสัจเท่านั้น คือกิเลส เป็นตัวพาให้ทุกข์ ดับกิเลสแล้วก็ดับทุกข์ ดับได้ทำได้ในทุกข์ 10 อย่าง ทุกข์อย่างที่เลี่ยงได้ 6 อย่าง ที่ดับได้อีก 4 นั่นแหละคือทุกข์อริยสัจ ส่วนสภาวทุกข์เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่าง ทุกข์เพราะมีขันธ์ 5 ทุกเพราะมีวิบากป่วย ทุกข์เพราะว่าจะต้องไปแสวงหาการงานทำอะไรต่างๆนานา เป็นความทุกข์ที่ต้องปวดขี้ปวดเยี่ยวมันเป็นนิพัทธทุกข์ ทุกข์เลี่ยงไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ รายละเอียดเหล่านี้เขาไม่รู้ความจริงก็เข้าไม่ถึง

 

ก็เข้ามาหาพวกเรา จบ

 


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...