แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อานาปานสติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อานาปานสติ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640630_พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติ 16 ขั้นตอน

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติ 16 ขั้นตอน 
วันพุธที่ 30 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ดูวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สมณะฟ้าไท…วันนี้วันพุธที่ 30  มิถุนายน 2564 แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ที่กรุงเทพฯมีการจำกัดพื้นที่ในจุดที่มีความเสี่ยงจากโรค covid คนก็เดือดร้อน เรื่องการกินการอยู่ เพราะคนไม่รู้จักลดละกิเลส ไม่ได้พบเจอสัตบุรุษ แต่พวกเราโชคดีที่ได้มาพบเจอพ่อครู พาให้พวกเราปฏิบัติอยู่ในระบบสาธารณโภคีจึงไม่เดือดร้อนเหมือนกับภายนอกเขา เป็นชุมชนมหัศจรรย์

พ่อครูว่า...

SMS วันที่ 28 มิ.ย. 2564

 

ศีล 5 พาไทยให้เป็นมหาอำนาจได้

_Took Aswin (ตุ๊ก อัศวิน) : ประชากรในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธตามทะเบียน..ถ้าเขาเหล่านั่นเป็นพุทธบริษัท..คือ..เป็นพุทธโดยธรรม มีศีล ๕ ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจและมีความสุขที่สุดในโลก..เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า... คำพูดที่คุณตุ๊ก อัศวินพูดเป็นเรื่องจริง ถ้าคนมีศีล 5 ในประเทศอย่างทั่วถึงอย่างมากพอ ไม่ต้องเอาอะไรมากหรอกถ้าหากคนครึ่งหนึ่งของประเทศ มีศีล 5 แล้วไม่ใช่ว่าถือศีลเฉยๆ แต่เป็นผู้ที่มีศีลที่มีคุณภาพถึงขั้นบรรลุธรรมะตามศีลนั้นๆแล้วอย่างน้อยโสดาบันขึ้นไป เป็นอรหันต์ขึ้นไป ในศีล 5

ถ้าคน 50 ของเปอร์เซ็นต์ของประเทศมีศีล 5 รับรองจะเป็นมหาอำนาจ และไม่ใช่มหาอำนาจอย่างที่ชาวโลกียะเข้าใจ ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นมหาอำนาจแบบยิ่งใหญ่เป็นเผด็จการใหญ่ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขารู้แล้วว่าใช้อำนาจคำสั่งอำนาจบาตรใหญ่ไม่ดี แต่ถ้าหากจิตใจไม่ได้ล้างกิเลสจริงๆ เขาไม่รู้จักอัตตามานะ ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้มีทฤษฎีเรียน เขาไม่เข้าใจบทบาทของจิตจริงๆที่มันมีกิเลส ตัวอัตตามานะ ที่เป็นเจ้าอำนาจใหญ่ เขาจะไม่สามารถที่จะแข็งขืนกิเลสอำนาจกิเลสได้หรอก เพราะฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้

ขณะนี้โลกกำลังยืนยันให้เห็นได้ว่า ประเทศที่ไม่เข้าใจโลกุตระธรรม นึกว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจบาตรใหญ่ คำว่า บาตร ไม่ใช่คำว่า บาทนะ แต่เป็นนัยแฝงว่ากดข่ม เหยียบผู้อื่นแต่เขาไม่พูดมันหยาบก็เลยใช้ บาตร มีบาตรใบใหญ่ๆ เอาไว้ใส่เงินเยอะๆ เป็นอำนาจลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็เป็นโลกีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุธรรมของพุทธเป็นโลกุตระไม่ใช่โลกียะจึงเป็นเรื่องคนละโลกคนละอย่างกัน

เขายังไม่รู้โลกุตระที่แข็งแรงหรือเป็นหลักแหล่งแล้วว่ามีอยู่ในโลกมีอยู่ในประเทศไทยยุคนี้ขณะนี้ เพราะโลกุตรธรรมได้หมดไปจากโลกแล้ว มันเงียบมันสูญมันถูกให้เสื่อมไป ซึ่งยังไม่สิ้นยุคพุทธศาสนาโลกุตระธรรมจะยังมีแต่เชื้ออาศัยมันยังมีน้อย

พอกระตุ้นแตะต้องก็ตื่นฟื้นขึ้นมา ซึ่ง 2,500 กว่าปีผ่านมาแล้วศาสนาพุทธไม่มีโลกุตรธรรมที่เด่นชัดที่เอามาพูดได้ อาตมาต้องขออภัยที่ต้องพูดว่าตัวเองเกิดมาในยุคนี้มาทำงานศาสนา ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ก็ออกบวช จริงๆแล้วทำงานศาสนาตั้งแต่เป็นฆราวาสเขียนหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเกี่ยวกับปฏิบัติธรรม ซึ่งมันมีเชื้อเดิมมา จนกระทั่ง เอ๊ะ! เราจะอยู่ดำเนินชีวิตเป็นฆราวาสอย่างนี้ไม่ใช่แล้ว รู้ตัวแล้วจึงออกมาทำงานนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2513

อาตมาเริ่มทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 อาตมาเรียนจบปี 2500 ก็ออกมาทำงานโทรทัศน์อยู่ 12 ปี อยู่ในวงการมายาวงการบันเทิง ออกมาก็มาเข้าบริษัทไทยโทรทัศน์ โดยไม่ได้ไปบรรจุที่ไหนอื่นเลย อาตมาก็ออกอากาศเป็นพิธีกรตั้งแต่เป็นนักเรียนยังเรียนไม่จบ ทำรายการเด็ก ทำรายการเยาวชน มาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ต้องสมัครงานให้ยาก บอกทางบริษัทไทยโทรทัศน์ ผู้อำนวยการก็บอกว่าจะทำงานเขาก็บอกให้เขียนใบสมัครมาสิ..บรรจุเลย เพราะเขาเชื่อมือแล้ว ทำงานต่อเนื่องอยู่แล้วด้วย มันเป็นไปตามธรรมไม่ได้ยากเย็นอะไร ก็ทำงานครบ 12 ปีในปี 2513

อาตมายื่นใบลาออกหลายทีแต่เขาก็ยับยั้งไว้ไม่ให้ออกจนสุดท้ายอาตมาก็บอกคุณกำจัด กีพาณิชย์ เป็นผู้จัดการโทรทัศน์ตอนนั้น บอกว่าอย่างไรอาตมาก็จะไปทำหน้าที่นี้ เขาก็พอรู้เพราะก่อนจะออกมา อาตมาปฏิบัติธรรมตั้งแต่ตอนทำงาน จนกระทั่งช่วงผ่องถ่าย รายการงานต่างๆให้คนอื่นไป ตัวเองตอนนั้นก็ผอม เพื่อนฝูงคนอื่นเขาก็รู้ว่าปฏิบัติธรรมจริงผู้บังคับบัญชาก็รู้ทั้งนั้นเขาก็ห้ามไม่ได้ สุดท้ายอาตมาก็ลาออกมา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ไม่เอาไม่พูดมากเดี๋ยวเขาหาว่าคนแก่ชอบเล่าความหลัง

ที่อาตมาพูดเพราะต้องการฟื้นความจริงขึ้นมา ทำให้เป็นปาฏิหาริย์ของธรรมะ ฟื้นขึ้นมาก็ได้ตายไปก็ได้ เพื่อพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าด้วยและทำประโยชน์อันนี้ด้วยให้ได้มากที่สุด ให้ถ้วนเต็มมากที่สุดไปเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องทำ เพราะมันจะเป็นเรื่องที่จะต้องสืบทอดอาตมามีเรื่องที่จะบรรยาย เขียนก็ยังเขียนไปเรื่อยๆอยู่

นี่ก็หนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ส่วนเล่ม 3 ยังไม่ออกมา

ส่วนรวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่มต่อไปตอนนี้เขียนได้ 800 กว่าหน้า

ยังมีหนังสือเล่มอื่นที่จะออกอีกเช่นหนังสือลำธารชีวิต ที่ออกไปแล้วมีตะลุยไฟตะไลเพลิง

จริงๆแล้วทุกวันนี้คนไม่ค่อยจะจับหนังสือ แต่ก็ไปอ่านกระปิดกระปอยอยู่ในเครื่องมือ ไม่ค่อยอยากอ่านยาวๆ แต่ก็มียาวๆอยู่เยอะ หากขยันค้นคว้า ซึ่งอาตมาเห็นว่าเป็นสิ่งดีสิ่งจำเป็นและกำลังทันสมัย อาตมาว่าทันสมัยที่สุดเลยมันเป็นแฟชั่นใหม่ที่คนยังไม่ค่อยรู้ดีกันเท่าไหร่ยังไม่ตื่นตัว

 

ทางเลือกอาหารของชาวอโศก

_จากลูก ธุลีดิน : ๑.ขอกราบเรียนถามพ่อครูเกี่ยวกับเรื่องอาหารทางเลือกของชาวอโศก  เนื่องจากเรามีทั้งสูตรเย็น(หมอเขียว) สูตรร้อน(หมอขิง)  สูตรจืด (หมอแม็คโครฯ)  สูตรเค็ม(หมอไม้ร่ม)  แต่ละสูตรก็มีความเชื่อมั่นกันว่า ของเราเท่านั้นจริง สุดยอด สูตรอื่นเป็นของว่างเปล่า

พ่อครูว่า...ต้องไปอ่านในจูฬวิยูหสูตร ถ้าต่างคนต่างยึดแล้วนี่ มันจะแย้งของฉันนี่แหละจริง ของฉันนี่ดีที่สุด ทั้งหมดมันเป็นสมมติสัจจะ แต่ปรมัตถสัจจะมันจะมีหนึ่งเดียว มีหนึ่งเดียวจะไม่แย้งกันเลย ถ้าไม่เป็นปรมัตถสัจจะที่เป็นอริยสัจ 4  หรือนิพพาน ผู้ที่มีนิพพานเป็นอรหันต์อริยสัจ 4 หนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มี 2 นอกนั้น 2 ทั้งนั้น แม้แต่พระอรหันต์เองความคิดที่ไม่ใช่เรื่องของอริยสัจ 4 ก็แย้งกันได้ พระอรหันต์แย้งกันได้ในเรื่องโลกียะ สมมุติสัจจะ ซึ่งพระพุทธเจ้าตัดสินด้วยนานาสังวาส ต่างคนก็ต่างยึดถือพิสูจน์กันไปอะไรเป็นผลดี คนเขาก็ฟังทั้งสองข้าง ถ้าเห็นดีเห็นงามด้านไหนก็เอาด้านนั้น เป็นอิสรเสรีภาพสูงสุดเลย พระพุทธเจ้าก็สุดยอด ใครจะเป็นหมออะไรก็เลือกเอาเอง มีทั้งสูตรร้อนสูตรเย็นสูตรจืดสูตรเค็ม ไม่มีสูตรเปรี้ยวหวานมันขมสูตรเผ็ด

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสูตรไหนผิดสูตรไหนถูก

พ่อครูว่า...มันก็ถูกของเขาทุกสูตร มันจะเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนอาริยะเหมือนนิพพานได้อย่างไร นอกจากนิพพานแล้วถูกทุกคน เขาก็ถูกของเขา ส่วนใครจะเหมาะอะไรก็เอาสิ เรื่องจริงธาตุขันธ์ของแต่ละคนก็เหมาะของแต่ละคน มันเหมาะกับใครอันนั้นก็ถูก คนนี้เหมาะกับจืด คนนี้เหมาะกับเค็ม คนนี้เหมาะกับร้อน บางคนคนนี้เหมาะกับเผ็ด เอาสิ แต่รสจัดๆจ้านๆใดๆก็แล้วแต่มันยังถือเป็นโลกีย์อยู่ เพราะฉะนั้นรสจืดไปเบาบาง ลหุตา นั่นแหละจะเป็น รสที่เจริญ ถ้ามันมีรสจัดจ้านมันจะมีข้อเทียบ มากหรือน้อย หนักหรือเบา จัดหรืออ่อน อะไรอย่างนี้

_เช่น  คนที่กินซาคาฮารี ก็จะไปมองว่า พวกเราที่ยังไปทำเต้าเจี้ยวซีอิ๊วอยู่ ยังถือว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ เพราะไปทำของหมักของดองของเน่าของเหม็น มาทำลายสุขภาพผู้อื่น  และมีความเห็นอย่างปักมั่นว่า  ถ้าต้องเลือกระหว่าง  ของหมักของดองของเหม็นของเน่า  และ เนื้อสัตว์ เราควรจะกินเนื้อสัตว์ดีกว่า  ความเห็นเช่นนี้จะถือว่าเป็นการติดอยู่ในถ้ำ หยั่งลงในที่หลงหรือไม่

พ่อครูว่า...ใช่ ถ้ายึดอย่างนี้หยั่งลงในที่หลง ไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่ขออธิบายต่อ ยึดอันใดก็ไปอยู่ในถ้ำอันนั้น

ประเด็นของเน่ากับเนื้อสัตว์

ระหว่าง 2 อันนี้ เนื้อสัตว์กับของเหม็นของหมัก

ของเหม็นของหมักหรือจะเรียกว่าของเน่าก็ตาม มันจำเป็น กว่ากินเนื้อสัตว์ไม่เน่า เป็นเนื้อสัตว์สดหรือต้มสุกก็ตาม เพราะในความเน่า ในความหมัก มันมีวิตามิน อย่างน้อยวิตามินบี 12 อยู่ในนั้น ที่จำเป็นมากเกี่ยวกับสมองโดยตรง เพราะฉะนั้น

1. ถ้ากินพืชพันธุ์ธัญญาหารหมักเน่าหรือถั่วเน่า อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับวิบากกรรม แต่ที่คุณไปกินเนื้อสัตว์ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คุณจะมีวิบากกรรมกับสัตว์ไม่มีทางเลี่ยง แต่กินของหมักจะว่าของเหม็นของเน่าก็ตามใจ มันไม่มีวิบากพวกนี้ แล้วมันได้บี 12 แน่นอน ที่เป็นของจำเป็นของสมอง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอาตมาให้ความเห็น ก็ว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์ จะเป็นเนื้อสัตว์สดเนื้อสัตว์หมักดองอะไรก็ตามแต่ เนื้อสัตว์ทั้งหลาย เพราะมันเป็นเรื่องวิบากที่แท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องยาวนานมากนะวิบาก นี่สำหรับอาตมาก็อย่างนั้น

 

_เพราะในคุหัตฐกสูตรระบุว่า“ภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัด(ราคะ) ความเพลิดเพลิน(นันทิ) ความทะยานอยาก(ตัณหา) มีอยู่ในกวฬิงการาหาร(อาหารคือคำข้าว) วิญญาณก็ตั้งอยู่ งอกงามในกวฬิงการาหารนั้นได้

วิญญาณ ตั้งอยู่ งอกงามได้ในที่ใด การก้าวลงแห่งนามรูปก็มีได้ในที่นั้น

ความก้าวลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารก็มีได้ในที่นั้น

ความเจริญแห่งสังขารมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ก็มีได้ในที่นั้น

ความเกิดในภพใหม่มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ต่อไปก็มีได้ในที่นั้น

พ่อครูว่า...ตัดกิเลสสุดท้ายก็ตัดไม่ให้เกิดภพชาติที่เป็นเทวะคู่สุดท้าย ภพคือแดนเกิด เป็นตัวที่ไม่รู้เป็นตัวอาศัยเป็นตัวรูปให้เกิด กับชาติเป็นตัวนามเป็นคู่สุดท้ายเปิด เพราะฉะนั้นดับเหตุให้เกิดชาติก็จบ ภพก็ไม่มี อุปาทานก็ไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เวทนาก็ไม่มี ผัสสะก็ไม่มี อายตนะก็ไม่มี นามรูปก็ไม่มี วิญญาณก็ไม่มี สังขารก็ไม่มี แต่อวิชชาก็ไม่มี กลายเป็นวิชชาเต็มรูปไปเลย

ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป มีอยู่ในที่ใด เราก็กล่าวว่า ที่นั้นมีความเศร้าโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้นใจ”

รวมความว่า นรชน ... เมื่อดำรงตนอยู่ ย่อมเป็นอย่างนี้

 

     หรือเป็นเพราะว่าเรามีอาหารหลายๆสูตรให้เลือกมากเกินไป  จนลืมสูตรของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่าให้บริโภคอาหารก็เพียงเพื่อให้กายขันธ์นี้ดำรงอยู่ได้  ไม่ใช่บริโภคเพื่อเล่น  เพื่อมัวเมา หรือเพื่อประดับตกแต่งร่างกาย?

พ่อครูว่า... อย่างอาตมานี่ ฉันอาหารเพื่อดำรงขันธ์ แต่ผู้ที่มีความคิดเห็นว่าจะให้อาหารสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดเลย ซึ่งมันจะกลายเป็นภาวะที่ไม่แข็งแรง ภาวะที่จะดีต้องมี 2 ต้องมีภูมิคุ้มกัน ต้องมีอะไรที่เป็นผู้ช่วย เรื่อง 2 นี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ถ้าหากขาดเป็นหนึ่งเดียวมันก็สูญหมดถ้า เพราะฉะนั้นต้องมีพ่อมาพอดี

 

การขายตรงเป็นอบายมุข     

๒. มีชาวอโศกบางคนกำลังพยายามเข้ามาชักชวนหาสมาชิกไปเป็นแชร์ลูกโซ่  ซึ่งเสียค่าสมาชิกเพียงแค่ 1,000 บาท แต่จะมีโอกาสได้เงินเป็นล้าน  เป็นโครงการที่จะเข้ามาช่วยเหลือชาวรากหญ้าให้ลืมตาอ้าปากกันขึ้นมาได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ  จะใช้รูปแบบความเป็นชาวอโศกที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ   ไปโฆษณาหาสมาชิกมาเป็นเหยื่อของระบบ  “การเงินอัจฉริยะ” (MMS)ซึ่งเป็นระบบอินเตอร์ที่เชื่อมโยงกันหลายประเทศ พ่อครูเห็นว่า  ญาติธรรมของเราที่กำลังไปเป็นเหยื่อก็ดี  หรือเป็นผู้ที่ไปแสวงหาเหยื่อ มาให้กับระบบสร้างความโลภนี้ก็ดี   จะเป็นมิจฉาอาชีวะข้อยอมมอบตนในทางที่ผิดหรือไม่ครับ ?

พ่อครูว่า...ในชุมชนชาวอโศกเวียงมาทางข้างอนาคามีแล้ว สกิทาคามีเขาก็เบาบางลงมาตามลำดับ เรื่องเงินทองเรื่องโลกียลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เบาลงมาแล้ว อนาคามีมันกึ่งหนึ่งแล้ว ไม่หนักหน้าไปทางเงินทองข้าวของลาภยศสรรเสริญ

คนที่อยู่ในชุมชนเรา ถ้าใช้เงินมากอย่างหนักมาก ใช้เงินบ้าง ก็มีอยู่บ้างในชุมชนเราทำให้อาตมาหนักใจ ก็มีอยู่บ้างก็วิบากกรรมวิบากมัน มันก็เป็นวิบากของเขาเขาก็ยังติดยึดของเขาอยู่หาเหตุผลให้ตัวเองเพื่อให้ได้เงินก้อนโตๆมากๆ คือกิเลสมันทำงาน

คือเราต้องตั้งใจที่จะลดละหน่ายคลาย เบาบางมักน้อยสันโดษ ขึ้นไปเรื่อยๆมันถึงจะเข้าเรื่อง ไม่เช่นนั้นชาตินี้ก็หนักหน้าไปเรื่อย ยังมีวิบากที่วิ่งตามเหมือนหมาไล่เนื้อเข้ามาสมทบอีก ชาติหน้าคุณเกิดมาจะได้พบกันอีกไหม หมาไล่เนื้อมันจะไล่ทันไหม ถ้าไล่ทันคุณก็ไม่ได้พบกับกลุ่มหมู่ เสียเวลาทุกข์ทรมานไปอีกนานเลยนะ เพราะฉะนั้นจะต้องให้เป็นไปตามลำดับให้ได้สัดส่วน

มาอยู่ในหมู่กลุ่มนี้เข้าขีดของอนาคามีอนาคาริกชน บางคนพวกเราอยู่ในนี้ทำงานไม่รับรายได้เลย แต่มันยังอยากได้เขาก็พากเพียรลดละ เขาก็ไม่ก่อวิบากเพิ่ม มันก็จะได้ความลดละหน่ายคลายได้คุณธรรมเพิ่มเติมขึ้น แต่ถ้าไม่พากเพียรเลย ปล่อยให้มันเพิ่มขึ้นมันก็ยิ่งหนาๆๆ ก็ขอเตือน    

แชร์ลูกโซ่ อย่าไปเล่นเลย มันหลอกล่อเรา พวกประกันชีวิตก็ไม่ต้องทำเลย โลกมันก็อย่างนี้แหละ

เป็นมิจฉาอาชีวะแน่นอน ไปทางเสื่อมทางตกต่ำเป็นอบายมุขด้วย ขอบอกชัดๆตรงๆ

สู่แดนธรรม... MMS หมายถึง Money มหาเสื่อม มันเป็นภาษาของผมเองครับ

 

อานาปานสติ 16 ขั้นตอน

พ่อครูว่า... อานาปานสติ เป็นเรื่องของเอาลมหายใจเข้าออกเป็นที่ตั้ง เป็นเรื่องสิ่งที่ยังไม่ครบ ธาตุทั้ง 4 มี ดินน้ำไฟลม ลมได้ชื่อว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ทิ้งรูปที่เป็น มหาภูตรูป แต่โลกไม่ได้มีแต่ลม มันมีดินมีน้ำมีไฟและมีสัตว์ด้วย คุณหลับตา ที่นี้วิเคราะห์วิจัย

สำคัญอยู่ที่การหลับตากับตื่นลืมตา ประเด็นที่อาตมาพูดนี้ เพราะอาตมาอยากให้พวกผู้ที่หลับตาซึ่งมีเยอะหนาแน่นกว่าชาวอโศกในเมืองไทยมีชาวพุทธนี้ ยังเชื่อมั่นในการนั่งหลับตา ซึ่งอาตมาว่ามันไม่ใช่หลับตามันเป็นโมฆะมันออกนอกรีตศาสนาพุทธ

เหตุผลเพราะว่าพระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นฉบับของพระมหากัสสปะ ซึ่งพระมหากัสสปะเป็นสายศรัทธา สัทธานุสารีแท้ๆ 100% เป็นโคตรเป็นตระกูลศรัทธา ศรัทธาอย่างหนักๆเลย ตามประวัติตามตำนานแล้วชีวิตจมอยู่ในป่า จนพระพุทธเจ้าต้องยอมอนุโลมให้มี 1 ราย คือเอาพระกัสสปะเป็นตัวอย่างหนึ่งเดียวเป็นเอตทัคคะทางผู้อยู่ป่า ถึงอย่างนั้น ถ้าเกินกว่ากัสสปะก็ออกนอกรีตแล้ว ท่านใกล้จะตกขอบมิตกขอบแหล่เพราะฉะนั้นจึงยากมากเลย

คนที่ได้ชื่อว่ามหานำหน้า ในพระอิติสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีน้ำหนักไปในทางที่เอื้อ แต่ถ้าผู้ที่เป็นพุทธแท้ จะไม่มีคำว่า มหานำหน้า ถ้ามีคำว่า มหานี้

อย่างสารีบุตร ไม่มีคำว่า มหานำหน้า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งแม้แต่พยัญชนะก็ต้องเป็นสิ่งที่ลงตัวกันพระพุทธเจ้าจะต้องมีพระนามว่าสิทธัตถะแม่จะต้องชื่อว่าสิริมหามายา ชาตินี้อาตมาต้องเกิดมาชื่อรักนามสกุลมงคล บุคคลคือสิ่งที่จะนำพาไปสู่นิพพาน อุตมะหรืออุตระ คืออุดม มันเลี่ยงไม่ได้ต้องชื่อนี้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันต้องลงตัวแล้วทุกอย่างที่อาตมายืนยัน อย่างเช่นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ในยุคนี้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ในยุคนี้ พระเจ้าอยู่หัวต้องมีพระนามว่าภูมิพล อาตมาต้องมีชื่อว่าโพธิรักษ์ หรือชื่อรักชื่อมงคล ซึ่งเป็นนามธรรม ทางด้านในหลวงต้องเป็นรูปธรรม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มันลงตัวทุกอย่าง ก็ค่อยๆอธิบายไป

 

ในอานาปานสติสูตรนี่ เป็นสูตรที่คนหลงเอาแต่นั่งหลับตา แล้วก็ยกอ้าง เอานัยยะ 16 อย่างมาแปะไว้ แต่ที่จริง 16 อย่างนั้นลืมตาทำทั้งหมด

 

อานาปานสติทั้ง 16 ขั้นนั้นคือ

 

1. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาวหรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว

2. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น

พ่อครูว่า... สองข้อนี้ให้รู้ว่ามีนัยยะต่างกันนะต้องใช้สองอย่างแล้วเลือกเอาอย่างหนึ่ง ไปตั้งแต่ต้นจนเป็นอรหันต์ คู่สุดท้ายคือ สมาหิโต กับวิมุติ

อันใดเป็นอวิมุติกับวิมุติ อันใดเป็นสมาหิตะกับอสมาหิตะ   วิมุตกับสมาธิก็เป็นอีกคู่นึง

ถามเรื่องคู่กับพวกคุณ สมาหิตะกับวิมุติ ตัวจบคู่สุดท้าย จิตตั้งมั่นกับจิตหลุดพ้น ตัวไหนที่เป็นตัวมี กับตัวไหนที่เป็นตัวไม่มี

...สมาหิตะ กับ วิมุติ คุณจะตอบว่า สมาหิตะมีหรือไม่มี?.. ญาติโยมตอบว่า...มี วิมุติมีหรือไม่มี?...ญาติโยมตอบว่า...ไม่มี

แต่พ่อครูว่า วิมุติคือตัวมี สมาหิตะคือตัวไม่มี

คนที่หลุดพ้นจากโลกจากอัตตาจากอะไรก็แล้วแต่คุณต้องหลุดพ้นจากอะไร คุณต้องหลุดพ้นจากอะไร ที่ต้องมีคู่ที่คุณติดเป็นคู่ แต่จิตตั้งมั่นเต็ม มัน 1 หรือ 0 ใช่ไหม

1 ก็คือ 0 ส่วน 0 ก็คือ 1 ซึ่งไม่ต้องถามหรอกว่าคุณจะตายที่  0 หรือตายที่ 1 สุดท้ายมันก็ต้อง 0 ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น

 

อานาปานสติ ต่อ

3. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า (สัพพกายปฏิสังเวที สิกขติ)

พ่อครูว่า... ต้องรู้แจ้งกาย กายต้องมี 2 เสมอ ภายในกับภายนอก ผู้ที่ได้ไปนั่งหลับตาไม่มีภายนอก ส่วนผู้ที่เข้าใจว่ากายคือวัตถุภายนอกนั้นก็ปิดประตูบรรลุธรรม ถ้าไม่มีกายแล้ว 0 ไม่มี 1 ไม่มีกายคือฐานพักของจิต

คือจิตทำให้เป็นพีชะได้ พีชะคือ 1 และก็จะเสื่อมไปหา 0 ไม่มีเวทนา ไม่เป็นวิญญาณ พีชะมีแต่สัญญากับสังขาร พีชะก็ไม่เรียกว่าเป็นนามแต่มันเป็นชีวะ

นัยยะของ อุตุนิยาม พีชะ จิต นี้ไม่ใช่อธิบายได้ง่ายนะ ต้องมีสภาวะธรรมรองรับจริง ถ้าไม่สามารถมีพื้นฐานแยกกายแยกจิตได้ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่มีกาย แต่สิริมหามายาอรหันต์ที่ยังไม่ตาย โพธิสัตว์ที่ยังไม่ตาย ก็ต้องมีกายมีร่างอาศัย มีร่างกายอาศัย มีสรีระร่างกายอาศัย แต่แยกไม่ได้ กายต้องมีจิตมีรูปธรรม เป็นสภาพที่พูดไปแล้ววนไปวนมา ก็น่าเห็นใจที่คนไม่มีภูมิธรรมจะตามรู้ยาก

สัพพกายปฏิสังเวที จะต้องรู้จัก กาย หลับตาไม่มีกายไม่มีปฏิสังเวที

 

4. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า(ปัสสัมภยัง กายสังขารัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... ปัสสัมภยังคือการระงับกาย แต่คุณหลับตาก็ว่าระงับกาย พาซื่อเขาสอนกันสายหลับตา กายคือภายนอก ตัดรับรู้ภายนอกก็เหลือแต่ภายใน เห็นไหมว่า พยัญชนะก็ไม่ครบแล้ว

หากไปทำอานาปานสติ เข้าใจว่า กาย หมายถึงเพียงแต่ภายนอกเท่านั้นเอาแต่จิตอย่างเดียวจบเลย คนนี้ไม่มีทางบรรลุอรหันต์

คำว่า สักกายทิฏฐิ จึงเป็นคำต้นของผู้ที่จะเป็นอาริยะบุคคลของพุทธ ต้องชัดเจน กาย นี่อย่างสมบูรณ์ ชัดเจน  กว่าจะเดินทางไปต่อจากพ้นสักกายทิฏฐิ พ้นจริงๆ พ้นอย่างไม่มี วิจิกิจฉา ต้องพ้นไม่มีอะไรลังเลสงสัย แล้วมีหลักการ ศีลพรต พ้นสีลัพพตปรามาส

อาตมาก็อธิบาย สีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพตุปาทานต่างกัน

สีลัพพตุปาทาน ยึดถือตามกันมายังไม่สัมมาทิฐิ หรือต่อให้ทำยัญพิธีมีสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ยัง เหยาะๆแหยะๆปรามาส ไม่เอาจริง ลูบคลำ คุณรู้จักโจรแต่ไม่จัดการกับโจรเสียทีเล่นหัวอยู่กับโจร คุณรู้จักหมาแต่ก็เล่นหัวๆอยู่กับหมาหมาเลียปากเท่านั้นเอง เล่นกับโจรโจรก็เล่นอยู่กับคุณเท่านั้นเอง ปัสสัมภยัง กายสังขารัง ต้องรู้จักกายสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่มีในภายนอกภายใน

5. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า (ปีติปฏิสังเวที สิกขติ)

พ่อครูว่า... ลดกิเลสภายนอกคือกาย ขณะคุณมีลมหายใจเอากิเลสเฉพาะแต่ลมหายใจแล้วคุณจะมีกิเลสอะไรกันนักกันหนากับลมหายใจ ต่อให้คุณเอากิเลสลมหายใจคุณลดได้ แล้วตาหูสัมผัสลิ้น จมูกอีกล่ะ ดินน้ำไฟลมอีกล่ะ มันมีอีกตั้งเยอะแยะ แล้วคุณบอกว่าคุณปฏิบัติแล้วคุณได้เป็นพระอรหันต์ อรหันต์ก็ได้แค่นิดเดียว ในทางลม

ในทางลมอาตมาก็ว่าจะปฏิบัติหลุดพ้น เช่นหนึ่งมีกลิ่นของดอกไม้กลิ่นอะไรก็ตามลอยมาตามลม เช่น กลิ่นตดเป็นต้น ลอยไปในอากาศ คุณก็ไม่ชอบกลิ่นตด คนนี้นั่งสมาธิร่วมกันคนนี้ตดมากลิ่นน่าดูเลย ก็เกิดกวนสมาธิกัน พูดให้มันสนุกหน่อย

หากคุณไม่เข้าใจกายอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ คุณจะไปปฏิบัติเริ่มต้นสติปัฏฐาน 4 กายในกาย ซึ่งมีกายภายนอกเชื่อมต่ออยู่กับกายภายใน ไม่ได้ขาดกัน แต่ให้พิจารณา กายใน เข้ามาหากายใน จากกายนอกมาหากายใน ไม่ได้ขาดกัน จึงทำกิเลสจากกาย กิเลสไม่ได้อยู่นอกกิเลสมันอยู่ใน คุณตัดกิเลสภายนอกแล้วก็ระงับกิเลสกายได้แล้ว ก็เลื่อนมาหาเวทนา

แต่หากกิเลสกายคุณยังทำไม่ได้คุณเลื่อนมาหาเวทนามันก็ผิดลำดับ หรือจะเอาแต่จิตเลยเรื่องของกาย เวทนา ไม่รู้เรื่อง เอาแต่จิต ก็เจริญเถอะพ่อ(คำประชด) ไม่มีทางเจริญได้หรอก

อันดับที่ 4 ระงับกายสังขารได้ก็จะมีปีติ รู้แจ้งปีติ เราลดกิเลสภายนอกกิเลสกายได้แล้ว ปีติ อันนี้ก็เกี่ยวกับภายนอก ไม่ใช่ได้ผลทางจิตใจเป็นสมถะแล้วปีติ มันก็ใช่พวกนั่งหลับตาเป็นปีติแบบสมถะทั้งนั้น แต่อันนี้เป็นปีติที่แบบวิปัสสนาปิติที่มีการเห็น ปัสสะ ปัสสนาไม่ใช่สมถะ เห็นไหม มีนัยยะที่ต่างกัน

เมื่อมีปีติก็ลดปีติได้ จึงจะเข้าหาสุขเป็นฌานที่ 3 เริ่มมีฌานที่ 3

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

พ่อครูว่า... ทั้ง 16 ข้อนี้พวกนั่งหลับตามีแต่พยัญชนะไม่ได้มีเกิดสภาวะขึ้นเลย

สมณะฟ้าไท... พ่อครูบอกว่ากิเลสที่ลมหายใจจะมีเท่าไหร่เชียว

พ่อครูว่า... ระงับกายได้ก็เกิดปีติ คำว่า ปฏิสังเวทีคือรู้ เห็นปีติแล้วก็ต้องลดปีติ

ปีติมี 5 อย่าง หากจะเอาแต่อุพเพงคา (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

 

1.   ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) เป็นหน่วยๆ เป็นก้อน แท่ง

     2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) เป็นเวลา เป็นกาละ

     3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ)

     4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย)

     5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)

 

พ่อครูว่า... ก็เรียนรู้ปีติ ลดปีติ ถึงจะเป็นวูปสโมสุโข มีสภาวะ 2 เป็นรูปกับนามสั่งสมลง ธรรมดามันก็หยั่งลงเป็นเรื่องโลกียะในจิตของเรา เรารู้แล้วก็เลือกให้สั่งสมเป็นโลกุตระในชีวิตเรา มากเป็น อุพเพงคาปีติ ไม่ได้ไม่ไหวมันมากจัดจ้าน อย่างพวกนักฟุตบอลเตะลูกเข้าโกล์ได้สักวันหนึ่งมันจะช็อคตายคาสนาม อาตมาไม่ได้แช่งเขา แต่สักวันมันจะมีตัวอย่าง เพราะว่าปลุกเร้าเร่งรัดเอาชนะคะคานกัน ให้ราคากันมากมายเป็นเรื่องการพนันด้วย มันซับซ้อนเยอะแยะพวกนี้ พวกการพนันพวกอบายมุข

อาตมายังจำได้เลย ที่วิทยาลัยการพละ อาตมาก็ไปว่าพวกกีฬาเป็นอบายมุข ตอนนั้นมีปิยะพงษ์  ผิวอ่อน ฟังด้วย ฟังแล้วก็หน้าเขียวใส่เลย อาตมาก็เทศน์ไปตามจริง แต่ก่อนอาตมาก็เป็นนักกีฬาเป็นนักฟุตบอลก็ไม่ได้เรื่อง เป็นนักวิ่งก็ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่

 

ปีติ ยังเป็นพลังงานที่หยาบที่แรง ก็ต้องลดลงมาให้มันเป็นสุข เป็นวูปสโมสุข ซึ่งขอยืมภาษาคำว่า สุข มาเรียกเท่านั้น มันก็ยังเป็นอาการของอุปกิเลสคือความสุข ก็ต้องลดลงมาให้เบาบางลง เป็นสุขสงบ หรือวูปสโมสุข หรืออาจจะใช้ภาษาว่าปรมังสุขัง อาตมาแปลเป็นไทยว่ายิ่งกว่าสุข ถ้าแปลว่าสุขอย่างยิ่งมันก็จะเป็นความสุขแรง ไปกันใหญ่ ภาษามันจะบอกสภาวะชัดเจน

 

6. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า (สุขปฏิสังเวที สิกขติ)

7. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า(จิตตสังขารปฏิสังเวที สิกขติ)

พ่อครูว่า...ตอนนี้เข้าถึงจิต ระงับได้หมดเข้าถึงสุขเป็นฐาน เป็นสุขจากอุปสโมสุข เป็นฌานที่ 3 เข้าไปหาฌานที่ 4 ไม่มีสุขแต่เป็นอุเบกขา หมดสุขแล้ว ฌานที่ 4 เป็นเอกัคคตา ได้ฌาน 4 เป็นฐาน อันนั้นมาจากกิเลสนอกเป็นกาย

เข้าไปหาทางจิต หลังจากได้ทำกิเลสกายหมดแล้วก็ทำกิเลสที่เหลือในจิต ตั้งแต่อบายมุข มาเป็นสกิทาคามีเข้ามาหาอนาคามีเป็นรูปเข้ามาสู่จิต ก็ระงับกิเลสในจิต กามหมดแล้วมาระงับรูป จะเป็นรูปทางกามและรูปทางปฏิฆะ ซึ่งไม่แสดงออกภายนอกแล้วมีความละอาย มีหิริโอตตัปปะเพียงพอ เกรงกลัวไม่แสดงออก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอายไม่เอาแล้ว เกรงกลัวไม่เอา เพราะมันเป็นเรื่องหยาบต่ำไม่รับไม่ทำ มันจะมีคุณลักษณะ คุณสมบัติของมันจริงๆ ที่ทำให้เราไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

 

8. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า (ปัสสังภยัง จิตตสังขาร สิกขติ)

พ่อครูว่า...ในขณะที่เข้าไปถึงจิตก็ไม่ทิ้งกาย ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกก็ยังทำงานอยู่ปกติ แต่ว่ากิเลสภายนอกนั้นมันอยู่เหนือแล้ว มีวสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจเหนือโลก ข้างนอกคือโลก ข้างในคืออัตตา

ข้างนอกคือโลกร่วมกับโลกเขาก็ลดกิเลสลงได้ ถึงขั้นกำลังเหลือกิเลสภายใน กิเลสทางภายนอกนั้นหมด กิเลสภายนอกไม่ต้องทำ เพราะว่าทำได้แล้ว อยู่เหนือมันแล้วไม่ได้หนีไม่ได้หลบ อยู่เหนือสบายๆ  สบายมากสบายน้อยก็แล้วแต่บางคนอาจจะต้องเคร่งคุมอยู่บ้าง บางคนไม่ต้องเคร่งขรึมแล้วสบายแล้ว จะกระทบสัมผัสภายนอกแรงเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไรที่เผลอไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร บางคนทีเผลอยังขึ้นมาหน่อยนึง หรือว่ามันแรงมากๆก็กระดิกนิดนึงอะไรอย่างนี้ ก็ยังมีภายในใจอยู่บ้างคุณก็รู้ทั้งภายนอกและภายใน รู้ทางจิตภายนอกที่รับกระทบสัมผัสภายนอกได้แล้วอยู่เหนือแล้ว เป็นอาริยะเป็นอรหันต์ เป็นพลังงานที่สูงจนเหลือแต่ภายใน ระงับกิเลสที่เป็นจิตสังขารภายใน ก็เป็น ปัสสังภยัง จิตตสังขารัง

ทำให้กิเลสภายในรูปราคะอรูปราคะ หมดไปอีกได้ อรูปราคะได้ก็รู้แจ้งอีกทีหนึ่ง เหลือรูปราคะ อรูปราคะ มานะก็ลดได้ เหลืออุทธัจจะ กุกกุจจะ มันเหลือน้อย จนหมดไป เหลือแต่วิชชา ส่วนอวิชชาก็มาเป็นวิชชา คุณยังต้องอาศัยจิตอยู่ อาศัยอนุสัยอยู่ ไม่มีอาสวะแล้ว แต่คุณยังมีอนุสัย คือ สยะน้อยๆ สยังน้อยๆ อนุ คุณต้องอาศัย

ใช้พยัญชนะบอกสภาวะว่า อนุ คือน้อย คุณต้องอาศัยอนุสยะ คุณต้องทำจิตนี้ให้เป็นที่อาศัยไม่ใช่จิตใจที่แข็งๆทื่อๆ ไม่รับแขกเลย ก็ทำให้มันเป็น อภิปโมทยังจิตตัง

9. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า(จิตตปฏิสังเวที สิกขติ)

10. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง (ปราโมทย์) หายใจเข้า(อภิปฺปโมทยัง จิตตัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... จิตใจร่าเริงเบิกบานรับแขกได้ ร้องเพลงอาตมาก็ทำได้ แต่สังขารมันก็เรื้อคนได้ฟังก็บอกว่าพักผ่อนดีกว่าอย่าร้องเลย ให้คณะตุ๊กติ้วทำดีกว่า

ทำให้จิตร่าเริง จะย้อนกลับอีกที ให้จิตสงบแล้วเบิกบานร่าเริง

พุทธถึงเป็นผู้ที่เบิกบานร่าเริง สว่างสะอาดสงบ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานร่าเริง อภิปโมทยังจิตตัง

 

11. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักตั้งจิตมั่น หายใจออกว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า(สมาทหัง จิตตัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... สมาทหัง ก็แปลว่าจิตตั้งมั่น จิตทำให้ได้คุณสมบัติอย่างนี้แหละแบบที่มาถึงขั้นที่ 10 ให้มันตั้งมั่น ๆ เห็นไหมว่าคุณจะสะสมจิตตั้งมั่นต้องเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ถึงขั้น อาสวะหมดแล้ว อาศัยอนุสัยเท่านั้น แล้วก็ให้จิตเบิกบานร่าเริงทำให้แข็งแรงตั้งมั่นเป็นเนื้อเป็นแก่น สมาทหัง ทหัง ทหาร

12. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจออกว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า (วิโมจยัง จิตตัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... ไม่ใช่จะรับเข้ามาแต่ปล่อยเสมอๆ ถ้าหยุดเลย มันหายไป ภาษาใช้คำว่าเปลื้องปล่อย หรือใช้ว่า ปล่อยวางหรือปล่อยจิต

สู่แดนธรรม... สงสัยว่าเปลื้องจิต สภาวะคือรู้ควรการงานใช่ไหมครับ?

พ่อครูว่า... มีลักขณรูปของมันคือ มันไปในทางเอาออก เนกขัมมะ มันเป็นจิตที่เป็นสภาพเอาออกไม่ใช่เอาเข้า คำว่าออก คำว่าเข้า ของพยัญชนะที่ใช้ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่เข้าไปนั่งหลับตาคือเข้าฌานเข้าสมาธิ ออกสมาธิคือลืมตาออกมาสู่โลกข้างนอก ซึ่งอย่างนั้นมันไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ต้องไปนั่งหลับตาเข้าฌานเข้าสมาธิ หรือหลับตาไปเอารูปเป็นตัวชี้บ่งยืนยันว่านี่คือเข้าสมาธินี้ต้องหลับตา มันก็อยู่ข้างใน มันไม่ใช่อย่างนั้น

สู่แดนธรรม... ผมสงสัยเพราะเป็นคำสิริมหามายา คำไทยแปลว่าเปลื้องเอาออกเราเอาออกด้วยการมีกัมมัญญาได้ไหมครับ ?

พ่อครูว่า... อันนี้จิตสำเร็จแล้ว สั่งสมจิตสมาทหัง ยังไม่ถึงสมาหิตังเท่านั้น เป็นจิตที่จะสะสมตั้งมั่น อธิบายเป็นภาษาได้จริงๆแล้วไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นนะแต่สั่งส้มให้ตกผลึกแข็งแรงตั้งมั่นไปเรื่อยๆ ลักษณะที่ตั้งมั่นก็จะต้องมีคู่ที่ว่าไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่นนะ แต่มั่นแล้วปล่อย มั่นแล้วเปลื้องจิตออกให้หลุดพ้น เป็นลักษณะจิตที่ให้อาศัยแต่ปล่อย ภาษาบาลีว่า วิโมจจยัง อาตมาจึงต้องใช้ภาษาไทยขยายความยืดยาด แต่บาลีแค่ วิโมจยังจิตตัง

13. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง(อนิจจานุปัสสี สิกขติ) หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า

14. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า

15. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส (นิโรธานุปัสสีสิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า

16. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส

(ปฏินิสสัคคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า

พ่อครูว่า... 12 ข้อที่ผ่านมาพวกนั่งหลับตาอธิบายไม่ได้หรอก แต่ตีกินเอา 4 ข้อสุดท้ายไปทำเท่ บอกว่าตามเห็นความไม่เที่ยง ตามเห็นความจางคลาย ตามเห็นความดับ ตามเห็นความสลัดคืน เท่เสียไม่มี นั่งหลับตา พวกนี้อาตมาขออภัย วจีสังขารว่าหยาบไปหน่อย พวกหลอกแดก นี่แหละพวกนั่งหลับตา เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูแล้วน่าสมเพชเวทนาน่าสงสาร เมื่อไหร่จะตื่นขึ้นมาฝึกฝนทำสัมมาทิฏฐิให้สมบูรณ์แบบเถอะ ไม่เช่นนั้นแล้วพวกคุณก็จะติดอยู่อย่างนั้น

อนุปัสสี 4 (ตามเห็นอะไรในขณะปฏิบัติสติปัฏฐาน+อานาฯ)

1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา)

2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 

3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา)

4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน)

(พตปฎ. เล่ม 14  ข้อ 288)

มาขยายความ 4 ตัวนี้คุณจะเห็น

ความไม่เที่ยงนั้นเราพูดด้วยตรรกะว่าทุกอย่างก็ไม่เที่ยง ไม่ต้องไปยึดดมั่นถือมั่นอะไรก็เท่ซะไม่มี ก็ใช่ ความไม่มีอะไรเที่ยงไม่มีอะไรยึดอยู่ ไม่มีอะไรเทียบกับกาลเวลา คุณว่า วินาทีมันอยู่กับที่ไหม การเคลื่อนไปกับกาละ เรียกด้วยศัพท์ตัวหนึ่งว่า วินาที ให้ละเอียดกว่าวินาทีด้วย อาตมาไม่ได้จำว่ามันเรียกอะไร กาละไม่เคยหยุดไม่เคยพัก โลกไม่เคยหยุด ไม่เคยสะดุด พระอาทิตย์ก็ไม่เคยสะดุดไม่เคยหยุด ถ้าพระอาทิตย์สะดุดหรือหยุดรับรองโลกนี้ คว่ำคะมำ ออกนอกเส้นทางโคจร พลังงานจะปั่นป่วนไปทั้งจักรวาล ทั้ง Galaxy nebula สะเทือน เอาแต่แค่พระอาทิตย์ มันเกิดจุดเคลื่อนนิดนึงไม่ได้เลย กาละจึงเคลื่อนอยู่เสมอพระอาทิตย์ต้องเคลื่อนอยู่เสมอ โลกต้องหมุนอยู่เสมอ

สู่แดนธรรม... มีคนถามว่าเราจะตามหาปัจจุบันได้อย่างไร

พ่อครูว่า... ยิ่งกว่าปลายเข็มที่เล็กที่สุด ใช้พยัญชนะรูปธรรม ก็ไม่ต้องถึงเอาขนาดนั้น คุณก็จี้ลงไปแล้วก็ถอนให้รู้ว่านี่คือปัจจุบัน การบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าจึงอยู่ที่ปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาละหรือทิฏฐธรรม ปัจจุบันนี้เดี๋ยวนี้ขณะนี้สั้นที่สุดเร็วที่สุด เป็นปัจจุบันที่สุดจริงที่สุด การหลับตาไม่ลืมตาออกมานี้ไม่เป็นความจริงมีแต่สัญญามีแต่การกำหนดรู้ในใจ มันต้องออกมานอกด้วยในด้วยจึงจะเป็นความจริงของ 2 ภายนอกภายในเป็นเทวะ เป็น 1 ไม่ได้ ในความรู้รอบต้องมี 2 เป็นอย่างน้อย ในความรู้จริงต้องเป็น 0 หรือ 1 ความรู้รอบต้อง 2 อย่างน้อย แล้วตัวผู้รู้เป็นสามเส้า ประธานรู้ เป็น 2 ทำ 0 กับ 1 ได้ คุณเป็นประธานก็ต้องเป็น 3

ในลักษณะของสิ่งที่เป็นวัฏสงสารเป็นสังขารเป็นสิ่งที่เป็นธาตุรู้แล้ว ถ้าอย่างในนิวเคลียสมันมี 3 คือมี E M C  ถ้าชีวะก็ต้องมี 3 เป็นอย่างน้อยคือ I S H

I คือ ฉัน (ตัวประธาน)

S (She) คือ พลังงานลบ

H (He) คือ พลังงานบวก

ISH คือตัวตน สามเส้าตัวนี้ เติมเข้าไปยึด self ขึ้นมาปั๊บ เป็นการเห็นแก่ตัวเลย

พลังงานนิวเคลียร์มันก็มี 3 แต่พลังงานมันอยู่มันก็จับตัวของมัน มันระเบิดเองได้เหมือนกันเหมือนอย่างภูเขาไฟ หรือเนบิวลาหรือ Big Bang มันเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าไม่มีใครทำอะไรมันมันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัย มันยังไม่ระเบิดง่ายๆ จนกว่ามันสุดที่สุดทางแล้วมันใหญ่ไม่ได้อีก หรืออัตราภายในมันมากกว่าข้างนอก ข้างนอกมันสู้ไม่ได้ก็ระเบิด ไอ้นั่นก็เป็นธรรมชาติของ Big bang พลังงานในอวกาศทั้งหมด Big bang มันแตกตัวของมันเอง เดี๋ยวมันจะออกไป star wars ออกไปอวกาศเสียหมด

สมณะฟ้าไท... สรุปจบ


วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640627_วิถีอาริยธรรม - อานาปานสติสูตร ตอน 2

 รายการ วิถีอาริยธรรม - อานาปานสติสูตร ตอน 2
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมบันทึกวิดีโอเทปได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 27  มิถุนายน 2564 แรม 3 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก

sms

 

พระพุทธเจ้าปฏิบัติอานาปานสติขณะไปปฏิสัลลีนะหรือไม่

_จาก ผู้ฟังธรรมทางบุญนิยมทีวี : ระยะนี้พ่อครูเทศน์เกี่ยวกับอานาปานสติ ทำให้ดิฉันเกิดความสงสัยว่าการปฎิสัลลีนะของพระพุทธเจ้าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติอานาปานสติหรือไม่อย่างไร จำได้ว่าท่านไปปฏิสัลลีนะในป่า  นมัสการขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า... วิเคราะห์วิจัยจากคำถามนี้ มีข้อที่ข้อง คือข้อที่น่าไขกันให้รู้เยอะเลย

การปฏิสัลลีนะ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติอานาปานสติหรือไม่ จำได้ว่าท่านไปปฏิสัลลีนะในป่า 

มุมแรก พระพุทธเจ้าจะไปตรงไหนก็ตามคือยังมีพระชนม์ชีพ อานา-อาปานะก็ต้องไปกับท่าน แล้วท่านก็ต้องมีสติเต็มตลอดเวลา หากไม่มีอานา-อาปานะก็ตาย คนยังมีชีวิตก็ต้องมี อานา-อาปานะ แล้วต้องมีสติเป็นอธิปไตยเป็นพลังเอก เป็นพลังแรง เป็นพลังสำคัญ แม้แต่พลังอ่อนก็คือสติอ่อน ถ้าพลังแข็งแรงเต็มที่ดีสติก็มีอธิปไตยดีมีพลังแรงดี

เพราะฉะนั้น อานา-อาปานะ หมายถึงเทวะหมายถึงสภาพ 2 ของลมหายใจที่เข้าที่ออกอยู่ ถ้าลมหายใจอันเดียว เข้าอย่างเดียวไม่มีออกก็ตาย ออกอย่างเดียวไม่มีเข้าก็ตาย ต้องมี 2 อันนี้เป็นปัญญาไม่เป็นปัญหา แต่มันเป็นปัญหาของผู้ที่ยังไม่มีวิชชา ของผู้ที่ยังไม่มีปัญญา ผู้มีปัญญาแล้วจะไม่สงสัยในสภาพ 2

อานากับอาปานะเป็น 2 ทำไมต้องเป็น 2 เป็น 1 ไม่ได้ การมีชีวิตเกิดมาเป็นชีวิตและดำรงชีวิตอยู่ต้องมี 2 คือยังเป็นกับตาย ถ้ายังไม่ตายก็คือเป็น ถ้ายังเป็นอยู่ก็คือยังไม่ตาย ต้องมี 2 เพศเป็นสิริมหามายา ผู้มีปัญญาจะไม่สงสัย จะสลับเล่นลิ้นอย่างไรก็เข้าใจ ส่วนผู้ยังไม่เข้าใจ ก็จะมีนักมายากลมาเล่นหลอกกันไปว่าอันนี้จริงนะจ๊ะๆ แล้วทีนี้สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น สัจจะหนึ่งเดียวคือนิพพาน สัจจะหนึ่งเดียวนั้นคือ 0 สัจจะมีหนึ่งเดียว นทุติยมถิ ไม่มี 2 สัจจะมีหนึ่งเดียว เอกังหิสัจจัง

คำว่า 1 ไม่มี 2, 2 นี่แหละเป็นความลึกซึ้งมาก ผู้ที่ยังมีชีวิตเป็นๆอยู่ต้องมี 2, 2 ตลอดไป แต่ถ้าผู้ใดสามารถทำ 1 ได้สำเร็จ ทำ 1 นี่แหละเป็นประเด็นของความไม่รู้ของคน ไปเข้าใจว่าเทวเป็น 1  เทวคือพระเจ้า ปรมาตมันแปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ เป็น 1 อย่าไปแตะ วิจัยวิจารณ์แยกแยะไม่ได้ อย่าไปแยกแยะวิจัยวิจารณ์อย่าไปสัมผัสอย่าไปแตะเชียวนะ ก็เลยไม่รู้จักพระเจ้ากัน แม้แต่พระเจ้าก็ยังไม่รู้จักตัวเองเลย

พระเจ้าไม่รู้ตัวเองฉันใด ศาสดาก็ไม่รู้ตัวเองฉันนั้น ศาสดาของเทวนิยมศาสนาของพระเจ้า แต่ศาสนาพุทธนั้นแตะพระเจ้าวิจัยวิจารณ์พระเจ้าแล้วรู้จักรู้แจ้งรู้เทวนิยม จริงว่าที่แท้ตัวพระเจ้าไม่มีพระเจ้าคืออนัตตา พระเจ้าเป็น 0 ไม่มีพระเจ้า มีแต่ความหลอกกัน มีแต่สภาวะเทวสภาวะ 2 ผู้ใดทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ก็จะทำ 1 ให้เป็น 0 ได้ เพราะทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ ก็เท่ากับทำอันนึงให้เป็นอีกอันหนึ่ง ทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ก็สามารถทำให้เป็น 0 ได้ ก็จบ

นี่อธิบายเป็นภาษา แต่สภาวะนั้นลึกซึ้ง จะเรียนรู้แล้วทำสิ่งเหล่านี้ตรงไหนก็คือตรงที่เวทนาเป็นความรู้สึก และเป็นภาวะ 2 ยิ่งใหญ่คือสุขกับทุกข์ สุขกับทุกข์เป็นโลกุตระ เทวนิยมจะเรียนแต่ดีกับชั่วไม่รู้จักเรื่องสุขทุกข์ ไม่วิจัยวิจารณ์เรื่องสุขทุกข์    เทวนิยมงมงายเรื่องสุขทุกข์ ติดสุขเป็นสุขนิยมอีกต่างหาก

ส่วนพระพุทธเจ้านั้นจบเลยเรียนรู้สุขเรียน รู้ทุกข์แล้วสามารถไม่ให้มีทุกข์มีแต่สุขอย่างที่เทวนิยมเขาต้องการ ต้องการมีแต่สุข เขาไม่ต้องการมีทุกข์แต่เขาไม่รู้จักทุกข์ แต่ความทุกข์นั้นก็แฝงเล่นงานอยู่กับเขาตลอดเวลา แต่เขาไม่รู้เรื่องไม่รู้จักทุกข์ จนกระทั่งพุทธสามารถตรัสรู้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสุดสูงสุด

สรุปจริงๆคือทุกสิ่งทุกอย่างทุกสรรพสิ่งในมหาเอกภพจักรวาลนั้น ถ้าใครเรียนรู้เทวะแยกเป็น 2 แล้วเอามาเปรียบเทียบกัน แล้วรู้อะไรควรอะไรไม่ควร แล้วก็อยู่กับสิ่งที่ควร สิ่งไม่ควรก็พักไว้เอาออกเลิกอย่าไปยุ่ง ก็อยู่กันอย่างมีปัญญา อยู่กับสิ่งที่ควรจบ

เพราะฉะนั้นยิ่งรู้จบด้วยว่ารู้จักการจะเลิกจิตนิยามของตน เลิกอัตตาหรืออัตภาพของตน แยกธาตุเป็นดินน้ำลมไฟ เป็นอุตุนิยามไปได้เลย อาตมาอธิบายจากความเป็นจริงที่ตัวเองรู้และมั่นใจว่าสามารถทำได้ด้วย แต่ทุกวันนี้ทำได้ในสิ่งที่แต่ละอย่างที่เราอยากจะให้ไปเป็นไม่มี หรือแยกธาตุให้เป็นอุตุนิยามได้ เราก็ทำอยู่ทุกวันนี้ โดยอัตโนมัติ ทำจนเป็นอย่างอัตโนมัติแล้ว ถึงไม่มีปัญหาแล้วทุกวันนี้ อาตมาไม่ได้พูดเล่นว่าไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา

ส่วนคนที่มีความคิดมีปัญหาว่า โลกนอกโลกจะมีมนุษย์ต่างดาว จะมีรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ไหมแล้วจะมีสงครามต่างฃดาวรบกันอยู่ไหม มาสร้าง Star Wars กันออกไป คิดกันไปให้คนสงสัยติดตาม อาตมาไม่ติดตามเขา ไม่ไปสงสัยไม่ไปตามรู้ตามบ้าบอเขา เพราะอาตมารู้จุดจบ ไม่โลกจินตาบ้าๆบอๆ หยุด เรารู้ที่จบที่หยุดที่พอที่ควร เรารู้ที่หยุด ผู้นั้นคืออรหันต์

พวกเราจะเป็นอรหันต์กันได้เยอะถ้ารู้จักจุดจบของตน จุดที่เหมาะที่ควรของตน เช่นพวกคุณแต่ละคน มาอยู่ที่นี่ ถ้าใครตรวจ สอบตัวเองแล้วว่า เอ๊ เราก็ว่า 1. กามเราก็ไม่มีแล้ว 2. รูปราคะ อรูปราคะ เอ๊ เราก็ไม่มีมันก็ว่างๆธรรมดา รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเราก็รู้เรื่องเราก็ไม่ได้ติดอะไรนะ กินก็ไม่ได้ติด ใช้ก็ไม่ได้ติดเครื่องใช้เครื่องกินอะไรแล้ว มีใช้ไม่มีใช้ ควรจะต้องแสวงหาควรจะต้องหามาใช้ได้ตามควรเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ก็ไม่เคยเดือดร้อนกับสิ่งที่มีตามต้องการสเปคสูง แต่มันได้สเปคต่ำก็เอาก็พอ มีใจพอตามควร ไม่ได้เดือดร้อนดิ้นรน แส่หาอะไรเกินการ สบายๆ มีอยู่มีกินกับหมู่ตามควร

ตรวจ รูปราคะ อรูปราคะ แล้วแม้แต่เล็กๆน้อยๆเราก็ไม่มี ตรวจดูเรามีมานะความถือตัวถือดี ความที่ได้เอาความดีไปฟาดคนนั้นคนนี้เราก็ไม่มีนะ เราก็ไม่ได้ถือดีถือตัวอะไรเราก็รู้ว่าดีคืออะไร เราควรอยู่กับดี ผู้ไม่ดีก็คือไม่ดีอะไรที่บกพร่อง แม้เราบกพร่องเราก็ไม่มีสิ่งที่ไม่ดีเป็น อุทธัจจะ กระเด็นกระดอน เราก็รู้ อุทธัจจะกุกกจจะเราก็ไม่มี หรือแม้แต่เศษอะไรเราก็ไม่มีไม่ได้รำคาญอะไรตัวเองเลย คุณตรวจจบหมดนี้แล้วเราก็หมดอวิชชาสิ ถ้าหากไล่ตามที่อาตมาว่ามันนี้ เรามาอยู่ที่นี่หลายปีแล้วนะ ตรวจดูดีๆขณะนี้ เราไม่มี คุณตรวจดูก็ไม่มีนะก็ชัดเจนหมดแม้แต่อุทธัจจกุกกุจจะก็ไม่มี คุณก็เป็นอรหันต์แล้ว ฟังตามทันไหม ตรวจจริงๆแล้วจะรู้ว่าอรหันต์เป็นอย่างนี้ มันเป็นสภาวะจริงๆ

คุณอ่านไปดูพยัญชนะแล้วไปถึงสภาวะ ตรวจสภาวะจริงในจิตเจต,สามไม่ต้องไปถามหรอกที่รักก็ไม่ต้องยุ่งยากแล้วอานาปานสติน่ะมีสติรู้ตัวเองสิกต่างๆ ตรวจสอบจริงๆเราจะรู้ว่า อ๋อ เรายังเหลือนิดนึงน้อยหนึ่งก็จะรู้ว่าเราจบแล้วแต่เรายังไม่รู้จบเอง นิดนึงน้อย 1 ปัดโธ่ เพราะอวิชชามันจึงมีนิดนึงน้อย 1 เพราะว่ามันยังมีอวิชชา ถ้าคุณมีวิชชาแล้วเอ็งอย่าเกิดนะอันนี้ น้อยนิดนี้ก็เอ็งอย่าเกิดนะ มันไม่ยากหรอก เพราะคนที่ทำมาถึงขั้นนี้แล้วมันจะจบได้ทันที ฟังดีๆนะ เอ๊ อรหันต์จะเกิดในชาวอโศกขึ้นหลายคนนะ เรียนรู้ให้ดีๆ

การปฏิบัติอานาปานสติ พระพุทธเจ้าจะปฏิบัติทำไมท่านจบแล้ว ปฏิบัติลมหายใจเข้าลมหายใจออกในความหมายของอานาปานสติสูตร ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าคุณมีลมหายใจเข้าลมหายใจออกคุณก็มีกาย คุณก็มีธาตุรู้ที่รู้ทั้งภายนอกและคุณก็รู้ทั้งภายใน การรู้ทั้งภายนอกและภายในอย่างสมบูรณ์ ถ้ารู้แต่เพียงลมหายใจเข้าออกคุณก็โง่ เพราะธาตุรู้มันรู้ได้ทั้งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่ใช่รู้แต่ตรงจมูกที่รู้ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ทวารตาก็มีเห็นได้ ทวารลิ้นคุณก็รับรสได้ ทวารหูคุณก็รับเสียงได้ โผฏฐัพพะ ผัสสะคุณก็รู้ได้ แต่คนเข้าไปหลงจมอยู่ในแค่ลมหายใจเข้าออกจมอยู่ในถ้ำอยู่ตรงนี้ มันก็โมฆะอยู่ตรงนี้ เมื่อไหร่มันจะเงยหัวขึ้นมา ลืมตาขึ้นมา ชาคริยา เต็มๆมารู้เหมือนมนุษย์ธรรมดาเรียนรู้ให้มันเต็ม จรณะ 15 วิชชา 8 มาทำฌาน ลืมตา อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติ เกิดสัทธรรม 7 ฌานจะได้เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือสัมมาฌาน อย่าโง่ดักดานต่อไปเลย

ถามว่าพระพุทธเจ้าปฏิบัติอานาปานสติอย่างไร ไม่ต้องไปถามพระพุทธเจ้าให้ยุ่งยากหรอก ถามโพธิรักษ์ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับแค่ลมหายใจเข้าออกแล้ว ไม่ต้องไปงมอยู่ที่แค่ดูลมหายใจเข้าออก เพราะคนเอาแต่แค่ลมหายใจเข้าออกมันก็โง่ดักดานอยู่ตรงนี้ คุณมีลมหายใจเข้าออกก็มีสติเปิดมารู้โลก แล้วก็เรียนรู้ทุกอย่างที่มันจะก่อให้เกิดกิเลสแล้วก็ระงับกิเลสให้ได้ กิเลสมันไม่เที่ยงหรอก แต่คุณเองคุณก็ไปนั่งจมให้กิเลสมันเที่ยงอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มาแคะออก ไม่ได้วิจัยวิจาร ให้มันกินตัวอยู่อย่างนั้นมันก็โง่นิรันดร ใครอยากได้ไหมโง่นิรันดร ทำไมฉลาดนัก คนที่ไม่เอาโง่นิรันดร

 

จำได้ว่า ท่านคือพระพุทธเจ้าไปปฏิสัลลีนะในป่า คำว่า ปฏิสัลลีนะ คือพักผ่อน หลีกเร้น rest คนเราก็มีพักผ่อนเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าก็คือมนุษย์ธรรมดาต้องมีการพักผ่อน แล้วถามว่าท่านไป ปฏิสัลลีนะในป่า ก็มีนิมิตอย่างหนึ่งว่าเป็นแต่เพียงการกระทำพักผ่อนเท่านั้นนะ ที่ไปป่า ไปพักผ่อน เหตุปัจจัยทำไมต้องไปพักผ่อน เพราะคนต้องพักผ่อน 2.ทำไมต้องไปป่า เพราะไปป่านั้นมันไม่ยุ่ง อย่างง่ายๆอย่างมักง่าย มันไม่มีอะไรกวน เพราะว่าสัตว์มันไม่ยุ่งกับคนหรอก คนนั้นจะไปยุ่งกับมัน แต่คนมันยุ่งชะมัดเลย เพราะฉะนั้นมันก็หนีไป คนไปป่าก็ไปอยู่กับช้างกับลิง เป็นอุปัฏฐากได้ ช้างกับลิงก็แสนรู้เป็นอุปัฏฐากได้ ในนิทานตำนานมันสวย

ช้างหมายถึง โมคคัลลานะ ลิงหมายถึงสารีบุตร

ช้างหมายถึง โมคคัลลานะตัวใหญ่มีแรงมาก ส่วนลิงนั้นตัวเล็กแต่คล่องแคล่วปราดเปรียวมากว่องไว รวดเร็ว ไม่เทอะทะเหมือนช้าง ก็เป็น 2 สภาวะเท่านั้นถ้ารู้จบ

เพราะฉะนั้นนิมิตรายละเอียดต่างๆที่อาตมาขยายความให้ฟังก็เป็นเรื่องของมนุษยชาติที่จะต้องเป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างเช่นแม่พระพุทธเจ้าต้องชื่อว่าสิริมหามายา พระพุทธเจ้าจะต้องชื่อว่าสิทธัตถะ ลงตัวอย่างนั้น แม่คือผู้ให้เกิดมายา ผู้ฉลาดมีปัญญา ก็รู้ทันมายา รู้แจ้งรู้จริงในมายา ผู้ยังไม่ฉลาดก็รู้ไม่เท่าทันมายารู้ไม่แจ้งไม่จริงในมายาก็เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นอย่างอาตมาพูดตรงๆไม่ได้อวดตัว ก็รู้ว่าอยู่ในโลกนี้ก็อยู่กับมายาเขา มายาคือเทวะ เรียกเต็มๆว่า เทวปุตตมาร มารก็คือมายา หรือ มารยา(สันสกฤต) ส่วนมายาคือบาลี แล้วก็ไปแปลว่า แค่มารยาท

 

อุทธัจจะมีที่มาอย่างไรจะขจัดอุทธัจจะได้อย่างไร

_อรหันต์คือที่หมาย ... ขอคำอธิบายเรื่อง อุทธัจจะ ดังนี้ครับ

1.อุทธัจจะมีลักษณะ มีที่มา และวิธีแก้ไข อย่างไรครับ

2.อุทธัจจะในนิวรณ์ 5 กับ อุทธัจจะในอุทธัมภาคิยสังโยชน์ มีความแตกต่างกันอย่างไร และจะขจัดอย่างไรครับ

พ่อครูว่า... ถ้ามาละเอียดลออ เราก็ต้องตอบอย่างละเอียดละออ

อุทธัจจะ มีที่มาและวิธีการแก้ไขอย่างไร อุทธัจจะ มีที่มาคุณยังไม่ศึกษาพุทธศาสนาก็มีอวิชชา คนที่ไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธจะมี อุทธัจจะทั้งนั้น

แม้แต่ อุทธัจจะ จะเป็นตัวปลายๆ ของนิวรณ์ 5

นิวรณ์ 5 (สิ่งทำให้ปัญญาทุรพล หรือ ปัญญาถอยกำลังลง,  สิ่งกั้นจิตไม่ให้บรรลุกุศล)

1. กามฉันทะ (ใคร่อยากในกามภพ) เปรียบเหมือนหนี้

2. พยาบาท (ปองร้ายผู้อื่น) เปรียบเหมือนเป็นโรค

3. ถีนมิทธะ (จิตหดหู่ หดแน่น เซื่องซึม ไม่แจ่มแจ้ง ไม่แววไว)  เปรียบเหมือนเรือนจำ

4. อุทธัจจะ  กุกกุจจะ  (ความฟุ้งซ่าน กระจายกระเจิง) เปรียบเหมือนความเป็นทาส 

5. วิจิกิจฉา  (ความลังเลสงสัยในการหลุดพ้น ฯลฯ)  เปรียบเหมือนทางไกล-ทางกันดาร  (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 378)

 

เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่ได้พบศาสนาพุทธยังไม่บรรลุพระอรหันต์จะมีวิจิกิจฉาทั้งนั้น ฉะนั้นชาวพุทธโดยเฉพาะอโศกของเราพยายามหาคำตอบให้พ้นวิจิกิจฉาให้ได้ คุณจะเป็นพระอรหันต์ คุณมีความรู้มีสภาวะ หลายผู้หลายคนยังไม่นิ่งและฟุ้งซ่านอยู่ คุณยังจบไม่ลงเพราะคุณไม่ตรวจสอบให้ดีๆ มันก็เป็นอุทธัจจะ กุกกุจจะ อยู่ คุณยังวิจิกิจฉา คุณยังไม่พ้นวิจิกิจฉา ถ้าคุณตรวจสอบอุทธัจจะชัดเจน ไม่มีกุกกุจจะ รู้แล้วว่าตัวสภาวะจริงๆแล้ว อุทธะกับอัจจะ มีคำ 2 คำคืออุทธะคำหนึ่ง กับอัจจะคำหนึ่ง

อุทธะแปลว่าลอยเหนือ อัจจะแปลว่าสว่างแจ้ง

ถ้าคุณสามารถรู้สิ่งที่อยู่เหนือ ลอยเหนือขึ้นมาแล้ว ให้พวกเรามีความลอยเหนือทั้งนั้น อุทธังโสโตอกนิษฐคามีแล้ว ไม่เป็นน้องใครแล้วแต่คุณยังไม่ทำ อัจจะ ให้สมบูรณ์แบบก็มีวิจิกิจฉาอยู่อย่างนั้น หรือไม่ทำให้รู้ว่า อุทธัจจะคือทรถะเท่านั้น ถ้าคุณยังโง่มันก็จะกลายเป็น กุกกุจจะ ก็โง่ อรหันต์โง่ก็ยัง มีความรำคาญ เพราะมันต้องมีกุกกุจจะ

กุกกุจจะ ก็คล้ายๆ อุทธัจจะ แต่มันซับซ้อนกว่าหลายชั้น

เพราะมีอัจจะที่เป็นกุกกุจ มีพลังงานซับซ้อน กุ กุจ อุ ซ้อนอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นไม่อธิบายแล้วสภาวะซับซ้อนมีเยอะในพยัญชนะที่จะไปสู่สภาวะ

กุกกุจจะ คือตัวปลายที่คนไม่ได้ไขไม่ออกแล้วไม่เรียนรู้ไม่ตามลำดับ มันก็แค่เบาบางแต่มันวุ่น เหมือนหญ้ามุงกระต่ายหรือกลุ่มไหม เท่านั้นเอง

กุกกุจจะ เขาแปลว่าความรำคาญ ความเดือดร้อน ความสงสัย ความรังเกียจ คือมันมีจิตที่ไม่สงบไม่สนิท มันมีเดือดร้อน จะร้อนน้อยๆก็ตาม รำคาญหรือ หวนโหยน้อยๆก็ตาม หรือสงสัยข้องใจมันยังไม่รู้จัก แล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะออกไปจากเรา  มันน่ารังเกียจ แต่คุณก็เอาออกไม่ได้เพราะคุณยังไม่ฉลาดพอ ฉลาดพอก็แก้ กุกกุจจะ ก็หาย

สู่แดนธรรม... สาเหตุอันนี้ จะเป็นเพราะว่ามีจิตทะยานอยากหมายสูงแต่ยังไม่ได้ก็เกิดความรำคาญ แม้แต่คนที่อยากฟังคำอธิบายธรรมะชั้นสูงนี่ก็เรียกว่าฟุ้งซ่านไปกับของสูง พอเข้าใจแล้วก็ปฏิบัติตามไม่ได้อีก ก็ว่างเปล่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยเกิดนิวรณ์

พ่อครูว่า... กุกกุจจะ ก็เลยไปจบที่วิจิกิจฉา

กุจจะ กับ กิจะ กุจจะอยู่ที่ กุกกุจจะ  ส่วน กิจ อยู่ที่วิจิกิจฉา

ใน วิ กิจ ฉา ถ้าคุณสามารถมีวิโมกข์ มีวิมุติ เป็นต้น คุณก็สมบูรณ์แบบแล้ว คุณก็สามารถที่จะทำกิจได้อย่างครบถ้วน ใน ฉา หรือ ฉะ แปลว่า 6 ในชีวิตมีทวาร 6 สมบูรณ์ คุณสมบูรณ์ด้วย วิ ส่วน กิจ ก็ทำกิจได้อย่างครบ 6 คือ ฉา เลย อาตมาอธิบายพยัญชนะเป็นสภาวะธรรมอย่างไม่ได้เดาเลยนะ มันจะจบได้ทันที

อุทธัจจะมีลักษณะ มีที่มา เหตุเกิดคืออวิชชา  วิธีแก้ไข คุณก็ทำให้พ้นอวิชชา จะพ้นอวิชชาอย่างไรได้ ก็ต้องมาเรียนรู้ตามลำดับไปชนในธรรมะพระพุทธเจ้า รู้จักสังขาร รู้จักวิญญาณ รู้จักนามรูป แล้วก็มี ผัสสะ อายตนะ เวทนา แก้ไขที่เวทนา หมดตัณหา หมดอุปทาน หมดภพ หมดชาติ คุณก็พ้นทุกอย่าง

คำว่าขจัดอย่างไร อาตมาไขความ ก็บอกวิธีกำจัดอยู่แล้ว

อุทธัจจะในนิวรณ์ 5 ก็บอกสภาวะ 5 อย่าง อุทธัจจะ อยู่ในโอรัมภาคิยสังโยชน์ก็คือนิวรณ์ 5

อุทธัจจะ คือ ลอยเหนืออยู่ข้างบน สังโยชน์มี สองส่วนคือ โอรัมภาคิยสังโยชน์คือสังโยชน์เบื้องต่ำ ทำได้แล้วก็เหลือ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ คือส่วนที่เหลือสูงขึ้น

อุทธัจจะในนิวรณ์ 5 คือในโอรัมภาคิยสังโยชน์ ก็ลดสังโยชน์เบื้องล่างได้ เมื่อทำได้แล้วก็เหลือ อุทธัจจจะใน อุทธัมภาคิยสังโยชน์ มันก็จะมีสิ่งที่มันยังสมบูรณ์ สิ่งที่มันยังไม่นิ่ง

มันยังไม่หยุด มันยังอุทธัจจจะ

ต้องปฏิบัติ ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ก็มี ฌาน 4 เผากิเลสหาย ด้วยปัญญาอันยิ่งก็จบเป็นอรหันต์

อธิบายจบแล้ว

สู่แดนธรรม... บางคนจะติดในความรู้มาก อยากรู้ธรรมะชั้นสูงแต่ปฏิบัติไม่ได้

พ่อครูว่า... เริ่มต้นหรือยัง ข้อ 1 ตรวจสอบได้ตั้งแต่เรื่องง่ายๆเรื่องสัตว์ คุณเกียวกับสัตว์โดยเฉพาะคน คุณหมดความอึดอัดรำคาญใจอุทธัจจะหรือยังหรือว่ายังอยากอยู่ กาม ปฏิฆะ คุณก็ยังไม่หมด คุณยังสนองบำเรอมันเป็นธาตุมันหรือไม่ หากไม่แล้วหมด กามราคะ ปฏิฆะ ก็ไล่ไปล้าง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ก็ยังเหลือกุกกุจจะ รำคาญใจ มันก็ยังมีอยู่ อย่าว่ากระจายฟุ้งฝอยเลย เต็มรูปคุณก็รู้อย่างชัดเจน ไม่ต้องเป็นเศษธุลีละอองแต่เป็นเต็มตัวเลย อ๋อ รู้ครบทั้งเต็มตัว รู้ครบทั้งสิ่งที่เหลือเล็กน้อยได้หมดเลย

สู่แดนธรรม... มีพวกเราฟุ้งซ่าน แต่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองฟุ้งซ่านเพราะตัวเองไม่รำคาญตัวเอง

พ่อครูว่า... ทนได้

สู่แดนธรรม... บางคนก็ฟุ้งซ่านแต่ตัวเองไม่รู้ อยากให้เพื่อนรู้ก็เลยแชร์ไปใน LINE เต็มไปหมด ตัวเองไม่รำคาญแต่ว่าทำให้คนอื่นรำคาญ

 

 

พ่อครูว่า...มีกวี ท่านหนักแน่นหยิบมาให้ บทกวี บริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

 

ระหว่างสมมุติกับปรมัตถ์เราควรแก้อย่างไรก่อน

(๑)ชื่อว่า “คน” สูงสุดไซร้ คือสัจจะ

จริงหนึ่ง “ปรมัตถ”                            จิตแท้

สอง “สมมุติ” คือคณะ               ประชาร่วม กันรา

หากผนึกมั่นมุ่งแก้                    วิกฤติได้ทันกาล

พ่อครูว่า… คำถามว่า ปรมัตถสัจจะกับสมมติสัจจะ แก้อันไหนก่อน?

ต้องแก้ที่ปรมัตถ์ก่อน สมมุติจะได้ตาม ถ้าไปแก้ที่สมมุติมันไม่แล้ว มันไม่ใช่ที่ต้นตอไม่ใช่ที่รากฐาน ไม่ใช่ที่ต้นเหตุ ต้องแก้ที่ปรมัตถ์ แก้ที่ปัญหา แก้ที่อวิชชาให้ตนเองเกิดวิชชาแล้วคุณก็จะอยู่กับสมมุติ แต่ถ้าคนไปแก้สมมุติก็จะวนอยู่นั่นแหละ

เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ทุกอย่างเลยมันก็เป็นตัวจริงไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์ของโลกมนุษย์ที่ไม่มีโลกุตระจิต โลกุตระธรรม ไม่เป็นอรหันต์ไม่เป็นอริยบุคคลแท้ ไม่รู้จักสูตรที่พระพุทธเจ้าพาทำ ต่างก็ไปแก้ภายนอกไปแก้สมมุติ ไม่ดูแล้วทั้งนั้นเลยไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจก็ไปแก้ที่สมมุติ รัฐศาสตร์การเมืองก็ไปแก้ที่สมมุติ สังคมศาสตร์ก็ไปแก้ที่สมมุติ ไม่มาแก้ที่คนที่จิตใจคน

เห็นไหมในเมืองไทยก็โง่ตามทฤษฎีหรือตำรา ศาสตร์ของโลกียะ เขาไปเรียนจบจากเมืองนอกได้ดอกเตอร์มา เป็นพวกเทวนิยมเป็นพวกโลกียะทั้งนั้น โลกุตระนั้นอยู่ในประเทศไทย โรงเรียนที่จะเรียนโลกุตระได้ดีที่สุดคือโรงเรียนชาวอโศก มาเรียนที่นี่สิ แล้วจะรู้แล้วเอาไปแก้ปัญหาโลกียะได้ ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จหรือยัง ได้แล้วสมบูรณ์แล้วสบายแล้ว

เศรษฐกิจสูงสุดคือสาธารณโภคี อโศกแก้ปัญหาความไม่เข้าใจนี้ได้แล้ว และเอามาประพฤติปฏิบัติได้มรรคได้ผลแล้ว แล้วก็อยู่กันอย่างสารานียธรรม 6 มีสาธารณโภคีในนี้ มีลาภโดยธรรมในนี้ อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วพัฒนาตัวเองไปตามทิฏฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา ครบสาราณียธรรม 6 ไม่สูงกว่านี้หรอก พระพุทธเจ้าท่านสอนมา

อาตมาทำงานมาถือว่าสำเร็จ เพราะฉะนั้นใครจะมาเรียนต่อมาเรียนเพิ่มตามเพิ่มคนอีกมายินดีต้อนรับมาศึกษา แล้วพวกเราก็ทำตนให้จบจะได้ช่วยอาตมาจะได้สืบสานศาสนาต่อไป พวกคุณก็จะยังอายุน้อยกว่าอาตมา มีใครไหนอายุเกิน 87 แล้ว มีโยมสะอาดดี(89ปี) โยมธรรมนูญ(89ปี)

คนอายุ 88, 89 ปี อย่างอาตมานี่ สามารถที่จะรู้จักสมมุติ สามารถที่จะรู้จักปรมัตถ์ ยังมีสัจจะของพระพุทธเจ้าได้ในยุคนี้ ที่เรามาเรียนนี้ก็สามารถเรียนรู้ปรมัตถ์ของโลกุตรธรรมได้เข้ามาเรื่อยๆ ผู้รู้ปรมัตถ์ก็รู้สมมุติด้วย ผู้รู้แต่สมมุติไม่รู้ปรมัตถ์ ถึงบอกไปแล้วเมื่อกี้ไปแก้ที่สมมุติเท่านั้นไม่จบ ต้องแก้ที่ปรมัตถ์ โลกไม่จบ แม้แต่เมืองไทยเมืองพุทธแท้ๆก็งมงายหลงไปตามตำราเมืองนอก ไม่มาเอาของพระพุทธเจ้า

ขอยืนยันนะว่าอาตมานำพา สร้างอภิมหาวิทยาลัย ที่ผลิตบุคคลที่จบปรมัตถสัจจะด้วย สมมุติด้วย เพราะฉะนั้นแก้ปัญหาตัวเองจบ แล้วก็ไปแก้ปัญหาสังคมด้วย อย่างพวกเรา แล้วขอยืนยันว่าพวกเราทำได้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงจะแก้วิกฤตได้ทันการ ไม่ทันกาละ ไม่อย่างนั้นไม่ทันเวลา ไม่ทันกาละ แต่แก้อยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบหรอก เวลามันพาโง่ไปเรื่อยๆ เพราะเวลามันท้าโง่ไปกับอวิชชา คำพูดเหล่านี้เวลาไปกับวิชชาแก้ปัญหาแก้วิกฤตได้

 

(๒)ถ้าพาลเฉื่อยช้าอีก      ก้าวเดียว

ฝูงสัตว์นรกกรูเกรียว                 ขย่มซ้ำ

พ่อครูว่า… ถ้าเผื่อว่ายังโง่ยังเฉื่อยช้าอีกก้าวเดียว เพราะฉะนั้นโลกที่ยังไม่มีโลกุตระธรรม ช้าก้าวเดียวทั้งนั้น ถูกสัตว์นรกขย้ำอยู่ทั้งนั้น

เอาเครื่องหมายชี้บ่ง นิดหน่อย เช่น อเมริกา เป็นประเทศที่อวิชชา โควิดมาลองของนิดหน่อยตายเป็นเบือ นึกว่าตัวเองแน่แต่ก็ตายเป็นเบือ ตายนำหน้าสถิติเลยเป็นแสน 603,370 แล้ว ถ้าได้โดนัลด์ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่อจะเห็นชัดเลย ตอนนี้ได้โจ ไบเดนมาก็เลยค่อยยังชั่ว ไม่อย่างนั้นนรกหนักเลย แต่ก็ยังนรกอยู่ถูกขย่ม

 

ฝันสวรรค์แหลกลาญเหลียว          หาบ่ เหลือเลย

มารยักษ์มันขยี้ขย้ำ                            ขบเคี้ยวกินหวาน

 

(๓)ต้องหาญหักบัดนี้       ทันใด

ฤกษ์บ่เคยรอใคร                     อย่าช้า

สุกจะเน่าแล้วไฉน                    ไม่กัด กินเฮย

“เอาเถิดเจ้าล่อ” ท้า                  ห่อนแคล้วบรรลัย

 

(๔)ใดใดก็ชัดแท้           ทุกเม็ด

แต่ไม่ลงมือเผด็จ                     ศึกเสี้ยน

ตนไม่ช่วยตนเสร็จ                    ก่อนอื่น  ช่วยแฮ

โรคจิตกระมิดกระเมี้ยน               พิษร้ายจงระวัง

พ่อครูว่า... ขอเตือนคนไทยให้ตรวจดูกิเลสตนเอง ทั้งอุปกิเลสด้วย ไม่ใช่ไปนั่งหลับหูหลับตาปฏิบัติ หากเมืองไทยรู้จักตื่นลืมตาปฏิบัติ ไม่ต้องมาหาโพธิรักษ์ก็ได้ แต่ให้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าก็จะเจริญยิ่ง

 

(๕)โลกยังจมอยู่ด้วย       ปุถุชน

ยากจักตามรู้ตน                      ชัดได้

อัตตาไม่ “กล้าจน”                             ทรัพย์โลก

จึงไม่บริสุทธิ์ให้                      เศรษฐ์สร้างความจริง

พ่อครูว่า… อัตตาคือตัวเอง ตัวเองนี้ไม่กล้าจน จนอะไร?..ก็แค่ทรัพย์ อย่าว่าแต่จนกิเลสเลยคุณยังรวยกิเลสมาก แต่ละคนนี้รวยจัง รวยกิเลส มาจนกิเลสอย่างชาวอโศกสิ ไม่กล้าจนหรอกกลัวกินจะหมด กลัวกิเลสจะพร่อง ฉะนั้นคุณจะรู้ชัดว่าจริงๆมาจนอย่างนี้เองหรือ จนเจริญจนเป็นอริยะ จนเป็นผู้พ้นทุกข์พ้นโศก แค่ทรัพย์โลกยังไม่กล้าจน แล้วยังจะไปกล้าจนกิเลสยังอีกนาน...

 

(๖)ไทยชิงธงพุทธแท้       มาครอง

โลกุตระวสีของ                       สัจจ์ชี้

จึงบรรลุก่อนผอง                     มนุษยโลก

ความชนะยิ่งใหญ่นี้                            สุดไร้เทียมทาน

พ่อครูว่า… ชาวอโศกบรรลุก่อนเถรสมาคม เถรสมาคมเกิดมาก่อนตั้งนานก็ยังไม่มีการบรรลุ ชาวอโศกเกิดมาทีหลังก็บรรลุได้ ชาวอโศกจึงเป็นจอมยุทธผู้ไร้เทียมทานแน่นอน

 

(๗)คนประหารกิเลสได้     เป็นจริง

จึงบริสุทธิ์เอ่ยอิง                     สัตย์แท้

เพราะพร้อมทุกสิ่งกิง-                ชัจจะ*ศาสตร์

ที่สุดบริสุทธิ์แล้                       เท่านั้นชนะสรรพ์

“สไมย์ จำปาแพง” ๒๒ ก.ค. ๒๕๕๙

พ่อครูว่า... กิงชัจจะ แปลว่า ผู้มีชาติอะไรๆ เกิดมาจากไหน เช่น เป็นชาติสัตว์เดรัจฉาน ชาติสัตว์เทวะ ชาติสัตว์พรหมสัตว์หรือเทวสัตว์

กิงแปลว่าอะไร ชาติคือการเกิด รู้จักการเกิด รู้จักปฏิจจสมุปบาท รู้จักการเกิดแล้วดับเหตุแห่งการเกิดได้จึงดับภพ ดับภพจึงดับอุปาทาน ดับตัณหาดับเวทนาได้ ดับเวทนาดับผัสสะ ถึงไม่มีอายตนะ ไม่ต้องมีอะไรในนามรูปสำเร็จจึงดับวิญญาณดับสังขารดับอวิชชาสมบูรณ์แบบเลย ชาติคือการเกิด เกิดมาจากไหน เกิดมาจากอวิชชา

 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

แก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมด้วยระบบบุญนิยม

สู่แดนธรรม... มีข่าวด่วนข่าวสำคัญของประเทศไทย มีราชกิจจานุเบกษาออกประกาศล็อกดาวน์กรุงเทพฯ ปริมณฑล(เฉพาะจุดที่ๆมีปัญหา)และอีก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปพร้อมด้วย 10 มาตรการคุมพื้นที่ งดนั่งร้านอาหาร 30 วัน ปิดแคมป์คนงานห้ามออกนอกพื้นที่ เริ่ม 28 มิถุนายน ชาวสันติอโศกคงไม่เดือดร้อน

พ่อครูว่า... ไม่มีร้อนไม่มีเดือด เย็นสบายยิ่งกว่านายเบิร์ด

สู่แดนธรรม... อาหารในห้างจะหมดเกลี้ยงเลยวันนี้

พ่อครูว่า... พูดไปเท่าไหร่สัจจะมันยืนยันความจริงแท้ๆ ถามหน่อยว่าใครทันสมัยที่สุด ....อโศกทันสมัยที่สุด นำสมัย ล้ำสมัยด้วย ทันสมัยก้าวหน้าเกินล้ำสมัยเขา พูดเรื่องจริงแต่เขาจะว่าหลงตัวเอง ดูพวกนี้กระมอมกระแมมเขาไปถึง Star Wars แล้วจะมางุ่มงามอยู่กับดินกับหญ้าอย่างนี้

ดินหญ้าพืชพันธุ์ธัญญาหารนี่แหละจะเลี้ยงโลก ฟัง ไม่ฟังก็ต้องฟัง ยัดเยียดให้ฟัง อาตมาถึงพูดจริงๆเลยว่า ถ้าเผื่อว่า เมืองไทยนี้ ให้ค่าชาวกสิกร ให้ค่าแก่นักสร้างพืชพรรณธัญญาหาร ไม่ใช่ให้ค่าอย่างโลกียะ ไปพากันทำให้กสิกรหลงตัวหลงตนเลอะเทอะด้วย ให้ค่าด้วยการสนับสนุนให้เกียรติ เกรงใจกสิกร อย่าไปหลงว่าพวกมีเงินทองในหอคอยงาช้างพวกไฮโซถือว่าเป็นพวกเหนือกว่าชาวกสิกรรม พวกชาวกสิกรรมหรือกสิกรนี่แหละ ถ้าไม่มีฉันเท่านั้นแหละคุณตายอย่างเขียด คุณกินเพชรกินทองไม่ได้หรอก คุณกินยศศักดิ์ไม่ได้หรอก คุณกินหรูหรา กินวิมาน กินเวียงวังกินปราสาทวิมาน มันกินไม่ได้หรอก

กวฬิงการาหาร เป็นหนึ่งในโลก อาหารเป็นหนึ่งในโลกโดยเฉพาะ กวฬิงการาหาร เป็นหนึ่งในโลกสุดยอด เพราะฉะนั้นในสังคมมนุษยชาติยังไม่ตื่น ยังไม่รู้จุดสำคัญของชีวิตและสังคม ชาวอโศกรู้จุดสำคัญของชีวิตและสังคม จึงแก้ไขวิกฤตทันสมัย ล้ำสมัย ก่อนหน้าใครๆ

พูดไปแล้วเหมือนหลงตัวหลงตน แต่อาตมาว่าเราทำสำเร็จแล้ว มีสักขีพยานยืนยันถึงขีด ความจริงที่มันเป็นได้มีได้มนุษย์เป็นอย่างนี้แหละ เป็น phenomenon ของโลก เป็นสิ่งวิเศษของโลกเป็นตัวอย่างของโลกจริงๆ แต่คนยังอวิชชา ยังไม่รู้ตัวอย่างอันพิเศษ คนวิเศษ สังคมวิเศษ พฤติกรรมวิเศษ  วัฒนธรรมวิเศษ สิ่งที่อาศัยวิเศษ พวกเรามีที่อาศัยอันสุดยอดแล้ว เครื่องอาศัยของเราสบาย

สัปปายะ 4 มีเสนาสนะมีบุคคล มีเครื่องอาศัยโดยตรงคืออาหาร มีธรรมะซ้อนยู่ในวิหารในอาหาร มีธรรมะโลกุตรธรรมด้วยซ้อนอยู่ในอาหารสมบูรณ์บริบูรณ์ทุกอย่าง

 

อานาปานสติสูตร ตอน 2

อานาปานสติ สูตร ต่อ

มีสิ่งไขความเยอะมากเลย ท้าวความถึงยุค พระพุทธเจ้าอุบัติ พระสมณโคดมอุบัติขึ้นมาจะต้องเป็นพระพุทธเจ้า มีพวกพราหมณ์มาทำนาย จะได้เป็นจอมจักรพรรดิ จอมจักรพรรดิของทางธรรมะไม่ใช่จอมจักรพรรดิอย่างพวกเจงกิสข่าน หรือ Alexander หรือนโปเลียน ไม่เป็นอย่างนั้น จะเป็นจอมจักรพรรดิที่มีเมตตา ใช้ความสงบบริหารประเทศ จอมจักรพรรดินั้นคือใคร ยกตัวอย่างเป็นตัวบุคคลในยุคนี้ก็คือในหลวงรัชกาลที่ 9 นี่แหละคืออภิมหาราช จอมจักรพรรดิ์

บริหารคนไทย ท่านบริหารด้วยความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย คนถ่ายรูปพระเสโท หยดที่ปลายพระนาสิก ทรงงาน ช่วยเหลือประชาชนทั้งชีวิต 70 ปี สุดยอดเมืองไทย เพราะฉะนั้นคนที่เขาไม่รู้จักโลกุตรธรรม เขาก็รู้จนได้ จนยกย่องว่านี่แหละเป็น king of king แม้แต่เทวนิยมเขาก็ยังยอมรับรู้ว่า king ประเทศไหนก็ไม่ใช่อย่างนี้เลย เป็น king ที่ถือว่าอย่างไรก็มีปฏิภาณว่าอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นยอดแห่ง king แล้ว ต่างประเทศยังให้ถ้วยเกียรติยศแก่ท่านอย่างนี้เป็นต้น

อาตมาเอาความจริงนี้มายืนยันไม่ได้พูดเล่น ก็เกรงใจพวกที่เขาชังบัลลังก์กษัตริย์ พวกที่เป็นอวิชชา พวกคอมมิวนิสต์ตกยุค พวกโง่ไม่ฟื้นโง่ไม่ตื่นโง่ไม่โง่หัว โง่จมอุจจาระ ไม่รู้จะทำอย่างไร

สรุปลงในอานาปานสติ มันมีสภาวะ 2 ทั้งนั้นเลย ตั้งแต่เริ่มให้รู้จักลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็เป็น 2 ความต่างกัน นัยยะที่ต่างกัน สั้นก็อย่างนึงนะ ยาวก็อย่างนึงนะ ออกก็อย่างหนึ่งนะ เข้าก็อย่างหนึ่งนะ ลมหายใจเข้าออกก็ต่างกัน มันมี ลิงค มีความต่างของ 2 สัจจะของพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้เป็น 2

อานา-อาปานะ สติ มีสติให้เรียนรู้ 2 เห็นความแตกต่างอาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทส อาตมามาขยายอุเทส ขยายความอธิบายชี้แจงสัจธรรมต่างๆด้วย อุเทส ด้วยภาษา ด้วยบัญญัติต่างๆ เพื่อให้รู้สภาวะ แล้วขยายสภาวะให้เข้าถึงสภาวะ สัมผัสสภาวะด้วย คุณก็ไปปฏิบัติให้เกิดสภาวะในตัวเอง จะรู้ตั้งแต่ลมหายใจ รู้ความแตกต่างในนัยยะต่างๆของลมหายใจ

ลมหายใจเรียกว่า กาย คุณยังมีลมหายใจเข้าลมหายใจออก ยังมีสติรู้อยู่ว่ามีลมหายใจก็ออกนี่เป็นภายนอกนะ คุณก็ยังมี กาย แต่คุณจะอยู่กับแค่ลมหายใจก็ออกแค่นี้ไม่เอาแล้วไม่รู้อะไรแล้ว มันก็แคบ มันก็โง่จมอยู่ในที่แคบ ก็คุณมีสิทธิ์เต็มๆที่จะรู้ เปิดทวารทั้ง 5 แทนที่จะเปิดรู้แค่ลมหายใจรูเดียว ยังดีนะที่รู้ อย่างน้อยก็รู้ลมหายใจเข้าออก แต่มิจฉาทิฏฐิก็ดับ ลมหายใจก็ดับซะ ดับความรับรู้ภายนอกทั้งหมด ไปอยู่ในภพก็จบเห่เลย พวกนี้ปิดประตู อย่าว่าแต่ปิดประตูฉลาด ปิดประตูโง่คือโง่ดักดาน ไปจมอยู่กับความโง่เท่านั้นเองออกลูกออกหลานอยู่ในนั้น ไม่มีวันที่จะฉลาดเลย ฟังสำนวนนี้ออกไหม

เพราะฉะนั้นพวกนั่งหลับตาตัดลมหายใจด้วยคือพวกโง่ดักดาน แม้มีลมหายใจอยู่ก็รู้แค่ลมหายใจแคบๆจะรู้แค่นั้นทำไม ตื่น ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาโง่ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาหลับ ศาสนาพุทธตื่น อยู่กับสิ่งทุกอย่างที่มีโดยสัจจะด้วยสิทธิ ไม่ได้ไปลักขโมยไม่ได้ช่วงชิงละเมิดใคร เรามีเต็มๆ เราก็ปฏิบัติให้เต็มๆตามพระพุทธเจ้าสอน จรณะ 15 วิชชา 8 นี่เป็นพุทธคุณใน 9 ข้อ เป็นสารัตถะแท้ๆของพุทธคุณคือข้อนี้แหละ ข้ออื่นนั้นบอกยศฐานะอลังการของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นภควโต เป็นพระอรหันต์ เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ ลงท้ายไปถึงผู้ตรัสรู้ด้วยตัวเองผู้รู้แจ้งรู้จริงก็ตาม ก็เป็นการบอกฐานะยศศักดิ์ของพระพุทธเจ้า แต่ตัวเนื้อแท้คือจรณะ วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นแก่นเป็นเนื้อของศาสนา ส่วนอันอื่นนั้นคุณเป็นไม่ได้หรอก

ของพระพุทธเจ้าทั้ง 9 ข้อนั้น มีข้อนี้แหละข้อจรณะ 15 วิชชา 8 หรือวิชชาจรณสัมปันโน คุณจะเป็นได้ ต้องเอามาปฏิบัติดังนี้ นอกนั้นแล้วคุณปฏิบัติไปสิ คุณจะมีได้ต้องบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าก็จะมีอลังการครบ 8 ข้อ ข้อนี้เท่านั้นแหละที่คุณจะต้องศึกษา นอกนั้นเป็นยศศักดิ์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

เพราะฉะนั้นสรุปอีกทีนึง อาตมาชัดเจนว่าในโลกนี้จะต้องเรียนรู้ เทวะ สองเท่านั้น แล้วก็เรียนรู้อาการ ลิงค นิมิต ของเทวะให้ครบคุณรู้จักทุกอย่างแล้ว และเมื่อรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ขยายขึ้นมาคุณก็จะรู้ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย หรือแม้แต่ของสมัยใหม่เขาคือ System analysis เขาก็ใช้อันนี้กัน มี Input Process Output Outcome Impact อย่างนี้เป็นต้น

Impact คือผลสูงสุด ผลสำเร็จ เขาก็คิดอันนี้ได้เหมือนกันกับสูตรของพระพุทธเจ้าที่ใช้มา 2,500 กว่าปีแล้ว เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แล้วก็วิมุตติญาณทัสสนะเป็นผลสำเร็จสูงสุด นี่คือสัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ รู้มาก่อนชาวโลกทั้งนั้น แม้แต่ System analysis พระพุทธเจ้าก็ทำมาแล้วทั้งนั้น

จบหมดเวลา

สมณะเดินดินว่า... แก้ข่าวหน่อย ที่บอกว่าล็อกดาวน์กรุงเทพฯนั้น ไม่ใช่ทั้งหมดแต่เป็นการล็อกดาวน์แก้ปัญหาจำกัดในพื้นที่นั้นๆที่เกิดปัญหา ไม่ใช่ทั้งหมดกรุงเทพฯ


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...