แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกียะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกียะ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640614_พุทธศาสนาตามภูมิ - เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3 
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก


ดูวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่























พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 ขึ้น 5 ค่ำเดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันไหว้บ๊ะจ่าง

หนังสือเล่มนี้โฆษณาอีก มี 605 หน้า อาตมาอ่านไป 538 หน้าแล้ว ดีอ่านแล้วก็อยากจะให้ได้อ่านกัน ยิ่งนักบริหารนักปกครอง หรือนักศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะพุทธแม้ศาสนาอื่นก็น่าอ่าน เพราะมันขยายความไปให้ทราบกันทั้งหมดเลยทั้งศาสนาอื่น เทวนิยมอเทวนิยม ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงไปยึดยืนอยู่ตรงนั้น ตรงเทวนิยมทำไมไม่ออกมาเป็นอเทวนิยม ขยายความคิดว่าชัดพอสมควร

เพราะฉะนั้นเทวนิยมจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน หรือแม้แต่นิพพานเขาก็ไม่มี เขาก็ได้แต่จิตวิญญาณที่จะต้องคงอยู่นิรันดร ไปอ่านดูแล้วก็จะรู้ว่าเพราะเหตุอะไร

อาตมาเปิดเผยในใจก็ได้ ลึกๆยังนึก แต่ไม่ได้มุ่งหมายผลักดันอะไร ว่าน่าจะมีคนที่ภาษาอังกฤษดีๆไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนก็ได้ ภาษาจีนก็ไปไกลแล้ว จีนก็ได้อังกฤษก็ได้ แปลออกไป เกาหลีก็ได้ แปลออกไปดีๆ เกาหลีนี้เขาเข้าใจเราดี เขาให้รางวัลเรามาแล้ว เกาหลีก็น่าจะเอาไปอ่านไปแปลกันออกมาก่อนใครเลยก็จะดีนะ ก็แล้วแต่ เราบอกแล้วว่าเราไม่ได้มีการผลักกันทางจิตอะไร ไม่ได้มีอยาก เป็นแต่เพียงว่ามีแนวโน้มของเจตนา เท่านั้นไม่มีอยาก ก็แล้วแต่มันจะเป็น อาตมาไม่มีปัญหาอะไรหรอก มีหน้าที่ที่อาตมาจะทำงาน สาธยายสิ่งที่ควรจะสาธยายออกไป เท่านั้นเอง สาธยายออกไปแล้วก็แล้วไป ส่วนใครจะรับซับซาบ ใครจะยินดีถึงขั้นเอาไปปฏิบัติตามอะไรพวกนี้ก็อยู่ที่แต่ละบุคคล

 

สิริมหามายาของอาสวะแและอนุสัยในความเป็น static กับ dynamic

คนนี้ก็เขียนมาว่าเข้าใจ

_ดิฉันรู้จัก “บุญ” แล้ว ทั้งๆที่ “บุญ” ไม่มีตัวตน แต่ก่อนเคยมีอารมณ์โกรธแรง เวลาผ่านไป เหตุการณ์ซ้ำที่น่าจะโกรธเหมือนเดิมเกิดอีก แต่อารมณ์โกรธหายไปเฉยๆ กระทบเราก็รับรู้ แต่อาการโกรธหายไปเฉยๆ ตัวเองก็งงมันหายไปไหน ตอนไหน ทำไมเราไม่รู้ตัว จับจิตตัวเองไม่ทัน ก็คิดว่าจิตเราไม่แยบคาย ต้องศึกษาปฏิบัติเพิ่มอีก

ผลการอ่าน เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ทำให้เข้าใจ “บุญ” ว่า อารมณ์โกรธนั้นหายไป เพราะเกิด “บุญ” แล้ว บุญไม่มีตัวตน ในหน้า 286 จะพบว่า “บุญนั้นต้องไม่วนไปมาหรือต้องไม่มี 2” ชัดเลยว่าบุญไม่ใช่เทวะ

พ่อครูว่า…แต่เทวนิยมเอาชื่อบุญไปใช้เรียกนักบุญ ขี้ตู่ เขาไปเรียกหน้าตาเฉยว่านักบุญ เห็นไหมเป็นความเข้าใจไม่ได้ของเขา ด้วยความเข้าใจของคนทั่วไปก็เข้าใจแบบเขาเยอะ เข้าใจบุญว่าเป็นกุศล นักบุญคือผู้รู้ นักผู้เสียสละ

สภาพ “วน” คือ เมื่อเราจับอารมณ์(นาม)ได้ และสามารถตามหารูปที่เกิดจากนามตัวนี้ได้ เรียกว่าแยกรูปแยกนามได้ ตัวที่ถูกรู้คือรูป ตัวที่รู้เองคือนาม เมื่อตามรู้ลึกเข้าไปอีกก็ทำให้นามก็แปรสภาพเป็นรูป และหานามที่ลึกซ้อนได้อีก นี่คือสภาพ “วน” ใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า…นามเป็นผู้รู้ ตกลงรูปมันไม่รู้เรื่องหรอกแต่นามต่างหากรู้ รูปมันอยู่กับนาม นี่คือสิริมหามายา ที่อาตมาตั้งแต่อาตมาแยกรูปแยกนามไว้ในหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญ นักหนังสือเล่มแรกที่อาตมาเขียน จนทุกวันนี้ก็ยังเขียนเรื่องรูปนามอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เรื่องอาหาร 4 วิญญาณคือนามรูป ถ้ารู้จักนามรูปคือรู้จักวิญญาณได้บริบูรณ์ถ้วนรอบหมด หมดวนสลับซับซ้อนหมด หมดสงสัยหมดลังเลรู้ชัด จับได้ จะเร็วอย่างไรยิ่งกว่านักมายากลขนาดใดก็สามารถที่จะรู้เท่าทันได้ ก็จะจบเลย

ถ้าตามต่อไปจนถึงที่สุดจบ คือหาไม่เจออะไรเลยทั้งรูปและนาม นั่นแหละ “บุญ” เกิดแล้วสิ้นสุดการ “วน”

พ่อครูว่า…ใช้ภาษาสื่อสภาวะที่ชาวอโศกเรียนรู้ที่จบแห่งความจบ อย่างจบสิ้นสนิทเลย ก็ใช้ได้ถูก แต่ต้องรู้สำคัญที่สุดว่า ที่เราศึกษานี้ ที่ว่าวนนี้มันไม่มีแล้วคืออะไร คือกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมด มันไม่มีแล้วก็ไปจบที่ความไม่มีกับความมี วนกับไม่วน

วนกับไม่วนเป็น dynamic ส่วนมีกับไม่มีเป็น static

Static จะสั้นกว่า Dynamic

คุยกับเทวดาเมื่อคืนนี้ static กับ dynamic สุดจบก็มีอยู่เท่านี้ ไอน์สไตน์เขาอยู่ที่จินตนาการ อยู่ใต้หมวก แต่ที่จริงเป็นสัญญาเดิมของเขา แต่ไอสไตน์เขาไม่รู้ โพธิสัตว์ไอสไตน์มีสภาพมีความรู้ แต่ไม่รู้รายละเอียดในความมีที่เป็นนามธรรม ที่เป็นวัฏจักร ที่เป็นกรรมวิบาก ไอสไตน์ยังไม่แจ้งยังไม่ทะลุตรงนี้ เพราะฉะนั้นความมี ความไม่มีนี้ ที่ใช้พยัญชนะแทนสภาวะมีหรือไม่มีกัน เริ่มต้นพยัญชนะ

 รากเหง้าของภาษาบาลี

 วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง

 วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ

 วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

 วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น

 วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม

 เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ

เขาก็ใช้ตัว ส เป็นพลังงาน ตัวที่ 5 เป็นพลังงานกึ่งหนึ่งของ 10 เป็นตัวครึ่งของ 10 หรือเป็นตัวกึ่งหนึ่งของ 9 ถ้าแบ่งเป็น 4 ในความมี มี 4 กับ 4 ตัว 5 ก็คือตัวกลาง ถ้าตัดไปเป็น10 เลย 5 ก็คือตัวครึ่งหนึ่งของ 10 ถ้า 9 วนมาอีก ก็วนที่ 9 นี่คือความมี ถ้าเลยไป 10 แล้วไม่ต่ออีกเลยไม่วนอีกแล้ว วนคือ 0 ก็ไม่วนอีกแล้วคือจบ

เพราะฉะนั้นในโลกนี้มี 1 กับ 0 ในโลกนี้มี 0 กับอินฟินิตี้

เมื่อเช้าท่านหนักแน่นก็เอา โพธิรักษ์เพ้อ ที่เขียนว่า 0 คือ ล้าน เอามาแหย่ใส่มืออาตมา ตั้งแต่ออกหนังสือตอนนั้น จะทำนิตยสาร ก็ขอแบ่งหัวมาจาก หนังสือพิมพ์ดาราภาพเขา เอามาทำเป็นหัวอโศก ทำเป็นนิตยสารออกไปได้ 3 เล่มก็เมื่อย ไม่ไหว ยังไม่มีใครมาช่วยกันเขียน ไม่ต้องใช้นามปากกา แต่ใช้นามปากกาว่า ชาวอโศก หมด ในหนังสือเล่มนั้นมีนามปากกาเดียวคือชาวอโศก ทุกคนเป็นชาวอโศกหมด ใครจะเขียนก็ช่าง โดยอโศกทั้งนั้น ที่แท้อาตมาเขียนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีคนช่วยเขียน พยายามจะให้มีคน แต่คนไม่กล้าเขียน อาตมาก็เลยเหมาเขียนอยู่คนเดียวทุกคอลัมน์ ทั้งออกแบบตัวหนังสือ อาตมาเป็นคนดีไซน์ทั้งนั้น Font แต่ไม่ได้ออกแบบ ก-ฮ หรอก จะใช้หัวเรื่องอะไร ก็ใช้อักษรเฉพาะนั้น อยู่ในหนังสือสัจจะชีวิตเล่ม 4 มีหมด หน้าที่ 17 เอาไปอ่านดู มีคุณเบญจวรรณ เป็นคนรวบรวม หนังสือสัจจะชีวิต 5 เล่ม เขาเก็บมารวมไว้หมด ยอดเยี่ยมเลยทำได้

ที่อาตมาจะพูดคือ มีตัว ส.เสือ ตัว ก ตัว ย จึงเกิด สก สว สย

ก เป็นตัวต้นรากของหนังสือเลย ก ข ค ฆ ง

ส่วน ว กับ ย เป็นตัวเศษวรรค

ว คือตัวที่ 4

ย คือตัวที่ 1 ของเศษวรรค เพราะฉะนั้นมันจะต้องวิ่งเร็วกว่า สั้นกว่า น้อยกว่า

สย จะเป็นตัวน้อยที่สุดและเร็วที่สุดสั้นที่สุด ลัดคัดสั้นที่สุด สุดลัดสุดสั้นตัดออกมา

สว เป็นตัวกลาง เพราะฉะนั้น อาสวะ ซึ่งเป็นตัวกลางของสิ่งที่จะสูงสุด

ถ้า สย สุดกว่า สว ยิ่งเป็น อาสวะ ก็ยิ่งยาวกว่าแน่

ยิ่งมาเป็น อาสวะ กับ อนุสยะ ตัว อนุสยะ สั้นกว่า แต่อนุสยะ มี 4 พยัญชนะ แต่ นุ เป็น อุ ไม่ใช่ นะ

อะ อิ อุ ถ้ายืดเป็น อะ อา อิ อี อุ ก็จะยาว ในตัวของอนุสยะ หรือตัวอนุสัย คือ ยังมีตัวที่มีทั้งรูปและนาม รวมแล้วนับเต็มๆก็มีตั้ง 4-5 ตัว ยืดหยุ่น อนุสยะ ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในลักษณะรูป 4 ตัวสุดท้ายเป็นอนิจจตา เป็นลักษณะปลายเปิด นี่เป็นลักษณะอิสระเสรีภาพของพระพุทธเจ้าไม่ไปบังคับใครคนจะต่อหรือคนจะตัด จะตัดหรือจะต่อก็อยู่ที่คุณ ไม่ไปบังคับอะไรใครเลย คุณตัดคุณก็ตัดสันติ ไม่ต่อก็จบ ชรตา ถ้าคุณไม่มีโมเมนตัมอะไรเลย คุณเด็ดขาดตัดคุณก็ไม่มีอะไรต่อ ชรตา แต่ถ้าคุณตัดยังไม่ขาดมันก็มีโมเมนตัม แต่มันก็ต้องสูญได้ แต่ถ้าคุณไปพลิกอนิจจตาอีกมันก็กลับขึ้นมาใหม่ได้ สุดท้ายจบที่ความไม่เที่ยง

เพราะฉะนั้นอยู่ที่ตัวเอง ถ้าตัวเองจบจริงๆ ตัวเองเด็ดขาดมันก็อยู่ที่เรา เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ที่เรา อัตตา ไม่มีใครมามีอำนาจเท่าเรา สุด

สกะ ใหญ่สุด สวะ รอง สยะ สุดท้าย พอมาถึง อาสวะกับอนุสยะ

อาสวะ ยืดยาดกว่า อนุสยะ

อนุสยะ จบ แล้วจบอย่างปลายเปิด นี่คือ เรื่องของพยัญชนะต่างๆ ยังมีอะไรค่อยๆแถมไปอีกทีละเล็กละน้อย

อาสวะต้องจบด้วยตัวเองเป็นปลายปิด ส่วน อนุสยะ เป็นพระโพธิสัตว์ จะปิดหรือเปิดก็เป็นอมตะบุคคล แต่อาสวะคุณต้องตัดจบเองนะ ถ้ามันเหลือเศษก็เป็นโมเมนตัมอย่างที่อธิบายไปแล้ว มีแรงเฉื่อยที่กว่าจะสูญเอง เป็นเหมือนอนาคามี

ถ้าใครไปอยู่ที่ภพอนาคามีภูมิ คุณไม่เกิดอีกก็ได้ แต่มันยังไม่หมดทีเดียวนะ อีกตั้ง 5 อย่างในอนาคต อยู่ที่บารมีของแต่ละคน คนเร็วที่สุดก็เป็น อกนิษฐา ไม่เร็วสุดก็ไล่เป็น

สุทธัสสา สุทธัสสี หรือไล่เป็น อันตราปรินิพพายี

สภาวะเหล่านี้หรือผู้ที่มีสภาวะใกล้เคียงกันหรือเริ่มมีบ้างแล้วจะพูดกันค่อยๆเข้าใจ แต่ถ้าคนใดไม่มีสภาวะเลยนะ ไม่รู้เรื่องหรอกเวิ้งว้าง พูดไปแล้วอาตมาอธิบายแล้วไม่เดียงสา innosent ยังไม่เสร็จยังอินโนอยู่ที่จริงเขาไม่ได้สะกดเช่นนั้นแหละเขายังไม่มีสภาพที่จะดึงเส้นก็เวิ้งว้าง มันไม่ค่อยรู้เรื่อง มันไม่รู้อะไรเป็นอะไร ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของความจริง เมื่อคุณยังไม่รู้มันก็ไม่รู้ ต้องพยายามรู้ ผู้ที่รู้แล้วก็จะรู้

เพราะฉะนั้นเทวนิยมกับอเทวนิยม อเทวนิยมสามารถรู้ทั้ง 2 อย่าง แต่เทวนิยมนั้นไปบังคับไปปิดตัวเอง ก็เลยกลายเป็นรู้อันเดียว ไม่รู้ 2 อย่าง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของผู้ที่ยังไม่สามารถที่จะเปิดจิตหรือว่าให้จิตยังรับไม่ได้ คือมันยังไม่เดียงสา ยังมีความ innocent เขายังไม่มีสภาพที่จะมีเซ้นส์ ที่จริง sense กับ innocent เขียนไม่เหมือนกัน คือ พยัญชนะ 2 อันแต่เอาคำพ้องเสียง sense ลงท้ายด้วย e หรือ t ก็สามารถแปลตามลักษณะของคำไวยากรณ์เขา

สรุปแล้วภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร ภาษาอังกฤษก็ตาม ภาษาบาลีก็ตาม ภาษาไทยก็ตาม ภาษาไทยจะไปผัน เหมือนกับบาลีแจกวิภัติ เหมือนกับอังกฤษเขา อังกฤษยังคล้ายกับบาลีมาก แต่ไทยเอามาใช้ดื้อๆ ดึงภาษาบาลีดิบๆมาใช้ หนักเข้าก็เอาบาลีมาเป็นไทย

 

 ระบอบแบบประธานาธิบดีเป็นเผด็จการยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์

สู่แดนธรรม...พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญความตั้งอยู่ ในคุหัฏฐกสูตรก็บอกว่า นรชนเป็นผู้ตั้งอยู่มันจะจมในที่หลง ที่นี้เราจะมาศึกษาการตั้งอยู่และออกจากการตั้งอยู่นี้อย่างไร จึงจะเรียกว่า การภาวนาการเจริญ

พ่อครูว่า…ในคุหัฏฐกสูตร บอกไว้ว่า ๑. นรชนเมื่อตั้งอยู่ (ติฏฐัง)ได้แก่ นรชนเป็นผู้กำหนัด (รัตโต) ย่อมตั้งอยู่ด้วยพลังอำนาจความกำหนัด (ราควเสนะ ติฏฺฐติ) 

คุณมีอาการนี้อันนี้ คือมีอาการจริงคุณต้องอ่านอาการของคุณว่ามี มันมีอาการนั้นแต่คุณปฏิเสธ คุณก็ไม่รับหรือคุณไม่รู้ จับไม่ออก จับไม่ติดอ่านไม่ออก ทั้งๆที่มันมีก็อ่านไม่ออกก็แล้วไป คนนี้ก็ต้องปล่อยให้เขาโง่ต่อไปก่อน เพราะว่าเขามีเขาก็ยังอ่านของเขาไม่ออก บังคับไม่ได้ ช่วยกันก็ไม่ได้ด้วย ใครจะช่วยใครให้ไปรู้ของคนนั้นคนนี้อาการพวกนี้ มันไม่ได้  มันต้องรู้ของตัวเองให้ได้ เกิดอาการแล้ว

คำว่า อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 60 จึงเป็นตัวไขให้รู้จักอาการจิตเจตสิกทั้งหมด อุเทส เป็นคำอธิบาย อาตมาพูดอธิบายอยู่นี้เป็นคำ  อุเทส ทั้งนั้น ยาว อธิบายไปเรื่อยๆ ส่วนนิเทศนั้น ตัดหมวดหมู่มาอธิบายเป็นเรื่อง เป็นสั้นเป็นยาว เป็นขนาดนั้นขนาดนี้ ส่วนอุเทศนั้น พูดต่อไปเรื่อยๆ อาตมาก็อธิบายให้ฟัง เสมอต่ออยู่เป็นอุเทส

ที่อธิบายนั่นอธิบาย อาการ ลิงค นิมิต  3 อาการ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ถ้ามันมีแต่อาการ 1 ก็ไม่มีอะไรเปรียบเทียบรู้ว่าอะไรต่างกันอย่างไร นัตถิอุปมา มันก็นึกว่ามีหนึ่งอยู่เท่านี้ แต่ถ้ามี 2 คนเรานี้เกิดมาคุณต้องมี 2 อันนี้ก็ขอยาวยืดยาดไปหน่อย ตีหัวพวกนักการเมือง พวกคนทั้งหลาย นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย เกิดเป็นคนแล้วเป็นจิตนิยามมีธาตุรู้แล้ว คุณจะรู้ต้องรู้ 2 คุณจะมี 1 แล้วเอา 1 เป็นสัจจะไม่ได้ เพราะในธาตุรู้ของโลกก็ต้องมี 2 ถ้ามันมีแต่ 1 มันรู้ตัวเดียวก็ไม่มีอื่นเลย คุณไม่รู้อะไรเลย คุณรู้แต่ตัวคุณคนเดียวมันก็มีแต่ 1 อยู่แต่ตัวเอง ใครก็ไม่มีใครรู้ด้วย ตัวก็ไม่รู้กับใครไม่สัมพันธ์กับใครไม่มี 2 เลย มันก็ผิดแล้ว ธาตุรู้มันต้องมี 2 ธาตุรู้มี 1 ไม่ได้

เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของมนุษยชาติ ธรรมชาติของสังคม ธรรมชาติของมวลประเทศ ธรรมชาติของทั้งโลกเป็นมนุษย์ มวลมนุษย์คือมนุษย์ ต้องมี 2 มี 1 ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเมืองประชาธิปไตยขาเดียวมี 1 นั้น เป็นประชาธิปไตยพิการ ไม่ใช่ประชาธิปไตยของคน เป็นประชาธิปไตยของคนหลงอำนาจ ประชาธิปไตยขาเดียวมีประธานาธิบดีคือประชาธิปไตยที่เผด็จการสูงสุดกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์เขาเผด็จการหมู่ ต้องมี 2 ขึ้นไปเป็น 3 4 5 6 7 เป็นหมู่คณะ แต่เป็นประชาธิปไตยขาเดียวนี้เอ็งคนเดียว ประชาธิปไตยเผด็จการสูงสุดเด็ดขาด

ประชาธิปไตยต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงจะเป็นประชาธิปไตยในโลก ให้มีใหญ่คนเดียว ยิ่งใหญ่คนเดียว ไม่มี 2 ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะมีประชาชนด้วย พระเจ้าแผ่นดินไม่มีประชาชนไม่มี แม้เขาจะพยายามขยายความว่าประธานาธิบดีก็มีประชาชน เขาจะว่าอย่างนั้นก็ตาม แต่จริงๆแล้ว ลักษณะประธานาธิบดีหรือประชาธิปไตยขาเดียว จริงๆที่สุดแล้ว ประธานาธิบดีคือเจ้าอำนาจจริงๆ อำนาจด้วยวัตถุอำนาจด้วยโครงสร้าง อำนาจด้วยวิธีการ อำนาจด้วยกฎระเบียบ กฎหมาย บังคับไปหมด แล้วคุณจะต้องอยู่อย่างนั้น

เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นใหญ่แบบประธานาธิบดี จะต้องสร้างอำนาจบาตรใหญ่มากทางอำนาจวัตถุ ทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ ทั้งโครงสร้าง ทั้งกฎหมาย อะไรหมดเลย จึงจะอยู่รอด แต่ถ้าอำนาจที่ไม่ได้ยึดถืออำนาจแบบพระเจ้าแผ่นดิน สร้างแต่คุณงามความดีของตัวเอง ตัวเองมีคุณงามความดีด้วยพระองค์เอง พระเจ้าแผ่นดินมีคุณความดีของพระองค์เอง มนุษย์มีอิสรเสรีภาพ จะเห็นคนที่มีดวงตาดีมีความเจริญมีความเฉลียวฉลาด จะนับถือบูชาเชิดชูพระเจ้าแผ่นดินสุดยอดให้เองหมดเลย พระเจ้าแผ่นดินไม่ต้องการเรียกร้องเอาความยกย่องชมเชยบูชา ไม่ต้องเรียกร้อง ประชาชนจะให้เองเทิดทูนให้เองหมดเลย เพราะความจริง นี่คือสัจจะ

เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะต้องเป็นผู้ที่รู้โครงสร้างของมนุษยชาติ แล้วจะต้องรู้การสร้างพฤติกรรมของตนเอง ของพระองค์เอง สร้างมา ทุกพระองค์จะต้องอยู่มีกฎมณเฑียรบาล ที่จะต้อง ทุกพระประยูรญาติทั้งหมด เกิดมาก็ต้องอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ต้องฝึกพระองค์เอง ทุกพระองค์เตรียมเพื่อที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประชาชน

เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติของพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ สืบทอดกันมา ตั้งแต่ปู่ย่าหลานเหลนโหลนจึงต้องเตรียมตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินหมดทุกพระองค์ อย่าประมาท เพราะฉะนั้นความไม่ประมาทซึ่งเป็นทศพิธราชธรรม ทุกพระองค์ต้องฝึก เกิดมาเป็นลูกหลานเหฃนโหลนพระเจ้าแผ่นดินแล้ว กี่ทอดก็แล้วแต่เท่าที่มนุษยชาติจะมี Generation ที่จะยืนยาวไป อาจจะ 5 ช่วง ทวด ทวดของทวด 8 ,9 ยากมากตัดเขตที่ 7 นี่แหละ ท่านถึงจะตัดโคตรก็ตัดที่ 7 ชั่วโคตรจะประหารชีวิตก็ประหาร 7 ชั่วโคตรนี้สุดยอดแล้วไม่ให้เหลือโคตรเลย เขาว่าอย่างนั้นนะ เป็นความเข้าใจง่ายๆ แต่ที่จริง DNA ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ยิ่งนามธรรม 7 ชั่วโคตรก็พยาบาทกันเป็นหนังจีนเลย ต้องล้างแค้นแทนปู่แทนทวด จองเวรจองกรรมไม่มีที่สิ้นสุด ถ้ามันไม่จองเวรต่อหนังมันก็สร้างต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นหนังจีนจึงต้องจองเวรกัน ไม่อย่างนั้นหากินไม่ได้มันก็จบสิหนัง จบเรื่องทุกคนไม่จองเวรมันจะไปสร้างหนังต่ออย่างไร

 

 รู้อย่างไรจึงเรียกว่ารู้โลกุตระ

มาต่อเปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 หน้า 51

(๑๒) รู้แบบนี้คือโลกียะ

นั่นคือ ยังเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่ไม่มี“นิพพาน”

ไม่มี“สุญญตา” ไม่มี“อนัตตา”

ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“วิญญาณ” หรือความเป็น“เทฺว”อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ยังเชื่อว่า“วิญญาณ”หรือ“อัตตา-อาตมัน”มีอยู่นิรันดร

พ่อครูว่า...คำว่า บริบูรณ์กับสัมบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์ยังไม่สิ้นสุดเท่ากับคำว่าสัมบูรณ์ บริบูรณ์ก็เป็นแต่เพียงความครบระดับ แต่ถ้าสัมบูรณ์ครบเป็น 0 เลย บริบูรณ์นี้ครบเป็น 9 คือ ปริ กับ ปูรณะ ส่วน สัมบูรณ์นั้น สัมม กับ ปูรณะ สมบูรณ์สุดจบ ไม่ใช่ปริรอบ แต่มีทั้งนอกทั้งในทั้งเนื้อทั้งเปลือกเลย สัมบูรณ์ 

(๑๓) แต่รู้แบบนี้คือโลกุตระ

จึงไม่สามารถจัดการความเป็น“วิญญาณ”หรือ“เทฺว”

จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต”

พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน                  

เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น 

และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตนถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

พ่อครูว่า…คุณต้องมีลิงคะเปรียบเทียบเพศว่า สุขมันเป็นอย่างนี้ ทุกข์มันเป็นอย่างนี้ คุณต้องรู้ความต่างด้วยตัวคุณเองว่าสุขมันเป็นยังไง ทุกข์มันเป็นยังไง หยาบ สุขมากทุกข์มากจนกระทั่งทุกข์น้อยลง กลางๆ จนกระทั่งละเอียดต่างกันนิดนึง จนกระทั่งแทบจะแยกไม่ออกเลยว่ามันสุขหรือมันทุกข์

พยัญชนะที่ว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์  จนมันแยกไม่ออกเลย เหมือนกับมันไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้ว คำพยัญชนะว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็บอกอาการของมันว่าไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันก็เป็นไวพจน์กับคำว่าอุเบกขา

อุเบกขา พยัญชนะคำนึงเลย อาตมาเคยแยกให้ฟัง คือคำว่า อุปะ + เอก+ ข

ข แปลว่าว่าง เอกแปลว่า 1 อุปะแปลว่าใกล้ คือ เข้าใกล้ความเป็น 1 มันว่างแล้วนะ  ถ้ามีตัวหนึ่งก็มีความใกล้ความว่างมากแล้ว ถ้ายิ่งว่างเป็น 0 เลย เลย 1 ไปเป็น 0 เลย คือ ข ว่าง

ที่ใช้คำว่า ข คำว่า ว่าง เพราะว่าคุณยัง เป็นคนมีจิตนิยาม คุณต้องรู้ความไม่มีสิ ไม่มีคือว่างไม่มีคือ 0 คุณต้องมีความรู้อยู่ เพราะคุณยังไม่ตายคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณยังไม่ใช่ดินน้ำไฟลม ดินน้ำไฟลมมันไม่รู้เรื่องหรอก แม้พีชะ มันก็แยกไม่ออก แม้แต่พืชก็ไม่สามารถมีความรู้อย่างที่จิตนิยามของเวไนยสัตว์ จิตนิยามของอาริยะของผู้รู้นี้ยิ่งยอดเยี่ยม อย่างอาตมานี่คือผู้รู้ อย่าหมั่นไส้นะ และรู้อย่างที่อธิบายมานี้ยังไม่มีใครมาอธิบาย โดยเฉพาะในยุคนี้ เพราะว่าในยุคมีพระโพธิสัตว์มีพระพุทธเจ้าใหญ่กว่าธรรมะ แต่ในยุคนี้อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ เป็นผู้เจาะกระเปาะออกมาได้ก่อน ก็ถามหาใครเป็นพี่มาแสดงตัวหน่อย ถ้ารู้เหมือนกันแล้วจะไม่แย่งกันหรอกมันจะไปด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว สัจจะเป็นหนึ่งเดียวทั้งนั้นมันไม่มี 2 หรอก จะเป็นอริยสัจ จะเป็นนิพพานทั้งหมด ที่แยกกันอยู่มันยังไม่นิพพาน ยังไม่ใช่อริยสัจยังไม่จบ ถ้าจบแล้วไม่แย้งกันหรอกไปอ่านใน จูฬวิยูหสูตร

มันต้องอ่านพลความในพระสูตรอีกมาก ไม่ใช่สั้นๆ ไปอ่านดูดีๆ ทำความเข้าใจให้แตกฉาน ซึ่งไม่มีสภาวะมันก็ยาก ต้องฟังโพธิสัตว์ ต้องฟังสัตบุรุษผู้ที่ท่านเข้าใจแล้ว อธิบายได้ดีๆ อย่าไปมีอัตตามากเลย ถ้าคุณเป็นโพธิสัตว์เป็นสัตบุรุษเอง จะเป็นผู้รู้ตัวโดยไม่มีความหลง ไม่มีความเลอะเทอะอะไรมีแต่ของจริง แต่ถ้าคุณไม่ใช่สัตบุรุษจริง คุณก็เลอะเทอะ คนอื่นเขาก็มาชี้มาบอกได้ว่าคุณยังไม่จริง คุณต้องฟัง โดยเฉพาะคุณต้องฟังฉัน อย่างที่อาตมาพูดนี้ อาตมานี่คือฉัน ฟังอาตมาเถอะ เพราะอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ คนที่มีชีวิตอยู่นี่ฟังรู้เรื่อง คนที่ตายไปแล้วจะฟังรู้เรื่องอะไร อย่างมหาบัวก็น่าสงสาร

แต่ยังสงสัยอยู่ตอนนี้ธัมมชโย เป็นสมีแน่นอน สมีธัมมชโย จะยังอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่รู้กลายเป็นเรื่องลึกลับ เป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญ ไม่กล้าเปิดเผยตัว เหมือนพระเจ้าไม่กล้าเปิดเผยตัว ไม่กล้า ไม่อาสโภ

ในหนังสือเล่มนี้อาตมาก็อธิบายไว้ว่า พระเจ้าไม่กล้าเปิดเผยตัว เป็นสิ่งลึกลับ เป็นสิ่งไม่รู้ พระเจ้าไม่รู้ตัวเองไม่เคยศึกษาตัวเองก็ไม่รู้ แม้ที่สุดพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่รู้ตัวเอง ไม่ได้ศึกษาตัวเอง ก็เลยไม่รู้ว่าความรู้ที่ตัวเองมีคือของใคร ที่แท้เป็นของตัวเอง ตนเองสั่งสมมาชาติแล้วชาติเล่า แล้วก็ไม่รู้ตัวเองเพราะไม่รู้กรรมวิบาก การสั่งสม เพราะสอนไว้ว่าเกิดชาติเดียว ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด แม้จะเป็นเทวนิยมที่มีหลายชาติแต่ก็ไม่บริบูรณ์ไม่สมบูรณ์ อย่างเก่งก็มี ทิฏฐิที่แยกแตกต่างกันระหว่าง

อาศัยขันธ์อดีตมาระลึกรู้ ก็ได้ 18 อาศัยขันธ์ที่บวกทั้งอดีตทั้งอนาคตรวมปัจจุบันด้วยก็ได้ 44 เป็นทิฏฐิ 62 ที่พระพุทธเจ้าประมวลไว้ อาตมาก็ยังไม่อยากจะเอามาอธิบาย มันจะยากมากเลย ละเอียดเข้าไปถึงอดีต อนาคต ปัจจุบัน สลับซับซ้อนกัน ก็เลยทิ้งไว้ก่อน แม้อาตมาถ้าจะอธิบายก็ต้องลำดับไม่สับสน ยาก ก็เอาไว้ก่อน

เพราะฉะนั้นโลกุตระกับโลกียะ ตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งแยกละเอียด ต้องจับให้ดี ต้องรู้ให้ดี ตามศึกษาโดยการฝึกฝนปฏิบัติให้ได้สภาวะ ถ้าไม่ได้สภาวะมันเป็น อจินไตย ไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดเอา อจินไตยคือไม่มีสิทธิ์จะคิดออกด้วยการคาดคะเนเอา จะต้องมีความจริง มีสภาวธรรมในจิตสั่งสมกันเป็นอัญญธาตุ จึงเป็นกรอบของความรู้ความจริงที่สั่งสมไปทีละหน่วย พอถึงสมมติมาเต็ม 100 คุณก็ต้องสะสมไปถึง 50 หน่วยใน 100 หน่วย 51 หน่วยก็เริ่มมี อัญญธาตุตัวที่จะเริ่มเข้ากระแสจริงๆ

ถ้าโลกียะก็คือฝั่งนี้ ฝั่งโลกุตระก็คือฝั่งนี้ ก็ต้องเลยขีด 50 เป็น 51 ถ้าไป 52 53 54 จะไปนับเป็นโลกุตระแท้ๆก็ยังไม่ได้ ต้องไปถึงอีก 25 รวมแล้วเป็น 75 ถึงค่อยเข้าท่าหน่อย เลย 75 ไปแล้ว มันถึงจะค่อยๆสู่ที่สุดที่สูง สัมโพธิปรายนะ ถ้าแบ่งเป็น 4 ส่วน 25 50 75 100

ใช้สังขยา พวกนี้มาอธิบายแยก แบ่งรายละเอียดเอาตัวเลขสังขยา ก็ทำให้อธิบายได้ดีเป็นคณิตศาสตร์บ้าง ก็ไม่ต้องละเอียดลอออะไร เมื่อรู้สภาวะแล้ว คณิตศาสตร์ก็จะใช้น้อย สภาวะมันเป็นตัวจริงกว่าตัวเลข ตัวเลขมันเป็นเครื่องหมายให้รู้

จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต”

พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน                  

เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น 

และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตนถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

พ่อครูว่า…ที่มี 1 เดียว เพราะคุณยังมีธาตุรู้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

 

 

สู่แดนธรรม...ได้เวลานิมนต์จิบน้ำ

พ่อครูว่า…ถ้าสิ่งนี้มีค่าจริง คนที่รู้ว่าสิ่งที่มีค่าจะต้องพยายามเผยแพร่ เพราะว่าเป็นจิตเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นจิตพระพรหม เป็นจิตเผื่อแผ่ผู้อื่นเห็นแก่ผู้อื่น ของดีควรแจกกันไม่ใช่ว่ามุบมิบไว้แต่ตัวเอง ปิดบังไว้แต่ในพวกในพรรค อันนั้นเป็นคนใจแคบ แต่คนใจกว้างจะเปิดไปให้หมด เผื่อแผ่ไปให้ทั่วถึงถ้าทำได้

สู่แดนธรรม...ตอนนี้พวกเราเห็นดีว่า ในยุคแรกพ่อครูเขียนออกมาจากหัวสมองทองคำ มีเล่มหนึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์ในตำนาน ยังไม่มีใครหาเจอเลย ขอส่งข่าวว่าถ้าญาติธรรมเจอหนังสือ โพธิรักษ์เพ้อ ส่งไปที่คุณขวัญผ่อง

พ่อครูว่า…มีในหนังสือสัจจะชีวิต เอามารวมกันแล้ว มีอยู่นิดเดียว

0 เท่ากับล้าน infinity เป็นต้น

ก็ค่อยว่ากันอีกทีนึง

 

แยกแยะความรู้กับความไม่รู้ให้ถึงอุเบกขา

ก็ขอแวะนิดนึงว่า...ความรู้กับความไม่รู้ ภาษา 2 คำนี้ มันแยกคนละขั้ว ทีนี้มันมีรายละเอียดระหว่างความรู้ ไม่รู้ แต่พยายามรู้ก็ได้รู้เพิ่มขึ้นๆ ก็เลยกลายเป็นความไม่รู้ค่อยๆหายไป กลายเป็นความรู้ที่เพิ่มขึ้นๆ รู้มากขึ้นเรื่อยๆ ใกล้ความรู้สูงสุด ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เหมือนอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 พยายามเป็นระดับ 8 จนกระทั่งที่สุดระดับ 9 มันก็เป็นสัจจะความจริงของความจริงของผู้ที่มีจริงนั้นจะเป็นจริง

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความจริงแล้ว จะพูดความไม่จริงออกมายากด้วย เพราะมันจะไม่เหลือความไม่จริงอยู่ในตัวเอง จะพูดออกมาเมื่อไหร่มันก็มีแต่ความจริง มันเป็นสัจจะอย่างนั้น ความไม่จริงมันเลือน มันหาย มันไม่มี แล้วมันเป็นอย่างไร มันไม่มีด้วยเหรอความไม่จริง มันมีความไม่จริงด้วยหรือ เห็นไหม มันจะเป็นอย่างนี้เลย แต่จริงๆแล้วมันก็ต้องรู้ว่า ความไม่จริงมันคือความต่างจากความจริง มีความต่างอย่างมากหรือต่างอย่างน้อย จนกระทั่งสุดท้ายเกือบเหมือนกันเลย ก็ต้องรู้รายละเอียดว่า ไอ้เกือบเหมือนกันเลยนี่แหละ เป็นคนที่แยกได้

เมื่อมาถึงเกือบจะสุดท้ายมันไม่เกือบแล้วเหมือนกันเลย เหมือนกันเลยก็เป็น 1 เท่านั้นหรือเป็น 0 ด้วยกัน ภาษาพยัญชนะพูดได้แค่นี้ ความจริงก็ต้องของแต่ละคน เมื่อเป็นความจริงของแต่ละคน แต่ละคนก็แต่ละชิ้นแล้ว มันก็เลยเอา 0 ของคนนั้นมา 0 ของคนนี้ เอามาอย่างไร มันก็ยากอีก นี่แหละคือที่สุดแห่งที่สุด มันจึงเป็นสิริมหามายา

สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น อะไรที่มันแย้งกันโดยที่ไม่รู้ตัวมันก็แย้ง ถ้ามันรู้ตัวแล้วว่าเราแย้ง เราก็จะจบ อันนั้นมันแย้งกันก็ไม่จบ รู้แล้วคนนี้ก็จะจบ คนที่รู้จักจบนี่แหละคือคนที่รู้จริงว่ามีความเหมือนกับความไม่เหมือน หรือมีความมีกับความไม่มี หรือ มีความเป็น 2

คนนี้แหละ ที่รู้ว่ามีความเป็น 2 มีความเหมือนกับความไม่เหมือน หรือมีความ มีกับความไม่มี คนนี้แหละคือคนที่รู้แล้วว่ามันมี 2 แต่คนที่ไปยึด 2 นี้เป็นหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเองว่าเป็น 2 ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น 2 นะ แล้วหลงว่าตัวเองเป็น 1

สรุปจบอีกที ชีวะมันต้องมีรูปกับนาม ชีวะมันต้องเป็น 2 คุณแตกสลายแล้วไม่มีชีวะ ไม่มีธาตุรู้เลย เป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลม คุณก็ไม่มี 2 เลยไม่มีธาตุรู้ เริ่มธาตุรู้เป็นพีชะ ก็มีความรู้ในกรอบของพีชะ ไม่บังอาจไปรู้อันที่ 3 หรอก พีชะอยู่ในกรอบแค่ 3 เท่านั้นจะขยายเป็น 4 5 6 ไม่ได้ พีชะมันต้องรู้ในกรอบของมัน แล้วมันจะมีธาตุอะไรผสมส่วนมัน มันก็รู้แค่นั้น จบอยู่แค่ของมัน มันทำตัวเองออกไปจากตัวเองไม่ได้ พืชหรือพีชะ มีแต่ตัวเองจะเสื่อมลงไป

ถ้าจะพัฒนาขึ้นมาต้องมีคนไปช่วย จึงเรียกว่าการปรุงแต่งใหม่ Breed ใหม่ เพิ่มขึ้น เขาเรียกว่า ดัดแปลงพันธุกรรม เขาก็ทำได้แค่พืช สัตว์เขาทำไม่ได้ สัตว์ เป็นธาตุอัตตาของจิตนิยาม ของใครของมันเลย ไม่มีใครไปบังอาจเปลี่ยนแปลง เจ้าตัวเป็นตัวควบคุมทุกกรรมกริยาเป็นของเจ้าตัว สำหรับสัตว์เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว เป็นสัตว์แล้วต่างจากพืชขึ้นไป นี้เป็นนิยามสำคัญ ที่เขาพยายามจะทำหุ่นยนต์ ให้มันมีความรู้สึก ให้มีธาตุรู้เหมือนกับสัตว์ ที่มีเวทนา อาตมาก็จะดูเหมือนกันว่าเขาเก่งขนาดไหนที่จะไปทำได้ ให้มันมีความรู้สึก  มีเวทนาเองเลย ซึ่งทุกวันนี้เขาก็ตั้งค่าให้มันมีน้ำตา มีอะไรเขาก็ทำได้ แต่จะให้มันมีเซ้นส์ ให้มันมีเวทนาเองเลย อาตมาก็ไม่มีเงินไปจ้างเขาหรอก เมื่อกี้จะพูดว่าจ้างก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีเงินไปจ้าง คุณทำไปเถอะไม่มีทางได้

เวทนาจึงเป็นจุดกลางจุดเดียวเลยที่จะศึกษา เรียกว่ากรรมฐาน

(๑๓) แต่รู้แบบนี้คือโลกุตระ

 จึงไม่สามารถจัดการความเป็น“วิญญาณ”หรือ“เทฺว”

จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า

“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต”

พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน  เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น 

และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตน

ถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

พ่อครูว่า…เริ่มออกจากกามได้เป็นตัวแรก พุทธปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะต้องมีจิตที่เป็น เนกขัมสิตะ อุเบกขาได้ก่อน จากกาม ไปเป็นรูป อรูป ต้องทบทวนว่า อรูปนี้สิ้นอาสวะแน่นอนแล้วนะ จิตต้องสิ้นอาสวะอย่างแน่ ใจมีวิมุตติญาณทัสสนะตรวจแล้วตรวจอีก เห็นในความเป็นวิมุตจริงนะ เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เด็ดขาดแล้วนะ ถูกกระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไร พิสูจน์จนแน่ใจ ว่าคุณตายสนิทเด็ดขาด จิตไม่เกิดกิเลสอีกจริง ถึงจะเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นองค์ 5 อุเบกขา

ปริสุทธาคือบริสุทธิ์ ปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีกอย่างไรก็บริสุทธิ์ ปริโยทาตา เพราะสภาวะ2 เทวะ 2 คือมุทุภูตธาตุ มันทั้งเร็ว ทั้งเก่ง ชัดเจนทุกอย่าง รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ ทั้งไว ทั้งเร็ว ทั้งเป็นได้เอง ทั้งรู้ด้วยตัวเอง มีสภาวะ 2 ทั้งตัวรู้ทั้งตัวเป็นเป็นได้ แล้วก็รู้ของตัวเราเองทั้งธาตุเจโตและธาตุปัญญา หรือธาตุของศรัทธากับธาตุปัญญา ครบทั้งสองด้าน มีสภาวะ 2 บวกลบ หรือเทวะ หรือทุกอย่างที่มันจะต้องมีการสังขาร ต้องมี 2 มาปรุงแต่งกัน แล้วมีธาตุรู้มาเป็นประธาน มี S H แล้วมี I มาเป็นประธานตลอด

 

โลกุตระเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน  

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

นี่คือของพุทธ โลกุตระจึงเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน โลกุตตรจิตหรือโลกุตตระภูมิรู้เองไม่ได้ ต้องได้รับจากผู้ที่ศึกษาฝึกฝนมาแล้ว เอาง่ายๆเป็นพระพุทธเจ้า สูงสุด หรือไม่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ที่สามารถเรารู้รองลงมาได้ ตั้งแต่มีความจริง สามารถรู้ 2 แล้วทำเป็น 1 เป็น 0 ได้ ผู้นั่นแหละ ผู้ที่สามารถรวมตัวเป็น 2 ให้เป็น 1 เป็น 0 ได้

(๑๔) โลกุตระเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน  

คนผู้จะมี“โลกุตรธรรม”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”กันอย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ได้นั้น

ต้องเริ่มจากได้รู้ ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้สัมผัส“ความรู้โลกุตระ”นี้จาก“ผู้อื่น”ที่รู้“โลกุตรธรรม”มาแล้วก่อน จึงจะเป็นการ“ต่อเชื้อของความรู้โลกุตระ”กันได้

และ“ผู้อื่น”ที่รู้“โลกุตรธรรม”มาแล้วก่อนนั้น ก็คือ ผู้ได้รับรู้มาจาก“ผู้อื่น” ที่“รู้”จาก“ผู้อื่น”มาก่อนเราอีกหนะแหละ 

ดังนั้น “ผู้อื่น”ก็คือ ไม่ใช่“ตัวเอง”

เพราะปุถุชนคนโลกีย์จะไม่สามารถรู้จัก“โลกุตรธรรม”ได้ด้วย“ตัวเอง”เป็นอันขาด

พ่อครูว่า…จะได้ยินได้ฟังได้ข่าวว่าไม่มีสภาพนี้มีความจริงใจให้ต้องรู้ด้วยเหรอ มันมีอันนี้ มันเป็นอันอื่นอันใหม่ แต่ก่อนโลกียะมันมีอยู่แต่ในกรอบนี้ไม่มีอย่างอื่น สูงสุดก็มีสูงสุดเท่าพระเจ้า ยังไม่ได้เปิดจิต จิตยังไม่มีอะไรรู้ตอบไปเลย หรือมีแต่คุณไม่ยอมรับ หรือคุณรู้ไม่ได้ ไม่ยอมรับก็ตาม รู้แล้วนะว่าแตกต่างแต่คุณไม่ยอมรับ ก็เรื่องของคุณ คุณไม่เปิดจิต ไม่มี ปรโตโฆษะ

แต่คุณจะได้ยินได้ฟังได้สัมผัสอย่างไร คุณก็รู้ไม่ได้ว่ามันต่าง มันต่างกันตรงไหน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นคนพูดนี้ จึงหมดสิทธิ์ที่จะรู้เอง ต้องผู้อื่นรู้แล้วมาบอก คุณต้องเปิดจิตรับ ถ้าคุณไม่เปิดสิทธิ์รับก็ไม่มี ปรโตโฆษะ มันก็ไม่ได้อย่างไรก็ไม่ได้ คุณต้องเปิดจิตแล้วรับ ใครเปิดให้คุณไม่ได้หรอก คุณต้องเปิดเอง คุณต้องยอมรับเอง อย่างน้อยก็บอกว่ามันน่าจะจริงนะคนนี้มันต่างจาก รู้แล้วนะว่ามันต่างจากที่เรามี เขาน่าจะจริงอยู่บ้าง เปิดจิตรับ เอาน่า ตั้งใจรับสักนิด คนนี้ยังมีโอกาสนะ

ถ้าบอกว่า ลองรับดูบ้าง แต่จิตลึกๆจริงๆไม่เอา คนนี้ก็ไม่ได้อีก คนนี้ก็รู้แต่เล็กน้อย ก็มันละเอียดคุณจะไปรู้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างไร คุณต้องดูให้จบสิ รู้ให้ลึกให้มากพอเลยขีด 50 ขึ้นไป คุณถึงจะจำนน แต่นี่มันยังไม่เริ่มรู้เลย แค่ 25 ก็ยังไม่เข้า ยังไม่เข้ากระแสเลยหรือเข้ากระแสไปนิดเดียวก็พอแล้ว มันจะไปชัดเจนได้อย่างไร ก็ต้องมีพอสมควรสิ

เพราะฉะนั้นคนนี้ต้องตั้งใจมีความยินดีมีความเต็มใจที่จะรับ พอยินดีได้ยินได้ฟังได้อ่านก็เอามาศึกษา ศึกษาจากผู้ที่รู้อื่น ที่เขารู้โลกุตระแล้วมาก่อน ถึงจะเป็นการต่อเชื้อ

แล้วผู้อื่นที่รู้ ก็คือ พูดได้รับรู้มาจากผู้อื่น ที่รู้จากผู้อื่นมาก่อนอีก เป็นทอดๆ ดังนั้นผู้อื่นก็คือผู้ที่ไม่ใช่ตัวเอง สรุปลงมา ผู้อื่นก็ไม่ใช่ตัวเอง ตัวเองไม่มีสิทธิ์รู้หรอก ธาตุรู้ของมนุษย์ ธาตุรู้ยิ่งยอดของมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้พิสูจน์สูงสุดแล้ว แม้จะเป็นผู้ที่ใกล้ก็ยังไม่ถึงสำหรับพุทธพิสัยแท้ อย่างอาตมาก็ยังไม่ถึง เป็นระดับ 7 ก็พยายามไประดับ 8 ถ้าไประดับ 8 ก็จะไม่ลงตัวแล้ว เหลือแต่ว่า เมื่อไหร่จะจบ

ขั้น 8 ที่เลยขีดของ 8 สมมุติว่า 8 มีร้อยก็เลย 50 ของ 8 ไปแล้ว เข้าไปหา 75 แล้วก็ยิ่งไม่มีคำพูด คำพูดก็พูดเท่านั้นเอง ผู้ที่มีเองจะรู้เองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ หรือเป็นปัจเจกจึงจะรู้เอง

ดังนั้น “ผู้อื่น”ก็คือ ไม่ใช่“ตัวเอง”

เพราะปุถุชนคนโลกีย์จะไม่สามารถรู้จัก“โลกุตรธรรม”ได้ด้วย“ตัวเอง”เป็นอันขาด

ก็ตีหัวเข้าบ้านตรงนี้

 

(๑๕) รู้จากผู้อื่นหมายถึงรู้จากใครบ้าง?

“โลกุตรธรรม”ต้องได้ยินจากพระพุทธเจ้าโดยตรง

หรือจากสัตบุรุษ หรือจากผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่“สัมมาทิฏฐิ”มาก่อน แล้วเท่านั้น 

“โลกุตรธรรม”นี้ ปุถุชนคนโลกีย์รู้เองไม่ได้

 

พ่อครูว่า…จนกว่าคุณจะอยู่ในระดับสยังอภิญญาขึ้นไปถือว่ารู้เอง ข้ามชาติได้ ยังไม่ถึงพระพุทธเจ้าแล้วผู้นั้นจะรู้ตัว ไม่บังอาจไปปฏิญาณตน แล้วไม่ไปพูดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าหรอก คนนี้ไม่หลง เพราะหมดลงแล้ว ถ้ายังหลงอยู่อีก แล้วคุณจะวนไปอีกเมื่อไหร่คุณจะเสร็จสักที หมดหลงสักทีสิ แล้วมันก็ต้องหมดหลงจริง สติสัมปชัญญะมันจะแข็งแรง ไม่มีวอบแวบวอแว ไม่มีโค้งไม่มีงอ จะตรงอย่างแข็งแรง จะพูดอะไรก็ตรงไปหมด จนตรงแข็ง จนแรง เคยมีคนบอกว่ายังมีอารมณ์โกรธอยู่นะ ที่จริงไม่ใช่ ไม่ได้มีความโกรธอะไร แต่ต้องการให้แรง เรามันหนังเหนียว หอกร้อยเล่มแทงไม่เข้า ไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้วก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้นนึกว่าตายแล้ว นิ่ง ไปดูอีกที อ้อ ยังไม่ตาย พระราชามาถามว่าตายหรือยังก็ยังไม่ตายก็เอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มอีก ก็นึกว่าตายเพราะ  แน่นิ่งจริงๆเลย สะกดจิตตัวเองเอาไว้หลอกเขานิ่ง เราก็นึกว่าตายแล้ว ไปดู ก็ยังไม่ตายอีก พระราชาก็บอกว่าเอาของอีก 100 เล่มไปแทง เป็น 300 เล่มแล้ว ไปแทงอีก ไปดู มันก็นิ่ง แต่พอผ่านไปแอบดูมันยังดุ๊กดิ๊กอยู่ เอากล้องไปส่องดู กล้องวงจรปิดจับดู เอ็งยังดิ้นได้อยู่ยังไม่ตาย พระราชามาถามอีก ก็ทูลพระราชาอีกว่ามันยังไม่ตายพระเจ้าข้า ก็เอาหอบไปอีก 100 เล่ม ขนไปอีกกี่ร้อยเล่มมันก็ไม่กระดิก เหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายแหล่ อาตมาหมดไปหลายพันหลายหมื่นเล่มแล้ว ไม่รู้จะไปหาหอกมาจากไหนอีก สุดท้ายจึงต้องจำนวนอยู่บขที่ว่าทำหาหอกอะไรวะ ภาษาไทย จะไปทำหาหอกอะไร หอกเท่าไหร่ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ ไอ้คนนั้นมันด้านกว่าหอก ใช้อีกกี่ล้านๆหอกก็ไม่กระเทือนหยุดซะเถอะ มันจะถึงขนาดนั้นไหมไม่น่าจะมีใครถึงขนาดนั้น

เพราะ“โลกุตรธรรม”นี้เป็น“ธรรมะ” ที่ใครๆในโลกจะขบคิดค้นคิดเอาด้วยการผกผัน ด้วยเหตุผลหรือด้วยตรรกะไม่ได้เลย

พ่อครูว่า…นอกจากคุณจะเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฎฐิ คุณจำได้แม่นดีแต่คุณเองยังทำไม่ได้ คนคนนี้ซื่อสัตย์ก็จะไม่ปฏิเสธว่าทำไม่ได้ เพียงแต่รู้นะแต่บอกนะ แต่ถ้าตนเองหลงว่าตนเองรู้และตนเองได้ก็ผิดสิ ไปโกหกไปหลงว่าตัวเองได้ ทั้งๆที่ยังไม่ได้มันหลงมันผิด เพราะฉะนั้นคำภาษามันก็ยืนยันว่าหลง ตอนนี้ไม่หลงมันจริง คนจริงที่ไม่มีหลงแล้วก็จะบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ เป็นคนซื่อตรง

เนื่องจาก“โลกุตรธรรม”นี้ คนผู้ใดจะเริ่มได้เริ่มมีขึ้นมา ตนก็ต้องเริ่มได้ยินได้ฟังมาจาก“ผู้อื่น”ทั้งนั้น

จะ“คิดขึ้นมารู้เอง” หรือสร้าง“ความรู้โลกุตระ”นี้เองไม่ได้เลยเป็นอันขาด

 

 


วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640613_วิถีอาริยธรรม - เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ตอน 2

 รายการ วิถีอาริยธรรม - เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ตอน 2 
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก


ดูการบันทึกวิดีโอเทป
ฟังเทปบันทึกเสียง






















ว่าจะเอาหนังสือเปิดยุคบุญนิยมมาอ่านอธิบาย อ่านทวนแล้วเป็นหนังสือที่ดีมาก ใครๆก็น่าอ่าน ยิ่งเป็นเปรียญ 9 เป็นดอกเตอร์ทางศาสนาพุทธก็ยิ่งน่าอ่าน ครูบาอาจารย์เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธก็ยิ่งน่าอ่าน จะได้รับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอะไร มีการตั้งหัวข้อ มีถึง 876 หัวข้อ ที่พูดว่าดีเป็นการพูดตรงๆจริงใจไม่ได้มีกิเลสอยากอวดอ้างอยากโชว์ หรือกิเลสหลงตัวหลงตน เป็นความรู้สึกตรงๆเป็นความรู้สึกจริงใจ เป็นความรู้สึกที่เห็นว่าสิ่งนี้มนุษย์ควรจะได้สัมผัส ควรจะได้รับซับทราบ จะได้เข้าใจ จะได้ตรวจสอบ จะได้พิจารณาตัดสิน ว่ามีความรู้ความเห็น มีอะไรต่างๆอย่างนี้ด้วย

ซึ่งเป็นความเห็นที่อาจจะไขความเห็นที่เคยสะดุด เข้าใจไม่ทะลุปรุโปร่ง ซึ่งแต่ละคนจะมี มันจะไขได้เยอะทีเดียว เพราะว่าที่อาตมาอธิบายนี้มันกว้าง เปิด เชื่อมโยงไปเทียบเคียง เปรียบกับแนวคิดต่างๆ เช่น ความคิดของเทวนิยมต่างๆ ของศาสดา ความคิดของอาจารย์แนวต่างๆด้วย เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่า อันไหนน่าจะเข้าท่า แล้วก็ดูเหมือนของเราจะเข้าท่ากว่าทั้งนั้นเลย ของเขาที่จะเข้าท่ากว่าเรา มันไม่มี มันไม่เข้าท่า มันบกพร่อง ของเราเข้าท่าทั้งนั้นเลยไม่ใช่การแกล้ง ไม่ใช่การลงตัว แต่มีการเนื้อหาที่ให้ผู้อ่านผู้สัมผัสแล้ว จะเข้าใจจะใช้วิจารณญาณตรวจสอบได้ ไอ้ที่ไม่รู้เลย ผู้ที่ไม่เคยรู้เรื่องเลยบางอย่างบางอัน เขาจะได้รู้ว่ามีด้วยหรือ ก็เป็นเรื่องใหม่ หรือเป็นเรื่องเก่าที่เคยรู้แล้วจะกระจะกระจ่างมากขึ้น

หรือเรื่องที่เคยขัดแย้ง อาตมาก็เคยยืนยันว่าที่อาตมาพูดอธิบายไปอย่างนี้ถูกอย่างนี้ไม่ถูก ขัดแย้งกับเขาที่เขาไปอยู่ในฝ่ายไม่ถูก ก็ได้พิจารณาใช้ความคิดนึกดู ถ้าเขายังยืนยันว่าของเขาถูกมันก็เป็นอย่างนั้น มันก็จบ เขาก็ยืนยันว่าของเขานั่นแหละถูก ยังอาตมาเข้าใจนี้ผิด อย่างเช่นง่ายๆก็การหลับตานี่แหละ เขาบรรลุกันไปเยอะแล้ว แต่นี่ปฏิเสธว่าหลับตาไม่มีทางบรรลุอรหันต์ เขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ต้องเชื่อของเขาอันนี้ก็แน่นอน อาตมาไม่เชื่อว่าอาตมาพูดแล้วพวกหลับตาปฏิบัติฟังอาตมาแล้วจะเลิกหลับตาหมด ไม่เชื่อ ไม่เชื่อเด็ดขาดเลย มีแต่หลับต่อ  แต่ก็ยังอธิบายตามความจริงใจว่าอาตมาเห็นอย่างนั้นจริงๆก็พูดตรงๆเท่านั้นเอง

 

มาอ่านเปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ต่อ

หนังสือเล่มนี้มีที่อาตมาเกริ่นนำหัวไว้แต่ต้นเลย เป็นบทเกริ่นนำไว้ในคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม

 

ลดอัตตาได้จึงเป็นประชาธิปไตยจริง

เกริ่นกล่าว … ระบบบุญนิยมยังเข้าใจยาก!

ระบบ“บุญนิยม”นี้ ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นในใจจริงๆ ว่า จะช่วยสังคมมนุษยชาติที่ถูกพิษและฤทธิ์ของระบบ“ทุนนิยม” กำลังต้อนเข้ามุมอับอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แน่ๆ 

หากประชาชนได้ศึกษาช่วยวิจัยกันต่อ และอบรมฝึกฝนร่วมมือสร้างสรรให้เกิดให้เป็นผู้เจริญตามระบบ“บุญนิยม” นี้กัน

จนมีคุณภาพ (quality) และปริมาณ (quantity) เพียงพอ

ตอนนี้คนจะเห็นจะรู้ยังยากอยู่ ยิ่งจะเชื่อตาม ยิ่งยากใหญ่ เพราะยังมีผู้พอรู้พอเป็น หรือ ดำเนินชีวิตในระบบ“บุญนิยม”ได้แล้ว จำนวนน้อยเหลือเกิน

ขอยืนยันระบบทุนนิยมเป็นทางรอดของมนุษยชาติ!

พ่อครูว่า…คอมมิวนิสต์พยายามตั้งคณะรวมหัวกันกินเขาก็ได้สำเร็จ ส่วนความคิด ประชาธิปไตย บอกว่าไม่รวมหัวกันกิน กระจายให้ทั่วถึงกันเขาว่าอย่างนั้น ซึ่งเป็นความคิดเผินๆมันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งใครจะไปกระจายให้ทั่วถึงกันได้หมดเพราะจิตใจคนไม่ได้ลดละความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ก็ไม่มีทางกระจายให้ทั่วถึงกัน ไม่มี เพราะฉะนั้นจะแก้ไขด้วย motto ว่า พยายามเฉลี่ยรายได้ให้ทั่วถึงกันนี้ ความตั้งใจมีหลักเกณฑ์อย่างนั้น มีปรัชญาอย่างนั้น แต่เขาทำจริงๆไม่ได้เพราะจิตเป็นตัวประธาน มันเห็นแก่ตัวเห็นแก่พวก เสร็จแล้วมันก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนมาให้แก่ตัวแก่ผู้อื่นทั้งนั้น เพราะจิตมันไม่ได้ล้าง

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยคือล้างกิเลสให้หมดตัวตนไม่เหลือตัวเองเลย อันนี้ไม่ใช่แค่ภาษาพูดแต่พระพุทธเจ้ามีหลักเกณฑ์สอนให้ล้างกิเลสหมดตัวตนได้จริง ได้มากเท่าไหร่ก็จะเป็นประชาธิปไตยเข้าไปจริงมากขึ้น ประชาธิปไตยจริงที่สุดก็คือสังคมของพระอรหันต์ สังคมของพระอาริยะ ซึ่งมันเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดไม่ได้หรอก ก็ต้องเป็นสังคมพระอาริยะ ก็จบตรงนี้ ซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่พระโสดาบัน ลดความเห็นแก่ตัวได้เป็นอันแรก รู้ตัวตนแล้วก็ต้องพยายามลดตัวตนจริงๆ สกิทาคามีก็ลดลงได้มากขึ้น อนาคามีก็ลดลงได้มากอีก อรหันต์ก็ลดลงได้หมด

ประชาธิปไตยจริงๆคือ ระบบพุทธศาสนา ให้คนเป็นพระอรหันต์นั่นคือ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่หลงใหลในศาสนาพุทธ ไม่ใช่หลงใหลพระพุทธเจ้า แต่มันเป็นความจริง ถ้ารู้อย่างอาตมารู้ คนที่รู้เขาจะพูดตรงกับอาตมาหมด จะไม่แยกกันไปพูดอย่างอื่นหรอก เพราะมันเป็นความจริงอย่างเดียว สัจจะมีหนึ่งเดียว มันไม่มีอื่นหรอก

เฉพาะอย่างยิ่ง คนทั้งหลายเกือบทั้งโลกทุกวันนี้ก็ล้วนดำเนินชีวิตกันอยู่ ด้วยระบบ“ทุนนิยม” อย่างสนิทสนมและตายใจว่า ไม่เห็นจะมีระบบอะไรอื่นอีกเลย กันทั้งนั้น

ส่วนผู้ที่เห็นและเข้าใจถึงได้ว่า ระบบ“ทุนนิยม”กำลังเข้ามุมอับ ไปไม่รอด ช่วยมนุษยชาติในโลกให้เกิดสุขสันติอย่างอุดมสมบูรณ์  เป็นสังคมที่ดีตามอุดมการณ์ ไม่ได้นั้นก็ยังมีน้อยอยู่ด้วย

จึงเป็นเรื่องยากที่ยากสุดๆ จริงๆ 

แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นทางออกอื่นใดเลยที่จะดีกว่า

ต้องปรับตัวมาเป็นระบบ“บุญนิยม”นี้ให้ได้  แล้วสังคมมนุษยชาติในโลกไปรอดแน่ๆ

                                                                   • สมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า…อาตมายืนยันว่าชาวอโศกรอดแล้วทั้งปัญหาทางสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์ เพราะว่าอยู่กันเป็นหมู่กลุ่มมีระบบเรียบร้อยแล้ว อยู่ทำมาหากินสร้างสรรค์ก็นำมากินมาใช้ ก็เหลือกินเหลือใช้ เหลือกินเหลือใช้ นี่คือเศรษฐศาสตร์ เหลือกินเหลือใช้แล้วไม่ขี้เหนียวไม่เห็นแก่ตัวไม่กักเก็บไม่เอาไปออกดอก ไม่เอาไปหาทางได้มาทับทวีให้แก่ตัวเองรวยขึ้น ไม่ ไม่ต้องรวยขึ้น อยู่ในฐานะคนจนที่พอใจที่จะอยู่อย่างจนๆนี่แหละ    จนสูงสุดก็คือ 0 ไม่ต้องมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่ก็มีทำงานอยู่ในหมู่กลุ่มมีชีวิตในนี้ เข้าใจจบเลยว่าไม่มีปัญหา อยู่กับหมู่ ทำงานเสร็จแล้วเรามีแรงงานเราก็ทำ ไม่มีแรงงานเจ็บป่วยเราก็พักคนอื่นก็ดูแลก็ช่วย แก่แล้วก็มีคนดูแลช่วยตายแล้วเพื่อนก็เผา จบจริงๆชีวิตจบ รู้สึกไหมว่าชีวิตจบ มันจบมันไม่มีปัญหา ก็มีที่พึ่ง มีเพื่อนฝูง มีพี่น้อง มีปู่ย่าตายาย เกิดแก่เจ็บตาย เราพึ่งกันได้หมดเลย จะแก่ก็พึ่งพาได้ จะเจ็บป่วยก็พึ่งพาได้ จะตายก็พึ่งพาได้ คนเกิดมาใหม่ๆก็มีที่พึ่งอันนี้

อาตมาว่าเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้ามันจบได้ แต่คนไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจ ถ้าเข้าใจเขาจะมาเอาทฤษฎีนี้ทั้งหมดโลกเลย แต่เขาอวดดีเขาก็เชื่อว่าของที่เขาเข้าใจที่ต่างกับที่อาตมาอธิบายนี้ อาตมามั่นใจว่าที่อธิบายอยู่นี่ตรงกับของพระพุทธเจ้า เรียกว่าที่สุดในยุคนี้ ยังไม่มีใครอธิบายธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ตรงเท่าอาตมาหรอกในยุคนี้ พูดอย่างนี้เลยแหละใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไม่เป็นไรอาตมา

พอใจจะพูดอย่างนี้และมั่นใจว่าพูดไม่ผิด  สุดยอดเลย

 

ฉบับที่  ๓๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐

 

หลับตาปฏิบัติไม่ได้ปัญญาแต่ได้เฉกา

(๑) บุญต้อง “ทำเป็น” คืออย่างไร

ฉบับนี้เราจะสาธยายเรื่อง“ภพ”กันให้ละเอียดยิ่งๆขึ้น

โดยเฉพาะคำว่า“บุญ”ตามชื่อหนังสือเล่มนี้นี่แลที่สำคัญนัก “บุญ”คือ พลังงานของจิตใจที่ผู้เรียนรู้จะต้อง“ทำ”ให้เป็น

“ทำเป็น”คือ เริ่มทำให้มีพลังงาน“ฌาน”ที่เกิดจากการปฏิบัติตามกระบวนการ“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”อย่าง“สัมมาทิฏฐิ”

(๒) บุญถ้าทำไม่เป็นคืออย่างไร?

หากทำไม่เป็น หรือทำอย่าง“มิจฉาทิฏฐิ” ก็ไม่เป็น“พลังฌาน”แบบพุทธแน่นอน ซึ่งมีก็แต่“ฌาน”โลกีย์สามัญทั่วไป นั่นคือ ส่วนมากคนโลกีย์สามัญก็จะทำเป็นแต่“ฌาน”ที่เกิดจาก“หลับตา”ปฏิบัติกัน ตามแบบเดียรถีย์ทั่วไปรู้กันปกติ

พ่อครูว่า…ทุกวันนี้แทบจะไม่มีฌานแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิเลยในยุค 2,500 กว่าปีนี้ อาตมาก็มาเปิดเผยยืนยันเตือนสติให้ตรวจสอบ ว่าทำฌานกันนั้น จะลืมตาทำหรือหลับตาทำก็ตาม แต่ส่วนมากจะหลับตาทำ ลืมตาทำ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะเป็นฌานแบบพูดหรอก อย่างท่านติชนัทฮันห์ หรืออย่างท่านพุทธทาส จะไปเรียกว่าลืมตาสมาธิ ไม่ใช่เรียกฌาน

ซึ่งฌานกับสมาธิก็ต่างกันไกล เพราะสมาธิเป็นผลของการทำใจกับการทำฌาน ฌานเป็นตัวกลางเท่านั้นเอง

(๓) ปฏิบัติธรรมแบบหลับตาจะไม่มีวันเกิดธาตุรู้ที่เป็นโลกุตระ!

เพราะการปฏิบัติธรรมแบบ“หลับตา”นั้น ไม่มี“สัมผัสด้วยทวาร ๕ ภายนอก” จะไม่ทำให้เกิด“อัญญธาตุ(ธาตุรู้ชนิดอื่น)”ที่เป็นธาตุรู้ของสัตวโลกหรือ‘จิตนิยาม’

อันเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่แตกต่างกันคนละโลก คนละตระกูลกับ‘ความรู้-ความฉลาด’แบบ“คนโลกียะ”เกิดในจิตของคนผู้นั้นได้เป็นอันขาด

พ่อครูว่า…เพราะไปหลงว่านั่งหลับตาแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นปึ๊งเลย ฌาน ของพระพุทธเจ้าต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์  เพราะว่าฌานของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปหลับตา ฌานของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ในขณะทำงานอาชีพขณะทำการงานทุกอย่างขณะพูดอยู่กำลังคิดอยู่ เป็นการงานที่อยู่ในปัจจุบันตื่นเต็ม มีสติเต็มตื่นทั้งนอกทั้งใน แล้วก็เรียนรู้จัดการ เมื่อเกิดจิตสังขารอยู่ข้างในแล้วก็ต้องมาแยกธัมมวิจัย แยกกิเลสออกจากจิต แล้วก็จัดการใช้ปัญญาอันยิ่ง จนกิเลสมันสู้ไม่ได้ไม่อยู่เลย จนมีพลังงานของปัญญาทำให้กิเลสไม่กล้าเข้าใกล้และไม่เกิดอีกในจิต นั่นคือผลสูงสุด

ศัพท์เรียกความรู้ความฉลาดเฉลียวทางโลกรู้ถึงขั้นเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม ก็มีธาตุรู้ชนิด เฉโก ทั้งนั้น ภาษาเฉโก ไม่ใช่เป็นคำว่า แต่เป็นความฉลาดที่ไม่ใช่ความสะอาดบริสุทธิ์ เป็นความฉลาดที่มีกิเลสเข้าไปผสมหรือไปควบคุม เข้าไปบัญชาการอยู่ เป็นความฉลาดอย่างนั้น ซึ่งไม่ใช่ความฉลาดแบบปัญญา ปัญญานั้นพอรู้ตัวแล้วฝึกออก เป็นความฉลาดแบบใหม่และมีวิธีแบบใหม่ สามารถที่จะเรียนรู้จิต เมื่อจิตเกิดความฉลาด เฉโก รู้ทัน มีกิเลส จับกิเลสออกได้  เอากิเลสออก ก็เกิดปัญญาเกิดความฉลาดที่ไม่มีกิเลสไปตามลำดับ จนเด็ดขาดทำให้จิต ไม่มีกิเลสเข้ามาร่วมปรุงเลย จิตจึงเป็นปัญญาเต็มรูปบริสุทธิ์สะอาด  ถาวรด้วย เป็นพระอรหันต์ขึ้นไปก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำจิตของตนให้สะอาด แล้วก็แข็งแรง จนกิเลสใดๆก็ไม่กล้ามารอหน้า ไม่กล้าเข้าใกล้ อย่าว่าแต่เข้ามาในจิตเลย มาแต่ไกลโน่น พอเห็นเรามา รังสีของปัญญารังสีของพระอรหันต์ กิเลสมันเห็นพระอรหันต์มาปั๊บ เข้ามารัศมีที่มันรับได้ มันวิ่งหนีตูดแป้นเลย นี่อธิบายเป็นภาษาให้ฟังสนุกๆง่ายๆแต่จริงนะ ที่อาตมาพูดนี้มันจริง มันมีฤทธิ์มีอำนาจถึงขนาดนั้นนะ พระอรหันต์ที่แข็งแรงจริงๆ ยิ่งเป็นโพธิสัตว์นี้ยิ่งรู้ดี ก็พูดไปตามที่อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ตามที่รู้ อธิบายพูดให้ฟังอย่างนี้

ถ้ายังไม่มีอัญญธาตุ ก็จะไม่มีพวกนี้เลย อัญญธาตุ เป็นสิ่งที่มนุษย์สามัญไม่เคยมีมาก่อน โกณฑัญญะเป็นคนแรกที่มี อัญญธาตุ

อันเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่แตกต่างกันคนละโลก คนละตระกูลกับ‘ความรู้-ความฉลาด’แบบ“คนโลกียะ”เกิดในจิตของคนผู้นั้นได้เป็นอันขาด

พ่อครูว่า…ธรรมดาในโลกจะไม่มีทางเกิดปัญญาในคนโลกียะได้เป็นอันขาด

ถ้าไม่ได้ยินโลกุตรธรรมจากผู้รู้ผู้ที่มีสัมมาทิฐิในโลกุตรธรรมแล้ว หรือจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เกิดเองไม่ได้ ความรู้ปัญญา แต่เดี๋ยวนี้คำว่าปัญญาไปใช้เละเลยไปเรียก ไปเรียกเฉโกเป็นปัญญาไปหมดเลย ความรู้ขี้หมูขี้หมาก็เรียกตัวปัญญาไปหมดเลย ความฉลาดหมายถึงปัญญาด้วย ไม่นึกถึงคำว่าเฉโกนะ เขาว่าเป็นปัญญาหมดที่จริงแล้วมันเป็น เฉโกเท่านั้น เพราะปัญญาจริงๆคือจิตต้องรู้จักกิเลส รู้กิเลสจริงๆแล้วลดกิเลสได้ ถ้าคุณไม่มีความสามารถรู้จักกิเลส แยกแยะกิเลสได้แล้ว ทำให้ลดกิเลสได้ คุณก็ยังไม่มีธาตุรู้ตัวที่ทำได้อย่างนั้นจริงๆที่เรียกว่าเป็นธาตุ รู้ปัญญาคุณจะไม่มีธาตุรู้ตัวนั้นเลย

 

(๔) ธาตุรู้ที่เป็น “อัญญธาตุ” เกิดขึ้นในจิตมีลักษณะอย่างไร?

คนผู้มี“อัญญธาตุ”เกิดขึ้นในจิตคือ คนอย่างไร?

คือ คนที่ได้ยินหรือได้ฟังหรือได้รู้“พุทธธรรม”อันมีความเป็น“ธรรมแบบโลกุตระ”จาก“ผู้อื่น”

คำว่า“อื่น”บาลีว่า“อัญญ”“อื่น”หมายความว่า ไม่ใช่ “ตนเอง” หมายถึง“ผู้อื่น”

นั่นก็คือ “ตนเอง”ที่เป็นคนโลกีย์ทั่วไปทุกคน แม้จะมี“ธรรมแบบโลกีย์”สูงส่งถึงขั้นเป็น“ศาสดาเทฺวนิยม”ก็จะเกิด“ความรู้”ชนิด“โลกุตระ”ขึ้นมา“เอง”ไม่ได้เป็นอันขาด

พ่อครูว่า…ในปัญญา 8 ปัญญารู้เองไม่ได้ ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะรู้เอง เทวนิยมไม่เคยพบศาสนาพุทธ ไม่เคยพบผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่มีทางที่จะได้ยินได้ฟังได้รู้ปัญญา มีแต่ความรู้ เฉโกทั้งนั้นเลย ต่อให้เป็นศาสดาก็วนอยู่ในความรู้โลกีย์ไม่ใช่ความรู้โลกุตระ

โลกุตระนั้นคือผู้รู้ที่สามารถดับวิญญาณ เลิกจิตนิยามให้เป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยไม่มีพระ เจ้า ไม่มีธาตุรู้อยู่นิรันดร หรือทำให้ธาตุจิตไม่มีกิเลสเลย เป็นคนฉลาดบริสุทธิ์สะอาดเป็นความรู้ที่สะอาดจากกิเลสบริสุทธิ์สะอาดอยู่ในโลก จึงเป็นผู้ที่มีกรรม การกระทำที่สะอาด เป็นการกระทำที่ประเสริฐ อยู่ในโลก กิเลสหมดแล้วยังไม่ตาย ก็เป็นคนที่ไม่มีพิษไม่มีภัย มีแต่คุณค่า มีแต่ประโยชน์ มีแต่ความประเสริฐ นี่คือการทำคนให้ดีที่สุดของศาสนาพุทธ และสูงสุดก็คือ ตายสูญได้ หรือจะไม่สูญ จะอยู่เกิดอีก ทำประโยชน์ต่อโลกต่อไป จนกว่าจะพอ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง จึงจะปรินิพพานเลยก็ได้

(๕) เป็นอัจฉริยะเป็นถึงศาสดาก็ใช่ว่าจะเข้าถึงโลกุตระ!

ต่อให้ศึกษาด้วยตนเองอย่างสุดยอดอุตสาหะวิริยะปานใดๆจนกระทั่งเป็น“อัจฉริยะ”ขั้นสูงส่ง ได้เป็น“ศาสดา”องค์ใดองค์หนึ่งของศาสนา“เทฺวนิยม”ขึ้นมาในโลกศาสนาใดศาสนาหนึ่งปานนั้น ก็ตาม ก็ยังไม่ใช่“ความรู้-ความฉลาด”แบบ“โลกุตระ”

หรือแม้“ความรู้”นั้นจะได้รับมอบมาจาก“พระเจ้า”และเราได้เป็น“ศาสดา”ผู้ถ่ายทอดคำสอนของ “พระเจ้า” สร้างศาสนาขึ้นมาในโลกได้จริง

“ความรู้-ความฉลาด”นั้นก็ยังเป็น“โลกียธรรม”อยู่นั่นเอง 

อันไม่ใช่“โลกุตรธรรม”กันเลยจริงๆ

พ่อครูว่า…การเรียนรู้ภาวะสองหรือเทวะ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก

 

กระดาษคือภาวะสองหมดกระดาษก็หมดภาวะ 2

(๖) อธิบายเพิ่มเติม ๑) การเรียนรู้ภาวะ ๒ หรือเทฺว เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก!

[ที่เรากำลังสาธยายกันอยู่นี้ ขอยืนยันว่ากำลังแยกแยะ“ความรู้-ความเห็น”ที่แตกต่างกันของ“ภาวะ ๒”คือ“เทฺว” เป็นคำหลัก 

คำว่า “เทฺว”นี้แปลว่า“๒” ซึ่งเป็น“ภาวะ ๒”ที่ยิ่งใหญ่มากในโลก และกำลังอธิบาย“ธรรมะคู่เอก” ที่มี“ความแตกต่างกัน”อยู่จริงนิรันดร          ได้แก่“โลกียธรรม” กับ “โลกุตรธรรม”

พ่อครูว่า…ถ้าใครชัดเจน รู้ทะลุคำว่า เทวะ ได้ครบสมบูรณ์แบบเลย จนสามารถทำความเป็นเทวะสิ้นไปจากตัวเองได้เลย ภาวะ 2 ไม่มีภาวะ 2 เลยเข้าใจ 2 ได้ดีหมด สามารถที่จะสรุปสอง 2 เป็น 1 ได้ ที่สุดเป็น 0 ได้เลย ทุก 2 เอามาเปรียบเทียบกัน ง่ายๆก็คือ มีภาวะ 2 เอามาเทียบกันแล้ว อะไรควรกว่า ดีกว่า เหนือกว่าเอาอันนั้น ง่ายๆจะเป็นอย่างนี้ อีกอันหนึ่งก็คือไม่ดีเท่า เก๊ ไม่สมบูรณ์ไม่บริบูรณ์ เอา 1 สำหรับความมีสำหรับการเป็นอยู่ แม้ที่สุดรู้ว่า 1 นี้ก็ไม่ใช่อัตตาตัวตน 1 ก็สลายเป็น 0 เป็นดินน้ำไฟลมไม่ได้ นี่คือจบสุดของศาสนาพุทธเป็นถึงขนาดนั้นได้ถึงขนาดนั้น

ซึ่งก็คือ ความจริงของ“เทฺว” หรือ“ภาวะ ๒” สุดยอดยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในโลก

การสาธยายนี้เป็นวิชาการ จึงไม่ใช่การก่อความแตกแยก

แต่เป็นการแยกแยะ“ความจริง”

หรือทำความชัดเจนของ“ธรรมะ ๒” ที่เป็น“โลกียะ”กับ“โลกุตระ” อันมีจริงเป็นจริงอยู่ในโลกนิรันดร ให้มนุษยชาติอาศัยและศึกษา“เทฺว”กันอย่างมีที่สุดของ“จริง” และมีที่“จบ”ของสุด 

“เทฺว”จึงชื่อว่า “ยิ่งใหญ่”สุดๆในโลก ทั้ง“จริง”ทั้ง“จบ”

นั่นคือ คนในโลกตลอดกาลนาน

พ่อครูว่า…คนในโลกถ้ายังไม่มีความจริงความจบก็ยังไม่สูงพอ ไม่มีความรู้ความฉลาดอะไรจะเกิน เมื่อคุณถึงจุดจริงและจุดจบ

 

(๗)อธิบายเพิ่มเติม ๒) ทุกปรากฏการณ์มีภาวะ ๒ หรือธรรมะ ๒ ทั้งหมดทั้งสิ้น!

ซึ่งจะมีผู้เชื่อถือความเป็น“เทฺว”กับผู้เชื่อถือความเป็น“อเทฺว”

อันคือ“ภาวะ ๒” ที่คนต้องมี-ต้องเป็น“โลกียะ”กับ“โลกุตระ”นี่แหละในความเป็นมนุษย์ เลี่ยงไม่ได้เลยใน“ความเป็นจริง”นี้ 

พ่อครูว่า…โลกุตระรู้โลกียะด้วย แต่โลกียะไม่บังอาจไปรู้โลกุตระได้ เป็นความรู้เดียวไม่เป็นความรู้ 2 และโลกุตระเป็นความรู้ 2 นี่แหละคือความเป็นมนุษย์

คนที่เป็นอิสระ ทางเทวนิยมเป็นศาสดาเขาก็ว่าเขารู้เต็มที่ ทำให้คนเชื่อถือได้จนคนยอมรับว่าเขาเป็นผู้ที่รู้ที่สุด เป็นที่หนึ่งก็มีอิสระสูงสุด เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้รู้สุดยอดของกลุ่มหมู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนากลุ่มไหนมีศาสดาเป็นเอกทั้งนั้น ศาสดาเป็นหัวยอดของคนกลุ่มนั้น คนกลุ่มที่ยอมรับนับถือก็ยกให้เป็นหนึ่ง

แม้โลกุตระก็เช่นเดียวกัน ยกยอดให้พระพุทธเจ้าเป็นหนึ่ง แต่ที่นี้ในรายละเอียดของความรู้ของพระศาสดา ศาสดาของเทวดานิยม ศาสดาของอเทวนิยมหรือของศาสนาพุทธ จะมีนัยยะความรู้ความฉลาดต่างกัน

โลกียะหรือเทวนิยมไม่สามารถมีความรู้ที่ต่างเป็นอันอื่นจากที่โลกีย์มีที่ศาสดามี นั่นแหละ อัตตาเขา ส่วนโลกุตระนั้นรู้ทั้งของที่ศาสดาโลกียนั้นมี คือดีที่สุดของคนหรือชั่วที่สุดของคนรู้ความดีความชั่ว แต่โลกีย์จะไม่รู้เรื่องสุขที่สุดทุกข์ที่สุด ว่าคืออะไร เพราะสุขที่สุดทุกข์ที่สุดนั่นคือมาร คือมายา คือนักเล่นกลตัวเก่ง ที่แม้แต่พระเจ้าก็ยังหลงนักเล่นกลอยู่คือความสุข ยังเป็นส่วนหนึ่งของมาร พระเจ้ายังเป็นส่วนหนึ่งของมารคือยังยึดสุขอย่างเป็นสุขนิยม แต่พระพุทธเจ้านั้นหมดเลยสุขก็ไม่เหลือค่า มันเลยตัดยอดรายเดือนของมารที่มาสร้างขึ้นมาในโลก มหาจักรวาลนี้ ล้างบางของมารหมดเลย ไม่เหลือที่อาศัยแม้แต่เรือน อย่าว่าแต่ตัวตนเลย เรือนที่อาศัยของมันหมดตัวตนของมารก็หมด ไม่มีอะไรเกิดอยู่ในมหาจักรวาลเอกภพนี้เลย หมดสิ้นมาร หมดสิ้นสุขสิ้นทุกข์

เป็นอจินไตย ไม่ใช่เรื่องที่จะคาดคิดคะแนนเอาได้คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกหรอกไม่สุขไม่ทุกข์ พวกที่ไปนั่งหลับตาทำฌาน ก็เป็นไม่สุขไม่ทุกข์แต่เป็นไม่สุขไม่ทุกข์แบบ กิณหา หรือไม่สุขไม่ทุกข์แบบอาภัสรา แบบสว่างแบบมืด กิณหามืด อาภัสราสว่าง ก็มีสองนัยนี้

แบบสว่าง ก็ใช้ปฏิภาณฉลาด ทำให้จิตใจเราไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เขาก็ยังสุขอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ติชนัทฮัน อย่าไปนึกถึงความขุ่นข้องหม่นหมอง ให้นึกถึงความเบิกบานใจ ความหม่นหมองความไม่สบายอย่าไปเอา ให้อยู่กับปัจจุบันสบาย เขาก็ยึดอารมณ์ ยึดอาการ ทำใจในใจแบบนั้น ไม่ได้หยั่งเข้าไปถึงเนื้อหาจิต ที่มันมีตัวกิเลสตัวความโง่ ตัวที่ไม่รู้จักพลังงานที่แทรกอยู่ในจิตแล้วล้างตัวนี้ จนเกิดปัญญาอันยิ่งรู้ชัดเลยว่า อ๋อ.. มีธาตุปัญญาอันยิ่งรู้จบแล้ว ไม่ให้ตัวพวกสุขพวกนี้อยู่ได้เลย จิตก็กลางๆ เกิดจากสังขารเกิดจากสิ่ง 2 สิ่งปรุงแต่งกันอยู่เป็นธรรมชาติ เรียกมันว่าจิตหรือวิญญาณ ก็เรียนรู้ได้ด้วยนามรูป พยายามแยกเป็นธาตุ 2 มีสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ อีกสิ่งหนึ่งเป็นธาตุรู้คือตัวเรา แล้วมันก็เกิดอารมณ์ 2 เมื่อมีผัสสะก็มีอายตนะ เกิดเวทนา ตามหลักปฏิจจสมุปบาท แล้วมันก็เกิดเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ในเวทนา ก็ล้างเหตุในเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 ทำอันนี้ได้สมบูรณ์แบบจบเป็นพระอรหันต์

เมื่อมีอะไรมากระทบจิต ทำให้จิตที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ มีกิเลสอย่างหยาบ กลาง ละเอียด ก็เรียนรู้กิเลสหยาบ กลาง ละเอียด แล้วล้างให้หมด ล้างหมดได้แล้วก็ถาวรยั่งยืนเป็นจิต ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไปถาวรเป็นอุเบกขาไปตลอดกาล เป็นอรหันต์ อรหันต์คือผู้มีอุเบกขา 5 นี้ตลอดไป ไม่เว้าแหว่งไม่แวะ เป็นอย่างนี้ถาวรคงทนยั่งยืนตลอดกาล อรหันต์ ไม่มีมัวหมอง ไม่มีสิ่งสุขสิ่งทุกข์ เข้าใจอาการของสุข อาการของทุกข์ดีที่สุด ไม่บกพร่อง ไม่มีเศษของอาการสุขนิดนึง อาการทุกข์นิดนึงก็ไม่มี โดยเฉพาะเหลือแต่สุขนิดนึงก็ไม่เหลือ หมดสุขหมดทุกข์ เพราะทุกข์กับสุขจริงๆมันอันเดียวกัน มันกระดาษแผ่นเดียว คุณจะเอาอันใดอันหนึ่งไม่เอาอันใดอันหนึ่งไม่ได้ จริงๆมีกระดาษ 2 หน้า เท่ากับไม่มีกระดาษ 2 หน้านี้ ที่มีอยู่ก็คือมันต้องมีกระดาษ 2 หน้า ถ้าคุณไม่ให้มีกระดาษ 2 หน้าก็คือไม่มีเลยทั้งหน้าไหนก็ไม่มี นี่เป็นภาษาจบ ถ้าคุณมีคุณต้องมีกระดาษ 2 หน้า แต่คุณไม่มีกระดาษ 2 หน้าคุณไม่มีอะไรเลย กระดาษคุณก็ไม่มี

พวกเราฟังอาตมาพูดนี้ยิ่งกว่าพวกเซนเรียนกัน เขาเรียก โกอาน คำคมๆ

งามดีมากว่า...ถ้ามีเป็นเสือจริง ไม่มีเป็นเสือกระดาษ

พ่อครูว่า…ไม่มีเสือจริง เป็นเสือพลาสติกได้ไหม บางใส แต่ 2 หน้านะ

 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม...พ่อครูพยายามสอนโลกุตระ อธิบายนักเรียนที่มีทุกระดับในห้อง

แม้ปุถุชนคนที่ไม่นับถือกระทั่ง“พระเจ้า” เขาไม่นับถืออะไรเลยก็ตาม ก็เป็น“ตัวเขาเอง” เป็น“อิสระ”ของเขาเองทั้งนั้นที่เขาจะยึดจะถือ  เพราะที่สุดเขาก็คือ“ตัวเขาเอง”ที่เลือกเองทั้งสิ้น

เพราะ“ตนเอง”เป็น“ตนเอง” ไม่ได้เป็นอะไรของใครเลยจริงๆ

“ความอิสระ”จึงเป็นของตนเองแท้ๆ ไม่มีใครเป็น“เจ้า* เป็นนายเราได้“จริง”หรอก

นอกจาก“ตนเอง”จะเลือก หรือยอมเอง

พ่อครูว่า…ถ้าคุณว่าคุณรู้เองแล้วมีคนมายอมรับมากๆก็เป็นศาสดา แต่พระคุณพระคุณดูเองแล้วแต่ไม่มีใครไม่ยอมรับ คนนี้ก็เป็นคนบ้าหลงตัวเองบ้าๆบอๆ ให้ไปดูที่ศรีมหาโพธิ์มีเยอะ

 

การเมืองสุดยอดคือรับใช้อย่างไร้ตัวตน

(๘) อธิบายเพิ่มเติม ๓) อุดมการณ์ของศาสนาพุทธ!

ศาสนาพุทธ ไม่สอนคนให้ทำตนเป็น“เจ้า” หรือ“หลงตน”ว่าเป็น “เจ้า“เป็น“นาย”ใคร 

มีแต่สอนให้เป็น“ผู้รับใช้”หรือเสียสละช่วยผู้อื่น  (อย่าทำตนเป็น“ผู้รับจ้าง”เด็ดขาด) มันเป็นความสุดยอดแห่งความเป็นคุณค่าของความเป็นคน ที่ไม่ถือตัวตน

พ่อครูว่า…นักการเมืองน่าจะเรียนรู้ แต่นักการเมืองมักบอกว่าผมจะไปรับใช้ประชาชนซึ่งไม่จริงหรอก ต้องมาศึกษาศาสนาพุทธจริงๆจึงจะไม่มีตัวตนได้คนนี้คือนักการเมืองตัวเอก

อย่างอาตมาเป็นนักการเมืองตัวเอก พวกคุณเป็นนักการเมืองชั้นสูง ไม่ต้องไปวุ่นกับพวกนั้นหรอก พวกนั้นยุ่งชิบหายเลย พวกเราเป็นนักการเมืองในประเทศและต่างประเทศได้แล้ว เพราะพวกเราเป็นนักการเมืองที่เป็นนักประชาธิปไตยที่ดีที่สุด และก็ปฏิบัติประพฤติอยู่ในสังคมในโลก โดยไม่ต้องเป็นภาระของรัฐบาล ไม่ต้องเป็นภาระของผู้บริหารต่างๆ เพราะเราทำตนเป็นพลเมืองที่ดีที่สุดแล้ว ผู้สำเร็จธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์เป็นพระอาริยะแล้ว สบายแล้ว ไม่เป็นภาระของการบริหารประเทศ ผู้บริหารไม่ต้องห่วง สบาย นี่ไม่ใช่พูดเอาดีใส่ตัวแต่พูดความจริง

อาตมาก็สบายใจตรงที่ว่าอาตมาได้ช่วยชาติ ช่วยตรงที่ทำให้คนเป็นคนมีภูมิปัญญาพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระ จึงเป็นคนที่อยู่ในสังคมประเทศ เป็นมวลประชาชนของประเทศที่ไม่มีภัยไม่มีโทษ ไม่เป็นตัวก่อความวุ่น แต่เป็นคนช่วย ไม่ว่าจะช่วยทางเศรษฐศาสตร์ ช่วยทางรัฐศาสตร์ ช่วยทางสังคม สมบูรณ์แล้ว อาตมาทำงานนี้ได้ช่วยประเทศอย่างหนึ่งโดยไม่เคยรับเงินเดือน แต่ก็ช่วยคนได้ เป็นพลเมืองของประเทศจำนวนเท่าไหร่ก็เท่านั้น แล้วก็พยายามขยายเพิ่ม คนที่ฟังรับได้เข้าใจก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ได้แล้วก็เป็นแก่นแกนของสังคมของประเทศไป

ศาสนาพุทธ ไม่สอนคนให้ทำตนเป็น“เจ้า” หรือ“หลงตน”ว่าเป็น “เจ้า“เป็น“นาย”ใคร 

มีแต่สอนให้เป็น“ผู้รับใช้”หรือเสียสละช่วยผู้อื่น  (อย่าทำตนเป็น“ผู้รับจ้าง”เด็ดขาด) มันเป็นความสุดยอดแห่งความเป็นคุณค่าของความเป็นคน ที่ไม่ถือตัวตน

ใครจะยกย่องให้ตนยิ่งใหญ่สูงส่งอย่างไรแค่ไหน ก็ไม่“หลงตน” ไม่ถือตนว่าตนเป็นใหญ่ แล้วข่มผู้อื่น หรือเบ่ง

แม้เราจะใหญ่จริงสูงจริง เราก็แค่ผู้มีประโยชน์ก็ประเสริฐแล้ว ดีแล้ว เราก็เป็นแค่“คนดี”ในโลกที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง สามารถทำงานให้แก่ผู้อื่นได้ เกิดประโยชน์ขึ้นมาแก่คน แก่สังคม แก่โลกตามจริง มันก็ดีแล้ว 

พ่อครูว่า…คนเราได้แค่ที่อาตมาพูดไปนี้ดีสุดแล้ว เป็นผู้รับใช้โดยไม่มีตัวตนนี้สุดยอดแล้ว

 

(๙) อธิบายเพิ่มเติม ๔) เป็นผู้รับใช้นี่แหละ ดีเลิศสุดยอดแล้ว!

คนเราได้แค่นี้แหละดีที่สุดแล้ว อย่าหลงอยากได้อะไรมาเลอะตนเองไปกว่านี้เลย

พ่อครูว่า…คนที่มีชีวิตอยู่อย่างรับใช้ผู้อื่น โดยไม่ได้เอาอะไรให้แก่ตัวเองเลย อาศัยให้คนอื่นเขาเลี้ยงดูแลว่า  ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา  ทุกวันนี้อาตมาสบายๆ ให้คนอื่นเขาเลี้ยงดูแลไว้ เราก็ดูแลตัวเอง พยายามทำงานรับใช้ผู้อื่นไป งานที่จะรับใช้สูงสุด ก็มาสอนความรู้ความจริงนี่แหละ พาประพฤติ พาทำด้วย อาตมาตอนนี้อายุมากแล้วก็ไม่ค่อยได้พาทำ ได้แต่พูดแต่สอน คนที่ยังมีเรี่ยวมีแรงยังรับช่วงต่อจากอาตมาก็ไปช่วยทำอยู่ไปตามลำดับ ก็สืบทอดกันไปตามเวลา

“เรา”ได้มีประโยชน์แก่คน เราได้“รับใช้”คน นี่ดีสุดแล้ว

แต่อย่าทำตนเป็น“คนรับจ้าง”เป็นอันขาด

“ผู้รับใช้” กับ “ผู้รับจ้าง” เป็น“ภาวะ ๒”หรือ“เทฺว”คู่หนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง มีนัยะลึกซึ้งในความแตกต่างกันยิ่งๆ

พ่อครูว่า…ผู้ที่ได้รับค่าจ้าง

1. เป็นเงินทอง

2. เป็นการปูนบำเหน็จเป็นตำแหน่งลาภยศ

3. ไม่มีทั้งทรัพย์สินเงินทองให้ ไม่มีทั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่ให้สรรเสริญ ให้คำยกย่องเชิดชู

4. ไม่มีทั้งสรรเสริญยกย่องเชิดชู ไม่มีทั้ง 1 2 3 เลย ลาภก็ไม่ได้รับ ยศก็ไม่ได้รับ สรรเสริญก็ไม่ได้รับ แต่ยังยึดความสุขอยู่ ทำแล้วก็อาศัยความสุข ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่หมดตัวหมดตน ยังมีโลกธรรมอยู่

อาการสุขที่คุณยังยึดอยู่เป็นอย่างไร อาการที่คุณยังยึดสรรเสริญเป็นอย่างไร ยึดในยศศักดิ์ ยึดขั้นตอนว่าชั้นสูงนะ เขาไม่ได้มาปูนบำเหน็จให้ยศคุณหรอก แต่อย่างอาตมาเขาปูนบำเหน็จให้เป็นพ่อครู อาตมาก็ต้องรู้ตัวว่าเป็นพ่อครูจริงไหม เป็นพ่อครูจริง แต่อาตมาไม่ได้ไปติดในรสว่าเป็นพ่อครู ต้องมีอำนาจบาตรใหญ่เขากลัว ไม่ใช่

พ่อครู คือผู้สอน คือผู้บอกความจริงจบ ใครจะมาเอาก็เอา ใครไม่เอาก็เป็นตัวใครตัวมัน

“ผู้รับใช้” กับ “ผู้รับจ้าง” เป็น“ภาวะ ๒”หรือ“เทฺว”คู่หนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง มีนัยะลึกซึ้งในความแตกต่างกันยิ่งๆ

 

(๑๐) อธิบายเพิ่มเติม ๕) พ่อท่านออกตัวมีแต่เจตนาดี อย่าเอาทิฏฐิมาปิดกั้นความรู้นี้!

อาตมาพยายามอธิบาย“ความแตกต่าง” ไม่ได้ทำความแตกแยกให้เกิดแก่ใครดอกนะ!   

หากผู้ใดรู้สึกว่า เป็นการก่อความแตกแยกก็ดี เป็นการยกอันนั้นข่มอันนี้ก็ตาม ขอให้ทำความเข้าใจให้เป็นกลางๆเถิด ว่านี้คือ“ความจริง” ที่คนยึดถือกันในโลก ที่เป็นจริง ปฏิเสธไม่ได้

ก็อยู่แต่ว่าใครจะยอมรับนับถือ เชื่อถือ“โลกยะ”หรือ“โลกุตระ” อย่างใด-แบบใด”เท่านั้น

ซึ่งเป็น“สิทธิ”อันสัมบูรณ์ของแต่ละคน เป็น“ความอิสระ”ของแต่ละคนจริงๆ

พ่อครูว่า…เพราะฉะนั้นใครที่ไม่ยึดสอง เห็นความจริงที่อาตมาพูดนี่เป็นหนึ่งเดียว คนนั้นก็มีความเห็นตรงกับอาตมา แม้ฟังคำสาธยายของอาตมาเข้าใจก็จะตรงกันเป็นหนึ่งเดียวตลอดเลย แม้คำภาษาอาจจะยังไม่เข้าใจอยู่ เป็นแต่เพียงติดขัดว่าภาษานี้เราไม่เข้าใจ แต่เขาจะไม่ขัดแย้ง จะทำความรู้กับภาษานั้นแล้วจะรู้ว่าทัศนะนี้หมายถึงมิตินี้หมายถึงนัยยะอย่างนี้มุมเหลี่ยมนี้

แม้แต่ชาวพุทธ ก็ฟัง อันนี้โลกียอันนี้โลกุตระ แม้จะเห็น 2 อย่างแล้ว แต่ถ้าแต่ละคนยังไม่เป็นพระอรหันต์ตรงกัน คุณก็ยังแย้งกัน จะแย้งกันด้วยสาระสภาวธรรมหรือจะแย้งกันด้วยพยัญชนะก็ตาม

 

(๑๑) อธิบายภาวะ ๒ ระหว่างโลกียะกับโลกุตระแตกต่างกันตรงไหน

ทีนี้ก็มาสาธยายต่อไป ถึงเรื่อง“โลกียะ”กับ“โลกุตระ”นี้แหละ เป็นเรื่องสุดยอด

ซึ่งก็คือ“ภาวะ ๒”เรื่อง“เทฺว”แท้ๆนะ!

เพราะ“ความรู้-ความฉลาด”ของคนในโลกนั้นยังเป็นแบบ“โลกียะ” เป็น“เทฺวนิยม”นี่แหละมาก มีอยู่ตลอดกาลนาน

ยังไม่ใช่“อเทฺวนิยม”  ยังไม่เป็น“โลกุตรธรรม”

พ่อครูว่า…การรู้ธรรมะเรียนรู้แค่ธรรมะ 2 นี่แหละโลกียะกับโลกุตระ ถ้าไปเรียนรู้แค่โลกีย์คุณก็เรียนรู้ความดีความชั่วแล้วก็ทำดีให้ได้ดีสูงสุด อย่าทำชั่วเลย ให้ได้ ไม่ทำชั่วได้จริงๆทำแต่ดีก็สูงสุดแล้ว แต่ไม่รู้ถึงเบื้องลึกถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่สามารถแยกแกเข้าไปถึงเนื้อหาสภาวะของปรมัตถธรรม หรือจิตทั้งหลาย ไม่รู้ ไม่สามารถที่จะรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้แยกไม่ได้ โลกียะจะแยกไม่ได้ ขอจำนนต่อจิตวิญญาณมีนิรันดร ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจิตก็จะเป็นอนัตตาได้ ไม่มีตัวตนจริงๆได้เป็นมายา แต่อาศัยจนกระทั่งเหนือกว่ามายานั้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มายาหรือมาร เราหักเรือนยอดเธอแล้วมาร ไป มารก็ไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ไม่มาตอแยอีก

อาตมาเป็นนัก ประชาธิปไตย ชั้น 1 เป็นผู้รับใช้ แต่ไม่ไปรับใช้พวกที่หยำฉ่า มันเสียของเละเทะ เอามารับใช้ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ตั้งใจจริงยินดีจะมา โดยไม่ได้สงวนสิทธิ์ อาตมาก็กระจายไปทั่วมีทั้งโทรทัศน์และอย่างอื่นกระจายไป ใครเห็นดีก็มาเอาเองเป็นอิสรเสรีภาพ อย่างพวกคุณแต่ละคนมานั่งศึกษาฟังอยู่นี่ อิสระของพวกคุณเองทั้งนั้น คุณมา ไม่ได้บังคับไม่ได้หลอกล่อ ไม่ได้อ่อยเลย ความจริง

 

โลกุตระมีจุดสำคัญอยู่ที่จัดการเวทนาให้เป็น 0

(๑๒) รู้แบบนี้คือโลกียะ

นั่นคือ ยังเป็น“ความรู้่-ความฉลาด”ที่ไม่มี“นิพพาน”

ไม่มี“สุญญตา” ไม่มี“อนัตตา”

ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“วิญญาณ” หรือความเป็น“เทฺว”อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์

ยังเชื่อว่า“วิญญาณ”หรือ“อัตตา-อาตมัน”มีอยู่นิรันดร

 

(๑๓) แต่รู้แบบนี้คือโลกุตระ

 จึงไม่สามารถจัดการความเป็น“วิญญาณ”หรือ“เทฺว”

จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต”

พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น 

และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตน

ถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ

          ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

พ่อครูว่า…สุดยอดเลยความรู้ของพุทธเจ้า รู้ว่าจุดสำคัญอยู่ที่เวทนา  ถ้าเรียนรู้เวทนาตีแตกสุขทุกข์ได้ แล้วเปิดเผยเลยว่าเจ้าสุขทุกข์ เอ็งเป็นมารยา อย่ามาเสนอหน้า ข้ารู้ทันเจ้าแล้ว เจ้ามายาวิ่งตูดแป้นหนีไปเลย อันนี้เรื่องจริง

เพราะฉะนั้นคนใดที่ชัดเจนในความสุขความทุกข์ แล้วไม่ติดในความสุขความทุกข์ จบเลยเรื่องจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภาษาพูดเล่นเท่านั้น ต้องรู้จักอาการ ลิงค นิมิต ของอาการสุขอาการทุกข์ รู้ลักษณะของบวกกับลบ ถ้าสุขเหมือนบวก ทุกข์เหมือนลบ แต่ที่จริงซับซ้อนกันเป็นสิริมหามายา ทุกข์นั้นเป็นบวก สุขนั้นเป็นลบ เห็นว่าเอ็งโผล่แต่หน้าสุขมาหลอกข้า จับได้ ที่แท้เอ็งแท้ๆคือทุกข์ หน้าจริงๆของเอ็งคือทุกข์ แต่หน้าที่เอามาหลอกข้าคือหน้าหลอกว่าสุข เอ็งอย่ามาหลอกข้าเลย เอ็งไม่มีตัวตนหรอก อย่ามาทำให้ข้าหลงว่าจะต้องเป็นสุข มีสุข อย่ามาหลอก สุขทุกข์ไม่มีตัวตน

ผู้ที่ชัดเจนเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็เรียนรู้อารมณ์ของตัวเองที่เป็นเวทนา ว่ามันยังติดในความสุขความทุกข์ คุณก็ไม่จบ ถ้าหมดจริงๆอ่านอาการแล้วทำอาการของจิตให้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ได้จริงๆเลย เป็นสภาวะธรรมที่ละเอียดลออบางเบาสูงสุด ทำได้แล้วมันก็จบในความเป็นจริงของสัตว์โลก คนที่ไม่มีติดสุขติดทุกข์เท่านั้นแหละ จะเป็นคนที่มีปัญญาเปิดโลก เปิดเอกภพ เปิดมหาจักรวาลเลย จะรู้ทุกอย่างเลย จะเข้าใจว่ามนุษย์อยู่ด้วยกันปรุงแต่งตั้งแต่ 2 หน่วย 3 หน่วย 4 หน่วย 5 หน่วยเป็นสังขาร เป็นวิญญาณ เป็นนามรูป เป็นอายตนะ เป็นผัสสะ เป็นตัณหา ตัวแส่หาทั้งหลายแหล่ ไม่เคยหยุดหย่อนเลย เสร็จแล้วพักหยุดบ้าง แต่เวลาพักก็ไม่ได้หยุดสนิท พักก็ยังปรุงอยู่นั่นแหละเป็นอุปาทาน สุดท้ายก็เลย ศัพท์เรียก ภพ ชาติ ภพคือแดน ชาติคือตัวเกิด เป็นคู่สุดท้าย ดับภพก็ดับชาติ ดับชาติก็ดับภพ ดับอุปทานก็ดับตัณหา ดับตัณหาก็ดับอุปาทาน

 

อายะ 3 ของพุทธสุดประเสริฐ

เรียนรู้ตัว 2 ได้จากเวทนา ดับได้ ทั้งสุขทั้งทุกข์ในเวทนา จบ แล้วคุณจะเป็นผู้รู้โลกหมด โลกวิทู เพราะรู้อัตตา ทำลายอัตตา จบ โลกวิทูก็รู้ด้วย สุดท้ายมีชีวิตอยู่ด้วยโลกานุกัมปายะ อยู่ด้วย อายะ 3

พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)  อยู่กับมวลชน ทำประโยชน์ให้เขาทำให้คนเขาอยู่กันอย่างสงบสุข เขาติดในความสุขก็ทำให้สงบให้ได้ จนไม่ต้องติดในความสุขความทุกข์เลยสูงสุด เราก็มีหน้าที่รับใช้โลก โลกานุกัมปายะ ผู้ที่รู้ตัวแล้วว่าตัวเองไม่มีตัวตนคือผู้รับใช้โลกจริงๆ เป็นนักการเมืองตัวยิ่งใหญ่จริงๆ

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ทรงงานตลอดพระชนม์ชีพ รับใช้มนุษยชาติ มีความรู้ความพากเพียรความขยัน ทรงงานด้วยความขยันอุตสาหะตลอดพระชนม์ชีพ ตั้งแต่รับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน 70 ปี ทรงงานตลอด 70 ปีรับใช้ประชาชน จนรู้กันทั่วโลก เป็น King of Kings เป็นพระเจ้าแผ่นดินจริงๆ เป็นพระเจ้าที่อยู่บนแผ่นดิน ทำงานให้แก่โลก สร้างสรรให้แก่ทุกสิ่งทุกอย่างให้มวลมนุษย์โลก พระเจ้าแห่งแผ่นดิน แต่ก็ไปละลาบละล้วงประเทศอื่นไม่ได้ก็ทำอยู่ในประเทศไทย จนได้รับความยอมรับ

เป็นความยอมรับว่า พระองค์เป็นผู้ที่เป็นผู้รับใช้มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง เป็นนักการเมืองตัวอย่างที่สูงสุดไม่ถือองค์ ไม่ถือตัว พูดไปแล้วพวกนักการเมืองทั้งหลายแหล่ก็ฟังไป

ในหลวงนี่ มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์บอกว่า มาบริหารประเทศโดยมาสอนให้คนมาจนกัน อย่าไปแข่งอย่างอย่างโลกๆ บ้าๆบอๆ (แต่ท่านไม่ได้ตรัสบ้าๆบอๆนะ ท่านเป็นผู้ดีอาตมาพูดเติม) แต่พูดพวกนี้มั่นใจว่าให้พวกเราเข้าใจง่ายเพิ่มขึ้น ก็ยอมที่จะพูดอย่างนี้ อาตมาอยู่ในฐานะพูดได้ แต่ในหลวงท่านตรัสอย่างที่อาตมาพูดไม่ได้หรอก

 ท่านตรัสว่าต้องมาบริหารประเทศแบบคนจน

สู่แดนธรรม...พ่อท่านกำลังอ่านหนังสือเปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ก็มีคนถามมาบ่อยว่า ทำไมเขายังไม่ได้รับหนังสือ ทางสำนักพิมพ์กลั่นแก่นว่ากำลังทยอยจัดส่ง

พ่อครูว่า…ในหลวงท่านตรัส ท่านเป็นโพธิสัตว์ที่แท้จริง ถ้าท่านไม่เป็นโพธิสัตว์จะไม่มาตรัสอย่างนี้หรอก ไม่มีหรอกในโลก พระเจ้าแผ่นดิน ประธานาธิบดีหรือนายกที่ไหนในโลก ที่จะมาบอกว่า ให้เรามาบริหารประเทศด้วยความจน จะต้องพาให้มาเป็นคนจน ต้องทำตนให้รู้จักความจนแล้วมาเป็นคนจนให้ได้จริงๆ

จนคืออะไร จนคือไม่มีทรัพย์มาก ไอ้ที่ไม่มากที่สุดก็คือเป็น 0 ที่นี้จะเป็น 0 ได้ก็คือจะต้องมีคณะ มีกลุ่มหมู่ มีสาธารณโภคี เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในสังคมสาธารณโภคีไม่ต้องสะสมอะไรเป็นของตัวเองเลย 0 มีอยู่ มีกิน มีใช้กับของส่วนกลาง ซึ่งโลกทั้งโลกเขาก็แสวงหาระบบที่จะทำให้เป็นสาธารณโภคี

ประชาธิปไตยก็ตาม คอมมิวนิสต์ก็ตาม ต้องการให้เป็นสาธารณโภคีให้ส่วนกลางเป็นของส่วนกลางจริงๆ แล้วส่วนกลางนี่แหละ คุณอาศัยกินใช้ ในแต่ละคนไม่ต้องห่วงเลย อาศัยส่วนกลางมีกินมีใช้พอกินพอใช้ในชีวิต ส่วนกลางก็ช่วยกันบริหารส่วนกลางจนอย่าให้มันขาดมือสะดุดขาดแคลน ไม่มีกินไม่มีใช้ไม่อิ่มไม่เต็มไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่โง่ที่จะเอาแรงงานไปใช้กับสิ่งไม่เป็นสาระ

ผู้สามารถจัดสรรให้รู้จักสร้างปัจจัยของชีวิตได้สมบูรณ์พอ มีทั้งเครื่องอาศัยทั้ง 4 มีทั้งบริขารองค์ประกอบให้สมยุคสมัยสมฐานะ เอามาใช้ทำงานได้เจริญช่วยอยู่ ไม่ได้เป็นคนถ่วงโลกไม่ได้เป็นคนมาเป็นภาระและเป็นคนมีพลังงานมีความสามารถสร้างสรรค์อยู่ในโลก แล้วเราก็อาศัยกินอาศัยใช้โดยไม่ต้องยึดว่าเป็นของเรา อาศัยใช้อาศัยกินกับของส่วนกลางนี่แหละ โดยไม่ต้องไปกังวลเลยว่าจะต้องมีเงินสะสมหรือไม่สะสมขาดมือหรือไม่ขาดมือ มีกินมีใช้อยู่อย่างสมบูรณ์ มันเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุด ดีที่สุด

เพราะต้องเข้าใจว่าทุกคนจะต้องอย่าสะสมให้แก่ตัวเอง มาเป็นคนที่จน แต่เป็นคนขยันเป็นคนที่ทำงานการสร้างสรรค์ แล้วรู้ว่าจะขยันใช้แรงงานไปสร้างอะไร อย่าไปสุ่มเสี่ยงในสิ่งไร้สาระให้เอาสิ่งที่เป็นสาระแท้ มันบังคับไม่ได้หรอกคนโง่มีเยอะ ไปใช้เวลาพลังงานกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ส่วนคนที่รู้สาระก็เอาพลังงานแรงงานไปสร้างสิ่งที่เป็นสาระที่จำเป็นแก่ชีวิตและสังคม เพราะฉะนั้นจึงเป็นการสงวนสิ่งที่สูญเสีย เป็นการได้พลังงาน ได้การกระทำ ทั้งความรู้ทั้งลงมือกระทำสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระแท้

แล้วก็มีกินมีใช้อย่างอุดมสมบูรณ์และไม่ต้องแย่งชิงกัน ใครจะกินจะใช้ก็กินใช้เต็มที่ แต่ก็ต้องรู้ว่าเรากินมากๆตะกละตะกลามมากๆมันก็เฟ้อเปล่าๆ   เป็นกิเลสในตัว ก็หัดเรียนรู้ลดลงมาให้กินพอเหมาะพอดีชีวิตก็จะเท่านี้เอง กินเท่านี้อาศัยอยู่อย่างนี้ชีวิตก็สบายแล้ว ชีวิตก็จบความดิ้นรน จบปัญหา จบความเสียหายทั้งหลาย ก็เป็นชีวิตที่สงบสบายอบอุ่นอยู่กับหมู่

พูดไปแล้วมองเห็นสังคมชาวอโศก มีสาราณียธรรม 6 ดีจริง มันเป็นจริง อาตมาพูดแล้วไม่ได้ไปหลงงมงาย เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 อยู่ด้วย สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  ให้เจริญเป็นพระอรหันต์ให้ได้ แล้วจะเป็นคนมีวรรณะ 9 เต็ม

เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  วรรณะ 9 คือคนจนที่ได้ระดับ ยอดขยันและก็ไม่สะสม ยอดขยันวิริยารัมภะ วันๆก็ทำงานไปไม่พักเราก็เพียร แล้วเอามารวมกันกับกองกลาง กินใช้ร่วมกันเสมอ

คนไม่สะสม และขยัน ก็มีอาการที่น่าเลื่อมใส อาการของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม น่าเคารพน่าเลื่อมใส น่าบูชา เป็นอาการของความเป็นคนที่มี ปาสาทิโก

เป็นคนที่ยังมีอะไรบกพร่องก็ ขจัด จนหมดกิเลส หมดกิเลสแล้ว ก็ยังมีกายกรรม วจีกรรม ที่ยังเข้ากับใครคนอื่นยังไม่ดี ก็มาขัดเกลากายวาจาที่ยังบกพร่องของตน เป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม ต้องมาขัดเกลากายวาจาของตนให้เข้ากับหมู่กลุ่มให้ดีมี สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4

โดยมีความพอ ใจรู้จักจุดพอดี พอเพียง ใจพอ กายพอ วจีพอ พอจุดปโหติ เหมาะควรที่สุดแล้ว สันโดษ

สู่แดนธรรม...ตรงนี้ยืดหยุ่นได้ไม่เที่ยงใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า…ไม่เที่ยง ตรงสันโดษนี้ไม่เที่ยง ใจของเราเองเที่ยง ใจของเราเองพอ และใจของเรามีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 อยู่กับสังคม อนุโลมปฏิโลมอยู่กับเขา ใครขาดเราเติม ใครเกินเราช่วยตัด อยู่กันอย่างมีปัญญา แล้วจุดยืนของตัวเองคือเป็นคนมักน้อย เป็นคนจน นี่แหละจุดสำคัญ เป็นคนมักน้อย กล้าจน บักน้อยยืนหยัดอยู่ในฐานจน เป็นคนจน พระโพธิสัตว์จะรู้ว่า ถ้าเข้าใจจุดปฏิบัติของมนุษย์ มาเป็นคนจนดีกว่าเป็นคนรวย มันก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาของเศรษฐกิจได้ อย่างเช่น ชาวอโศกเรา แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จบ จบเลยสบายแล้ว ทุกวันนี้ชาวอโศกปัญหาเศรษฐกิจไม่มี

แม้แต่คุณไม่มีเงินเลยสักบาทอยู่ในนี้ คุณเดือดร้อนเรื่องเงินไหม ...ไม่ ถ้าจำเป็นต้องใช้เงิน คุณก็ไปเบิกส่วนกลาง เป็นสมาชิกของที่นี่แล้วมีสิทธิ์เบิกได้ คุณมีหน้าที่ทำงานไป รายได้ก็เข้าส่วนกลาง ไม่ต้องคำนวณ ไม่ต้องลงบัญชี  ไม่ต้องไปจำ คนคิดดูแลบัญชีดูแลเงินวัตถุสมบัติ ถ้าเราจะทำโดยไม่ต้องไปดูแลพวกนั้น จัดสรร คุณก็ทำหน้าที่สร้างเท่านั้นเอง สร้างสิ่งที่ที่นี่เขาพากันสร้าง สิ่งใดเขาไม่พากันสร้างอย่ามาสร้าง อย่ามาสร้างสิ่งที่ไม่ควรสร้างในที่นี่ ไม่เอา เช่น ไปสร้างน้ำเหล้า เป็นต้น ที่ไม่เข้าเรื่องเข้าราว หรือแม้แต่ว่าสร้างกลายเป็นเรื่องมอมเมาในสังคมเราไม่เอา เราจะรู้จักสาระที่แท้จริง

ชีวิตมนุษย์ที่มาเป็นคนจนและรู้จักความจนและมาเป็นคนจนสำเร็จ เป็นผู้แก้ไขปัญหาทุกอย่างจบหมดเลย ทั้งปัญหาการเมืองทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคม มาเป็นคนจนให้สำเร็จ ชาวอโศกเข้าใจและทำได้

 


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...