แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วรรณะ 9 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วรรณะ 9 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640721_พุทธศาสนาตามภูมิ - รู้ไหมว่านายกฯลุงตู่เป็นคนมีวรรณะ 9 นะจ๊ะ

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - รู้ไหมว่านายกฯลุงตู่เป็นคนมีวรรณะ 9 นะจ๊ะ
วันพุธที่ 21 กรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สมณะฟ้าไท…วันนี้วันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้สถานการณ์โควิดก็ยังร้อนแรง เหมือนกับข้าศึกล้อมรอบเมือง เจ้าหน้าที่ทำงานหนัก ขาดแคลนทั้งยาและอุปกรณ์ ฟ้าทะลายโจรก็ขาดตลาด

พ่อครูว่า...SMS รายแรกจาก

 

รู้ไหมว่านายกฯลุงตู่เป็นคนมีวรรณะ 9 นะจ๊ะ

_สายลมหวาน : คนประเสริฐต้องมีวรรณะ 9 นายกประยุทธ์ก็น่าจะมีวรรณะ 9 ถ้ามีวรรณะ 9 ก็ต้องมีสาราณียธรรม 6 ท่านนายกฯก็ต้องมี พ่อครูช่วยไขวรรณะ 9 ของนายกฯว่ามีหน่อยหรือมีบ้างหรือเป็นแค่กัลยาณชนที่ดี ครับ

พ่อครูว่า... ก็ดีเพราะนายกฯได้ทำงานมากว่า 7 ปี ก็คงได้เห็นการปฏิบัติการประพฤติต่างๆ ( สมณะฟ้าไทว่า... ที่จริงนายกฯ ทำหน้าที่หลายตำแหน่ง แต่ขอรับเงินเดือนแค่เพียงตำแหน่งสูงสุดตำแหน่งเดียว) แสดงถึง 1 ในวรรณะ 9 แล้ว

อยากจะให้ขยายคำความ วรรณะ 9 ก็ไม่มีใครออกมาพูด อาตมานำวรรณะ 9 เป็นวรรณะชั้นสูงในพระไตรปิฎก ส่วน อวรรณะ 6 เป็นวรรณะชั้นต่ำ พระพุทธเจ้าตรัสไว้แต่คนไม่สะดุด ไม่นำมาปฏิบัติ เป็นเครื่องชี้บ่งบอกคุณลักษณะของคน

ถ้าคนมีลักษณะ ผู้มีวรรณะ 9 (พตปฎ. ล.1  ข.20)

1. เลี้ยงง่าย  (สุภระ)

2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)

3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ)

4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ)

5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ)

6. เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์)

7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 

8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 6 

9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

 

ส่วน อวรรณะ 6 มี ​​

1. เลี้ยงยาก  (ทุพภระ)

2. บำรุงยาก  (ทุปโปสะ)

3. มักมาก  (มหัปปิจฉะ)

4. ไม่รู้จักพอ  (อสันตุฏฐิ)

5. เกียจคร้าน  (โกสัชชะ)

6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา)

(พตปฎ. เล่ม 1  ข้อ 20)  ตรงข้ามกับ วรรณะ 9

ได้มามากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นคนชั้นต่ำ ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ยิ่งได้ยิ่งโลภ ยิ่งได้ยิ่งกอบโกยสะสมยิ่งเป็นคนชั้นต่ำ คนที่แปลนั้นแปล สังคณิกา สุดโต่งไป ไปแปลคำว่า คณะ หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขา แต่ที่จริงคณะหมายถึง กองกิเลส คณะกิเลส คลุกคลีกับหมู่พาลชน หมู่คนที่เต็มไปด้วยกิเลส

ถ้าอย่างหมู่ชนที่เป็นชาวอโศกเป็นอาริยชน ไม่ใช่คณะที่เต็มไปด้วยกิเลส

คนเลี้ยงง่าย 9 ประการ เราเอามาเรียกพวกเรา มีคุณลักษณะ 9 ประการ ที่เป็นจริง ใครมาสัมผัสกับชาวอโศกมาอยู่ที่นี่มาอยู่ในชุมชนอโศกไม่ว่าชุมชนไหน

สมณะฟ้าไท... ชาวอโศกเป็นคนเลี้ยงง่าย แต่เขาหาว่าเลี้ยงยาก

พ่อครูว่า... สิ่งต่างๆคำสอนของพระพุทธเจ้ามันเป็นความลึกซึ้ง มันไม่ใช่เข้าใจแบบตื้นๆ เช่นพูดไป..คนเลี้ยงง่าย ก็มองตื้นๆ ออ..เลี้ยงง่ายๆเหมือนเลี้ยงหมูเลี้ยงหมา ให้กินๆนอนๆ ซึ่งมันไม่ใช่! คนตื้นๆก็คิดตื้นๆแค่นั้น แต่ความจริงแล้วเป็นคนชั้นสูง the classic ไม่ใช่ the masses ซึ่ง the masses เป็นคนชั้นทั่วไปเป็นคนพื้นๆ เลย์แมนทั้งหลาย

อาตมานำมาขยาย อธิบายเป็นธรรมะ พระพุทธเจ้า เอามาสอนเอามาให้ประพฤติปฏิบัติ เลี้ยงง่ายไม่ใช่แค่ตื้นๆ แต่มันต้องมีทั้งความตื้นและความลึกอยู่ในตัว

บำรุงง่าย มีคนเจริญพัฒนาได้ง่ายสอนได้บอกได้ให้เรียนรู้พัฒนาได้ดีเจริญไว

อัปปิจฉะ แปลว่ามักน้อย มีน้อยๆ ต้องการน้อยๆไม่ได้ต้องการมากได้น้อยๆก็พอ หรือให้ชัดๆคือ มัก คืออยาก อยากได้น้อยๆ ไม่ได้อยากได้มากๆ ให้มามากไม่เอา มากไม่เอา อาตมาก็แปลอีกว่า กล้าจน ต้องมีให้น้อย มีมากก็สะพัดออก ให้คนอื่นใช้ไปเรามีน้อยก็พอ

สันโดษ ท่านไปแปลว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ทั้งที่จริงก็คือใจพอ สันโดษ มีน้อยก็พอ สัมพันธ์กันตั้งแต่ข้อ 3 มาแล้ว มีน้อยๆก็พอไม่ต้องมีมาก หากมีมากก็ขัดเกลาออก สัลเลขะ หนีสะสม ไม่เอา ข้อ 8 อปจยะ ไม่สะสม สุดท้ายหมดเนื้อหมดตัวเลย

ธูตะ มีหลักเกณฑ์มีข้อกำหนดข้อปฏิบัติที่ขัดเกลา สัลเลขะ ขัดกิเลส ปฏิบัติเพื่อให้ลดละกำจัดกิเลสออกไปเรื่อยๆ คำสอนต่างๆเป็นไปเพื่อทำให้กิเลสลด  เป็นคนมีศีล

ธูตะ มีศีลสูงขึ้นเรื่อยๆ มีอาการน่าเลื่อมใส

ปาสาทิกะ มีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมน่าเลื่อมใส คนมีภูมิปัญญาจะเห็นว่าน่าเลื่อมใส คนไม่มีปัญญาก็มองหยามเหยียด แบบคนหัวสูงไฮโซ ตีนไม่ติดดิน ยิ่งเห็น พฤติกรรมกายวาจาใจของชาวอโศก ก็จะยิ่งมองหมิ่นหยาม ดูถูกดูแคลน ก็เป็นเช่นนั้นคนไม่มีภูมิธรรมไม่มีความรู้ คือคนโง่ๆ

อปจยะคือไม่สะสม ไม่สะสมอะไร? มีน้อยก็ไม่สะสมก็เป็นคนเบาว่างสบาย เป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง เป็นเศรษฐศาสตร์ดีเลิศประเสริฐศรี ประพฤติปฏิบัติได้แล้วมันยอดเยี่ยม ยิ่งครบ

วิริยารัมภะเป็นคนปรารภความเพียรเสมอ ท่านประยุทธ์แปลว่า ระดมความเพียร

เป็นคนมีคุณธรรมชั้นสูง 9 ประการ พวกเราได้ศึกษาถือเป็นหลักในการตรวจสอบ เราเป็นคนเลี้ยงง่ายหรือเปล่า เราเป็นคนบำรุงง่าย พัฒนาง่ายหรือเปล่า เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษเป็นคนใจพอหรือเปล่า เป็นคนสังวรระวังขัดเกลากิเลสตัวเองหรือเปล่า เป็นคนมีศีลธรรมมีข้อประพฤติปฏิบัติประจำตัวจริงๆ ไม่ใช่คนหลักลอย ทำอะไรเหมือนโลกไม่มีอะไรเป็นหลักที่จะยึดถือ หลักการในการปฏิบัติเลย ก็เป็นคนมีแต่ความเสื่อม

แต่ถ้ามีข้อปฏิบัติตามศาสดาตามผู้รู้ผู้ประเสริฐ ยิ่งเป็นพระศาสดาในศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาไหน หลักเกณฑ์ที่ท่านสอนให้ปฏิบัติก็เป็นการให้คนเจริญได้ มีอาการน่าเลื่อมใส ทั้งกายวาจาใจ เป็นคนจนนี่แหละ เป็นคนจนที่มีใจคอไม่สะสม และเป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้างสรร สร้างสรรอย่างมีคุณธรรม ไม่สร้างสรรสิ่งที่เลวร้ายสิ่งที่ไม่ดี แต่สร้างสรรสิ่งที่เป็นสิ่งประเสริฐ สิ่งดีงาม มีคุณค่าแก่สังคมมนุษยชาติ จึงเป็นคนที่มีคุณธรรม มีคุณสมบัติ มีสิ่งที่ดีสิ่งที่เจริญ

เมื่อปฏิบัติได้แล้วก็จะเห็นว่าเป็นผลเกิดสังคมกลุ่ม  เกิดชุมชน ที่มี สาราณียธรรม 6 สาราณียธรรม 6 เป็นคนที่อยู่ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา 

จะเห็นมีอาการน่าเลื่อมใสเจริญดีจริงๆ และยิ่งชัดที่เป็นคนไม่สะสม ซึ่งเป็นเรื่องยืนยันได้ ผู้ที่ไม่สะสมจริง จิตเขาไม่สะสม แล้วอยู่ในสังคมหมู่กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องสะสมด้วย มันจะสมพร้อมกัน ไปด้วยกันมาด้วยกัน เลือดราชธานีอโศก ไม่ใช่เลือดสุพรรณนะ

แล้วก็ขยันสร้างสรรค์ มีผลผลิตมีแรงงาน มีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่ดีก็ไม่ทำอยู่แล้ว ทำแต่อาการที่ดี พฤติกรรมที่ดี ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีๆ เพราะฉะนั้นคนที่มีคุณสมบัติ 9 ประการนี่แหละเป็นเป้าหมายของศาสนา ที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติท่านตราไว้ อาตมาเอามาจากพระพุทธเจ้าทั้งนั้น และท่านก็มีธรรมะคู่ที่เปรียบเทียบเป็นวรรณเสื่อมอีก 6 ซึ่งตรงกันข้ามกันกับ 4 ข้อต้นของวรรณะ 9

 อวรรณะ 6 มี ​​

1. เลี้ยงยาก  (ทุพภระ)

2. บำรุงยาก  (ทุปโปสะ)

3. มักมาก  (มหัปปิจฉะ)

4. ไม่รู้จักพอ  (อสันตุฏฐิ)

5. เกียจคร้าน  (โกสัชชะ)

6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา)

(พตปฎ. เล่ม 1  ข้อ 20)  ตรงข้ามกับ วรรณะ 9

เป็นคนหลงตัวเองโง่ไม่เสร็จแก้ไขยาก นึกว่าตัวเองดีตัวเองเจริญ ทั้งๆที่ประพฤติชั่วเป็นคนขี้คุก แล้วก็ไม่ยอมมาติดคุก มีความผิดไม่รู้กี่คดีเป็นต้น ซึ่งไม่ได้พูดใส่ความหรือหาเรื่องอะไร และเป็นสิ่งที่ควรพูดข่มว่า อย่าให้โลกเอาอย่างนะ เป็นคนที่ไม่ควรคบหาคบคุ้น เหมือนที่บอกในโคลงโลกนิติ ว่า หลีกช้างหลีกม้า ให้หลีกห่าง ส่วนคนพาลให้หลีกไกลลิบเลย(หลีกเกวียนให้หลีกห้า ศอกหมาย ม้าหลีกสิบศอกกราย อย่าใกล้ ช้างยี่สิบศอกคลาย คลาคลาด เห็นทุรชนหลีกให้ ห่างพ้นลับตา)

พุทธศาสนิกชนทุกวันนี้ ไม่ใส่ใจคำสอนของพระศาสดา มันก็สูญเปล่า มันไม่มี ประโยชน์อะไร มีศาสนาแต่ไม่ได้ประโยชน์จากศาสนา ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรจากศาสนาที่ตัวเองนับถือ เพราะฉะนั้นในธรรมะของพระศาสดาที่แปลว่าศาสนา เป็นสิ่งประเสริฐของมนุษย์แม้จะเป็นเทวนิยมก็ได้คุณงามความดีของมนุษย์ ทำให้โลกที่มีศาสดาแต่ละพระองค์ได้พยายามรวบรวมคุณธรรม ศาสดาแต่ละพระองค์เป็นผู้ที่ใส่ใจในความเป็นมนุษย์แต่ละชาติ แต่ละเทวนิยมไม่รู้จักกรรมวิบาก ท่านไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องกรรมวิบากหรอก เพราะธรรมะมันไม่ถ้วนรอบในการเกิดการตาย จิตวิญญาณคืออะไร

จิตวิญญาณเป็นธาตุรู้เป็นอัตภาพ ที่ได้จุติมีอัตภาพขึ้นมา เริ่มเป็นชีวะตั้งแต่จิตนิยามตั้งแต่เซลล์เดียวขึ้นมา ก็จะเป็นชีวะ เขาก็เจริญขึ้นไม่ว่าจะเจริญแบบโลกีย์ก็ตาม จากสัตว์เซลล์เดียวก็เป็นสัตว์หลายเซลล์จนเป็นคน พัฒนาต่อเป็นคนชั้นดี จนกระทั่งเป็นพระศาสดาเป็นคนชั้นดีในโลกียะ เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง มีศาสนาของตัวเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องดีในมนุษยชาติ

อาตมาก็เคยผ่านความรู้โลกียะมาก่อนทั้งนั้น เสร็จแล้วจะมาถึงขั้นพลิกกลับ โลกุตรธรรมเป็นปฏิโสตัง ทวนกลับและย้อนกลับเป็นการทวนกระแส ทวนกลับจากโลกีย์ที่วนแล้วก็นิดเดียว ของพระพุทธเจ้าทวนกลับ การทวนกลับเป็นเรื่องที่อจินไตย รู้ยากเข้าใจยาก คนที่มีความรู้ทางโลกๆเรียกว่า โลกจินตา รู้ได้แต่โลกีย์

เขาก็ไม่รู้ว่าความคิดที่วนอยู่ในโลกีย์นี้มีแต่ความคิดที่เป็น โลกจินตา ชาติแล้วชาติเล่าเขาก็ไม่รู้เขาก็สะสมใฝ่ทำดีสั่งสมความดีสัมภาระวิบากของตัวเอง จนกระทั่งเป็นคนเจริญที่สูง มันเป็นแค่ในกรอบโลกีย์

จิตวิญญาณเป็นธาตุที่สั่งสมความไม่รู้อวิชชามาตั้งแต่ต้น ไปติดอยู่ในความเกิด สุดท้ายดับอัตภาพของตัวเองไม่ได้ ค้างเติ่ง ด้วยความไม่รู้ แต่แท้จริงแล้วมันเปลี่ยนแปลง สูงแล้วก็อยู่ได้ระยะหนึ่งรักษาความดีได้ จะรักษาความดีให้ได้เที่ยงแท้ถาวรเหมือนเกลือรักษาความเค็ม เหมือนขี้รักษาความเหม็น รักษาอย่างไรมันก็ต้องเสื่อมไปวันใดวันหนึ่ง วนเวียนไม่รู้จบอยู่อย่างนั้น เพราะความไม่รู้ อวิชชา

พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ว่าธาตุที่รวมตัวกันเป็นจิตนิยาม มันก็มาจากธาตุดินน้ำไฟลม สังขารปรุงแต่งกันขึ้นมา ตั้งแต่เป็นธาตุแม่เหล็ก อย อยัง ธาตุจับตัวกัน

ธาตุ อย่างแก๊สจับตัวกันบางอย่าง เช่น H2O จับตัวกันเป็นธาตุน้ำอย่างนี้เป็นต้น หรือเป็นแคลเซี่ยมหรืออย่างอื่นต่างๆนานา อาตมาลืมความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี้ไปหมดแล้ว อาตมาสอบได้ 10 ส่วน 100 มันไม่เอาถ่านเลย

จากธาตุแก๊สเป็นดินน้ำลมไฟเป็นดิน เรียกเป็นดินก็คือธาตุที่เป็นการจับตัวเป็นก้อน ยึดติดกันจนกลายเป็นโลหะเป็นต้น ก็ดูรายละเอียดนี่เป็นต้นทาง เป็นอุตุนิยาม

รวมตัวได้ระดับหนึ่งเป็นพีชนิยาม มีพัฒนาการมาเป็นชีวะได้ ทุกวันนี้คนพยายามสร้างหุ่นยนต์ พยายามให้เคลื่อนไหวเหมือนคน  แต่มันก็ไม่เหมือนคนทั้งหมด จะให้คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับธรรมชาติสิ่งที่ผสมส่วนเป็นสังขารเป็นสรีระเป็นเนื้อหนังมังสาเป็นกระดูกเป็นเส้นเอ็นอย่างเก่าซึ่งมันไม่ได้ เขาก็พยายามจะทำ แต่ว่าจะทำให้มันมีความรู้สึกเหมือนกับคนที่รู้สึกได้อีกมันไม่มีทางทำได้ แต่เขาก็พยายามก็ว่ากันไป

ถ้าเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ เข้าใจ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม 5 สุดยอดเลย เป็นความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ใดก็คิดไม่ออก ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐไม่มีบันทึกเรื่องธรรมนิยาม 5 นี้ แต่ได้พบในพระไตรปิฎกของมหายาน

นิยาม 5 นี้มีความสำคัญ ถ้าผู้ศึกษาธรรมะไม่เข้าใจเรื่องธัมมนิยาม 5 นี้อย่างสัมมาทิฎฐิ คุณไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมบรรลุเป็นพระอรหันต์ แยกธาตุให้เป็นอุตุ ไม่ได้ แล้วคุณจะไปบรรลุอรหันต์ได้อย่างไร แม้ขณะเป็นๆ ผู้บรรลุอรหันต์ทำจิตให้เป็นอุตุได้ทั้งนั้น หากใครทำไม่ได้ก็เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้นไม่มีความรู้ทางจิตเจตสิก รูป นิพพาน ไม่มีความรู้ทางนามธรรมที่แท้จริง

ยิ่งสายนั่งหลับตามืดบอด นั่งให้ตาไม่เห็นรูปหูไม่ให้ได้ยิน กลิ่นไม่ได้รับรู้ อันนี้ก็เป็นคนมืดบอดเท่านั้น

อาตมาย้ำสอนพวกนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นลัทธิ เดียรถีย์ จริงๆ

ในอานาปานสติมีให้เห็นเลยว่าจะนั่งหลับตานั้นผิดจากหลักอานาปานสติ อานาปานสติต้องไม่นั่งหลับตาแต่ต้องลืมตารู้กาย ต้องมีกาย กายต้องมีภายนอก ต้องสัมผัสด้วยลูกตาเห็น กายต้องมีตาลืม ไม่ใช่มีแต่รับรู้ทางจมูกทวารเดียว กายไม่ได้แปลว่า จมูกทวารเดียว แต่ต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ครบ สัมผัสกับภายนอกครบ

ใน อานาปานสติ 16 มี ปัสสัมภยังกายสังขารัง ให้ระงับกิเลสที่สัมผัสทางกายก่อน ก่อนจะปฏิบัติ ปัสสัมภยังจิตสังขารัง ทำไปตามลำดับ ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ไปหลับตานิ่งอยู่กับที่ แต่ก็มีชีวิตอยู่กับปกติ 3 วันนี่แหละ ทำอาชีวะ ตามมรรคมีองค์ 8 มีกรรมกิริยา กัมมันตะ ทุกอย่างตามปกติ เป็นคนสามัญปกติลืมตา มีกายสังขาร  จิตสังขาร ให้สงบระงับกิเลสที่เกี่ยวข้องกับทางกาย ระงับได้แล้วก็ไประงับกิเลสในจิต เป็นขั้นตอนหมดเกลี้ยงสะอาดหมดจด

แต่ไปนั่งหลับตาไม่รู้เรื่อง กายทิ้งกายไปเลย หากเอาแต่จมูก ก็ทิ้งทวารอื่นไปหมดเลย ส่วนก็นั่งหลับตาก็มีแต่ทวารใจทวารเดียว ไม่มีกายไม่มีทวารภายนอกเลย เขาสอนกันว่าอย่าให้ออกนอกจิต มันก็เลยไม่ได้ผล

 

ขอเข้าสู่ คุหัฏฐกสูตร เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว

จากพระไตรปิฎก ล. 29 คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒

ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย

[30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(สตฺโต คุหายํ) เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว(พหุนาภิฉนฺโน) นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง((ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ ปคาโฬฺห) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา) ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.

กายวิเวก จิตวิเวกก็ดี ที่จริงไม่มี วจีวิเวก มีแต่กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก คือวิเวก  3 ก็เรียนรู้ไม่ได้ว่าคืออะไร

กายวิเวกคือต้องล้างอุปธิในกาย ในจิต

อุปธิ มีอะไร มีกิเลส มีขันธ์ 5 มีอภิสังขาร อยู่ในคุหัฏฐกสูตร

อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก.

คำสอน พระพุทธเจ้า นี้ชัดเจน เนื่องกัน ติดต่อกัน พูดธรรมะตรงไหนก็ขยายไปจนรู้ครบถ้วน เพราะทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอย่างชัดเจน

การเรียนรู้วรรณะ 9 เป็นความรู้ชั้นสูงคลาสสิคอย่างแท้จริง ไม่ใช่ชั้นวรรณะอย่างชาวอินเดีย แต่ว่าเป็นชนชั้นอย่างเจริญพัฒนาอย่างอาริยบุคคลจริงๆ

แม้สาราณียธรรม 6 ก็เกิดจากการปฏิบัติวรรณะ 9 ก็จะมาอยู่รวมกันอย่างเป็นคนมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  ทำกินทำใช้ได้ก็มารวมกับส่วนกลาง เรียกว่าลาภโดยธรรม หรือลาภธัมมิกา เป็นสาธารณโภคีแบ่งกินใช้ร่วมกัน เหมือนครอบครัวเดียวกันเป็นกงสีแบบจีน ไม่แบ่งแยก

ทุกวันนี้มนุษย์ชาติแต่ละประเทศแต่ละสังคมทุกวันนี้ต้องการมีเศรษฐกิจชั้นดี ไม่มีเศรษฐกิจระบบไหนเลยที่จะดีเท่าเศรษฐกิจระบบสาธารณโภคี ในยุคพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในหมู่สงฆ์ เพราะเรียนรู้ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ได้ เมื่อมีอาริยธรรมจึงเกิดวรรณะ 9 ได้ แล้วก็มาอยู่ร่วมกันอย่างมีสาราณียธรรมได้ แล้วก็เกิดสาธารณโภคีได้ ไม่เช่นนั้นไม่มีทางได้

อาตมาภูมิใจที่นำธรรมะพระพุทธเจ้าอันสุดยอดขั้นสาธารณโภคี มาปฏิบัติ เอาของพระพุทธเจ้ามาประกาศแล้วทำความเข้าใจขยายความ แล้วมีคนอย่างพวกคุณชาวอโศก ฟังแล้วเข้าใจ แล้วเห็นดีเห็นงามยินดีเอาไปปฏิบัติจนลดละกิเลส ขัดเกลาตัวเอง เป็นการยืนยันธรรมะพุทธเจ้า ตราบที่มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ในโลก

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง  ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ  โลเก สมณพราหมณา   สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา  เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ  โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา  ปเวเทนตีติ) 

เมื่อมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเมื่อใด จะมีผู้บรรลุธรรมเป็นผู้ที่เข้าใจโลกนี้และโลกหน้า มีผู้ประกาศโลกนี้โลกหน้าอธิบายขยายความโลกนี้โลกหน้าแจ่มแจ้ง ด้วยความรู้ที่มีในตนเองมาก่อน อาตมาก็ยืนยันบอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่รู้โลกนี้โลกหน้ามาตั้งแต่ชาติก่อนๆแล้ว มาเกิดในยุคนี้ก็เอามาประกาศ ยืนยันคำตรัสพระพุทธเจ้าในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 นี้

เขาก็ไม่เข้าใจหาว่าอาตมาอวดดี ซึ่งก็ถูกแล้วก็อาตมามีความดีมาอวด อาตมาไม่เอาความชั่วมาอวดหรอก อาตมาไม่มีความชั่วให้อวดแล้ว แต่คนถือว่าคนอวดดีคือคนมีกิเลส แต่อาตมาไม่ได้อวดด้วยความมีกิเลส อวดคือโชว์แสดงออก แต่อาตมาแสดงความจริง ไม่ได้แสดงด้วยกิเลส แล้วพวกคุณไม่มีอคติอะไร ฟังธรรมะเข้าใจอันนี้เป็นธรรมะพระพุทธเจ้า เข้าใจได้ ก็เกิดความชอบ ก็ปฏิบัติตามจนเกิดมรรคผล จนอาตมากล้าพูดว่าสังคมชาวอโศกเป็นสังคมอริยบุคคล ถึงขั้นในชุมชนเรามีคนเป็นอนาคามีเป็นสังคมอนาคามี แม้จะไม่เป็นอนาคามีแต่ก็มาปฏิบัติอนาคาริกชน ไม่มีทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องเรือนชานเป็นของตนเองใช้ร่วมกันกับส่วนกลาง

คนใดมีภูมิอนาคามีหรืออนาคาริกชนแท้ ก็สบายเลย ไม่ต้องสะสม กินใช้อยู่ร่วมกันปล่อยชีวิตไปกับส่วนกลาง ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนช่วยรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต้องศึกษาให้เป็นสัมมาทิฐิ

 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท...ที่พ่อครูภาคภูมิใจในสาธารณโภคี เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างง่ายๆ ถ้าไม่มีองค์เหตุปัจจัยครบพร้อมแล้วไม่สามารถที่จะสร้างได้

พ่อครูว่า... เขาถามว่า “นายกฯประยุทธ์มีวรรณะ 9 ไหม? ถ้ามีวรรณะ 9 ก็ต้องมีสาราณียธรรม 6”

นายกฯจะมีหรือไม่มีก็ดูที่ความจริง เป็นคนขี้โลภ มีโอกาสก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเองหรือไม่ อย่างที่พูดกันตั้งแต่ต้น เช่นการรับเงินเดือนตำแหน่งเดียว คนก็หาว่าทำโชว์ ซึ่งก็เป็นจิตใจของท่านจริงๆ คนอื่นเขาทำรวยได้อย่างไม่ผิดกฎหมายไม่ขัดแย้งกับศีลธรรม ซึ่งท่านก็สามารถทำได้แต่ท่านก็ไม่ทำ ซึ่งคนก็ตำหนิไปได้หมด พระพุทธปฏิมายังราคิน คนก็หาเรื่องตำหนิได้ทั้งนั้น

จะว่าไปแล้วไม่ใช่มีคุณธรรมแค่กัลยาณชน แต่เป็นคุณธรรมที่มีปรมัตถ์ เป็นจิตที่เป็นคนมีวรรณะ 9 จริง มีโอกาสที่จะร่ำรวยก็ไม่เอา เป็นคนที่มีคุณธรรม เหมาะสมกับยุคสมัย คนที่โง่คนที่หลงอำนาจเป็นคนโง่ไม่เสร็จ ก็ค้านแย้ง

ขณะนี้จะว่าไปแล้ว คนที่มีคุณธรรม ยกตัวอย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านครองราชย์มา 70 ปีเหมาะสมถึงยุคนี้ 70 ปียังน้อยไป ส่วนนายกตู่ 20 ปียังน้อยไป เป็นเรื่องที่เหมาะสม อาตมาไม่ได้แกล้งพูดเข้าข้างพูดเล่นพูดหัว แต่พูดตามภูมิอาตมา ใครจะว่าอาตมาโง่เง่าไม่รู้เหนือรู้ใต้ไม่รู้อะไรเลยก็ตาม แต่องค์รวมของสังคมเป็นอย่างนี้ โครงสร้างของสังคมเป็นอย่างนี้

คุณคิดให้ดีๆ ดูรายละเอียดทุกอย่าง นายกประยุทธ์นี้งานหนัก ที่มีดินพอกหางหมู โครงสร้างการเมืองโครงสร้างบ้านเมืองที่ทำฉิบหายกันมาตั้งเท่าไหร่ ไม่ต้องเอาอะไรมากแค่มานั่งใช้หนี้ก็จะตายชักอยู่แล้ว  แถมยังมีอะไรอีกมหาศาล ในรายละเอียดมีเยอะแยะ คนที่หลงตัวหลงอำนาจโง่ไม่เสร็จต่างๆ ไปพูดกับเขาไม่ได้ เพราะเขาต้องแสดงความจริงคือแสดงความโง่ออกมาให้เห็นอย่างนั้น โง่ไม่เสร็จเขาก็ต้องทำอย่างคนโง่ไม่เสร็จ เป็นธรรมชาติจริงๆบังคับกันไม่ได้หรอก เขาก็ต้องทำเพราะเขาโง่ เป็นคนโง่แบบบอร์นทูบี มันเกิดมาโง่ต้องทำสิ่งโง่เป็นธรรมดา จะไปรู้สึกประหลาดใจทำไม เขาก็รู้สึกของเขาอย่างนั้น ทุกคนแสดงความจริงของเขา

คนที่ฟังธรรมอย่างไม่มีอคติจะเข้าใจว่าเราโง่ เราถูกด่า คนไปว่าพลเอกประยุทธ์ ในยุคนี้ เหมือนกับในหลวงร.9 ที่ทรงงานมา 70 พรรษา ก็มีคนโง่ตาบอดตาถั่วโง่ไม่เสร็จก็ว่าท่าน ก็เหมือนกัน แต่คนที่เข้าใจดีรู้ดี 70 พรรษายังน้อยไป ยังไม่น่าสิ้นพระชนม์เลย เหมือนกับพลเอกประยุทธ์ ยังอยู่ต่อไปได้อีก เพราะฉะนั้นอย่ารีบออกไปง่ายๆ เขาจะบอกว่าต้องออกต้องไล่ออก ให้ตะโกนจนคอแตกเลย จริง อาตมาเองไม่ใช่แกล้งเข้าข้างแกล้งว่า แต่มองเห็นประโยชน์ของประเทศประโยชน์ของมวลชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆแต่เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง

อาตมาพูดไปคนก็อาจจะเข้าใจไม่ได้ นักรัฐศาสตร์อาจจะหาว่าอาตมาเวอร์ พูดอย่างงมงาย อาตมาว่าอาตมาไม่ใช่คนงมงายแต่เกิดมาชาตินี้มีภูมิปัญญามา อาตมามีความรู้ทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาตมาก็ทำงาน มีคนมาศึกษาตามอาตมา แล้วกลายเป็นคนอย่างไร คุณมาดูคนที่กลายเป็นคนอย่างชาวอโศกดูสิ นักรัฐศาสตร์มาเจาะลึก พฤติกรรมของคนชาวอโศก ถ้ามองในแง่การเมืองสังคมเศรษฐศาสตร์ มองในแง่ไหนก็เป็นความเจริญทั้งนั้นเจริญแบบโลกุตระด้วย ซึ่งคุณจะเข้าใจไม่ได้หรอก

เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 เสียภาษี 100% คอมมิวนิสต์ก็ทำไม่ได้ประชาธิปไตยก็ทำไม่ได้ มีพุทธาธิปไตยทำได้ อาตมาเอาพุทธาธิปไตยมาทำ ไม่ได้เอาแค่ประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มาทำ แต่เอาพุทธาธิปไตยมาทำ แล้วทำสำเร็จด้วย ไม่ใช่พูดขี้ตู่เอานะ แต่เป็นเรื่องจริง

 

ชาวอโศกช่วยโลกหรือไม่ในยุคโควิด

_0890015 : ทำไมพ่อท่านไม่เลือกจะช่วยชาวโลกในสถานการณ์ covid ครับ

พ่อครูว่า... อาตมาไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปช่วยเรื่อง covid ได้ 1.เรื่องความรู้การแพทย์วิทยาศาสตร์สุขอนามัยอาตมาก็ไม่มี, 2.ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมาที่จะไปทำหน้าที่นั้น 3.หน้าที่ที่แทรกแซง ในสิ่งที่ไม่ใช่กิจไม่ใช่หน้าที่อาตมาก็ไม่มีอีก ไม่ใช่เป็นคนที่จะไปแทรกแซงอย่างนั้นอีก อาตมาก็เป็นคนอย่างนั้นด้วยไม่ใช่ไปแทรกแซงอะไรที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง อย่างนี้เป็นต้นอาตมาจะไปทำทำไม

อาตมาก็ดูแลชาวอโศกที่มีอยู่ทั่วประเทศเป็นชุมชนหลายสิบชุมชน แล้วชุมชนชาวอโศกก็ปฏิบัติตามที่อาตมาบอกนโยบายบอกวิธีการให้ เราจะปฏิบัติอย่างไรกับเรื่องโควิด ก็เหมือนกันกับประเทศที่สอดคล้องกันไม่ต้องออกไป แล้วเราก็อยู่ได้โดยปิดชุมชนปิดหมู่บ้าน ไม่ต้องออกไปเพ่นพ่านข้างนอกเลย เราก็ไม่ตาย นี่เป็นการพิสูจน์เลย พิสูจน์ว่าเศรษฐกิจยอดเยี่ยมเลย

ถ้าปิดหมู่บ้านปิดชุมชนไปตลอด ประเทศทำไม่ได้ ตายลูกเดียว แต่ชุมชนชาวอโศกอยู่ได้ทุกชุมชน เพราะว่ามีสาธารณโภคี เพราะว่าพึ่งตนเองรอด ก็สิ่งที่จะเป็นปัจจัยชีวิตทำได้เอง ผลิตเอง ปัจจัย 4 เป็นต้นหรือบริขารที่เอาไว้อาศัยก็พอเพียงอยู่รอดพึ่งพาตนเองได้ ถ้าปิดประเทศเลยก็ต้องมีสินค้าออกสินค้าเข้าเลย เขาทำไม่ได้ ประเทศอยู่ไม่ได้ แต่อโศกนี้ไม่ต้องมีสินค้าเข้าออกเลย อาศัยแต่ปัจจัยสี่ชีวิตภายในอยู่รอด นี่คือการพัฒนาชีวิตพัฒนาสังคมที่ถึงที่สุดแห่งความดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ของชีวิต ของสังคม สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องพึ่งคนอื่นเลย พึ่งกันเอง

มีสัปปายะ 4 มีพื้นที่ มีอาณาบริเวณที่เรามีสิทธิตามกฎหมายทางโลก เป็นเสนาสนะ แล้วมีคนที่เหมาะสมที่จะอยู่ในถิ่นที่อันสัปปายะ

มีเครื่องอาศัยอยู่กิน อาหารสัปปายะ ไม่ว่าจะเป็นบริโภคนอก บริโภคในก็ตาม เราก็อยู่ได้ มีธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นพุทธธรรม มีสัปปายะ 4 สบายอยู่ได้ นี่คือการหลุดพ้นจากทุกข์ภัย พ้นภัย 5 ที่พระพุทธเจ้าสอนให้มีพลัง 4

พลังปัญญา  วิริยะ  อนวัชชะ สังคหะ พ้นภัย 5

1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย)

2. อสิโลกภัย (ภัย คือ  การติเตียนจากคนโลกๆ)

3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ  การสะทกสะท้านต่อสังคม) .

4. มรณภัย (ภัยคือ  ความตาย)

5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ  เช่น อบายภูมิ  นรก เดรัจฉาน ฯ)

(พลสูตร  พตปฎ. เล่ม 23   ข้อ 209)

สมัยพระพุทธเจ้าท่านก็พาพลเมืองของท่านไปรอด กระทำได้ในหมู่นักบวช ส่วนฆราวาสนั้นอยู่ในอาณัติของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นยุคของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิมนุษยชน

ผู้มีพลัง 4 พ้นภัย 5 จะไม่มีใครกล้ามาติเตียน นอกจากไม่มีใครมาติเตียน พวกเราก็อยู่กับโลกอย่างไม่ต้องสะทกสะท้าน ปฏิบัติตามควร เราก็ทำตามความเหมาะควรกับโลก ข้างในเราก็ปฏิบัติได้อย่างดีไม่มีพิษภัยป้องกันภัยให้ดี

ยิ่งมรณภัย ทุคติภัย ภัยแห่งความตาย ภัยแห่งนรก ไม่ต้องกลัวตกนรกเลยพวกเรามีแต่สร้างสวรรค์ที่แท้จริง จริงๆแล้วศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก หมดนรกหมดสวรรค์เป็นสุดยอดโลกุตรธรรมแต่เขายังไม่ถึงกัน เขายังหลงสวรรค์ติดสวรรค์กันอยู่นั่นแหละ แต่ชาวอโศกเราหมดนรกหมดสวรรค์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปหลงสวรรค์ ถ้าใครยังหลงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ชั้นยามา คือพวกยังไม่อยู่ในเขตโลกุตระ

ผู้ที่เข้าสู่โลกุตระแล้วก็จะเข้าใจเขาที่เป็นสวรรค์ภพชาติ มันไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกหรอกเพราะว่าเป็นคู่กัน ไม่มีภพชาติสวรรค์ก็ไม่มีนรกก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น

ที่พูดไปนี้พูดในลักษณะโลกุตรธรรมทั้งนั้น คนเข้าใจยากอยู่ แต่คนที่มีภูมิพอจะเข้าใจแม้แต่ในเมืองไทยก็ตามที เถรสมาคมก็ตาม ผู้ที่ไม่มีอคติกับอาตมาฟังธรรมด้วยดีจะมีปัญญาจะเกิดปัญญา 8 ประการ อาตมากำลังเขียนหนังสือปัญญา 8 อยู่

คนทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจ ว่าความรู้ความจริงที่ใช้บัญญัติว่าปัญญาเป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่เรื่องทางโลกๆ เขาพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเข้าใจกันไม่ได้ก็ไม่เป็นไรมันก็ต้องเป็นจริงตามที่เขาเสื่อม พุทธศาสนาโลกุตรธรรมมันไม่มีแล้วในยุคนี้อาตมาเอามารื้อฟื้นได้ ย่างเข้า 50 ปีมันก็ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว

ถามว่า ทำไมพ่อท่านไม่เลือกช่วยชาวโลกในสถานการณ์นี้ อาตมาไม่อาจเอื้อม แต่อาตมาช่วยประเทศชาติอยู่แล้ว ชาวอโศกก็เป็นชาวโลกอาตมาช่วยชาวอโศกก็ได้ช่วยโลกแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าอาตมาพูดเอาดีเข้าตัว อาตมาก็รับผิดชอบพอตัวอยู่แล้ว แล้วพวกเราก็ชัดเจนมาปฏิบัติตามที่อาตมานำพา ก็ยังไม่มีใครต้องเป็นโควิด แต่เราจะไปประมาทก็ไม่ได้

หรือถ้าเผื่อว่าชาวอโศกติดโควิดมาแล้ว เห็นไหม ก็ไม่ใช่ ก็อาจเป็นได้ เพราะมันเก่งเหลือเกินโควิด เราไม่ได้ไปอวดดีกับโควิด ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเป็นในชาวอโศก ยังไม่ได้ข่าวคราวชาวอโศกเป็นโควิด แต่มันจะเป็นไปก็ดูถูกมันไม่ได้ อาตมาไม่ได้พาทำเป็นหยิ่งว่าชาวอโศกจะไม่เป็นโควิดหรอก อย่าพูดอย่างนั้นอาตมาไม่กล้าพูด ไม่พูดหรอก พูดไม่ได้ มันสุดวิสัยก็เป็นไป ป้องกันได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว

 

_9309 :โยมชอบในวัตร ปฏิบัติ ของคณะสงฆ์อโศก เพราะเคร่งครัดในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และโยมก็เข้าใจด้วยว่า เรื่องทิฏฐิทางด้านการเมือง พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้าม จึงขอร่วมทำบุญกับพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้ว่าทางเห็นต่างทางการเมือง ไม่เห็นด้วยก็ตาม

และทางกลุ่มอโศกขอความกรุณาอย่าแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์คนที่เห็นต่างด้วย คนที่เห็นต่างไม่ใช่คนเลวนะ ให้เกียรติซึ่งกันและกันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

โยมไม่เคยเห็นด้วยกับพ่อท่านในเรื่องการเมืองกับทุกเรื่องเลย รู้สึกว่าไร้สาระมาก

แต่โยมศรัทธาในวัตรปฎิบัติของพ่อท่าน และพระสงฆ์ทุกรูปในอโศก

โยมขอบริจาคค่าน้ำค่าไฟให้ทางวัดและบริจาคไปแล้ว

หวังว่าคงจะไม่อคติกับคนที่ไม่เห็นด้วยและไม่ถือสา และหวังว่าอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านคงจะอนุญาตให้โยมทำบุญนะ สาธุ

พ่อครูว่า... เราไม่ได้รังเกียจคนเห็นต่างนะ คนที่เห็นต่างไม่ใช่คนเลว แต่เป็นคนยังไม่มีวรรณะ 9 ที่เจริญสูงไปตามความจริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เรียนให้ดีศึกษาให้ดีจะรู้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าเป็นความลึกซึ้งโลกุตระ เราก็ให้เกียรติคนเห็นต่าง

โยมไม่เคยเห็นด้วยกับพ่อท่านในเรื่องการเมืองกับทุกเรื่องเลย รู้สึกว่าไร้สาระมาก

คนมีความคิดเช่นนั้นเป็นคนถ่วงโลก เรื่องการเมืองเป็นเรื่องธรรมะเป็นเรื่องของคนทุกคน คุณไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่การเมืองก็จะเกี่ยวกับคุณ คุณหลีกไม่พ้นหรอก การที่คุณไม่เกี่ยวกับการเมืองเขาก็ปู้ยี่ปู้ยำคุณไปเละเทะคุณก็เป็นเหยื่อ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องสดับรับฟัง อย่างน้อยสังคมก็เป็นไปตามระบบของผู้บริหารระบบของรัฐบาล ในยุคที่รัฐบาลไม่ดีเราก็ออกไปประท้วงไปล้มรัฐบาล ก็ต้องทำอย่างนี้แหละไม่ยุ่งไม่ได้ เพราะว่าคนทุกคนถ้าบอกว่าไม่ยุ่งกับการเมืองก็จะเป็นคนถ่วงโลกเป็นคนเจริญเป็นคนไม่สูง ไม่ใช่คนเลวแต่เป็นคนไม่เจริญไม่สูง ซึ่งเรื่องการเมืองไม่ใช่ไร้สาระแต่เป็นเรื่องสำคัญด้วย

แล้วคุณจะทำความเข้าใจเรื่องการทำบุญให้ดีๆ อโศกสอนเรื่องการทำบุญให้สัมมาทิฏฐิด้วย

 

_ธรรมธารทิพย์ วงษ์รักษ์ มาลิณี  : ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง นึกถึงเสียงตีกลองยามแลง ช่วงเข้าพรรษา บ่าย3โมงเย็น ของวัดทั่วไป แล้วจะมีผู้เฒ่าผู้แก่ หาดอกไม้ไปวัดสวดมนต์ฟังธรรมกัน ประเพณีไทอีสานค่ะ

 

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ  : ฟังชื่อรายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ก็มีความสุขแล้วครับ

 

_ลุงพล นะจ๊ะ : กราบนมัสการ.พระครูบาอาจารย์.ครับ..และเจริญธรรมสำนึกดี..สลิ่ม.ทุก ๆท่านครับ

 

เคยทำใจหายเศร้าแล้วทำไมโง่กลับไปเศร้าอีก

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะลูกหน้าแตก ลูกพึ่งเล่าให้พ่อครูฟังว่า ลูกไม่ต้องกินยาคลายเครียดตั้งแต่เริ่มมาปฏิบัติธรรมตามพ่อครู อยู่ ๆอาการเก่าก็กำเริบค่ะ ลูกไม่เข้าใจตัวเอง คิดไปแต่ว่า ลูกมีกิเลสมาก คือพอตกตอนเย็น ลูกจะคิดฟุ้งน้อยใจ และเศร้าและร้องไห้ ซึ่งเป็นอาการของโรคเก่าที่เคยเป็น แม้จะเกิดไม่บ่อย แต่ ก็ทุกข์ใจมากค่ะ และไม่มีปัญญาจะช่วยตัวเองได้ ขอพ่อครูได้โปรดเมตตาช่วยสอนวิธีพ้นทุกข์ด้วยค่ะ กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า... ก็เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์แล้วก็ปล่อยวาง ดับ เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ให้ได้ คุณพูดเองว่าคุณเองทุกข์ เพราะคุณเองเคยน้อยใจเคยเศร้าเคยร้องไห้ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น คุณเคยทำได้ไม่ต้องมีสิ่งเหล่านี้แล้วมันก็ไม่ต้องทุกข์ คุณเคยทำได้ ก็ระลึกสิว่า ตอนที่ไม่ต้องมาเศร้าไม่ต้องน้อยใจ น้อยใจคือหมาน้อยธรรมดา เศร้าใจก็เป็นใจที่ เว้าแหว่ง ก็เลยร้องไห้ น้ำตาไหลเพราะไปจมอยู่กับอารมณ์โง่ๆแบบนั้น ก็ตื่นขึ้นมา รู้ให้ได้ เราก็เคยรู้ดี หายไปแล้วแล้วก็มากลับกำเริบอีก ทำไมเราโง่ไม่เสร็จ ได้ดีแล้วก็กลับวนมาโง่ไม่เสร็จ ต้องคิดให้ดีใช้ความตื่นรู้หรือความจริงพวกนี้มันจะเป็นความฉลาดเป็นคนมีปัญญารู้ว่า ทำไมเรากลับไปโง่ กลับไปเป็นทุกข์ ก็เราพ้นทุกข์มาได้แล้วโดยที่ไม่ต้องไปทำอารมณ์ ไม่ต้องทำเวทนา ความคิดให้เป็นอย่างนั้น จมอยู่กับความคิดที่เป็นอย่างนั้น ใครทำให้คุณน้อยใจใครทำให้คุณเศร้าใครทำให้คุณร้องไห้.. ก็คุณทำเองทั้งนั้น

การไม่ทำในสิ่งที่เรารู้เราเข็ดเราเข้าใจแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเราก็ทำสิ่งที่ดีสิ ทำอาการทำอารมณ์ทำให้เป็นเวทนาที่ดีเบิกบานร่าเริง อภิปโมทยังจิตตังเข้าไว้ เบิกบานร่าเริงเข้าไว้ก็นั่งเศร้านั่งน้อยใจทำไม แล้วใจเป็นของใคร ก็ใจของคุณเอง จะให้ใครไปทำแทน แม้ว่าเป็นแฟนก็ทำแทนไม่ได้ ไม่ใช่แค่ไม่ใช่แฟนก็ทำแทนไม่ได้

สมณะฟ้าไท... สรุปจบ

 

 


วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640628_พุทธศาสนาตามภูมิ - ระบอบการปกครองของมนุษย์ที่สุดประเสริฐ

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ระบอบการปกครองของมนุษย์ที่สุดประเสริฐ 
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก 










ชมวิดีโอเทปได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 28  มิถุนายน 2564 แรม 4 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันคืนก็ยืนยาวไปอายุเราก็ยาวไปเรื่อยๆ มาพร้อมกับหนังสือเปิดยุคบุญนิยม อาตมาอ่านจบแล้วนะ ใครไม่อ่านก็ อาตมาอ่านทบทวนดูเขียนเองอ่านทบทวนดูก็รู้สึกว่ามีอะไรที่ได้ขายความจริงมากมาย ผู้ที่ได้ใส่ใจศาสนาพุทธอ่านแล้วจะได้รู้อะไรอีกหลายอย่างในหนังสือเล่มนี้ 600 กว่าหน้า ก็ขอโฆษณาอยากจะให้ได้พบสิ่งที่ควรจะได้พบกัน ,

ขออ่านโคลงสี่สุภาพ จากนัยปกหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร เล่ม 319

 

ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ปัจจุบัน                                   

      (๑) ชาติศาสน์กษัตริย์ไซร้              ในไทย    

ปัจจุบันนั้นไฉน                                “ฉาก”แท้                           

มี“สัจจะ”อะไร                                  ทรงอยู่ 

คุณโทษชนะแพ้                                วิเคราะห์บ้างบารนี

      (๒) หนึ่งมี“กษัตริย์”เลิศล้ำ              ธรรมคุณ             

ประเสริฐเกิดเกินกรุณ                          เกียรติก้อง

พระจริยวัตรชัดกว่าสุน-                        ทรีสุด พรรณนา           

ไทยทั่วเทศแซ่ซ้อง                             เทิดไท้บารมี     

                (๓) นี่คือ“กษัตริย์”หนึ่งแล้ว             เลอคุณ           

“ชาติ”เล่าก็ตุนทุน                              ทบถ้วน

เป็นอธิปไตย“บุญ”                                      แบบพุทธ           

เพราะสัมมาทิฏฐิล้วน                           สัมผัสต้องมี“กาย”

      (๔) บรรยาย“กาย”ค่อยกระเตื้อง    “ศาสน์”ธรรม

ว่า“รูปและนาม”สัม-                                     ประสิทธิ์พร้อม

ปฏิบัติชัด“กาย”ดำ-                                     รวจ“จิต”นั้นแล

จึงจักไป่อ้อมค้อม                              จับเป้าพุทธธรรม์

                (๕) สำคัญสมาธิต้อง                    เรียน“กาย”                

แต่พุทธยุคนี้หลาย                             เลอะล้วน

เห็นผิดว่า“กาย”หมาย                         แค่ร่าง  

วิโมกข์แปดถึงไม่ถ้วน                          ดั่งถ้อยศาสดา

      (๖) “สัมมาสมาธิ”แท้                   ธรรมะสอง

“กาย”ย่อมมี“ใจ”ครอง                         “สัมผัส”พร้อม

นอก,ในจึ่งจะสนอง                                      สังขารครบ สามแฮ

พุทธถูกเดียรถีย์ย้อม                           จึ่งย้อนกลับมิจฉา

      (๗) ศึกษาพุทธมากเพี้ยน               ผิดมา 

กว่าปัจจุบันจักพา                              พุทธกระเตื้อง

ไทยมีกษัตริย์สาน                              สืบอย่าง สำคัญเลย

เจ็ดสิบปีพระเปลื้อง                            ปลดฟื้นคืนธรรม

 

                           “สไมย์ จำปาแพง” ๓ ก.พ. ๒๕๖๐

      [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ ๓๑๙ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐]

 

คนคลาสสิกของโลกคือชาวอโศก

พ่อครูว่า... พวกเราไม่สงสัยเรื่องความเป็นคนจนเลย จนแล้วเราก็อยู่กันดีสุขสำราญเบิกบานใจด้วย มีเหตุปัจจัยของโลกที่เข้ามากวน เช่นเดี๋ยวนี้ covid มากวน พวกเราก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับ covid เศรษฐกิจเขาย่ำแย่เราก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร ไปถึงขั้นการเมืองเขาเดือดร้อน เราก็อยู่ไม่ได้ไปทำอะไรให้เป็นตัวถ่วงประเทศชาติ แต่เป็นตัวถ่วงดุลด้วย ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติต้องหนักอกหนักใจ ผู้บริหารต้องมาวุ่นวายกับชาวอโศกไม่มี มีแต่จะช่วยประเทศชาติได้อย่างไรก็ช่วยไป เพราะว่าประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา มีกษัตริย์ทุกพระองค์เป็นพุทธมามกะได้สืบสานมาอย่างสำคัญ

ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ทรงงานมา 70 ปี  ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ได้ต่อยอด ฟื้นโลกุตรธรรมในประเทศไทยได้มาก อาตมาก็ไม่เก่งในการสื่อให้รู้โลกุตรธรรมเป็นรูปร่างได้ แต่ชาวอโศกไม่ได้แค่สื่อ แต่เอาชีวิตมาทุ่มเทให้โลกุตรธรรม มีชีวิตจิตใจทั้งร่างกายและจิตใจเป็นโลกุตรธรรมเต็มรูป แล้วก็ได้อาศัยโลกุตรธรรมนี้อยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ มาเป็นคนเจริญมีวรรณะ 9 มาเป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย กล้าจน อัปปิจฉะ มักน้อย ไม่ได้ชอบอะไรหลากหลายมากมายเยอะแยะมันหนัก มีใจก็พอ มีน้อยๆก็พอ ไม่แส่หาดิ้นรนแบบโลกๆ

ไม่ดิ้นรน ไม่แส่หา ฟังเป็นภาษาไม่ดี แต่เขาจะฟังว่าเป็นดีว่า เป็นคนอยู่เฉยๆไม่ทำงานไม่พัฒนาไม่เจริญสิ ที่ไหนได้ฟังต่อไป

แม้จะมีความพอเป็นคนขัดเกลากายวาจาใจ เป็นคนมีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติ มีศีล สมาธิ ปัญญา มีศีลหรือมีธูตะ มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติที่เจริญ สูงส่ง จนคนเขาหาว่าเคร่งสุดโต่งได้ มีหลักปฏิบัติจนได้มรรคผล จนคนเขาหาว่าชาวอโศกเป็นคนสุดโต่ง เคร่งเกินไป แล้วพวกคุณเคร่งเครียดหรือเปล่า ก็ไม่ได้เคร่งเครียดอะไร มาเป็นคนจนกินมื้อเดียวไม่ต้องสะสม แล้วมีอาการกายวาจาใจน่าเลื่อมใสอย่างนี้ กายกรรมก็น่าเลื่อมใส วจีกรรมก็น่าเลื่อมใส เพราะเป็นอยู่ด้วยกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมที่ผู้ที่มีปัญญาจะเห็นว่า โอ้โฮ..คนอย่างนี้ในโลกหน้าเลื่อมใส แต่คนตาถั่ว คนโง่คนไม่รู้ความประเสริฐของมนุษย์ก็จะเห็นว่าพวกเราเป็นพวก รกประเทศไม่มีคุณค่า เขาจะมองกลับกันเป็นธรรมดาของสัจธรรม

มีอาการน่าเลื่อมใสเพราะเป็นคนไม่สะสม อปจยะ ข้อที่ 8 ของวรรณะ 9 ไม่สะสมทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชาน แม้แต่เพชรนิลจินดาก็ไม่สะสม มีแต่สร้าง วิริยารัมภะ เป็นคนปรารภความเพียรตลอดเวลา ทำงานขยันหมั่นเพียรถึงเวลาพักก็พักถึงเวลาเพียรก็เพียร

วรรณะ 9 เป็นเครื่องชี้บอก ผู้ที่มีวรรณะ 9 เป็นคนคลาสสิค คนมองไม่ออกว่าคนโลกุตระคือคนคลาสสิก classic อย่างไรชาวอโศกนี่แหละเป็นมนุษย์คลาสสิค ผู้มีภูมิปัญญาแท้จึงจะมองออกว่าผู้เป็นคนคลาสสิคของโลกคือชาวอโศก เป็นคนมีคลาสเป็นคนมีวรรณะ ไม่ใช่ชั้นวรรณะแบบอินเดียเขานะ อันนั้นมันเป็นการกดขี่แบ่งชนชั้น แต่อันนี้ไม่ใช่กดขี่แต่เป็นวรรณะ ความเจริญของมนุษยชาติเป็นขีดเป็นขั้น เป็นความเจริญจริงๆตามสัจธรรม

พูดไปแล้วคนก็ว่ามันอวดตัวอวดตน คุยโม้ว่าตนเองดี ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเพราะว่าคนดีจริงๆแล้วจะไม่ให้พูดว่าคนดีจริงๆนี้เป็นคนดี ก็เป็นคนโง่ คนบ้า คนเมา เราไม่ใช่คนโง่คนบ้าคนเมาจะได้ไปพูดผิด เราก็พูดความถูกตรงความจริงตรงๆไม่ได้กะมิดกระเมี้ยน ไม่ได้ขวยอายมังกุ ไม่ได้มีจิตสะดุดอะไร พูดความจริงตามความเป็นจริงรายงานความจริง บอกกันแบบซื่อๆ คนที่มีกิเลสเขาก็จะมองไม่ตรง เขาฟังพวกเราไม่เป็นความตรง เราพูดความตรงเขาก็ฟังเป็นความคด เพราะเขาเป็นคนคดมองตรงไม่ออก น่าสงสาร อาตมาว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้ พูดแต่ความตรง พูดแต่ความจริง พูดแต่สิ่งที่เป็นสัจจะ คนที่เขาไม่ตรงฟังแล้วก็จะรู้สึกว่าเบี้ยวบิด มองไปอย่างนั้น เพราะเขารู้ไม่ได้ เขารู้ความถูกต้องความดีงามความประเสริฐสูงสุดอะไรไม่ได้ มันเป็นความไม่ฉลาดของเขาเองจึงพาไปอย่างนั้น

 

มาที่กวีอีกบท

 

ระบอบการปกครองของมนุษย์ที่สุดประเสริฐ

          ระบอบการปกครอง”ของมนุษย์          

         

      (๑) การปกครองมนุษย์นั้น              แสนยาก         

เพราะมนุษย์หลายจิตหลาก           กิเลสล้น

 แต่ละชาติต่างต้องพาก-                       เพียรสุด กำลังเฮย

ทั้งพูดทำคิดค้น                                เพื่อได้ทางเจริญ

 

พ่อครูว่า... ชาวอโศกมีเศรษฐกิจสาธารณโภคีนี้สุดยอด พวก คอมมิวนิสต์ อย่างคาร์ล มาร์ก เอาทฤษฎีคอมมิวนิสต์มาประกาศจนคนอื่นเขารับได้ เอาไปทำที่ประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ก็แปลงไปแล้ว ตั้งแต่รัสเซียแปลง จนกระทั่งโดนจีนแปลง ซึ่งเขาต้องการอะไร อาตมาเคยพูดไปแล้ว เขาต้องการให้คนในประเทศเป็นคนเสียภาษีให้กับประเทศมากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ประชาธิปไตยก็พยายามออกกฎหมายมาบังคับให้คนเสียภาษีให้ได้มากที่สุด

สังคมคอมมิวนิสต์ก็เหมือนกัน ออกกฎหมายบังคับให้คนเสียภาษีมากที่สุด มากขึ้นไปอีก พยายามทำ แม้แต่เขาบอกว่าประชาธิปไตยก็เหมือนกัน ก็ออกกฎหมายมาบังคับให้คนเสียภาษีให้ได้มากที่สุด แต่คนมันก็ต่อต้านมาก คอมมิวนิสต์พยายามประกาศให้เห็นชัดว่า เสียภาษีให้ประเทศมากๆมันดีนะ แต่เขาประกาศอย่างไรคนก็เข้าใจยาก ก็ต้องใช้การบังคับ ก็บังคับกันมากกว่าประเทศประชาธิปไตย

ประเทศที่ภาษีสูงมาก อย่างเช่นอเมริกา เขาใช้กฎหมายบังคับ แต่ไม่ใช้วิธีแบบคอมมิวนิสต์ แต่ละประเทศก็ทำตามแบบที่ทำได้ จนกระทั่งแบบเกาหลีเหนือเป็นคอมมิวนิสต์ 100% หรือคอมมิวนิสต์ของรัสเซีย จนมาเป็นประเทศจีน แล้วเขาก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตย เขาก็ต้องยืนยันตามแบบสหรัฐ ซึ่งมันสุดโต่งไปจนกระทั่งไม่มีกษัตริย์ ซึ่งประชาธิปไตยต้นแบบนั้นคือประเทศอังกฤษ มีพระเจ้าแผ่นดินเดี๋ยวนี้ก็ยังมีพระเจ้าแผ่นดิน

เปิดฉากประชาธิปไตยอังกฤษเป็นเจ้าตำรับเปิดฉาก เดี๋ยวนี้ก็เป็นเจ้าตำรับอยู่ แต่ออกไปเป็นแบบอเมริกาแล้ว แปลงไปเป็นประชาธิปไตยขาเดียวไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน จนกระทั่งกลายเป็นลัทธิแปลงของประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่อาตมาพูดแล้วคนก็เข้าใจได้ยาก มันเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มเต็งไม่สมแบบไม่เป็นธรรมชาติ มันไม่มีวิญญาณ ไม่มีการสืบสายของวิญญาณ

เหมือนเด็กๆเล่น เอ้ามาเลือก แล้ววิธีเลือกตั้ง เมื่อหมดผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือประธานาธิบดีคนนี้ไป อยากได้คนใหม่ก็ไปสุ่มเอา ก็คล้ายๆกับวิธีสุ่มของทิเบต ซึ่งมีทะไลลามะปกครอง แต่เขาก็สุ่มหนักไปทางวิญญาณ แต่ของทิเบตกับของอเมริกา อเมริกาเป็นแบบวัตถุ 100 เปอร์เซ็นต์ ทิเบตเป็นแบบนามธรรม 100% การเลือกผู้ปกครองประเทศ 2 แบบซึ่งเป็นพวกสุดโต่งไม่สมดุล 2 สภาพ

เพราะอาตมาว่า เทวะหรือแปลว่า 2 เกิดมาเป็นคนต้องมีดินน้ำไฟลมวัตถุปรุงแต่ง แล้วมีจิตวิญญาณเป็นตัวประธานควบคุม คุณแยกดินน้ำไฟลม ธาตุวัตถุกับจิตวิญญาณที่ร่วมกันเป็นชีวะไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนกระทั่ง ดินน้ำไฟลมร่วมกันแล้วและมีพลังงานที่เป็นชีวะในระดับพีชะ ท่านก็ตรัสรู้แล้วว่ามันไม่มีความละเอียดลออเพียงพอ ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญ แต่พอมาเป็นจิตนิยามแล้วเกิดเป็นคนมีจิตนิยาม คุณก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ คุณก็ต้องเป็นผู้ที่บริหารจิตของคุณเอง ทำตัวเองให้เป็นจิตแบบพีชะ ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่อย่างไรจิตวิญญาณของคุณก็มีพลังงานเต็มจิตวิญญาณ ทำให้เป็น พีชะได้ พลังงานที่เหลือคุณก็เอามาใช้ แต่คุณอาศัยความเป็นพืชความเป็น พีชนิยามสบาย ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว เพราะกิเลสหมดแล้ว เป็นคนที่กิเลสหมดถาวรแล้ว ก็มีจิตที่บริสุทธิ์สะอาดไม่มีอคติ ไม่มีรักไม่มีชังใคร เป็นคนยิ่งกว่าพระเจ้า เพราะพระเจ้าจริงๆยังไม่ปรากฏตัว แล้วพระเจ้าจริงก็มีตัวตน แต่นี่ไม่มีตัวตน คนที่เป็นโลกุตระธรรมตั้งแต่พระอรหันต์เป็นต้นไปไม่มีตัวตน แต่มีกายกรรม วจีกรรมครบพร้อม คล่องแคล่วด้วย กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไวกายก็คล่องแคล่ว เพราะมีจิตเป็นประธาน พระอรหันต์ไม่ได้เป็นคนเซื่องซึมช้าๆ แต่เป็นคนรวดเร็วว่องไวทันเวลาทันยุคทันสมัย ยุคนี้เป็นยุคไวไฟ

 

      (๒) ไม่เกินกว่ามนุษย์รู้                  ศึกษา  

ทุกประเทศล้วนเสาะหา                        ทิศก้าว 

ตามภูมิแห่งเฉกา                               ที่ฉลาด สุดแล                       

ใครไป่ปรารถนาน้าว                           ชาติให้เลวเลย    


พ่อครูว่า... ไม่มีคนสติดีที่ไหนปรารถนาให้ประเทศชาติเลวลงเลย มีแต่คนบ้าบอคนโง่คนสติไม่ดี อย่างที่ออกมาประท้วงกันตอนนี้ ขอสรุปว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่มีภูมิธรรมรู้ดีที่สุดและเป็นเมืองที่มีโลกุตรธรรมด้วยอย่าว่าแต่แค่โลกีย์ มีความรู้รอบในเรื่องความเป็นมนุษย์ความเป็นสังคมสูงสุด พูดแล้วเหมือนหลงตัวเอง หลงประเทศไทย หลงคนไทย หลงศาสนาพุทธ แต่เป็นเรื่องจริง ใครจะว่าอย่างไรก็ขอพูดเรื่องจริงความจริงก็แล้วกัน

 

      (๓) แต่เคยสะดุดบ้าง                   มีไหม

ว่า“ระบอบ”ดีสุดใด                                      นั่นแท้  

มี“ทิฏฐิวิเศษ”ไหน                             สร้างโลกุตร์

ตรา“กฎธรรมนูญ”แล้                          เลิศพร้อมเพ็ญพูน

 

พ่อครูว่า... กฎหมายของประเทศเอาศีล 5 นี่แหละเป็นธรรมนูญ ใครผิดศีล 5 ก็มีบทลงโทษ มันจะเป็นยังไงแต่ก็คงจะยาก คนในเมืองนี้ต้องไม่ฆ่าสัตว์นะ อาชีพประมงหายไปเลย จะมีอย่างดีก็อาชีพปศุสัตว์ แล้วไม่ใช่เลี้ยงไว้ฆ่าจะเลี้ยงเอาไว้ใช้งานเลี้ยงเอาไว้ทำประโยชน์ก็จะมีแค่นั้น ไม่มีการเลี้ยงเพื่อฆ่า เลี้ยงเอาไว้ใช้งาน เสร็จแล้วจะมีสัตว์เจริญเยอะ

เอาล่ะคุณจะเป็นทุนนิยมขายสัตว์ออกต่างประเทศก็มีแต่สัตว์ชั้นดีเลี้ยงดีๆออกไปเท่านั้น ปศุสัตว์ของไทยก็จะเจริญยอดเยี่ยม ประเทศนี้ไม่ฆ่าสัตว์ แต่ขายให้คุณเอาไปใช้งาน ส่วนคุณจะไปฆ่า เราห้ามไม่ได้ เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เราจะขาย จะเป็นสัตว์ที่ดี คุณต้องซื้อต้องขายในราคาสูงเพราะเป็นสัตว์ของดี มันจะซ้อนปศุสัตว์เจริญเรื่องการเลี้ยงสัตว์จะเจริญเพราะไม่ฆ่า


    (๔) “ธรรมนูญ”พุทธพิสุทธิ์แท้            รู้เถิด

สามหมวด“ศีล”สุดประเสริฐ          ยิ่งล้ำ

“จุลศีล”หมวดหนึ่งเกิด                         อาริย- ชนเอย

“มัชฌิมศีล”สองย้ำ                                      ขยายซ้ำละเอียดเสริม      

      (๕) เติม“มหาศีล”เข้าครบ              หมวดสาม

ข้อกำหนดห้ามปราม                           วิเศษนี้

หากใครปฏิบัติตาม                            พุทธสุด สะอาดแฮ

ไร้“ดิรัจฉานวิชา”ชี้                                      ศาสน์แผ้ววิสุทธิ์ธรรม      

      (๖) กำหนดได้ระบอบนี้                 ดีวิศิษฏ์

หลักพุทธแสนสุจริต                                     ประสิทธิ์แท้

ปกครองมนุษย์ชนิด                            “ธรรมาธิ- ปัตย์”เลย

ชัด“อัตตา-โลก”แก้                                      ปรับได้โดย“ธรรม”


     พ่อครูว่า... คนที่มีศีลปฏิบัติได้หมดก็เป็นคนที่สมบูรณ์ ไม่ใช่มีแต่คำสอนชาวโลกไม่มีธรรมะที่จะไปสังวร ธรรมะโลกียะเทวนิยม ไม่รู้จักกิเลสนะ ไม่รู้จักเหตุแห่งทุกข์เหตุแห่งความเลวร้าย มีแต่ปฏิบัติดีควบคุมอย่างหยาบๆได้แค่กายกรรมวจีกรรม ไม่ได้ปฏิบัติที่มโนกรรม กฎหมายออกมาก็ควบคุมกายกับวจี ไม่ได้มีธรรมนูญที่ลึกซึ้งเหมือนกับพุทธเจ้า กฎหมายธรรมนูญของพระพุทธเจ้าเป็นกฎหมายที่ลึกซึ้งถึงจิตไปขัดเกลาจิต (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม... ผมได้ฟังเรื่องคนจนมหัศจรรย์ที่แสนวิเศษ เป็นจริงได้น่าจะเข้าสายตาคนในประเทศ แต่อาจมีฝุ่นธุลีในดวงตาเขาอยู่ต้องรอการหยอดตา มีดวงตาแจ่มชัดจึงค่อยหายตามัว

พ่อครูว่า... เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่อย่าเอาไปเป็นลัทธิแก้ อย่าไปแก้ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าให้ผิดเพี้ยนไป ไม่ว่าจะเป็นลัทธิไหน เขาก็จะบอกว่าอย่าไปแก้บัญญัติเดิมของผู้ที่เป็นต้นบัญญัติ


      (๗) สัมฤทธิ์“อธิปัตย์”ล้วน             พิเศษผล

“ระบอบพุทธ”สัมมาชน                        สำเร็จได้

มี“ศีล”กำกับคน                                ตัดกิเลส

“สมาธิ-ปัญญา”ไซร้                                     ชี้มนุษย์เจริญจริง.                   

                           “สไมย์ จำปาแพง”   ๑๒ ก.ค. ๒๕๖๐

      [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ ๓๒๕ ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐]

 

สุดยอดระบอบการปกครองคือสาธารณโภคี

พ่อครูว่า... สมาธิกับปัญญาเป็นเครื่องชี้วัดความเจริญของมนุษย์ สัจจะเป็นหนึ่งเดียวไม่เป็น 2 ไม่ออกนอกอื่นเลย มีจิตที่เป็นเช่นนั้นแล้วมีปัญญาควบคู่ ไปด้วยกันเป็นเทวะคู่สำคัญคือสมาธิกับปัญญา เป็นสภาวะ 2  1 จิต 2 ปัญญา

จิตเป็นพลังงานของทุกคนปัญญาก็เป็นของมนุษย์ และปัญญาที่เป็นของมนุษย์คนที่เป็นโลกุตระ ปัญญานี้เป็นโลกุตรธรรมปัญญาไม่ใช่โลกียะ ไม่ใช่ความรู้แค่โลกียะ เทวนิยมเท่านั้นพูดไปแล้วก็เหนียมๆเหมือนกันว่าเราจะไปยกตนข่มท่านมากเกินไป คนที่ยังไม่มีทางที่จะบรรลุโลกุตรธรรมมีเยอะ เทวนิยมมีเยอะในโลก

พลโลก 7 พันล้าน จะมีภูมิถึงที่จะมารับโลกุตรธรรมได้ ขนาดในประเทศไทยทุกวันนี้มี 70 ล้าน ยังเป็นโลกุตรธรรมได้ไม่ถึง 7,000 เลย หรือเอาอย่างหลวมๆ 70,000 .. ที่มีโลกุตรธรรม หมายความว่ามีกระแสโสดาบัน สกิทาคามี อนาคา มีอรหันต์ มีเข้ากระแสบ้าง เป็นแสนอย่างหลวมๆ มีกระแสนิดๆนึง

คนที่ฟังธรรมะของโพธิรักษ์ก็คงจะเกินกว่าแสนคนที่ได้ยินได้ฟังมาเพราะทำงานมา 50 กว่าปี ที่ฟังแล้วไม่รู้เรื่องก็ตายไปเยอะแล้วไม่ยอมรับ คนใหม่ๆที่ได้ฟัง แต่ก่อนมีการต้านอย่างแรงเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนมาต้าน อธิบายไปดูเหมือนจะราบรื่นกว่าแต่ก่อนเยอะ แล้วก็มีหลักฐานมีเครื่องยืนยัน เช่นมีมนุษย์มีคนไทยนี่แหละ มายอมฟังมายอมรู้ แล้วมายอมปฏิบัติตาม ได้ผลมีมรรคผลว่าเป็นคนชนิดนี้ อาตมาก็ยืนยันว่าคนชนิดนี้ คือผู้ที่บรรลุธรรมของศาสนาพุทธ โดยมีอาตมาประกาศตนบอกจริงๆเลยว่า อาตมาเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าทั้ง 2 ลักษณะ

ลักษณะอรหันต์เป็นลักษณะของเถรวาท ลักษณะของโพธิสัตว์เป็นลักษณะของมหายาน อาตมาเป็นทั้ง 2 อย่าง ก็พยายามขยายความทั้งสองอย่างให้เข้าใจ เพราะความเป็นเทวความเป็น 2 อาตมาเข้าใจทั้งคู่ทุกอย่าง พูดไปนี้ก็คงจะยังยากที่คนจะเข้าใจว่ามันกินความแค่ไหน อาตมาว่ากินความทุกอย่างทั้งในความรู้และความเป็นมนุษย์จะขยายความเป็นประเทศเป็นสังคมเป็นกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ก็มีสภาพคู่ทั้งนั้น คือมี 2 ลักษณะที่ต่างกัน และ 2 ลักษณะนี้จะต้องเอามาใช้

กาละไหนจะใช้อันไหนนี่แหละคือความไม่เที่ยง มันต้องมีบวกกับมีลบ กาละไหนใช้บวก กาละไหนจะใช้ลบ ต้องมีสภาพคู่เสมอ

ลบ คือสภาพที่เที่ยง บวกคือสภาพที่เที่ยง

บวกคือ สภาพปุริสลักษณะสภาพเพศชาย

ลบคือสภาพเพศหญิง

ต้องอาศัยกันและกันรังเกียจกันไม่ได้ไปด้วยกันมาด้วยกัน เลือดราชธานี ไม่ใช่เลือดสุพรรณ

500 ปีไปถึงประเทศไทยเกิดโลกุตระในยุคนี้เป็นสุดยอดของระบอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในมหาจักรวาล พูดอย่างนี้เลย ระบอบพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระ เขาแสวงหากันทั้งโลก แสวงหาระบบที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นระบอบที่ค้นพบได้อย่างเก่งก็เป็นคอมมิวนิสต์ อย่างเก่งก็เป็นประชาธิปไตยแบบสหรัฐ

สู่แดนธรรม... ถ้าตั้งระบอบที่ดีที่สุดชื่อว่าเป็นระบอบสาธารณโภคีได้ไหมครับ

พ่อครูว่า... ได้..จะเป็นระบอบสาธารณโภคีก็ได้ระบอบพุทธก็ได้ เขาก็จะบอกว่ามันทำได้หรือสาธารณโภคี เขาอาจจะพอฟังออกเข้าใจได้ว่าทุกอย่างเป็นของส่วนกลางหมดมันเหนือชั้นกว่าคอมมิวนิสต์นะ คอมมิวนิสต์พยายามหาทางบังคับให้คนเอามาไว้ส่วนกลางมากๆ แต่ประชาธิปไตยนั้นให้อิสระไม่บังคับเหมือนคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์บังคับมาก แต่ประชาธิปไตยเป็นอิสระแต่ก็ให้เอาเข้ากองกลางเป็นภาษี อิสรเสรีภาพ คุณได้มากคุณก็เอาเข้ามาช่วยคนอื่นให้มากหน่อย มีกฎหมายแต่ก็เป็นกฎหมายไม่ได้รีดนาทาเร้นหนักหนาสาหัส แต่อเมริกานี้หนักหนาสาหัสนะปากว่าตาขยิบจริง แต่มันเก่งที่เลี่ยงภาษี ชาวอเมริกันเลี่ยงภาษีเก่งที่สุดยอดซับซ้อนเลย เพราะฉะนั้นคนรวยก็มีมูลนิธิทั้งนั้น เป็นที่พักเงินของเขา แล้วเขาก็อาศัยซ้อนใช้เชิงชั้น ถ้าคนเข้าใจแล้วก็รู้ เมืองไทยก็เหมือนกันก็มีการสร้างมูลนิธิ มาซ้อนๆอยู่ วิธีเชิงกลมายาเขาสุดยอดเลยที่แย่จริงๆ

ทีนี้ ผู้ที่มีความไม่มีตัวตนไม่ได้เห็นแก่ตัว จึงไม่ต้องหนักหนาสาหัสเรื่องมูลนิธิ จะมีมูลนิธิก็อาศัยจริงๆ ไม่ใช่แฝงเพื่อฝากเงิน มูลนิธิก็ไม่ได้สะสมเงิน มูลนิธิชาวอโศกไม่ได้สะสมเงินไม่ได้ไปเดือดร้อนกระทบกระเทือนประเทศชาติ ประเทศที่มีลัทธิมูลนิธิ เป็นประเทศที่มันเป็นระบบวิธีการของทุนนิยมนั่นแหละ แต่ทุนนิยมเขาบอกว่าเป็นเรื่องของส่วนรวมนะมูลนิธิ ซึ่งมันไม่จริงหรอก มันก็ไปพักไว้ แล้วก็บริหาร มันมีนิดนึงตรงที่ว่า ถ้าทรัพย์สมบัติของมูลนิธิแล้วตามกฎหมายจะเอาออกมาแบ่งเป็นส่วนตัวกันไม่ได้ แต่สุดท้ายมันก็มีวิธีการทำได้กันอยู่ซับซ้อน นี่คือความไม่จริง

ทีนี้เอาจริงที่ใจคน ใจคนที่บริสุทธิ์ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตน ไม่ต้องมีความปรารถนาที่จะมีทรัพย์สินของตัวเองแล้ว คุณลองตรวจใจตัวเองแต่ละคน ถ้าเราไม่ต้องการจะมีทรัพย์สินส่วนตัวเลย มีเท่าไหร่เอาเข้าส่วนกลางหมดแล้วมีชีวิตอยู่กับส่วนกลางนี่แหละ ก็จะเป็นคนที่ใช้น้อย ส่วนตัวนี้น้อยจริงๆไม่เป็นภาระไม่ได้มีจิตอยากจะบำเรอตัวเองอะไร

แม้แต่ที่สุดบริขาร หรือปัจจัยชีวิต ข้าวผ้ายาบ้านก็มีส่วนกลางให้อาศัยได้แล้ว บริขารก็มีส่วนตัวบ้างเท่าที่เราถนัดของเรา ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ถ้าจริงๆแล้วไม่เท่าไหร่มันมีจุดพอ มีจุดไม่ต้องมากกว่านี้ มากกว่านี้ก็เอาเข้าส่วนกลางแบ่งคนอื่นใช้ไป มันเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ถ้าเข้าใจความจริงแล้วมาแก้ไขประเด็นเศรษฐกิจ มาแก้ไขที่จิตมนุษย์ให้มนุษย์ลดความเห็นแก่ได้ลดความหลงโแม้ลก ลดความบำเรอตนเองลง รู้จักแก่นสารสาระของชีวิตว่ามีอะไรเป็นแก่นสารสาระ ก็ใช้แต่พอสมควรมันก็ไม่มาก สร้างสิ่งที่อาศัย ให้คนอื่นอาศัยใช้พอสมควร ถ้ามันเฟ้อเกินฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหรูหราเกินเราก็ไม่ต้องไปสร้างหรอก คนมันบ้าสร้างกันอยู่แล้วหลอกกัน ซื้อของฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหรูหราแพงๆ หลอกกันไป กระเป๋าถือใบเท่านี้ 4 ล้าน ก็ให้เขาซื้อกันไป โง่จนไม่รู้จะโง่ถึงขนาดไหนแล้ว ให้เขาหลอกเอาเงิน 3-4 ล้านแค่กระเป๋าถือ มันโง่ขนาดไหนคน แต่เขามีเงิน โลกมันก็หลอก คนนี้ซื้อได้อย่างบ้าถึงๆจริงๆเลย แล้วก็หลอกยกย่องกันว่าสุดยอด ก็คนรวยมันมีเงินใช่ไหมมันมีทางได้มามันไม่ต้องหวงแหนก็ซื้อมาอวดกัน ว่าฉันบ้าสุดยอดยกย่องกัน เห็นไหมคนบ้าชมเชยกันอยู่ในโลก ไม่รู้ตัวเองว่าบ้า ทั้งบ้าทั้งโง่ผสมกันอยู่ตรงนั้น สุดยอดถูกหลอก อย่างแฟชั่นของโลกเขานี่ ผู้หญิงนี่แหละสุดโง่ ไม่รู้จะพูดอย่างไรเพราะว่าผู้หญิงนี้ต้องฉลาดน้อยกว่าผู้ชาย แต่ดิ้นมากกว่าผู้ชาย มีคิดฟุ้งซ่านเยอะมากกว่าผู้ชาย ผู้ชายก็มีข้อสรุป ผู้หญิงจะมีข้อสรุปนั้นหายากรวบรวมลงยาก ถ้าคนได้ข้อสรุปเก่งจริงๆก็จะเป็นผู้ที่จบด้วยข้อสรุป

 

อาตมาเอาเรื่องระบอบการปกครองเรื่องการเมืองมาพูด เขาก็บอกว่าทำไมไม่พูดทำไม ซึ่งธรรมะเป็นเรื่องที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องไม่ต้องยุ่งกับโลก อยู่ป่าเขาถ้ำไปกินดินกินหิน อยู่กับพวกไส้เดือนกิ้งกือนั้น คือมันพูดไปแล้ว แหม น่าสงสารความคิดของคนที่ไม่ออก คิดไม่ออก มันไม่มีปัญญาที่จะรู้ได้

 

SMS วันที่ 25-27 มิ.ย. 2564

 

วรรณะ 9 กับสาราณียธรรม 6 เป็นธรรมะคู่ที่สำคัญ

_สติพล จนพัฒนา : **คำว่า"ตั้งมั่น"เอาที่จิตหรือที่กายครับ..เพราะบางคนเขาบอกว่าตั้งมั่นๆๆแต่พอนานกาลเปลี่ยนเขาก็ไม่ตั้งมั่น..หรือจะวัดการตั้งมั่นตอนตายแล้วครับ?.

พ่อครูว่า... ก็ถึงตายแล้วเป็นการวัดด้วย แม้แต่ยังไม่ถึงตายเขาก็มีการตั้งมั่น จนตายเขาก็ตั้งมั่นอย่างที่เคยยึดถือตั้งมั่นอย่างนั้น จะบอกว่ายึดถือหรือไม่ยึดถือก็มันเป็นไปได้แล้วเรียบร้อยแล้วนั่นแหละคือความตั้งมั่น เอาที่ไหน ใจเป็นประธานเอาที่กายหรือที่จิต แต่กายกับจิตไม่ได้แยกกัน ต้องอธิบายเสริมขยายความซ้ำ

เอาที่จิตเป็นประธานแต่จิตกับกายไม่ได้แยกกัน

จิตเป็นประธานกายก็เป็นจิต เพราะฉะนั้นความรู้ความจริงที่จิตมีมันก็ทำให้ กาย เป็นความรู้เป็นความจริงที่ตรงกันกับที่จิตมี เป็นโลกุตระเป็นต้น เป็นคนวรรณะ 9 สุดท้ายรวมกันเกิดเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ก็จริงที่สุด พิสูจน์สุดยอดได้ว่าสังคมใดก็แล้วแต่ที่อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เศรษฐกิจเป็นสาธารณโภคี ลาภที่ได้มาโดยธรรม เอามากินใช้ร่วมกันใช้สอยร่วมกัน

คอมมิวนิสต์สู้ไม่ได้ สาธารณโภคีนี้เป็นลัทธิอิสรเสรีภาพที่สุด ประชาธิปไตยอย่างอิสรเสรีภาพไม่เท่าไหร่ สุดยอดคอมมิวนิสต์คอมมิวนิสต์ไม่ต้องพูดถึงเลยถูกบังคับยิ่งกว่าประชาธิปไตย ยิ่งเป็นสาธารณโภคี ระบอบสุดยอด เอาเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจมาเป็นเครื่องวัดสุดยอด เศรษฐกิจเป็นคนจนและเป็นคนยอดขยันสร้างสรรและแจกจ่ายเจือจานขายถูก ให้ส่วนนอกไป ส่วนในเราก็ไม่สะสมด้วยพอกินพอใช้แล้วก็มั่นใจในความขยันหมั่นเพียรและความสามารถของเรา

ก็จะทำกินทำใช้ด้วยความขยันด้วยความสามารถ พลังงานหรือแรงงานที่ใช้ที่ทำก็ทำสิ่งที่ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไม่เปลืองแรงงานเปลืองเวลา เปลืองความรู้ความสามารถทิ้งเปล่า ไม่เอา! เอามาทำสิ่งที่เป็นสาระแก่นสารอาศัยกินอาศัยใช้กันจริงๆ ถึงไม่สูญเสียไม่ทำลายไม่ผ่านพลาดไม่ขาดหกตกหล่น มันเป็นความสมบูรณ์สมดุลที่สูงสุดจริงๆเลย ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ประมวลมา

มนุษย์รู้ทฤษฎีรู้แบบปฏิบัติการประพฤติ ประพฤติกายและจิตครบสุดยอดจบเลย อย่างชาวอโศกเป็นมนุษย์กลุ่มที่เรียกว่าจบคือ อรหันต์ แปลว่าความสุดยอดที่ไม่ลึกลับ หรือว่าความลึกลับที่รู้หมดแล้วสุดยอดแล้ว รู้ความลับทุกอย่างแล้ว อันตะกับอรหะ

อรหะ แปลว่าไม่ลึกลับ, รหะแปลว่าลึกลับ, อรหันต์แปลว่าไม่ลึกลับสุดเลย(อันตะ)

สังคมชาวอโศกคือสังคมชาวอรหันต์ สังคมที่ไม่ลึกลับในเรื่องความเป็นคน เราเป็นคนควรจะมีชีวิตอย่างไร วรรณะ 9

คุณมาที่นี่มามีชีวิตวรรณะ 9 รวมกันแล้วเป็นสาราณียธรรม 6 สุดยอดแล้ววรรณะ 9 กับสาราณียธรรม 6 เป็นธรรมะคู่เทวะ วรรณะ 9 คือตัวใครตัวมันมีคุณสมบัติ 9 ชนิดนี้ เป็นคน:

เลี้ยงง่าย (สุภระ)  บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ)  ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ)  ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส   มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์)  มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ)  ตรงข้าม อวรรณะ9   ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) 

มีอาการกายวาจาใจน่าเลื่อมใสอย่างมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ไม่สร้างสรรสิ่งที่ไม่ควร มีแรงงานสมรรถนะความสามารถความขยันสร้างสิ่งที่เป็นเศรษฐกิจสูงสุด ไม่เอาไปสูญเสียเปลืองเปล่า ที่ไม่เข้ากับยุคสมัย แล้วยุคสมัยมันเลื่อนเปลี่ยนไปตลอดเวลา 2500 กว่าปีในยุคพระพุทธเจ้ากับในยุคนี้มันต่างกันไหม ต่างกันไกลลิบลับ

แม้ประเทศไทย ไม่ต้องเอามาก เอาแค่ จาก พ. ศ. 2549 กับก่อนพ. ศ. 2549 ที่มีทักษิณจัดการประเทศไทย เหมือนกันไหม ในยุคทักษิณกับในยุคประยุทธ์ มีคนโกงโดยเฉพาะในรัฐบาลมากกว่ากันใหม่ ในยุคทักษิณมากกว่าในยุคนายกประยุทธ์มากกว่ากันมากเลย ในยุคทักษิณโกงก็จับไม่ได้เพราะหัวหน้ามันพาโกงเลยจับไม่ได้ แต่ในยุคประยุทธ์ หัวหน้าไม่พาโกง แต่แน่นอนลูกน้องจะมีแฝงขี้โกงบ้างก็เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเจอก็จับนะ แต่ทางนั้นไม่ใช่ เขาเลี่ยงไปเลี่ยงมาลูบหน้าปะจมูกเขาไม่ทำ คนมันต่างกันคนละโลก ไกลกันลิบเลย อย่างทักษิณกับประยุทธ์

แล้วคนก็โง่ไปหลงทักษิณอยู่ได้ จนป่านนี้เขาจะฟื้นเขาจะตื่นสักที หน้าตาก็หล่อกว่ากันเยอะ โหงวเฮ้งก็ต่างกัน ก็พูดตามความเป็นจริงไม่ได้แกล้งพูดแกล้งว่าอะไรหรอก

 

_งามใบตอง นิลมณี : รัฐบาลมีรถขายสินค้าราคาถูกให้ถึงมือประชาชนรู้สึกชื่นชมมากๆค่ะ นายกฯลุงตู่เป็นผู้นำที่ดีที่สุดในยุคนี้ขอเชียร์ท่านประยุทธเต็มที่ค่ะ

พ่อครูว่า... เป็นกิจการช่วยเหลือประชาชนในยุคนี้ ยกตัวอย่างนายกทักษิณแจกเงินเหมือนกันแต่แจกในพรรคพวกตัวเอง ประยุทธ์แจกเงินประชาชนยิ่งกว่ายุคทักษิณ แต่ไม่แจกพรรคพวก พวกปากหอยปากปูมันดันว่า ก็เขาทำเพื่อประชาชนไม่ได้ทำเพื่อพรรคพวกเหมือนทักษิณอย่างนี้ก็โง่ ไม่สามารถจะรู้ความจริงอันนี้ได้ เขาทำดีแล้ว

สมมุติว่าเมืองไทยนี้เจริญมีกองคงคลัง มีเงินส่วนกลางเยอะมาก ก็พยายามออกมาแจกสะพัดให้แก่ประชาชน มีกลยุทธ์วิธีการออกกฎหมายให้แจกไปถึงมือคนที่ควร เช่นคนจน

คนจนที่ไม่อยากจนนะ 1 คนที่ไม่มีความสามารถไม่มีหรอกคนนั้นอยากมีความสามารถ คนขี้เกียจมันก็ไม่อยากขี้เกียจหรอก แต่ที่นี้มันเป็น คนมันต้องเป็น ตามนิสัยใจคอของเขาคนก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการเป็นอยู่ก็ต้องช่วยดูแลกัน บริหารกันโดยที่ว่า คนนี้ก็ควรจะต้องได้รับการช่วยเหลือให้มีชีวิตอยู่อย่างไม่ทุเรศทุรังการเกินไป ดูทรมานเกินไปนะ ต้องอาศัยสิ่งที่ควรอาศัยสมบัติวัตถุต่างๆต้องอาศัย มันก็คลายใจ จิตใจก็เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นในเรื่องของวิธีการ รัฐบาลยุคนี้มีรถขายสินค้าราคาถูกนี้ก็เป็นวิธีการของรัฐบาลในยุคนี้ ถึงมือประชาชน

คนมีปัญญาก็เชียร์นายกตู่ คนที่ไม่มีปัญญาก็มาค้านมาไล่ ประยุทธ์ออกไป ยังโง่ถึงขีดจริงๆ

_บุญเย็น เจนวีรวัฒน์ : ในอนาคตไม่ทราบว่า ชาวอโศก จะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้งบ้างไหม? หลังจากที่พรรคเพื่อฟ้าดินก็ปล่อยให้ยุบพรรคไปแล้ว

_จาก สัมมาบัณฑิต : ตอนนี้ กลุ่ม สภาสัมมาธิปไตย ก็หาสมาชิกเข้ามาเพิ่มเติมมากขึ้น  เพื่อสร้างเหตุปัจจัยองค์ประกอบ ให้พร้อมในการจะไปจดตั้งเป็นพรรคการเมืองครับ

พ่อครูว่า... เรื่องการเมืองเป็นธรรมดาของมนุษยชาติ คนไม่รู้ก็พูดไปว่าธรรมะมายุ่งอะไรกับการเมือง คำพูดประโยคนี้เป็นประโยคของคนขี้โกงที่จะเอาธรรมะออกจากการเมืองเพื่อที่จะได้ทำการปู้ยี่ปู้ยำการเมืองให้เละเทะ การเมืองไม่มีธรรมะมันก็เละเทะ การเมืองต้องมีธรรมะเข้าไปสถาปนาลงไปในการเมืองให้แข็งแรง ยิ่งเป็นการเมืองระดับโลกุตระ เป็นการเมืองที่ไม่มีตัวตน เป็นการเมืองที่เสียสละเต็มที่ เป็นการเมืองที่รู้จักรับใช้ประชาชนจริงๆ เป็นการเมืองที่มี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)

เป็นอายะ 3 เป็นการเมืองที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) ความสุขนี้เป็นวูปสโมสุข เป็นความสุขไม่ใช่บำเรอกิเลส แต่เป็นสุขอย่างปรมังสุขัง เป็นความสุขสงบสบาย

โลกานุกัมปายะ รับใช้ประชาชนรับใช้โลก คนที่มีอายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นระบอบสูงสุดของมนุษยชาติแล้วที่เข้าใจสารัตถะ ไม่ใช่แค่พยัญชนะตรงๆว่าเป็นประชาธิปไตย แต่นี่แหละคือเป็นสุดยอดประชาธิปไตย เพราะเป็นประชาธิปไตยที่รับใช้มนุษยชาติ รับใช้โลก ช่วยเหลือโลกให้เกิดความสุขสงบ

ชาวอโศกเป็นผู้ที่มีความสุขสงบ สงบอย่างไรเพราะว่าไม่ก่อความดิ้นรนเดือดร้อน ไม่เกิดการวุ่นวาย เป็นคนมีคุณธรรม 7 ประการ

พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ จิตวิญญาณมีคุณสมบัติ 7 ประการนี้ ระลึกถึงกัน ไม่ใช่เป็นคนอยู่โดดเดี่ยวไม่นึกคิดถึงใครไม่ใช่ แต่เป็นคนที่มีน้ำใจเป็นคนระลึกถึงกัน ใครที่ตกทุกข์ได้ยาก ใครที่ควรได้รับการเกื้อกูลช่วยเหลือ ก็ระลึกถึงกัน

อย่างพระพุทธเจ้าเช้าขึ้นมาท่านก็ระลึกถึงว่าควรจะไปโปรดใคร มีสาราณียธรรม เป็นคนไม่เลือกชั้นวรรณะไม่เลือกบุคคล ระลึกถึงใครที่ควรจะไปช่วยก็ไปช่วย ไม่ใช่ช่วยแต่ญาติช่วยแต่พวก เช่นพวกไม่เลือกไม่ต้องไปช่วยมัน อันนี้มีตัวอย่างเขามีอยู่จริงในประเทศไทย ทักษิณนี่แหละเป็นตัวอย่างที่แย่ แสดงความไม่ดี มิลักขะอย่างสำคัญ เป็นพวกเถื่อนจริงๆ เห็นแก่ตัวจัดจ้านแสดงอะไรเถื่อนเถื่อน  แล้วคนก็หลงว่าเป็นความเจริญเป็นความคิดอันเจริญอย่างทักษิณ เจริญชิบหายนะสิ

สู่แดนธรรม... ชาวอโศกในอนาคตจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่

พ่อครูว่า... ไม่ต้องพูดต่อหรอกมันจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ อาตมาเคยพูดนำมาแล้ว ในอนาคตมันจะมี แต่จะเมื่อไหร่ไม่รู้ปีไหนไม่รู้ เพราะเชื้อของโลกุตรธรรม เชื้อของมนุษย์มันเกิดแล้ว DNA ของโลกุตระมันเกิดในประเทศไทยแล้ว คนไทยก็จะรู้จักสิ่งดีอันนี้ มันก็จะพัฒนางอกงามไพบูลย์ขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดระบบ ระบบอย่างโน้นที่เขาจะใช้ มีพรรคการเมืองมันก็จะเรียบร้อยเป็นพรรคการเมืองที่ดี เป็นการเมืองที่ดีเป็นตัวอย่างให้แก่โลก ว่าคณะหรือพรรคที่ดี ได้รับการยอมรับและก็มีพรรคคนโง่คนที่ก็อยากจะแข่งดีแข่งเด่นบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่พรรคที่เป็นหลักๆที่ดี คนในประเทศก็รู้ดีเลือกเมื่อไหร่ก็ได้เป็นที่หนึ่ง แล้วก็จะบอกว่า เป็นพรรคที่ทำไมเป็นที่หนึ่งก็เพราะมันดีจริงๆ ประชาชนก็รู้จักประชาธิปไตยจริงๆก็เลือกเอาสิ่งที่ดีจริงๆมาตลอดเวลา

ส่วนพวกที่โง่งมงายรู้สึกว่าอันนั้นมันยังไม่ดี เช่นตอนนี้รัฐบาลไทยพลเอกประยุทธ์ดีพร้อมแล้วแต่พวกตาบอดตาถั่วก็ประท้วงอยู่อย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมดา เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเมืองไทยนี่ชัดเจนมันเป็นอย่างนั้นตลอดเวลา

 

ทีนี้ มีข้อความส่งมาสุดท้าย กราบถวายภาษาพยัญชนะ

 

_ภาษาพยัญชนะที่สภาวะยังทำไม่ถึงก่อนค่ะ ฝึกหัดเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนกับเขาบ้างค่ะ

 

      มรรคผลได้เป็นคนวรรณะ 9  รวมกันเข้าเอกีภาวะ

สาราณียะในสาธารณโภคี   และมีนิพพาน ค่ะ

คิดต่อจากฟังเทศน์พ่อท่านค่ะ        เทวะอีกคู่น่ะค่ะ

มุทุกับอุตุ มุทุเกิดโพธิสัตว์            อุตุดับพระอรหันต์  ได้ไหม?
          พ่อครูว่า... ได้ พวกเราชัดเจนเข้าใจได้

จบ


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...