แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชชาสมบัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชชาสมบัติ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564

640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5
วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก

















สมณะฟ้าไท... วันนี้เป็นวันพุธที่ 4 สิงหาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก สถานการณ์โควิดตอนนี้ระบาดไปทั่ว คนต้องหันมาพึ่งพาตนเอง ไทยเราก็ใช้สมุนไพรต้มกิน ก็หายกันได้มากมาย ตามที่มีรายงานในอินเตอร์เน็ต ราชธานีอโศกเรามีสมุนไพรมากมาย เช่น ตะไคร้ ข่า ขิง กระชาย ฟ้าทะลายโจร

พ่อครูว่า... SMS วันที่ 2-3 ส.ค. 2564

_Mam Swiss (แหม่ม สวิส) : วันนี้ดูจากรายการตุ้มตะลุ่มตุ้มม้ง พ่อครูดูเหมือนมีความสดชื่นแจ่มใสเป็นพิเศษ สาธุ🙏 น้อมกราบนมัสการค่ะ

 

_Gd : กราบนมัสการครับ Fa เงินทองเป็นของมายา..แล้วเมื่อไหร่คนจะมองเห็นพืชพันธัญญาหารเป็นของจริง

พ่อครูว่า...ผู้มุ่งมั่นศึกษาธรรมะจริงๆ ก็จะได้ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นฉีกหน้าโลกียะจริง เรียนรู้ไส้สัมมาทิฏฐิ คุณจะเห็นเรื่องมายา เงินทองก็เป็นมายา จนกระทั่งละเอียดไปถึงที่สุด ก็จะเห็นว่า ทุกอย่างมันเป็นมายาหลอกเราทั้งนั้น ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นในอะไร

แต่ถ้าเราสามารถรู้จักกาละเทศะสถานะ แล้วใช้อาศัยสิ่งสมมุตินี่แหละ รู้แจ้งจริงไม่ได้ถูกสิ่งสมมุติหรอก เราก็อาศัยสิ่งสมมุตินั้นในแต่ละปัจจุบันได้ นี่คือตัวสำคัญ บทสรุปของผู้มีชีวิตที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในอะไร และรู้ว่าอะไรต้องอาศัยกันไป

 

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ยุคสมัยที่ยากแก่การบริหารบ้านเมือง

_สถานีวิทยุ เสียงธรรมร่วมใจ : บ้านเมืองในยุคนี้ "ตำรวจ-อัยการ-ศาล" ใช้เมตตาธรรม-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ นำหน้ากฎหมายบ้านเมืองกับม๊อบผู้ชุมนุม เป็นความสวยงามมาก เจ้าหน้าที่ต้องอดทนสูงมากครับ

พ่อครูว่า...คนที่มีดวงตาก็มองออก อ่านเห็นเป็นความจริงตามที่สะท้อนมา จริงอาตมาก็เห็นอย่างนั้น ทุกวันนี้ ผู้ที่อยู่ในฐานะทำงานกับมวลประชาชน ทำงานอย่างหนักหนาสาหัส ทั้งภัยโควิด ทั้งภัยบ้านเมือง เรื่องกระแสต่างๆ ไม่ว่ากระแสเศรษฐกิจ สังคม กระแสสัจจะที่ไม่เป็นสัจจะมันรวนเรไป ก็พยายาม มันไม่เที่ยง ต้องอาศัยความรู้ความสามารถบริหารอภิบาลปกครองกันให้ดี

ซึ่งก็เป็นภาวะที่หนัก เป็นความเสื่อมจัด ความเสื่อมจัดคืออะไร คือผู้ที่เคยครองอำนาจว่าเป็นผู้นำโลก เช่น อเมริกาเป็นต้น กำลังจะเสื่อมหนัก ที่จริงได้เสื่อมหนักลงไปแล้ว แต่เขาก็พยายามที่จะประคองตนเอง รักษาสถานะตนเองด้วยความรู้เท่าที่เขามี

นัยยะสำคัญของ 1.เรื่องมนุษยชาติหรือสังคมมันต้องมีสภาพ 2 ที่ภาษาบาลีว่า เทวฺ อยู่อย่างนั้นตลอดกาลนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เป็นความรู้ที่สุดยอดมาก ผู้ที่รู้ใน เทวฺ เข้าใจ เทวฺ แล้วสามารถอยู่กับ เทวฺ มีปฏิภาณปัญญาหรือว่าต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง เปรียบเทียบกันได้ว่าอันหนึ่งต้องเด่น อีกอันหนึ่งต้องเป็นรองไม่เด่น หรืออันนึงดีอีกอันหนึ่งต้องไม่ดี อย่างนี้เป็นต้น

และรู้ว่าสองนี้ก็ไม่ได้อยู่ยั่งยืนถาวรมันเป็นเพียงสังขารธรรมตามเหตุปัจจัย และรู้ว่าเหตุของจิตวิญญาณที่เป็นประธาน สามารถปล่อยวาง สามารถสร้างพลังงานที่เป็นตัวเชื่อมตัวรักษา ทำให้มันเจือจางทำให้มันปล่อยวางหมดฤทธิ์ความดูดดึง แยกธาตุ ไม่รวมตัวกันอีกสลายตัวกันต่างคนต่างไป คือเป็นผู้รู้ชัดเจนในเรื่องของชีวถึงขั้นระดับจิตนิยาม ซึ่งเป็นธรรมนิยาม 5 แล้วก็รู้จักการทำ ธรรมนิยาม ให้มาพักอยู่ที่ พีชนิยาม หรือแยกพีชนิยาม ไปเป็นอุตุนิยามสลายไปหมดเลย เพราะฉะนั้นจึงยืนอยู่ระหว่างกรรมกับธรรมะ ธรรมะคือการทรงไว้ กรรมคือการกระทำ

ก็อยู่กับการกระทำที่จะให้ทรงไว้ในสถานะใด สภาวะใดเท่าใด จัดการได้หมดเลย จะให้อยู่ในสภาวะจิตนิยามที่ยอดเยี่ยมก็ได้ เป็นผู้ที่สามารถยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ สามารถทำให้เป็นพืชก็ได้ สามารถทำให้เป็นอุตุได้ ที่สุดสามารถทำให้ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จบ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ทำตัวจบที่เราจะไม่เกี่ยวข้องเลย เอ็งก็อยู่ของเอ็ง พวกชาวนรกพวกอบาย เป็นต้น เอ็งก็อยู่ของเอ็ง..เราไม่เกี่ยว แม้มันจะมากระแทกกระทบกระเทือนก็เหมือนกับเราไม่มีตัวตน มันก็ทำอะไรเราไม่ได้

พวกนี้ภาษาที่จะอธิบายมันยาก แต่ก็พยายามใช้ภาษาอธิบาย ฟังดูแล้วจะพบความจบอันนี้ ซึ่งอาตมาจริงใจ ไม่ได้เดาไม่ได้คาดคะเน ไม่ได้เก็งความจริง แต่ว่าอาตมาบรรลุธรรม รู้ความจริง มีความสัตย์จริง สภาวะที่พูดไปทั้งหมดนั้น มีสภาวะจริง จะใช้ภาษามาแทนมันไม่รู้เท่ากันได้  ตัวเองทำเอง ถึงเอง บรรลุจุดนั้นเอง จะรู้เองด้วยตนเองอย่างชัดเจนเองเลย ไม่ต้องไปเชื่อใคร ไม่ต้องไปเห็นตามใครแล้ว เพราะเห็นเองเป็นเองได้สูงสุด จบ

ยุคนี้ เห็นสภาวะที่เกิดบทบาทอยู่อย่างนี้ ที่สถานีวิทยุเสียงธรรมร่วมใจสื่อแสดงออกมา

อาตมาใช้ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สุญตภาพ สุนทรียภาพ 7 สภาพนี้ อาตมาตั้งชื่อว่า บรมภาวะสุดประเสริฐ สังคมชาวอโศกเรามีได้จริง

 

_วัดป่าสวนธรรมร่วมใจ ยโสธร : กราบนมัสการท่านพ่อครูที่เคารพอย่างสูงครับ

📌 มีคนเขียนจดหมายถึงลุงตู่ครับ.. ➡️ เราเกิดปีเดียวกัน เคยเป็นเด็กมาเหมือนๆ กัน คุณพ่อของคุณเป็นทหาร คุณพ่อฉันก็เป็นทหาร คุณเป็นผู้ชาย จึงเดินตามรอยเท้าพ่อของคุณไปสู่โรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งเข้า ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นวันโน้นหรือวันนี้เพราะเขาต้องคัดคนเก่ง สุดยอดแกร่งเข้าเรียน ถ้าเข้าสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือเตรียมอุดมศึกษาไม่ได้ ก็ยังมีโรงเรียนอื่นในระดับเดียวกันให้เลือกมากมาย แต่ไม่ใช่เตรียมทหาร ที่ๆ ฝึกให้ลูกผู้ชายเก่ง แกร่ง รักชาติ และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

พ่อครูว่า...ทหารต้องมีสภาพเช่นนี้ แต่ละประเทศก็ต้องมี แต่ใครจะมีความรู้ลึกซึ้งในคุณธรรมทั้งหลายอย่างที่ว่านี้ได้

เส้นทางของเรา ต่างรับราชการ ทำหน้าที่ต่อบ้านเมืองตามบทบาทของแต่ละคน

ถึงวันนี้ ฉันแก่และเกษียณอายุแล้ว ตื่นเช้ามา ได้สวดมนต์ ใส่บาตร กินข้าว ดูโทรทัศน์ พอสายๆ ก็ "งีบ" ตื่นขึ้นมา ก็เดินชมนกชมไม้ เช่นเดียวกับคนวัยเกษียณอื่นๆ แต่คุณสิ ยังมีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ต่อชาติบ้านเมือง เต็มอยู่บนบ่า ท่ามกลางพายุร้ายของโรคระบาด ที่ทำให้ผู้คนล้มตาย เศรษฐกิจพังพินาศไปทั่วโลก ไม่ต่างอะไรกับยุคสงคราม ในอดีตยามนี้ คนไทยเราเคยสามัคคี ร่วมมือกันฟันฝ่าอุปสรรค ทิ้งความขัดแย้ง วางปัญหาส่วนตัวไว้ก่อน และร่วมมือกัน เพื่อปัดเป่าปัญหาของชาติ

➡️ แต่วันนี้ หลายคนกลับชี้มือไปที่คุณ หยิบยกปัญหาของตัวเองขึ้นมา และเรียกร้องทุกสิ่งทุกอย่างจากคุณ โดยไม่คิดจะร่วมมือรับผิดชอบซึ่งยังไม่รวมถึงการก่นด่าอย่างไร้สติ ใช้คำหยาบสุดหยาบเพื่อทิ่มแทง บั่นทอนกำลังใจคุณ คนในวัยฉัน คงไม่มีอะไรที่จะมอบให้คุณ มากไปกว่าความนับถือในหัวใจที่แข็งแกร่งของคุณ และเชื่ออย่างยิ่งว่าคุณนั้น มี "เกียรติศักดิ์ทหารเสือ" ที่จะไม่ละทิ้งประเทศชาติ เพียงเพราะลมปาก เหล่าสวะปฏิกูล ที่พยายามเหยียบย่ำความรู้สึกของคุณ  เพราะคุณเป็นปราการด่านสุดท้าย ที่ยืนหยัดเพื่อคนไทย…

พ่อครูว่า...ใครมีหัวใจอย่างนี้บ้าง...ยกมือหมด นี่เพราะเรามีดวงตามองเห็นความจริง โดยไม่ใช่มีแว่นตาสีมาใส่ แต่เรามีความซื่อตรงดวงตามองเห็นความจริงอย่างไม่มีคติ อาตมาว่าอาตมาก็ใช้ภูมิปัญญาเท่าที่อาตมามี แล้วพูดไปตลอดเวลา ไม่ได้มาปะเหลาะอะไร พูดด้วยความจริงใจ อาตมาจำไม่ได้เลยว่าอาตมากับพลเอกประยุทธ์เคยเจอหน้ากันหรือเปล่า เผชิญกันตัวต่อตัว ดูเหมือนจะไม่เคยผ่านกันเลย ไม่เคยเผชิญหน้ากันเลย ต่างคนต่างทำงาน จะรู้จักกันก็คงจะผ่านสื่อสารสนเทศต่างๆ พลเอกประยุทธ์จะรู้จักอาตมาหรือไม่อาตมาไม่รู้ แต่อาตมารู้จักพลเอกประยุทธ์แน่นอน เป็นผู้นำประเทศทำงานอย่างหนัก อาตมาก็ทำงานตามประสาอาตมาตามหน้าที่อาตมา

อาตมาก็ให้กำลังใจจริงๆ แล้วก็ไม่ได้พูดเล่นลิ้นไม่ได้พูดปะเหลาะอะไรเลย แต่ไหนแต่ไรมา เพราะอาตมานับถือจริงๆว่า เป็นผู้บริหาร เป็นนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในโลก เป็นได้อย่างยอดเยี่ยม ในนายกประเทศไทย 29 คนผ่านมา อาตมาถือว่าให้เหรียญทองได้สำหรับพลเอกประยุทธ์ ต้องพูดเข้าสมัยโอลิมปิก นี่ไม่ใช่พูดเล่นแต่พูดจริง ก็ยังดูสุขภาพร่างกายแข็งแรง รักษาสุขภาพให้ดีๆนะ

 

_Warangpon Datchawat (วรางค์ภร เดชวัฒน์) : ตบะธรรม เป็นการกำหนดกรอบเพื่อพากเพียรลดละสักกายทิฐิ โดยควบคู่ไปกับอปัณณกปฏิปทา 3 ทำให้พ้นทุกข์ไปตามลำดับ โลกุตระธรรมที่เห็นชัดมีเฉพาะชาวอโศกนะคะ แม้จะเหนื่อยกายแต่ใจไม่ทุกข์คะ

 

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำจิตเศร้าลึกๆให้หายเศร้าหมอง

_ใช่เลย : กราบนมัสการค่ะ ทำไมจิตลึกๆของเรามันเศร้าหมองค่ะ

พ่อครูว่า...คุณจะเศร้าหมองหรือคุณจะแจ่มใส คุณเองเป็นคนยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ หรือคุณทำจิตของคุณเอง อาการของความเศร้าหมองเป็นอย่างไร อาการของความเบิกบานแจ่มใสมันเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นเพียงแต่ใช้สมถะ ใช้ตบะ ใช้พลังงานเจโตสมถะ แบบเจโต เปลี่ยนแปลงเอา ก็ได้ ยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนา ไม่ถึงขั้นเป็นปัญญาที่มีพลังงานอำนาจพิเศษ พลังงานความเฉลียวฉลาดธาตุรู้ พอมันรู้เท่านั้นมันก็เปลี่ยนแปลงไปเองเลย อันนี้ก็ไม่มีภาษาจะอธิบายคำนี้ มันเป็นปัญญาเป็นพลังงานที่สุดวิเศษ เป็นคุณวิเศษที่ยิ่งใหญ่

การละกิเลสอาสวะอนุสัยได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง คำของพระพุทธเจ้าจบสุดท้ายอันนี้ มันเป็นจริงที่สุดยอด อาตมากำลังเขียนเรื่องปัญญา 8 อยู่ เขียนอย่างละเอียด ก็เห็นใจคนจะอ่านเหมือนกัน เขียนไปสักระดับหนึ่งก็คงจะพอแล้วเพราะมันใช้งานได้แล้ว ในยุคสมัยนี้ไม่ต้องใช้ความละเอียดละออขนาดเกินไป เอาความเฉลียวฉลาดแค่นี้ก็ไปรอดแล้ว ใกล้กลียุค คนมันเสื่อมไปเยอะแล้ว ไม่ต้องใช้คุณวิเศษชั้นเลิศยอดอะไรเท่าไหร่ ก็ใช้ได้แล้ว ก็ค่อยๆเป็นไปอาตมาก็พูดตามความจริงไปเรื่อยๆ ฟังตามไปเถอะ

คุณก็แค่คิดที่มันอยู่ลึกๆแล้วเศร้าหมองก็ทำให้มันตื่นขึ้นมา ให้มันเป็นจิตที่เบิกบานแจ่มใสขึ้นมา ให้มันเป็นจิตที่มีพลัง ใช้ปัญญาไม่ได้ก็ใช้แรงก่อน ก็ลองดู

 

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ่อครูพยายามยังขันธ์ให้ยืนยาวเพื่อศาสนา

_หมอกิจก้อง (จากดอยรายฯ) : ผมอ่านหนังสือ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ของพ่อท่าน สุดยอดจริงๆครับ พ่อท่านเขียนง่ายๆ หลากหลายเรื่อง ตีแผ่ แยกความหลงผิด กับ ความแท้ ทำความจริงให้กระจ่างใส เหมือนสารส้ม แค่ แกว่งๆน้ำที่ขุ่นก็ใสใช้ประโยชน์ได้ เช่น..หน้า 243 - 244 อ่านแค่แผ่นเดียว ก็เข้าใจได้ทะลุ " ศาสนาที่มีพระเจ้า " จบข่าวเลยครับท่าน น่าอัศจรรย์มาก

   ผมไปเจอคลิปที่มีลูกศิษย์หลวงตา มหาบัว ออกมาตอบโต้พ่อท่าน น่าสงสารครับ  ฟังแล้วก็กราบพ่อท่าน  สมณะ และ  สิกขมาตุ ได้สนิทใจสบายใจมากขึ้นไปอีก

  กราบนมัสการครับ 

พ่อครูว่า... ก็ขออภัย ที่จะพูดต่อไปนี้ไม่ใช่ซ้ำเติม แต่อยากทำให้ชัดเจนกระจ่างเพิ่มขึ้นอีก ขอย้ำอย่างจริงใจที่สุดเลยไม่ได้ข่มเบ่ง ไม่ได้ไปกดไม่ได้ดูถูกดูแคลนอะไร แต่สงสารจริงๆเลย ผู้ที่หลับตาปฏิบัติ ในสายหลับตา อย่างเช่นสายหลวงตามหาบัวสายอาจารย์มั่นหรือแม้แต่สายธัมมชโยก็ตาม มันจะมีนัยยะสำคัญต่างกัน สายธัมมชโยเป็นอาภัสรา แต่สายหลวงตาบัว อ.มั่นเป็นสายสุภกิณหะ มันคนละอย่าง

ศึกษาให้ดีๆแล้วจะเข้าใจ อาตมาเอาสิ่งเหล่านี้มาขยายความสาธยายแจกแจงให้เห็นความต่าง ลิงคะ ต่างในนัยสำคัญของมัน ให้รู้สัจธรรมพวกนี้ ไม่ใช่ไปข่มธัมมชโยไม่ได้ไปข่มมหาบัว อาตมาไม่จำเป็นต้องไปข่มใคร คนข่มอาตมาด้วยซ้ำ อาตมายอมให้คนข่ม เขาข่มก็ข่มไป อาตมาไม่มีจิตที่อยากจะไปข่มใครเลย อาตมาเองชาตินี้แสดงลักษณะเป็นผู้แพ้ อาตมาชาตินี้เกิดมาปางนี้ ยืนอยู่ในฐานะเป็นผู้แพ้มาตลอด ไม่เคยคิดจะไปเป็นผู้ชนะ มีคนยุอาตมา เพลงผู้แพ้ดังนะ แต่งแล้วทำไมไม่แต่งเพลงผู้ชนะ อาตมาก็ว่าไม่เคยเห็นจะสนใจความชนะจะไปชนะอะไรเลย เป็นแต่เพียงอาตมาทำความจริงให้กระจ่างให้คนได้รับ ใครรับได้ก็คือของเขา ทำให้ได้เท่านั้นแหละ จะทำได้มากเท่าไหร่ก็พยายามอุตสาหะเต็มที่ไม่ได้แข่งใคร จะทำได้เหนือกว่าเด่นกว่าใครก็ไม่เคยคิดจะไปแข่งเด่นแช่งดีอะไรเลยกับใคร ไม่ใช่พูดเอาดีเข้าตัว แต่มันเป็นความจริงใจเห็นจริงอย่างนั้น ก็ขอให้ทุกๆคนศึกษาให้ดีเถอะ

อาตมาทุกวันนี้เขาบอกตรงๆ อาตมาพยายาม ยังขันธ์ ให้มันต่อไปได้ เพราะมันเมื่อยจริงๆ อาตมาเองต่ออายุใครมาได้ 1 นักษัตร จาก 72 มาเป็น 84 ถ้าไปถึง 96 ก็เป็น 2 นักษัตร ก็อยากจะพิสูจน์พลังอิทธิบาท สัมประสิทธิ์ของธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาไม่ได้ใช้อย่างอื่น ไม่ได้ใช้ยาอย่างที่จินซีฮ่องเต้คิดค้น หรือยาอายุวัฒนะของใครหรอก แต่ใช้สูตรของพระพุทธเจ้านี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น 8 อ. หรือ  E=C(MC2 + A) 

อาตมาทำด้วยความจริงใจพยายามอยู่ทั้งรูปและนาม ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตอนนี้น้ำหนักก็ลดลงไปอีกเหลือ 46 แล้ว ก็พยายามให้มันเป็นไป ทุกคนก็ช่วยกันเต็มที่ อาตมาก็ไม่เท่าไหร่ คนอื่นจะช่วยก็อนุโลมสนองต่อเขาบ้าง บางอย่างก็ไม่ต้อง ก็พยายามอยู่

 

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

พ่อครูว่า... มาเข้าสู่อัมพัฏฐสูตร

เล่าเรื่อง ความเป็นนักบวชกับความเป็นฆราวาสที่เขายึดมั่นถือมั่นกัน แต่มันเป็นสิริมหามายา อย่างเช่น อัมพัฏฐมานพเป็นพราหมณ์มหาศาล ในยุคนั้นใช้ศัพท์คำว่า พราหมณ์มหาศาล ในยุคนี้ในเมืองไทยก็ใช้คำว่า พระมหาศาล มีในนัยยะความอันเดียวกัน แต่ พราหมณ์มหาศาลในยุคพระพุทธเจ้านั้น แย่กว่าพระมหาศาลในยุคนี้อยู่ แย่กว่ามุมหนึ่ง แต่พระมหาศาลก็แย่อีกมุมหนึ่ง คนละมิติที่แย่กว่ากัน

เช่น พระมหาศาล ทุกวันนี้มีเดรัจฉานวิชชาเยอะมาก ในยุคพระพุทธเจ้าเดรัจฉานวิชชาไม่มากขนาดนั้น ไสยศาสตร์ก็ไม่มากขนาดนั้น ในวงการของธรรมะนะ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทยเต็มไปหมดทั้งไสยศาสตร์และเดรัจฉาน เห็นแล้วสุดสงสารน่าสงสารน่าเวทนาจริงๆก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ยังไม่ได้ถอดใจก็พยายามช่วยให้เกิดความรู้ให้เกิดความเข้าใจ ด้วยสื่อสารสนเทศอธิบายสาธยายกันนี่ อาตมาไม่มีทางหยุด ไม่มีประตูอื่นเลยที่จะไปช่วยได้ ก็ช่วยกันแสดงความจริงเอาหลักฐานความจริงอ้างอิงยืนยันตามพระไตรปิฎกที่เราเชื่อถือร่วมกัน ก็เอามายืนยันกันไป

จนกระทั่งจุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าบอกว่าตระกูลคุณก็แพ้ ไล่กันตามตระกูล DNA   อัมพัฏฐะก็แพ้ เมื่อมาชี้ทางคุณธรรมแท้ อัมพัฏฐะก็ไม่ได้มีจรณะสมบัติ วิชชาสมบัติ

 

จุลศีล คือศีลหลักที่จะเอาตัวความหมายแต่ละข้อมาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าประมวลไว้แล้ว 26 อย่าง เอามาปฏิบัติแล้วจะครบ ทั้งในลักษณะของ 1.จิตนิยาม 2. พีชนิยาม 3. อุตุนิยาม  มาเรียนรู้และเอาปฏิบัติกรรม แล้วให้ทรงไว้ซึ่งธรรมะ ให้เกิดสภาพที่เป็นที่ได้ที่บรรลุ อาศัยไปเรื่อยๆ อาศัยธรรมะที่บรรลุได้แล้วก็อาศัยได้ โดยการกระทำ โดยกรรม โดยธรรมะ เป็นคู่สำคัญคือกรรมกับธรรมะ

ที่ทำให้เกิดเป็นจิตนิยาม แล้วเราจะต้องเรียนรู้ธาตุ ในความเป็นสัตว์ จิตธาตุทั้งหลายแหล่ แยกแยะแล้วจัดการ อะไรที่เป็นจิตธาตุที่เป็นอกุศลจิต ก็กำจัด อะไรที่เป็นกุศลจิตก็รักษา ส่งเสริมให้ยั่งยืนเป็นฐานอาศัยเป็นธาตุ พลังงานจิตที่อาศัย จะอาศัยในระดับ พีชนิยามก็ได้ อุตุนิยามก็อาศัย แต่อาศัยอุตุไม่ใช่อาศัยอย่างชีวะ แต่อาศัยส่วนที่จะปรุงแต่งอยู่ในองค์ 3 คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม 

อุตุนิยาม เป็นพลังงานหรือสสาร หรือในอุตุเป็นธาตุสองที่แยกพลังงานบวกลบได้แล้วอาศัยใช้ในชีวิตของเรา จนกว่าเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน

อาศัย จุลศีล แต่ละข้อ ไปก็จะบรรลุธรรมไปตามลำดับ ที่เป็น จรณะ 15 วิชชา 8 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับอัมพัฏฐมานพ ว่า เนื้อแท้ของศาสนาคือวิชชาจะระณะสัมปันโน

วิชชาจรณะ คือพุทธคุณ แก่นสารสาระของศาสนาคือ วิชชาจรณะ

ในพุทธคุณ 9 ก็มีจรณะ วิชชาเป็นแก่นสารของสัจธรรม นอกนั้นเป็นเครื่องอลังการที่ชมเชยพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พุทธคุณ​ 9 

1.   อรหํ เป็นพระอรหันต์

2.   สมฺมาสมฺพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ

3.   วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

4.   สุคโต เสด็จไปดีแล้ว

5.   โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก

6.   อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ มีความรู้เหนือ และเป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า

7.   สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

8.   พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว

9.   ภควา ติ เป็นความจบในความเจริญ

พ่อครูว่า...จุลศีล หลายคนปฏิบัติไม่ต้องถึง 26 ข้อก็บรรลุธรรมได้ แค่ 3 ข้อก็บรรลุธรรมได้แล้ว ถ้าขยายความไปในแต่ละข้อ

ส่วนมัชฌิมศีล เป็นศีลที่ขยายจากจุลศีล เช่น ไม่พรากพืชคาม ภูตคาม

ภูตคามคือ พลังงานที่อยู่กับดินน้ำไฟลม

มัชฌิมศีล

๑. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้คือพืชเกิดแต่เหง้า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้าแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

พ่อครูว่า... รับประทานอาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาบริสุทธิ์แล้ว พูดภาษาง่ายๆก็คือให้อาหารกินแล้ว ยังประกอบการ พรากพืชคาม ภูตคาม เห็นปานนี้ ด้วยการพรากพืชเพื่อบำเรอตน กับพรากพืชเพื่อเผื่อมวลชนคนอื่นไม่ใช่เพื่อตัวเอง อันนี้เป็นนัยยะสำคัญ ไม่ใช่แก้ตัวให้ตัวเอง แต่ควรจะถือเป็นวินัยสำคัญ ไม่จำเป็นไม่สมควรก็อย่าไปพรากพืช ถ้าจำเป็นเห็นว่ามันสมควรที่ต้องพราก ก็พราก โดยมีนัยสำคัญที่อธิบายซ้อนไปแล้ว

๒. ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ปานนี้คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิวสะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

๓. ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาลการเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพกองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

พ่อครูว่า... ที่จริงมวยชกมวยปล้ำ อาตมาชกพันชิ่งบอล บางทีมีภาพหลุด อาตมาไม่ได้ชกเพื่อจะไปขึ้นเวทีชกกับใครนะ แต่ทำเพื่อออกกำลังกาย การจะมีเจตนาอย่างไรก็ต้องมีนัยสำคัญที่เจตนา ไม่ใช่จะเอาชนะคะคานตีรันฟันแทงกับใคร ไม่ได้ไปแข่งขันโอลิมปิก ไม่มี แต่ทำเพื่อออกกำลังกาย เป็นต้น อาตมาพยายามยังขันธ์ก็หาวิธีเสริมช่วยมันไป พูดนี้ไม่ใช่แก้ตัวให้ตัวเอง แต่พูดให้เข้าใจในสัจธรรมที่ละเอียดลออ คนที่ไม่รู้ พาซื่อ บางทีก็เอามาตีมาแย้ง แต่อาตมารู้นัยละเอียดพวกนี้

ส่วนในศีล ก็คือห้ามทำหน้าที่อย่างฆราวาส แต่อาตมาเดินดูพวกเรา ไม่ได้ไปตรวจทัพ แต่เดินดูความเจริญความเป็นไปของพวกเรา มันมีความซ้อนในรายละเอียด การกระทำเช่นเดียวกันแต่มันมีเจตนารมณ์ต่างกัน พวกนี้มันจะต้องศึกษาให้ดีๆ

มหาศีลอีก 7 ข้อ เป็นรายละเอียด อ่านบางข้อ (1,6,7)

มหาศีล

๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้าทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้านดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองูเป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

พ่อครูว่า... ดูในทีวีมีช่องที่ออกเดรัจฉานวิชชาเยอะแยะ มีอยู่ช่องหนึ่งเป็นฤาษีเณรหรืออย่างไร

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท...

พ่อครูว่า... การใช้รำ แกลบ หรืออื่นๆ ทำให้เกิดควัน สื่อสารต่อพระเจ้า หรือวิญญาณ มันเป็นลักษณะของเทวนิยม

หยิบมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น ในยุคนี้ยิ่งปรุงแต่งเยอะกว่าในยุคพระพุทธเจ้าเยอะ มันน่าสงสารศาสนาพุทธ

๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็งร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาวเป็นหมอทรงเจ้าบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

พ่อครูว่า... การเข้าทรงนี้เป็นเรื่องหรอกที่จริงไม่มีอะไรมาเข้าส่งหรอก ที่จริงตัวเองสะกดจิตตัวเองแล้วใช้สัญญาทำงานในขณะที่ตัวเองไม่มีสติ ให้สัญญาทำงานเป็นสัญชาตญาณดิบทำงานเต็มที่ เพราะฉะนั้นบางคนมีอำนาจฤทธิ์เดชหลายๆอย่าง มีความรู้ลึก เป็นทิพย์อะไรหลายอย่าง จึงแสดงออกได้ในขณะที่เข้าส่ง อาตมาก็เล่นมานะเข้าทรงอยู่ 8 ปี เป็นเรื่องมีฤทธิ์มีเดชอะไรก็เป็นเพียงชั่วคราว มันก็บรรเทาอะไรได้บ้าง แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ทำได้แล้วก็ถาวรนิรันดรอย่างนี้เป็นต้น ไอ้นั่นเป็นเรื่องมายา ลำลองชั่วคราวเปลี่ยนไปมันไม่เที่ยงไม่ได้เรื่อง

๗. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตาทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

พ่อครูว่า... หากฆราวาสไม่ทำเดรัจฉานวิชชานี้ก็เป็นการส่งเสริมจะทำ แต่ว่าภิกษุนี้ ต้องเรียนรู้ปฏิบัติตามนี้ แต่เขาก็ละเมิดหมดเพราะไม่ได้เรียน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล

ผู้ที่มีความรู้ทางหมอพยาบาลเมื่อมาบวช บางทีถึงกาละจำเป็น ปัจจุบันทันด่วนที่ต้องอาศัยเบื้องต้นในขณะจำเป็นต้องทำ ก็มาว่า ว่าผิดศีล คือไม่รู้กาละเทศะ ไม่รู้อะไรผิดถูก ถ้าจะขี้ตู่กันก็หาเรื่องได้ แต่เขาไม่ได้ทำเป็นอาชีพ อย่างเป็นคุณหมอมาบวชแล้วก็ไม่ได้ทำอาชีพเป็นหมอ แต่แน่นอนก็ทำอะไรได้อยู่ในนักบวช ถ้าเป็นฆราวาสยังไม่ได้ถือมหาศีล ไปว่าเขาไม่ได้ แต่ก็ควรจะมีศีลของพระพุทธเจ้า ฆราวาสก็ควรศึกษา อย่าไปส่งเสริมให้มีก็แล้วกันมันเป็นเดรัจฉานวิชชา เป็นความรู้ทางเดรัจฉาน มันน่ายกย่องอะไรกันนักหนา มันมีผลดีเหมือนกัน แต่ไม่ต้องทำหรอก เรามีทางอื่นเลือก เลี่ยงได้

ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะศีลสังวรนั้น เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกกำจัดราชศัตรูได้แล้วย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุก็ฉันนั้นสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆเพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายในดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

จบมหาศีล.

พ่อครูว่า... สมัย พระพุทธเจ้า เป็น พราหมณ์ ไปเป็นกษัตริย์ไม่ได้ แต่เป็นกษัตริย์สามารถไปเป็นพราหมณ์ได้ เช่น ราชวงค์ต่างๆของจีน ราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์เจ้า ข้อสำคัญคือเมื่อเหมาะสมจะเป็นกษัตริย์กอบกู้ประเทศได้จริงๆ แล้วก็สร้างวงศ์กษัตริย์ ก็จะสืบทอดมาด้วยดีมา อาจจะมีการบกพร่องบ้าง แต่โดยค่าเฉลี่ยแล้วในวงศ์กษัตริย์นั้น มีดี 90% 80% 70% ก็ดีแล้ว จะเอา 100% หมดมันมีที่ไหนในโลก เพราะฉะนั้นกษัตริย์บางองค์ก็ต่ำกว่า 50% ในวงนั้น ก็ต้องมีบ้าง ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้วนี่

แล้วกษัตริย์แต่ละองค์ท่านก็พัฒนาตัวเองขึ้นไป ถ้าหากท่านพัฒนาตัวเองขึ้นไปก็ใช้ได้แล้วนี่ ถ้าท่านไม่รู้สึกพระองค์เลย ปล่อยให้เสื่อมลงไปอีก ก็ค่อยว่ากันหน่อย แต่ท่านก็มีพระสำนึกแล้ว ทรงพัฒนาขึ้นจากที่เคยผิดพลาดก็แก้ไขปรับปรุงทำให้เจริญ ก็เป็นกษัตริย์ที่น่านับถือบูชาเคารพแล้ว

คือ ลักษณะพวกนี้เขาไม่เข้าใจ อย่างที่ออกมาประท้วงจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เขาบอกว่าจะไม่ได้ล้มแต่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์เท่านั้น แล้วเขาก็จะได้มีอำนาจเต็มเลยในฆราวาส ออกกฎหมายเลยอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความต้องการของเขา ซึ่งจะจบด็อกเตอร์ จบวิชารัฐศาสตร์มาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่เข้าใจรายละเอียดถึงความเป็นกษัตริย์ ว่า ประชาธิปไตยต้องมี 2 ขา ต้องมีจิตวิญญาณ คือสถาบันกษัตริย์ กับประชาชน อะไรอย่างนี้เป็นต้น

รายละเอียดพวกนี้อาตมาไม่ได้เสแสร้งแกล้งพูด อาตมา ขอพูดเถอะ ผ่านการเป็นกษัตริย์มาก็ไม่รู้กี่ปางแล้ว ยุคใกล้ พระพุทธเจ้า ก็เป็นมาแล้ว ไม่ได้ห่างเท่าไหร่ ก็ทำมาจนในประเทศไทยก็ทำมา แล้วประเทศไทยนี่แหละมีรากฐานของประชาธิปไตยของศาสนาพุทธ รากฐานของประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระ เหนือชั้นกว่าประเทศใดๆอีก เยอะ ขออภัยแม้แต่ประเทศอังกฤษ เพราะอังกฤษก็ไม่ได้เป็นศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก ยังเป็นศาสนาเทวนิยมเป็นหลักในอังกฤษ เพราะฉะนั้นจะมาเหมือนศาสนา อเทวนิยมหรือพุทธไม่ได้หรอก เป็นกษัตริย์ก็จะมีความรู้โลกุตระต่างกันกับโลกียะ นี้เป็นนัยยะสำคัญที่อาตมาพูดทิ้งไว้

นักเศรษฐศาสตร์ควรศึกษาให้ดี อาตมาพูดหลายครั้งแล้วว่า คนยังเข้าใจประชาธิปไตยอันเป็นโลกุตระที่เป็นของพระพุทธเจ้ามา ตั้งแต่ท่านอยู่ในท่ามกลางสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั่วโลก เป็นสังคมทาสด้วยในยุคของท่าน ท่านก็นำของท่านมา มีธรรมนูญของท่าน นำพาของท่านทำได้อยู่ในฐานะพวกเป็นนักบวชทั้งนั้น ในฆราวาสยังทำไม่ได้ ที่เป็นข้อจำกัดที่อาตมาอธิบายไว้แล้ว ก็อาจจะเข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่มีความรู้ไม่รอบ แต่มันคนละบริบทกันคนละกาละ เทศะ ฐานะ

เรื่องการเมืองรัฐศาสตร์ก็ดี เรื่องของธรรมะแท้ๆก็ดี อาตมาก็ยังอยากจะนำพา ให้สังคมมนุษยชาติ ได้มีความรู้แบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์หรือ ศาสตร์ย่อยๆอีก แม้แต่นิติศาสตร์ ศาสตร์ทางกสิกรรมหรือว่าศาสตร์ทางเภสัชศาสตร์ อาตมาไม่ไปยุ่งเท่าไหร่หรอก ปล่อยให้เป็นเรื่องของฆราวาสเต็มที่ ซึ่งมีนัยรายละเอียดซับซ้อนอยู่ในนั้น ในพฤติกรรมมนุษย์

มนุษย์ควรทำหน้าที่ ก็ควรต้องทำหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสมที่สุด ในขณะนี้ชาตินี้ปางนี้ อาตมาพยายามทำให้สังคมปลูกฝังโลกุตรธรรมขึ้นมาอีก เพราะมันได้เสื่อมไปเหมือนกลองอานกะในอาณิสูตร พระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้ตั้งแต่พระองค์ทรงพระชนม์ชีพ อาตมาก็ยืนยันใน อัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ความเสื่อมจะเกิดขึ้น

ความเสื่อมที่ว่า รากฐานความเสื่อม 4 ประการที่เกิดขึ้น วันนี้ยังไม่ถึง ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร

สมณะฟ้าไท... สรุปจบ


วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640705_พุทธศาสนาตามภูมิ - ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ
วันจันทร์ที่ 5 เดือนกรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 แรม 11 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันที่ 5 กรกฎาคมเป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณจำลอง ศรีเมือง อาตมาเกิดวันที่ 5 มิถุนายนอาตมาเกิดปีจอ คุณจำลองเกิดปีกุน แล้วคุณจำลองอายุน้อยกว่าอาตมาประมาณ 1 ปี 1 เดือน

เราก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมตามประสาพวกเราที่เห็นว่ามันเป็นคุณค่าประโยชน์สำหรับชีวิตจริงๆ

 

กสิกรรมไร้สารพิษคือทางรอดมนุษยชาติในยุคโควิด

SMS วันที่ 2 - 4 ก.ค. 2564

_วัดป่าสวนธรรมร่วมใจ ยโสธร : ขณะนี้มีจำนวนคนไทยที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นทุกวัน..ทำให้มีตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนเกือบ 10 ล้านคนแล้ว.. เวลานี้วัคซีนกำลังทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง..มีประชาชนตื่นตัวสนใจเข้ารับการฉีดวัคซีนกันต่อเนื่องด้วยเช่นกัน..มันจึงทำให้ตัวเลข ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนจะขยับไปถึง 15 ล้านคนได้ในไม่ช้า และเมื่อถึง 50% หรือ 35 ล้านคน ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แม้วางเป้าหมายไว้ถึง 50 ล้านคนก็ตาม..

พ่อครูว่า... ก็ต้องอยู่ที่การระมัดระวังไม่ประมาท คนข้างในเราที่มีเชื้อหรือไม่มีเชื้อหรือมีเชื้อไม่แสดงตัวก็มีอย่าทำเป็นเล่น พวกเราอย่าไปหลงการท่องเที่ยว รับเข้ามาจากที่อื่นคนอื่นข้างนอกเขานัก แล้วพวกเราต้องพยายามช่วยตัวเองทำมาหากินหางานทำที่พึ่งพาตัวเองให้รอดอยู่ในนี้ ไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นเช่นพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ พึ่งพาของกินของใช้จากต่างประเทศ ซึ่งมันเท่ากับเราเป็นทาสที่จะต้องกินน้ำใต้ศอกเขา จะต้องให้เขาได้เลี้ยงไว้ ถ้าเขาไม่เลี้ยงไว้ตาย

คนไทยอาตมาไม่เชื่อว่าจะสิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดนั้น อาตมาก็บอกแล้ว กสิกรรมของเราไม่มีที่ทางก็ปลูกผักคอนโด ปลูกให้เต็มรอบบ้านเลย กินไม่ทันเลย ไม่มีที่ปลูกข้าวมากก็ปลูกเผือกปลูกมัน ปลูกผักคอนโด 10 ชั้น 20 ชั้น รดน้ำจากข้างบนมาถึงข้างล่างเลย ประหยัดน้ำ ปลูกตามชายคาบ้านห้อยลงมาเลย เก็บกินเวียนกันไป กินหมดก็ลงเมล็ดลงเบี้ยใหม่สืบต่อไปเรื่อยๆ

อาตมาว่าไม่ได้พูดเล่นนะทำได้จริง ไม่ตายหรอก อากาศบ้านเมืองไทยขณะนี้ไม่มีปัญหามันสุดยอดแล้ว เน้นการกสิกรรมให้เจริญจนเหลือกินเหลือใช้ ผู้สร้างให้สร้างจนเหลือเฟือเอาไปแจกจ่าย ชาวอโศกเราทำไม่หยุดหรอกเพิ่มออกไปทำให้ดีทั้งคุณภาพและปริมาณ ทำเผื่อคนอื่นไป เพราะพวกเราสบายแล้ว

ป้องกันอย่ารับจากคนภายนอกเข้ามา ภายในเรามีมาตรการจัดการกัน จะฉีดวัคซีนจะรักษาระยะห่างใส่แมสป้องกันเอาไว้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ตอนนี้รู้สึกว่าสถิติคนป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอยู่นะ เมืองไทยอย่าประมาท ให้ระมัดระวังขึ้นมาเถิด

ทำเป็นเล่นไป โควิด อาตมาเห็นฤทธิ์แรงของมันมาก แล้วมันพัฒนาสายพันธุ์รวดเร็วด้วย ร้ายกาจมากเลย เพราะฉะนั้นอย่าทำเป็นเล่นไป แม้มันไม่ตายเร็วเหมือนโรคอหิวาตกโรค ก็เตือนกัน

 

_วรางค์ภร เดชวัฒน์ : 🙏🙏🙏😷น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงคะ เมื่อทุกอย่างไม่เที่ยง แต่ตัณหาภายในจิตสังขารยึดว่าเที่ยง เราถึงต้องทุกข์..

พ่อครูว่า...คุณเริ่มรู้แล้ว รู้แล้วก็ไปยึดมันทำไม ให้มันเป็นไปตามธรรมอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างมันก็หมุนไปเดินทางไปไม่อยู่เท่าเก่าหรอก

 

พ่อครูนำสาธารณโภคีมาสืบทอดได้ในยุคนี้

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ พ่อครูเคยบอกว่า ระบบสาธารณโภคี เคยเกิดมานานหลายแสนปีแล้ว ยุคนี้พ่อครูมาพาทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ลูกดูชาวอโศกไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ลูกอยากถามว่า ขณะที่พ่อครูนำพาระบบสาธารณโภคีมาสืบทอด พ่อครูและชาวอโศกก็เคย"ร่วมชาติเกิด" กันมาเพื่อสร้างระบบสาธารณโภคีกันมาแล้วใชไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูเมตตาค่ะ

พ่อครูว่า...ใช่ ทุกอย่างไม่มีการขาดการเชื่อมต่อกันหรอก ไอน์สไตน์ก็เคยค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไอน์สไตน์ค้นพบสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในทางวัตถุว่าไม่มีอะไรจะขาดกันได้ Space and time of Continuumเป็นสูตรสำเร็จของไอน์สไตน์ ทุกอย่างในอวกาศนี้ในเทหวัตถุแท่งทึบนี้ เชื่อมต่อกันหมดเลย เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว จะเล็กน้อยละเอียดอย่างไรก็ไม่ขาดจากกันทั้งหมด อันนี้เป็นเรื่องจริง

ทางธรรมะพระพุทธเจ้าตรัสรู้ กรรม and time of continuum เหมือนกัน ท่านไม่ได้ตรัสไว้หรอกแต่โพธิรักษ์เอามาสรุป พูดเพื่อให้สอดคล้องกับไอน์สไตน์ที่พูดไว้ก่อนที่รู้กันทั่วโลกแล้ว อาตมาก็ทำให้มันง่ายขึ้นชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่ได้ผิดด้วย เป็นทฤษฎีเดียวกันเป็นเรื่องสอดคล้องกัน ถ้าศึกษาให้ดีๆก็ใช้ได้ เข้าใจแล้วเอาไปใช้ปฏิบัติได้ อย่างพวกเราเข้าใจแล้วก็ดำเนินกันไป

ไม่ใช่ God and time of continuum ต่างกันมาก คนละขั้ว กรรม กับ God

God เที่ยง กรรมไม่เที่ยงคนละขั้ว

God ใหญ่ มีคำสั่ง แต่กรรมไม่ใหญ่ ไม่สั่ง ไม่เบ่ง

พูดไปไม่ได้ยกตนข่มท่าน แต่สาธยายสัจธรรมพูดความจริงให้ฟัง ทุกคนเปิดจิตฟังให้ดีๆจะได้ปัญญา จะได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้มนุษย์เป็นอยู่สุขร่วมกันได้ดี ดีกว่า อย่าง กรรม and time of continuum หรือสูตรพระพุทธเจ้าคือจรณะ 15 วิชชา 8 สูงกว่ายอดเยี่ยมกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้สูงสุด ใช้ได้นิรันดร์

แล้วถามว่าสาธารณโภคีเกิดมาแล้วหลายแสนปี ไม่ใช่แค่หลายแสนปีเท่านั้น พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีสาธารณโภคี ในยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดมนั้นมันเสื่อมมากแล้ว จนกระทั่งกลายเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระพุทธเจ้าสมณโคดมอุบัติขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นยุคทาส จึงทำให้เกิดสาธารณโภคีในฆราวาสไม่ได้ ศึกษาตามบริบท กาละเทศะสถานะ

แต่ในยุคนี้มันเริ่มคลี่คลายลงไป โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีเนื้อแท้พุทธธรรมที่เป็นโลกุตระในมนุษยชาติมีรากเหง้านี้ในจิต เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พยายามจะให้เกิดสาธารณโภคี ท่านก็ยังทำไม่ได้เพราะท่านเป็นในหลวง และประเทศชาติประชาชน ก็ยังไม่หูตาสว่าง ยังไม่มีภูมิธรรมสูงพอ อาตมาก็ต้องมาต่อเชื้อความเจริญเพิ่มขึ้นอีกไปในทางจิตวิญญาณทางโลกุตรธรรม ไขความแจ้งทำพาทำ จนกระทั่งเกิดกลุ่มหมู่ตัวอย่าง เป็นชุมชนสาธารณโภคีตัวอย่างอย่างที่เป็นอยู่นี้

อาตมาเริ่มทำตั้งแต่แรกๆ 50 ปีก่อนเริ่มก่อรูปร่างสาธารณโภคีตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เราบรรจงสร้างปฐมอโศก เป็นชุมชนแรกที่เราบรรจงสร้างอย่างพรักพร้อม ที่จริงสร้างที่สวนอโศก บางใหญ่ แต่ยังไม่หยั่งลงไม่สำเร็จเพราะที่ทางไม่ใช่ของเรา เดินทางไปได้ยาก อยู่ที่บางใหญ่ ต่อมาก็ไปที่แดนอโศกซึ่งก็ไม่ใช่ที่ของเราอีก มี 6 ไร่อาศัยเขาอยู่ ก็อยู่นานพอสมควร จนกระทั่งพุทธศักราช 2522 ก็เลิกลาจากแดนอโศก ขยายผลมาเป็นสันติอโศก ศาลีอโศก ศีรษะอโศก แล้วค่อยขยายมาถึงทุกวันนี้ก็มี 20 - 30 ชุมชน

ก็ค่อยๆเป็นไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ชาติและสังคม เศรษฐกิจก็ดี รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ก็ดี ทุกอย่างเหมาะสม กับมนุษยชาติยุคกาลสมัยต่างๆนานา ก็เคยประพฤติปฏิบัติจะเป็นแบบอย่างให้คนได้มาศึกษา เรามีเจตนาดีปรารถนาดี ไม่ได้มีความปรารถนาร้ายแฝงเลยแม้นิดแม้น้อย มีแต่ความปรารถนาดีแก่มวลมนุษยชาติด้วยกัน เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะเจริญต่อไปในภายภาคหน้าไม่มีอะไรเสียหาย ใครยังมีเศษทางด้านไม่ค่อยดี ปรารถนาไม่ดี ต้องการไม่ดี มีความเลวร้ายอะไรแฝงอยู่ในนี้แม้เล็กไม่น้อย เอาออกให้หมด ศึกษาให้ดีๆ มีความปรารถนาดีด้วยกันไปด้วยกัน แม้แต่คนเขาไม่ดีบางคนรุนแรงบางคนชั่วร้าย บางคนมีมิจฉาทิฏฐิ มีอวิชชาอยู่ในจิตใจ ก็สงสารกัน พยายามช่วยเหลือกันไป และจะต้องป้องกันตัวให้ได้ นี่ก็ไม่มีปัญหาอะไร

 

บัญญัติสุขโลกุตระมีหรือไม่

_Uamphon Bringsoe (เอื้อมพร บริงโซ) : มีบัญญัติคำว่า สุขโลกุตระไหมคะพ่อครู?

พ่อครูว่า... จะบอกว่ามีไหม เรารู้จักสังคม รู้จักสมมติสัจจะ รู้จักคนอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างเช่น พวกสุขนิยม เขาติดในความสุขจะต้องเอาความสุขให้ได้ จะต้องอยู่กับสุขแล้วเขาก็ไม่รู้จักทุกข์ ก็เลยแฝงกินตัวเขา โดยเขาไม่รู้จักตัว ซึ่งยังพูดละเอียดกว่านี้ไม่เก่ง

ทุกข์กับสุขแยกไม่ได้มันแฝงกันอยู่ ถ้าดับก็ต้องดับหมดทั้งสุขและทุกข์ แล้วก็ต้องรู้อาการเวทนา ที่จะเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นอย่างไร ต้องไม่ให้มีอาการทั้งสุขและทุกข์ในจิตจริงๆ

เพราะฉะนั้นสุขนิยมจึงแรงมาก ที่นี่บอกว่าไม่ให้มีสุขในจิตเลยแล้วทุกข์จะไม่มี แต่พวกสุขนิยมไม่ทิ้งความสุขแล้วทุกข์มันจะไปหมดไปได้อย่างไร เพราะสุขกับทุกข์มันแยกกันไม่ได้มันเหมือนกระดาษแผ่นเดียวกันคนละหน้าเท่านั้น จะไปเอาหน้าเดียวไม่ได้

ต้องค่อยๆศึกษาให้อาการสุขมันต้องไม่มีในจิตจริง อย่างอาตมาไม่มีทั้งสุขและทุกข์ พูดแล้วก็ดูเหมือนยาก แต่ยากอย่างไรก็ต้องศึกษาเพราะเป็นที่รุนแรงที่สุดของมนุษย์ ไม่มีอะไรที่จะสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว ถ้าได้สุดยอดอันนี้ก็ช่วยกันไป แล้วก็จะทำให้มนุษยชาติเจริญ มนุษยชาติเป็นไปได้

 

รู้ลมหายใจไม่สู้รู้กิเลสตน

_จากผู้ใช้นามแฝงว่า " รู้สึกตัวไว้ตลอด " : อยากขอคำแนะนำในการปฏิบัติ ถ้ารู้สึกว่า จิตเริ่มจับอารมณ์ แล้วเป็นอารมณ์ที่มีกิเลส นานขึ้น จะละ แบบใหนให้เร็ว คือรีบมารู้สึกตัวแล้วแต่ก็ไม่ทัน บางครั้งมันปรุงไปไกลแล้ว บางทีมองดู เฉยๆเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ เพราะ เห็นว่า มันร้าย นัก อาสวะกิเลส มันสะสมเยอะ ศีลนี่ ก็รักษา ปกติ แต่ ถ้ารอบข้างมีการกะทบ บ่อย ส่วนใหญ่ เปน ความเห็น วิจารณ ซึ่งไม่ควร วิจารณ ใดๆทั้งสิ้น พยายามกลับมารู้ลม

พ่อครูว่า...  ละอย่างอย่าช้าสิ เอาภาษาตอบก่อน แต่ที่ว่า กลับมารู้ลมนี่คุณผิด ให้กลับมารู้สภาวะกิเลสสิ มารู้เวทนาที่เป็นนาม ลมมันเป็นรูป ลมนั่นแหละมันพาให้ศาสนาพุทธฉิบหายอยู่ทุกวันนี้ ในอานาปานสติและไปกันหมดดูแค่ลมหายใจเป็นนักหลับตาไม่เปิดตามาสู่ภายนอก นี่แหละมันพาศาสนาพุทธทุกวันนี้ลำบากลำบน โดยเฉพาะอาตมาลำบากมากเพราะว่าคนมันยึดติด พวกหลับตาแล้วไปอยู่กับลมหายใจ อานาปานสติ ซึ่งอธิบายก็ไม่ง่าย

ถ้าเข้าใจมุมแค่ว่า อานาปานสติแปลว่าลมหายใจเข้าออก คุณอย่าไปหลับตาอยู่กับที่ยึดถือแค่รู้ลมหายใจเข้าออก แต่ลืมตาอยู่ในปัจจุบันก็รู้ลมหายใจเข้าออก ตื่นอยู่กับอย่างอื่นเต็มทั้งหมด มีผัสสะ แต่ไม่ใช่ว่าเปิดกว้างจนกระทั่งรับเลขไปทั้งหมดก็ไม่ได้ ต้องเอาแวดวงที่คุณค่อยๆรับรู้แล้วปฏิบัติ กำหนดกรอบ เรียกว่าปริเฉท หรือบริบทก็แล้วแต่ เช่น การถือศีลข้อ 1 2 3 4 5 เป็นต้น เท่าที่เราทำได้ค่อยๆไปตามลำดับ

ศึกษาของพระพุทธเจ้านี่แหละสูตรจรณะ 15 วิชชา 8 เต็มรูป อาตมาก็ขยายความมาหลายปีแล้ว ก็ติดตามให้ดีๆ คุณก็พยายาม คุณก็แบ่งชื่อแบ่งนามสกุล รู้สึกตัวไว้ตลอดมันยาว ก็แบ่งเป็น ชื่อรู้สึกตัว นามสกุล ไว้ตลอด ก็ค่อยยังชั่ว

 

_Vivo Y15 (วีโว่ วายสิบห้า) : สันติอโศกตอนนี้มีที่ไหนเข้าไปเที่ยวกราบได้บ้างค่ะ / อยากเป็นส่วนหนึ่งของชาวอโศก รู้สึกศรัทธาค่ะต้องไปติดต่อที่ไหนค่ะ

พ่อครูว่า...ตอนนี้เปิดดูในไลน์หรือในแพลตฟอร์มอื่นๆของอโศกได้ กดมาถาม มีผู้รู้จะตอบได้ แต่ตอนนี้ยังมาเที่ยวไม่ได้ เรายังปิดระมัดระวังอยู่เพราะตอนนี้ยังไว้ใจไม่ได้ ทั้งโลกไว้ใจเรื่องวัคซีนกัน ว่าวัคซีนนี้มันจะยับยั้งให้พอเป็นไป มันไม่ใช่ยารักษานะ วัคซีนมันเป็นยายับยั้ง จะช่วยได้ เพราะว่ายารักษาเผด็จศึกจริงๆยังไม่มี เขาก็กำลังค้นคว้ากันอยู่ก็ค่อยๆเป็นไป ถ้าเจอยารักษาได้เมื่อไหร่จะดีมาก ที่เป็นยารักษาตรงกับโรคเขาเลยนะ ปราบได้อย่างเด็ดขาด เพราะตอนนี้ก็ใช้วัคซีนซึ่งมันกำราบ ทำให้บรรเทาไปได้ก่อน

วัคซีนนี้ดีอยู่อย่างนึง ถ้ามันคุมได้ มันกลายเป็นภาวะช่วยเรา ป้องกันเหมือนทหารป้องกันโรค แต่ถ้ารักษาหาย มันก็ไม่มีทหารรักษาช่วยเรา มันเข้ามาอีกก็ได้ หรือบางทีถ้าผู้ใดมีภูมิคุ้มกัน เหมือนกับโรคบางโรคที่เป็นครั้งหนึ่งแล้วมีภูมิคุ้มกันจะไม่เป็นครั้งที่ 2 อีก อันนั้นก็มีอย่างนี้เป็นต้น มีนัยยะหลายอย่างอยู่ ศึกษาไป

 

_สุทัศณีย์ วงษ์กิ่ง : กราบนมัสการพ่อครูคะพ่อบอกว่าเค้าจะออกมาได้มั้ยจากบูชา🔥ทำน้ำมนต์ยังไม่ได้ง่ายและยากมากๆ ค่ะ คุณแม่อยู่กับการปฏิบัติแบบนั้นมาเกือบทั้งชีวิตฟังธรรมพ่อครูทุกวันมา 4 ปีแล้ว ก็ว่าเข้าใจ แต่พอวันพระก็ต้องหาบูชาดอกไม้ธูปเทียนเหมือนเดิมค่ะเพราะความเคยชินทั้งชีวิต 86แล้ว กลับทางทั้งหมดไม่ได้คะสาธุคะ

พ่อครูว่า...อย่าไปงมงายอยู่อย่างนั้น ศึกษาที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ตรัสรู้สิ่งที่ประเสริฐสุดล่ะค่อยๆเป็นไป เห็นไหมว่ามันไม่ง่าย แล้วจะไปบังคับให้ผู้ไม่รู้มารู้นี้มันไม่ได้ จะพยายามทุบถองตักเตือนกันพูดแรงๆพูดเบาๆ พูดหวานพูดขมๆ พูดเผ็ดๆ ก็ว่ากันไป อาตมาค่อนข้างจะพูดอย่างเผ็ดและขม

 

_เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ : ผลการประชุมของ นศ.ปธ.& รบธ ขออนุญาตเพิ่มกลุ่ม รบธ.ทางเฟชบุ๊กเพิ่มด้วยนะคะ หากมีการประชุมผ่าน ZOOM ในครั้งหน้าจะได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่าน เฟชบุ๊กบ้าง สมาชิกทั้งในและต่างประเทศจะได้ร่วมรับฟังสดๆค่ะ กราบนมัสการพ่อครูมาด้วยความเคารพยิ่ง

 

_จรรยา อิ่มประเสริฐ : ดูพ่อตลอดแม้กระทั่งเดินออกกำลังกายทุกคำพูดมีแต่ธรรม ธรรม ธรรม เท่านั้น

 

_Chamni Jantasuk (ชำนิ จันทสุข) : พระไตรปิฎก เป็นหนังสือที่อ่านยากที่สุด

พ่อครูว่า...ไม่เป็นไร มีอาตมา มีผู้รู้ต่างๆก็เอามาขยายความให้ฟังตลอดเวลา สนใจใส่ใจให้ดีติดตามฟัง

 

_ตุ้ม พรทิพย์ : ดิฉันเปิดธรรมอโศก กรอกหูให้สมาชิกที่บ้านฟังทุกวันเลยค่ะ อย่างน้อยก็ได้ฟังกันทุกวันเป็นการสร้างสัญญาไว้ในสมองก่อนค่ะ😊

พ่อครูว่า... ระวังอย่าให้ Over จนไม่อยากฟังกันอีก คนเขาไม่ชอบยัดเยียดกัน เอาให้พอดี

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

ทำไมสาธารณโภคีจึงเกิดมีได้ในยุคนี้

สู่แดนธรรม... เรื่องสาธารณโภคีในพระไตรปิฎกไม่มีรายละเอียดเลย แต่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่พ่อครูสามารถนำมาทำให้เกิดผลได้

พ่อครูว่า... ประเด็นที่ว่าทำไมสาธารณโภคีทำได้ยาก แม้จะมีหลักฐานในพระไตรปิฎกบ้างแต่ก็มีเล็กน้อยไม่ได้ขยายความ

ความเป็นสาธารณโภคีทั้งความหมายและตัวตนบุคคลเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่รู้ได้ง่าย แต่อาตมาก็ทำ ทำตามที่อาตมามีความรู้ มีความจริงใจ จากสูตรจรณะ 15 วิชชา 8 หรือสรุปสั้นๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลเป็นตัวตั้งมั่นทำให้เกิดสมาธิ ทำตามจรณะ 15 ไปถึง ฌาน 4 ทั้งหมดเป็นการสั่งสมจิตสมาธิ สั่งสมจิตที่ปราศจากกิเลส คำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าชัดเจนว่าต้องรู้กิเลส จับตัวกิเลสได้เลย แล้วทำให้ตัวกิเลสจางคลายแล้วดับสนิท ดับสนิทแล้วมี ปฏินิสัคคะ จนกระทั่งสลับไปสลับมาเป็นสิริมหามายา จิตเป็นมุทุธาตุ รับได้ทุกเวลาทุกแบบ มีลักษณะสมบูรณ์ 5 ประการ ของอุเบกขา

ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นคำกำหนดว่าเป็นฐานนิพพาน

ปริสุทธาคือบริสุทธิ์ แล้วทำให้บริสุทธิ์แล้วบริสุทธิ์อีก เจออะไรก็ยังบริสุทธิ์ เหตุปัจจัยอย่างไรก็บริสุทธิ์ปริโยทาตา สั่งสมเป็นแกนจิตที่เร็ว คือมุทุธาตุ มีลักษณะทั้งเร็วและตั้งมั่นเป็นเจโตและปัญญา เร็วทั้งคู่ เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ ทั้งเก่งทั้งเร็วมีประสิทธิภาพเด็ดขาด จึงสามารถทำกรรมกิริยาทุกอย่าง ในทุกเวลา  ทุกบริบท ทุกโอกาส ทุกปริเฉทได้ดี เรียกว่า กัมมัญญา อยู่กับความพอเหมาะพอดีของความไม่เที่ยงทุกกาละ

ปัจจุบันนั้นเหมือนเที่ยง แต่ปัจจุบันนั้นเดี๋ยวเดียวมันก็เคลื่อนไป เคลื่อนไปก็คือไม่เที่ยงแล้ว กาละมันคือหยุดนะ ละเอียดกว่าวินาทีมันไม่เคยหยุดไปเรื่อยๆ มันไม่เคยสะดุดไม่เคยหยุด นั่นคือความไม่เที่ยง

แล้วเราก็ทำได้ เราก็สามารถที่จะควบคุม กัมมัญญา ได้ตลอด นอกจากคุมแล้ว กรรมะกับธรรมะ

กรรมเป็นตัวเคลื่อน ธรรมะเป็นตัวตั้ง ทรงไว้ ทำให้ดีเป็น กัมมัญญา แล้วตั้งไว้ เป็นสภาพคู่สุดท้าย

สามารถทำ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 5 ลักษณะนี้แหละ คือกระบวนการของอุเบกขา อุเบกขา 5 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธาตุวิภังคสูตร ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 690

องค์คุณ 5 ของอุเบกขา

1.   ปริสุทธา  (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5)

2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก)

3. มุทุ  (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 

3. กัมมัญญา   (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ)  

5. ปภัสสรา   (จิตผุดผ่องแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) 

(ธาตุวิภังคสูตร  พตปฎ. เล่ม 14   ข้อ 690)

 

อาตมาเอามาเป็นหลักใช้ ให้พวกเราศึกษาปฏิบัติเพื่อให้เกิดสภาวะ พวกเราก็ทำได้ตามฐานานุฐานะ เป็นฐานสภาวะจิตของนิพพาน 5 ประการ เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นจิตที่มีคุณสมบัติ มีมุทุธาตุ มีกัมมัญญาและปภัสรา สะอาดสว่างอยู่ตลอด และมีคุณสมบัติสูงขึ้นเจริญขึ้น วิศิษฐ์ วิเศษ วิสุทธิ์ ขึ้นเรื่อยๆ เป็นจิตลักษณะ 5 ประการ

ผู้ที่สามารถมีสภาวะจริง จึงมีประโยชน์คุณค่าในความเป็นมนุษย์ วิเศษจริงๆเลย ไม่มีตกต่ำไม่มีเสื่อม ซึ่งไม่ใช่ไม่มีเสื่อม คนแต่ละคนต้องรักษาความไม่เสื่อมของตัวเองให้ได้ ค่อยๆศึกษาไป ซึ่งมันก็ไม่ง่าย มาถึง 50 ปีมันก็มีผลมีของจริง แต่มันก็มีอัตราการก้าวหน้ามันก็ยังไม่รวดเร็วเท่าไหร่ ก็ยังเชื่องช้าอยู่บ้าง ก็ไม่เป็นไร อาตมามั่นใจในสิ่งที่มันปักหลักลงแหล่งแล้ว มั่นใจว่ามันมีแล้วในมนุษยชาติในประเทศไทยนี่แหละ ได้แล้ว

 

สู่แดนธรรม... พ่อท่านตัดสินใจจะทำสาธารณโภคีมีอะไรเป็นนิมิตหมายบอกให้ทราบบ้างว่าสมควรแล้วที่จะทำแบบนี้

พ่อครูว่า... พูดถึงอย่างนั้นถามไปอย่างนั้น อาตมาระลึกเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เริ่มต้น ก็ไม่ได้รู้ตัว แล้วก็ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นทีเดียว แต่มันต้องเป็น มันเกิดมาโดยที่อาตมาก็ไม่มีเจตนาที่เดียวในตอนแรก ตัวเองไม่ใช่จะเป็นคนรู้ได้เร็วครบไวเหมือนพระพุทธเจ้า ก็พอรู้แบบมลังเมลือง ว่าคนควรอยู่กับสิ่งที่ดี คำว่าตัวดีมาก่อนก็คือ อาตมาทำแล้วก็คืออะไรที่จะไปพบสิ่งที่ไม่ดีก่อนมันน้อย มันพบสิ่งที่ดีก่อนมันมาก

อาตมามีบารมีมากพอที่จะมีสิ่งที่ดีมาห้อมล้อมมาพรักพร้อมให้เราได้ โดยที่ไม่มีใครบังคับมันต้องเป็นไปเองต้องเป็นอย่างนั้นเป็นสิ่ง อจินไตย ที่ยากจะเข้าใจ เป็นวิสัย เป็นกรรมวิบากที่ต้องเป็นเช่นนี้ สั่งสมบารมีมีวิบากมาอย่างนี้แล้ว born to be  มันต้องเกิดต้องมี ไม่เป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ลักษณะที่จะว่าใช่ก็ไม่ใช่จะไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ซึ่งมันไม่ใช่ มันต้องใช่ใช่ๆ อย่างนี้ ไอ้ที่ไม่ใช่ก็เลยรู้ง่าย เพราะมันใช่ใช่ๆก็เลยเป็นก้อนเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เราเป็น สิ่งที่ไม่ใช่เข้ามาก็เห็นได้ง่าย มันก็เลยเป็นอย่างนั้น ซึ่งใช้ภาษาพูดไปในสภาวะธรรมมันก็ไม่ง่ายมันก็ยาก แต่มันไม่มีอะไรที่จะดีกว่านี้แล้ว

ขอสรุปลงไปอีก ว่ามนุษย์จะต้องได้จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีอะไรอย่างอื่นดีกว่าจรณะ 15 วิชชา 8

 

ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ

_คุณฟ้าเจือศีล : ดิฉันคิดออกแล้วค่ะ อานาปานสติ เป็นใน มากกว่าสติปัฏฐาน 4 เพราะอานาปานสติ มีทวารที่สัมผัสเพียงหนึ่งเดียว แล้วเป็นการสัมผัสที่เบาบางกว่าอีก 5 ทวาร ส่วนสติปัฏฐาน 4 สัมผัสนอกครบทุกทวาร เข้าใจแบบนี้ถูกมั้ยคะ

พ่อครูว่า... ก็ถูกแล้ว เพราะฉะนั้นพวกงมงายอยู่ที่ประตูเดียวเบาบาง เมื่อไหร่จะได้เนื้อเต็มๆคุณก็ได้แต่นิดหน่อยเท่านั้น แล้วนิดๆแถมเป็นแบบโลกียะแบบเดียรถีย์ทีแบบสมถะด้วย ไม่ได้แบบตื่นๆไม่ได้แบบรู้กว้างกับคนอื่นเขาเลย อยู่กับคุณเพียงคนเดียว คุณก็อยู่ในระบบ อุทกดาบส อาฬารดาบส นั่นแหละไม่เป็นอื่นเลยเป็นแบบ เดียรถีย์ มันก็จะนานงมงายไปอีกนาน พระพุทธเจ้าก็เลยอุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอ จะเป็นอย่างนั้น สะดุ้งไหมนี่พวกหลับตา ให้ลืมตามาเถอะฟังดีๆแล้วเริ่มต้นช้าๆ อย่าไปนึกว่าตัวเองสูงแล้ว มาเริ่มต้นใหม่ๆให้ถูกต้องตั้งแต่ศีลข้อ 1 2 3 ให้เข้าใจถูกต้องให้ดี

 

ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน (ปีใหม่ มกราคม 2551)

 

ขอ..ให้พิศพินาศหล้า       โลมสมัย

ความสุข..โลกีย์ไฟ                            ยุคนี้

ที่ยิ่งใหญ่..คือ ภัย                   โลกียสุข

และยั่งยืน..อยู่ชี้                     ทุกข์ให้ทนเห็น

 

จง..เป็นคนอย่าไร้          บุญใจ

มี..แต่ชีวิตไป                        ไป่รู้

แด่..ชาติกษัตริย์ไย                            บ่ตระหนัก ใดฤา

มวลมนุษย์ชาติ..ทู้                           ทู่ชี้สุขหลง

 

ความสุข..พงศ์หนึ่งนั้น     โลกียรส

ที่..ปุถุชนติดหมด                              ทั่วถ้วน

ยิ่งใหญ่..จะละลด                              ยากสุด สุดเฮย

และยั่งยืน..หลอกล้วน               จึ่งต้องศึกษา

 

คือ..หาทางจรณะสร้าง     ภูมิธรรม

โลกุตรสุข..สำ                       เร็จรู้

ปรมังสุขัง..นำ                       มนุษย์สู่ สันติแล

ยิ่งใหญ่ยั่งยืน..ผู้                    สุขได้ยืนยัน

“สไมย์ จำปาแพง”  มกราคม 2551

พ่อครูว่า... ความสุขมันเป็นโลกีย์เป็นไฟร้อนในยุคนี้ จะเอาแต่สุขๆๆๆโดยไม่เรียนรู้อริยสัจ อริยสัจคือผู้ฉลาดให้มาเรียนรู้ทุกข์ อย่าไปยุ่งกับสุข จัดการเหตุแห่งทุกข์ได้ เมื่อความทุกข์หมดความสุขก็หมดไปด้วย เพราะสุขกับทุกข์เป็นตัวเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่อาตมาเอามาไขในโลกนี้ ถ้าไม่มีทุกข์พระพุทธเจ้ามาไขก็จะไม่มีความจริงอันนี้

บุญไม่ทำงานอย่างอื่นนอกจากกำจัดกิเลสที่ใจเท่านั้น บุญคือการกำจัดกิเลสชัดเจนตัวปลายของฌาน คำว่าบุญจึงเป็นลักษณะของการสัมทัพว่าใช่แล้วกิเลสตายล่ะ กิเลสหมดล่ะ กิเลสไม่เกิดอีกแล้ว บุญมีที่เดียวหมดแล้วก็จบ บุญทำเสร็จแล้วเสร็จเลย เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ฌาน 1 2 3 4 ส่วนบุญนั้นจะเรียกว่าเป็นเพชฌฆาตมือที่ 5 ก็ได้ ฌานที่ 4 เอาให้ตาย แต่ฌานที่ 5 บุญคือซ้ำไม่ให้มีทางฟื้น ให้เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

(พ่อครูไอตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม... บทกวีนี้พ่อครูจั่วหัวข้อไว้ ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนจงมีแด่มวลมนุษยชาติ ก็ต้องอธิบายต่อว่า สุข ไม่ใช่แบบบำเรอกิเลส

 

พ่อครูว่า... มาดูคำอธิบายกวีของคุณ จริงจังตามพ่อ

 

สิ่งที่หาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้...

ใน ๑๐๐ คน จักมีคนกล้าสัก ๑ คน

ใน ๑,๐๐๐ คน จักมีนักปราชญ์สัก ๑ คน

ใน ๑๐๐,๐๐๐ คน จักมีคนพูดจริงสัก ๑ คน

ส่วนคนทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้น ไม่รู้จักมีหรือไม่ ?

 

สิ่งที่คนไทยควรภาคภูมิใจยิ่งนัก นั่นคือเรามี พระมหากษัตริย์ที่ทรงมีบุญญาบารมียากที่ใครจะ เท่าเทียมได้ ความสุขของของพระองค์คือการได้ทรงงานเพื่อพสกนิกร แม้จะทรงพระประชวร ในพระราชหฤทัยกลับห่วงเรื่องพายุเข้ามาทำ ความเสียหายให้กับราษฎรมากกว่าการผ่าตัดครั้ง

ล่าสุด..เวลาตามเสด็จฯ พระองค์จะรับสั่งและ สอนพวกเราอยู่เสมอว่า ทำงานต้องสนุก ถ้าไม่ สนุกต้องไม่ทำ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าทรงสนุกมากเลย มีปัญหาท้าทาย คิดว่าทำให้ทรงมีพระพลานามัย และกำลังใจ มีประโยคทองที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ เป็นแสงสว่างนำทางชีวิตของดร. สุเมธ นั่นก็คือ... “ขอขอบใจนะ ที่จะมาช่วยฉันทำงาน แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้นะ แต่จะมีความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น” (เจาะใจ ดร.สุเมธ มติชน ๕ ธันวา )

 

“จิตที่คิดจะให้ ย่อมสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา”(พุทธทาสภิกขุ)

“ผู้มีความสุขที่สุด คือผู้ที่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ให้อย่างจริงที่สุด” (สมณะโพธิรักษ์)

บทเรียนจากนักการเมืองไทยสอนให้เรารู้ว่าต่อให้ได้อำนาจล้นฟ้า ได้เงินตราล้นแผ่นดิน แต่สุขแบบกระจอกๆ ที่ยังไม่ทันได้กินน้ำเหล่านี้ ต่อให้เฉลียวฉลาดสักปานใด ก็ไม่สามารถยื้อสุขแบบกระจอกๆ ที่ไปเที่ยวล่าลาภ ล่ายศ ล่าโลกียสุขทั้งหลายเอาไว้ได้

 

พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ อรรถาธิบายเนื้อหา นัยปกฉบับนี้ว่า

 

 

“ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน จงมีแต่มวลมนุษยชาติ” นี่เป็นคำอวยพรปีใหม่ของหนังสือเราคิดอะไรฉบับปีใหม่ปีนี้ ปีพ.ศ. ๒๕๕๑

“ความสุขที่ยิ่งใหญ่” คือความสุขที่ไม่ใช่สุขโลกีย์ ไม่ใช่สุขที่บำเรอกิเลส อยากได้อะไรได้สมใจแล้วก็สุข เหตุสุขนั่นแหละเป็นตัวหลอกจึงเรียกว่าสุข ขัลลิกะ คือ สุขหลอกๆ

พระพุทธเจ้าเรียนรู้ตัวหลอกนี้แล้วก็ฆ่าเหตุ ที่มันไปหลงตัวหลอกนี้จนดับหมด ไม่มีสุขทุกข์ อทุกขมสุข หรืออุเบกขา

การหมดสุขหมดทุกข์...อุเบกขาหรือ อทุกขมสุข นี่แหละ คือ สุขโลกุตระ หรือ ปรมัง สุขัง สุขที่หมดสุขโลกีย์นี่แหละคือ ปรมัง สุขัง ซึ่งไม่ใช่สุขของปุถุชนสามัญทั่วไปในโลกทั้งโลกเขาเป็น เป็นสุขที่วิเศษที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบเป็นสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน สุขโลกีย์ไม่ยั่งยืน

เพราะว่าสุขโลกีย์นั้นไม่เที่ยง นอกจากไม่เที่ยงแล้วเป็นตัวของทุกข์ เพราะฉะนั้นสุขโลกีย์นั้นคือทุกข์

สุขโลกีย์กับทุกข์นี้เป็นของคู่กัน เพราะฉะนั้นตับเหตุแห่งทุกข์ สุขก็หมดตาม ทุกข์ก็หมดตาม อันนี้เป็นความลึกซึ้งที่คนชนิดที่เรียกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ

เมื่อตรัสรู้เรื่องนี้แล้วทรงเอามาประกาศเป็นสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน เพราะความสุขอันนี้ตับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้วมันสุขนิรันตร์เลย มันสุขส่วนเดียว สุขโดยไม่มีอะไรไปแปรเปลี่ยน สุขโดยไม่ขึ้นไม่ลงไม่ลดไม่เพิ่ม หรือสุขแล้วกลับไปทุกข์อีก

จึงเรียกว่าสุขที่ยั่งยืน ส่วนสุขของโลกียะนั้นไม่ยั่งยืนเปลี่ยนแปลงไม่เท่าเดิม นอกจากไม่เท่าเดิมแล้วยังกลับกลอกอีกต่างหาก(เบื่อ ๆ อยาก ๆ)

ถ้าไม่เป็น “โลกุตระ” อย่างพระพุทธเจ้า อาจจะกดข่มอาจจะกดข่มได้อดทนได้ แต่สุดท้ายไม่สูญสนิทจริง หมุนเวียนกลับคืนได้ กำเริบได้ นี่เป็นความสุขของโลกีย์ไม่ยั่งยืน แต่โลกุตระสุขนั้นยั่งยืน เป็นสุขสุดยอด

 

พ่อครูว่า...ก็บอกกันได้อย่างนี้ พูดกันได้บอกกันได้อย่างนี้ ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้มันต้องศึกษาฝึกฝนปฏิบัติจนเกิดจนเป็นในจิตใจตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และจะปฏิบัติได้ต้องปฏิบัติตามหลักเดียว จรณะ 15 วิชชา 8 ผู้ที่เป็นศาสนิกชนของพุทธต้องศึกษาให้ดีต้องมารู้ปฏิบัติอันนี้ ในวิชชาจรณะไม่มีอย่างอื่น ซึ่งเป็นพุทธคุณแท้ๆหนึ่งเดียว

พุทธคุณของพระพุทธเจ้ามี 9 อย่าง ซึ่งทั้ง 8 อย่างนั้นเป็นเครื่องตกแต่งทั้งนั้นไม่ใช่เนื้อ เนื้อแท้คือจรณะ 15 วิชชา 8 ที่คนต้องมาศึกษาเอาตั้งแต่ได้เล็กน้อยจนกระทั่งเต็ม ส่วนคุณจะได้ชื่อว่าเป็น ภะคะวะโต

จรณะ 15 วิชา 8 นั้นไว้ศึกษาตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าเลย ศึกษาได้เป็นโสดาบัน เหลื่อมไปเป็น สกิทาคามี อนาคามี มันจะมีเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ จนจบอรหันต์ถือเป็นกรอบสุดท้ายขั้นต้นของความตรัสรู้ของมนุษย์ มนุษย์บรรลุอรหันต์แล้วจะมีอุเบกขาเป็นเครื่องอาศัย สบาย

อุเบกขาที่มีคุณสมบัติ 5 แม้คุณจะมีเบื้องต้นเป็นความสะอาดบริสุทธิ์แล้วก็กระทบกับอะไรอีกคุณก็รู้จักรับ อรหันต์จะรู้จักแบ่งรับมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แบ่งรับเอาที่พอเหมาะ ไม่ตะกละตะกราม ไม่เอาเกินตัว ไม่อ้าขาผวาปีก ไม่ฟุ้งซ่านเกินไป

อาตมาพูดอย่างนี้ 1. ผู้ที่ฟุ้งซ่านเกินไป ไม่ตีกรอบให้เหมาะสมกับตัวเองหรือให้น้อยไว้ มีแต่อยากอวดอยากโอ่ อยากให้ได้มีมากๆนั้นอันนี้มันเกินตัว ไม่มีสำเร็จได้ง่ายๆ

ส่วนผู้ที่มีน้อยมักน้อยเอาแต่น้อยๆก็ให้มันก้าวหน้าหน่อย ถ้าหากไม่คืบหน้าก็ช้าเหมือนกัน แต่คนนี้ไม่มีวิบากมาก เพราะว่าตัวเองไม่ไปหาเรื่อง

แต่พวกฟุ้งซ่าน พวกรู้อะไรมาก จะมีวิบากเยอะ และไม่ต้องบ่น ตัวเองทำเองแหละสมน้ำหน้า ทำไมเรามีแต่คนว่า คนว่าเพราะคุณเที่ยวไปแส่อะไรเรื่อย ต้องปฏิบัติที่ตนเป็นตัวหลักเอาของตนอย่างนี้เป็นต้น นี่ก็บอกไปในหมู่เราก็มีคนอย่างนี้ แต่ไม่มากเท่าไหร่ พวกเราส่วนใหญ่รู้ความพอเหมาะ แต่มีพวกเราบางคนที่ไปเที่ยวแต่หาเรื่องเขาอยู่นั่นไม่รู้จักจบ ให้รู้จักบ้าง เจียนเข้าหาสภาวะตัวเองให้มากขึ้นให้พอเหมาะสม

คำว่า จรณะ นี่มีคำๆหนึ่งคือสมบัติ

สมบัติ คู่กับคำว่า วิบัติ

วิบัติคือ จัดการทำลายให้หายไป สมบัติคือ สภาพที่สะสม

ที่จริงศาสนาไม่ให้สะสมสมบัติ ลึกซึ้งเข้าไปสู่สมบัติ คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือนิพพาน เราได้ ไม่สะสม ไม่ยึดถือนิพพานว่าเป็นเราเป็นของเรา แต่ได้นิพพานแล้วก็อาศัย เสร็จแล้วจะต้องตายจาก หรือคนอื่นก็มีได้ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว นิพพาน ใครทำก็ได้ของเขา สัจจะมีหนึ่งเดียว ผู้ทำนิพพานได้ก็ไม่เถียงไม่แย้งกัน ถ้าจะแย้งกันก็แย้งในสมมุติ ผู้ที่ได้ปรมัตถ์เป็นนิพพานเป็นอรหันต์แล้วจบ เป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตมันเป็นนิพพาน จิตเจตสิกรูป ที่เป็นลักษณะนิพพานแล้ว พระอรหันต์จะมีเองเป็นจริงเองของตัวเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพและเป็นปัจเจก แล้วเป็น สยังอภิญญา จนถึง อภิภู ก็ยิ่งใหญ่ของตนสูงขึ้นจนเป็น สยัมภู สุดท้าย พระโสดาบันก็จะแบ่งละเอียดไปอีกก็ได้ สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ โพธิสัตว์ ทุกระดับ  พยัญชนะใช้แทนกันได้ไปเรื่อยๆ

 

จรณะเป็นสมบัติ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะสะสม วิชชาเป็นสมบัติ ท่านเรียกว่า วิชชาสมบัติ จรณะสมบัติ

 

ใน อัมพัฏฐสูตร ตอนท้าย... ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทั้งวิชชาและจรณะบ้าง อันวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างอื่น ซึ่งดียิ่งกว่าหรือประณีตกว่านี้ไม่มี.

พ่อครูว่า...ที่พระพุทธเจ้าซักถามไล่เลียงกับ อัมพัฏฐมานพ ที่ว่ามีวิชชาจรณะ แต่ไล่เลียงไปแล้วมีแต่ภาษาไม่มีสภาวะ เหมือนกับทางพระเถรสมาคมทุกวันนี้ เป็นพระมหาศาลขออภัยไม่ได้ว่าหรอกแต่ว่าให้ไปตรวจสอบตัวเองดู

วิชชาสมบัติ จรณสมบัติ มีอยู่ พระพุทธเจ้าค้นพบตรัสรู้แล้วเอามาประกาศมีอยู่ แต่มันเสื่อมได้ มันจะเริ่มเสื่อมเมื่อใด พระพุทธเจ้าก็พยากรณ์ไว้ตั้งแต่ก่อนจะปรินิพพานในพระสูตรนี้ โดยบอกว่า อัมพัฏฐะ ความเสื่อม มีทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4

ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่

4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน?

1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง.

พ่อครูว่า...เพราะฉะนั้นคนออกป่าไปปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าในศาสนานั้น เสื่อม!ประการที่ 1 นะ(โว้ย!) รู้ไว้นะด้วยศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาออกป่า มีความดำริที่จะออกป่านั้นผิดแล้ว เสื่อมแล้ว อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เริ่มต้นเสื่อมเลยประการที่ 1 ออกป่า เอาจรณะหรือวิชชาจากใครก็แล้วแต่ในป่า มันต้องอยู่ในป่า เห็นไหมว่ามันมิจฉาทิฏฐิ

สู่แดนธรรม...สรุปจบ

 

 

 

 


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...