แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยะถาสัพพี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยะถาสัพพี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640618_พุทธศาสนาตามภูมิ - วิญญาณกินข้าวได้ไหม อย่างไรคือสัมมาทิฏฐิ

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - วิญญาณกินข้าวได้ไหม อย่างไรคือสัมมาทิฏฐิ
วันที่ศุกร์ที่ 18 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก












ดูวิดีโอคลิปได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


          สมณะเดินดิน…วันนี้วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก เดือนหน้าก็ใกล้เข้าพรรษาแล้ว แต่ตั้งแต่โควิดมาก็เหมือนเข้าพรรษาทั้งปี ฟังพวกเราเวียนธรรมตอนเช้า ได้ข้อคิดที่คุณใจดิน เล่าถึงแม่คือโยมธรรมนูญ ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ที่ยังจำได้คือจำธรรมะได้ ได้ความรู้สึกได้ความยินดี เรื่องทรัพย์สินเงินทองอะไรจำไม่ได้หายไปหมด แต่ยังจำธรรมะได้

พ่อครูว่า…SMS วันที่ 16-17 มิ.ย. 2564 วันนี้ sms มีไม่มาก แต่เนื้อหาคงต้องอธิบายกันทั้งรายการ คงไม่ได้อ่านหนังสือแน่เลยวันนี้ หนังสือเปิดยุคบุญนิยมเป็นหนังสือที่น่าอ่าน โฆษณาแล้วโฆษณาอีกก็คงจะต้องโฆษณาต่อไปอีก ยังมีหนังสือที่จะออกมาอีกคือหนังสือ เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 3 และหนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม 3

อาตมาเขียนหนังสือ ชาตินี้ชอบเป็นนักประพันธ์ เขียนมาตั้งแต่สมัยเป็นมัธยม ทั้งที่ลายมือเราก็แย่ สมัยโบราณเขียนลงในกระดาษ fullscape แล้วออกแบบเองด้วย ทำเป็นเหมือนหนังสือพิมพ์ มีคอลัมน์ปกิณกะต่างๆ แม้แต่นิยายก็มีในนั้น แล้วก็ส่งไปให้เพื่อนๆ โดยเฉพาะส่งไปให้โรงเรียนผู้หญิงอ่าน เป็นเจ้าชู้ไก่แจ้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เรียนอยู่มัธยม 5-6 ซึ่งประมาณ ม.2-3 สมัยนี้ ริอ่านแต่งเพลงตั้งแต่อายุ 14 แต่งกลอนตั้งแต่อยู่ ม.2 อยู่พิบูลมังสาหาร อาจารย์ที่สอนแต่งโคลงกลอนคนแรกคือ อาจารย์ทา

อาตมาได้เรียนกวีการโคลงกลอนจากครูทา เริ่มแรกเลย แล้วก็เขียนแต่งมาเรื่อย เพลงก็ต้องพกหนังสือเพลงมาติดตัวไว้ เพลงจากกรุงเทพฯมาเราได้ก่อนเท่มากเลย เราได้ร้องก่อน แล้วไปต่อให้เพื่อนได้เป็นเก่งเลย

เคยเล่าให้ฟังแต่งเพลงเป็นเพลงแรกแล้วบอกให้เพื่อนฟังแล้วร้องตาม เขาก็ร้อง แต่งเสร็จแล้วมาบอกทีหลังว่าเพลงลื้อแต่งเองอย่าเอามาให้ต่อ มันไม่ได้เรื่อง ก็เลยรู้สึกเสียใจ ตั้งแต่บัดนั้นแหละ เป็นคนปิด ทีนี้ไม่มีเปิดเผยแล้ว แม้แต่จะเขียนภาพแต่งเพลงก็ไม่ให้ใครรู้ เสร็จแล้วก็ค่อยๆทยอยออกไป แต่เราไม่บอกว่าใครแต่ง มันก็ร้องเพลงเราไปก็เฉย เราก็รู้ว่าเอ็งก็ร้องเพลงข้าไม่รู้ตัว ก็ดีใจ ก็เลยทำอย่างนั้นมาเรื่อยๆ มีนามปากกานามแฝงเยอะเลย

เช่น อ้อยอิ่ง สวนสงบ เพียงเพ็ญ พีรพงษ์ ฯ แล้วก็ส่งสำนักพิมพ์

จนเอาเข้าหนักๆ นวนิยายเรื่องสั้น ตอนทำวิทยุ แต่งร่วมกัน 3 คน เป็นเรื่องสั้น อาทิตย์ละ 5 วันออกอากาศทางวิทยุ อาตมาเขียนอาทิตย์ละ 2 วัน มีเพื่อนชื่อหลวงเมืองรับไป 2 วัน อีกวันก็อีกคนรับไปอีก 1 เป็น 5 เรื่องต่อสัปดาห์ ต่อมาคนเขียนก็เลิกเขียน เหลือแต่อาตมาเขียน 4 เรื่องต่อวัน มันต้องต่อเนื่อง ซึ่งมันต้องมีพล็อตเรื่อง หากไม่มีประเด็นมันไม่เป็นท่าเลย จนต่อมาเขาก็วางมืออีก อาตมาก็ 5 เรื่องต่อสัปดาห์ ต้องพกเครื่องพิมพ์ติดตัวไป พอได้อ่านได้เห็นอะไรเป็นพล็อตเรื่องได้ก็เอาหมด บางทีมีเรื่องลามกด้วยก็ต้องเอา ก็เลยบอกว่าสู้ไม่ไหวแล้วหยุดเถอะ ก็เลยต้องหยุด แต่ก็มีเป็น 100 เรื่องเลยทำไว้ กว่าจะเลิกก็ได้เป็น 100 เรื่อง สุดท้ายสู้ไม่ไหว หมดแรง เสร็จแล้วต้นฉบับเรื่องสั้นเหล่านี้ก็หายไปหมดเลย

ก่อนอาตมาบวชก็เคยคิดว่าจะไม่ยุ่งแล้วเรื่องพวกนี้ ก็ยกให้คนอื่นไป ยกให้ชลิตเขา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) แต่เขาก็ไม่ได้เก็บไว้

สมณะเดินดิน…สมัยก่อนจำได้ว่า ก่อนไปโรงเรียนต้องฟังนิยายต่อต้าน คอมมิวนิสต์ เป็นความสุขของเด็กๆอย่างหนึ่ง

พ่อครูว่า…นิยายต่อต้านคอมมิวนิสต์ ก็ทำกับสุพัฒน์ สวัสดิวัตน์ บก.ใหญ่หนังสือพิมพ์ดังของผู้หญิงเขา

 

วิญญาณกินข้าวได้ไหม วิญญาณกับวิญญาณคุยกันได้ไหม

_เมตตา โพธิสุทธิ์ : ลูกชายคนเล็กของดิฉัน อายุ 5 ขวบกว่าๆ ค่ะ เขาชื่อเล่นว่า "มารุต" ค่ะ เขามักมีคำถามให้ดิฉันตอบอยู่บ่อยๆ เช่น ทำไมซื้อสัตว์มาปล่อยจึงบาป วิญญาณต้องกินข้าวไหม ดิฉันก็พยายามตอบให้ได้ โดยตอบตามความคิดของดิฉันแต่มีคำถามหนึ่งค่ะ ที่ดิฉันตอบเขาไม่ได้ เขาถามว่า "วิญญาณ กับวิญญาณ คุยกันได้ไหม" จึงขอความกรุณาพ่อเฒ่าช่วยไขข้อข้องใจของเด็กน้อยให้หน่อยค่ะว่า วิญญาณ กับวิญญาณ (วิญญาณ 2 ดวง) สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้หรือไม่ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…เด็กคนนี้แปลก ถามได้ไง วิญญาณกับวิญญาณคุยกันได้ไหม อายุ 5 ขวบ

ประเด็นที่คิดว่าควรจะตอบ

ซื้อสัตว์มาปล่อยทำไมจึงบาป?

ซื้อสัตว์มาปล่อยเป็นบาป เพราะว่าร่วมมือกับผู้ที่ขายสัตว์ แล้วก็มาหลอกเอาเงินคนซื้อ ซื้อสัตว์มาแล้วก็ปล่อยไป โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นนก เขาจะเลี้ยงด้วยยาเสพติดเอาไว้ นั่นคือต้องกลับไปกินที่บ้านเขาอย่างเดิม พอมาปล่อยเขาก็กลับไปบ้านอย่างเดียว แล้วเอามาขาย หลอกกินอยู่อย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นบาป ซื้อสัตว์มาปล่อย โดยเฉพาะนก ชัดเจนเลย จะปล่อยปลา ปล่อยอย่างอื่น ที่มันเวียนกลับมาได้ หลอกคืนมาได้ มันก็บาปอยู่อย่างนั้น หรืออาจจะมีนัยยะอื่นก็แล้วแต่

จริงๆแล้ว ผู้ที่ไปเอาสัตว์มาขาย บาปแล้ว เอาชีวิตเขามาค้าขายหาเงินเลี้ยงตัว หากสัตว์นั้นจะเอาคุณไปขาย หมาเอาคุณไปขายเลี้ยงชีวิต หมามาร้องขาย เจ้าข้าเอ๋ยขายราคาเท่านี้ มันจะดีเหรอ สัตว์ที่ถูกขายไปเขาซื้อไปแล้วจะเอาไปทำอะไร เอาไปฆ่าเอาไปเลี้ยง เลี้ยงอย่างเอ็นดูจนตายเลยก็มี แต่มันก็เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง เราเป็นชีวิตที่มีราคาเท่ากับสินค้าชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นอาตมาเคยพูดแล้วว่า

สัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียว อย่าประมาท อย่าไปยุ่งเกี่ยว อย่าไปแตะ ตั้งแต่เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว ไม่แน่สัตว์เซลล์เดียวตัวนี้ต่อไปอาจจะพัฒนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ คุณตามดูไม่ได้หรอกไม่รู้กี่ล้านชาติ

เกิดมาเป็นเซลล์สัตว์ก็จะพัฒนาการไปจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่มีใครจะไปทำลายกลางทางได้เลย จะอยู่เป็นล้านๆๆ ชาติทั้งนั้น เวลาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยด้วย ทุกวันนี้เวลามันเร็วเหลือเกิน เดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทันแล้วหว่า ทุกวันนี้อาตมาแก่ไม่ทันวัน เดี๋ยวก็หมดวันอีกแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะตายหนอ

 

ทีนี้.. วิญญาณต้องกินข้าวไหม?.. ตอบ วิญญาณไม่กินข้าว วิญญาณที่ไม่มีกาย วิญญาณนี้คือจิตนิยาม พลังงานที่พัฒนาจากอุตุนิยามมาเป็น พีชนิยาม เป็นชีวะที่ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ พลังงานยังไม่มีคุณภาพประสิทธิภาพถึงวิญญาณ หรือเรียกว่าเวทนาก็ยังไม่ได้ เพราะว่า พีชะจะมีความรู้แค่สัญญากับสังขารกับรูป จะมี 3 เส้า รูป สัญญา สังขาร นี่คือ พีชะยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณจึงได้ชื่อว่าเป็นพลังงาน เป็นชีวะ หรือเรียกว่า อุปาทินกสังขาร เป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง ไม่มีกรรมวิบาก เราจึงกินพืชได้อย่างปลอดภัย ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มันไม่มีเวทนาไม่รู้จักสุขจักทุกข์ไม่จองเวรจองกรรมกับใคร

 

วิญญาณกินข้าวไหม?.. วิญญาณไม่กินข้าว วิญญาณที่ยังมีร่างกายมีองค์ประกอบครบอาการ 32 ก็กินข้าวกินอาหารเลี้ยงชีพ วิญญาณกินข้าวไหม ถ้าวิญญาณที่ไม่มีร่างกายคือวิญญาณเป็นสัมภเวสี วิญญาณที่ไม่มีที่เกิด วิญญาณที่อยู่ไหนๆมีเยอะแยะยังไม่มีที่เกิด ยังหาที่เกิดยังไม่มีสิทธิ์จะมาได้ร่างเป็นสัตว์ก็ตามเป็นคนก็ตาม ยังเป็นวิญญาณล่องลอย ศาสนาฮินดูหรือศาสนาหลายศาสนาก็พูดถึง ศาสนาฮินดูไม่พูดถึงสัมภเวสีเพราะเขาไปตามยถากรรมของวิบากของสัตว์แต่ละชนิด

วิญญาณที่เป็นสัมภเวสีนั้น ไม่พูดกัน ไม่มีใครรู้ใคร วิญญาณใดก็อยู่ในภพของตนเอง เหมือนคุณหลับตา หลับตาลงหรือนอนหลับ วิญญาณคุณก็เกิดอยู่ในจิต วิญญาณที่เป็นสัมภเวสีของคุณก็อยู่ในจิต มันก็จะเป็นไป ตอนหลับเป็นวิญญาณสัมภเวสี ถ้าวิญญาณออกมามีความรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย จึงเรียกว่าวิญญาณที่มีที่ตั้ง เป็นวิญญาณฐีติ

ถ้าวิญญาณไม่ออกมาทางตาหูจมูกลิ้นกาย เช่น พวกนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม มีแต่วิญญาณสัมภเวสี จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมเป็นอันขาด อาจจะมีบางท่านบรรลุเพราะบารมีเก่า มีอาสวะบางอย่างสิ้นได้ แต่ก็ได้เท่านั้น จะไม่มีการเจริญจากอันใหม่อีกเป็นอันขาด ถ้าไปยึดแต่การนั่งหลับตา ไม่มีวันจะบรรลุเป็นอรหันต์ ไม่มีทาง เอาแต่นั่งหลับตาเป็นเอกไม่รู้จักจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีโพธิปักขิยธรรม ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาททั้งสาย ไม่มีทางบรรลุ

เพราะฉะนั้นวิญญาณที่เป็นสัมภเวสีไม่กินอาหาร แม้คุณจะส่งอาหารไปให้ ทำทานแล้วมาเรียกผิดเพี้ยนไปว่าเป็นการอุทิศส่วนบุญ เอาไปให้ผู้ตาย มันเป็นฝันลมๆแล้งๆ เป็นความเพ้อ ซึ่งมันไม่มีทางไปได้ เช่น เอากระท้อนปุยฝ้ายกำลังออก คนก็ชอบ บอกว่าปู่ย่าตายายที่เคยชอบก็ตายไป ก็ทำการอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย ซึ่งไม่มีทางไปถึงได้หรอก แม้แต่อาหารก็ไปอยู่ในท้องของพระที่ฉันเข้าไป ซึ่งเอาไปให้คนตายไม่ได้หรอก มันจะเหลือส่วนไหนไปให้ เขาก็บอกว่าเป็นนามธรรม เป็นทิพย์ แล้วเป็นทิพย์อย่างไร มันก็ไม่ใช่ของจริงนะสิ ส่งกระท้อนไป มันก็ไม่ใช่กระท้อนแท้ๆ เป็นกระท้อนทิพย์อย่างไร ก็เนื้อกระท้อน หนังกระท้อน มันก็ไม่ไป มันไม่มีไป มันไปไม่ได้ แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามันไม่ไป มันจะไปได้อย่างไร อย่างนี้มันเป็นรูปธรรมได้ อย่างนั้นมันเป็นนามธรรม มันก็มีแต่ความคิดปั้นรูปไป เป็นนิรมาณกายเข้าใจตามๆกันไปเป็นสัมโภคกาย ที่จริงแล้วเป็นอาทิสมาณกาย ไม่มีใครรู้ใครเห็นความจริงด้วยเลย แต่ความจริงที่อาตมาเอามาอธิบาย มั่นใจว่าเขาอธิบายผิด แก้ไขความผิดแก่ผู้หลงผิดด้วย

วัฒนธรรมที่ส่ง ยะถาสัพพี ตรวจน้ำส่งให้คนนั้นคนนี้ มีคนมาแย้งว่า พระเจ้าพิมพิสารอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ซึ่งพระพุทธเจ้ายังไม่อยากจะขัดใจ เพราะพระเจ้าพิมพิสารตอนนั้น ท่านจะไปขัดขืนอะไรได้มากมาย บอกว่าอุทิศให้เปรต ท่านก็อนุโลมให้ แต่ท่านก็ไม่ได้ร่วมมือไม่ได้ส่งเสริม เพราะท่านค้านไม่ได้ต้องอนุโลมตาม หลายอย่างในพระวินัยท่านต้องให้ยอมตามเช่น ยกให้พระเจ้าแผ่นดินอนุโลมให้ ตอนนั้นเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ต้องยอม ไม่ยอมไม่ได้หรอกไม่ยอมไม่ได้เรื่อง ไม่ใช่ว่ากลัวตาย แต่มันเป็นยุคการองค์ประกอบสมัย บริบทนั้นต้องเป็นตามนั้นอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องละเอียด

สู่แดนธรรม...พ่อท่านเคยให้รายละเอียดว่ามีเปรตชนิดเดียวที่อุทิศส่วนกุศลให้ได้

พ่อครูว่า…ปรทัตตูชีวกเปรต เขาก็ไปแปลว่า เปรตที่มีชีวิตด้วยการรับส่วนบุญจากคนอื่น (ปร ทัต อุป ชีวะ ) แปลว่า ชีวิตต้องได้รับจากผู้อื่นเท่านั้น

ปรทัตตูชีวกเปรต เป็นเปรตที่ต้องได้รับจากผู้อื่น คือคนเป็นๆที่มีจิตเป็นเปรต จิตความอยาก จิตต้องการ จิตปรารถนา คุณจะต้องมีผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิที่จะให้ได้ คุณไม่ให้ คุณจะคิดเองหาเองไม่ได้ ต้องได้รับจากผู้อื่น ผู้อื่นนั้นเหมือนกันกับศาสนาพุทธโลกุตระ คุณจะต้องได้รับปัญญาได้รับ อัญญธาตุ จากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าหรือจากผู้ที่สัมมาทิฏฐิ อยู่ในฐานะครูจึงจะได้ คุณรู้เองไม่ได้หรือไปรู้จักคนนอกรีตก็ไม่ได้ คุณจะต้องรู้และได้รับจากเจ้าของจริงๆ เป็นธรรมะสามี เช่น เป็นพระพุทธเจ้าเป็นต้นหรือเป็นสัตบุรุษที่มีมาเองอย่างเป็น สยังอภิญญา เป็นปัจเจกสัมพุทธะ หรือแม้จะไม่ถึง สยังอภิญญา ก็ต้องเป็นครูผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ เช่นโพธิสัตว์ระดับ 6 ระดับ 5 ซึ่งระดับ 4 ก็เป็นพระอรหันต์

แม้แต่ในระดับ 4 ที่เป็นพระอรหันต์ก็เฉพาะตน อรหันต์คือผู้ที่บรรลุได้กิเลสเฉพาะตน เพราะฉะนั้นก็จะแคบๆ รับไปก็ยังแคบ ผู้ที่รับไปก็เป็นคนอื่นแล้วด้วย เพราะฉะนั้นมันจะตรงกันกับพระอรหันต์หรือไม่ พระอรหันต์บอกอย่างนี้ และอีกคนหนึ่งคือคนอื่นไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้นกรรมวิบากหรืออัตตา ก็เฉพาะตน แล้วพระอรหันต์รูปนี้จะรู้กิเลส จะมีทฤษฎีมีความรู้ที่จะไปครอบคลุมให้ผู้นี้เอาไปใช้ลดกิเลสเขาได้หรือ เห็นไหมมันละเอียดซับซ้อนลึกซึ้งอย่างนั้น

สู่แดนธรรม...บางทีพระอรหันต์ก็ช่วยไม่ได้

พ่อครูว่า…บางทีพระอรหันต์ก็ช่วยคนนี้ไม่ได้ พระอรหันต์บำเพ็ญเพียรโพธิสัตว์ไปอีกมากมายเพื่อให้รู้กิเลสคนอื่น พระโพธิสัตว์ที่เกินอรหันต์ ศึกษาของคนอื่นเพื่อช่วยคนอื่น โพธิสัตว์จึงหมายความว่า เป็นผู้ที่ รื้อขนสัตว์ ช่วยผู้อื่นสัตว์อื่น ตนเองก็รอดแล้ว แม้แต่เป็นโพธิสัตว์ระดับโสดาบันก็รอดระดับโสดาบัน จะไปช่วยผู้อื่นก็ถือว่ายังเป็นเด็กอยู่นะ จะไปช่วยผู้อื่นมันจะแข็งแรงอะไรแค่ไหน อย่างน้อยก็ควรจะเป็นพระอรหันต์ก่อน ถึงจะอ้าขาผวาปีกไปช่วยผู้อื่นได้ดี ตนเองยังไม่พ้นเลยไม่เป็นอรหันต์แม้ถึงขั้น 4 เป็นโสดาบัน  สกิทาคามี  อนาคามี ยังไม่ถึงอรหันต์ อย่าไปคิดอ่านไปช่วยผู้อื่นมากเลย

 

วิญญาณกินข้าวได้ไหม?.. วิญญาณเป็นนามธรรม ซึ่งอาหารคำข้าว กวฬิงการาหาร มันเป็นนามธรรมที่ไหน กวฬิงการาหาร มันเป็นรูปธรรมแท้ๆไปให้วิญญาณได้อย่างไร วิญญาณไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย วิญญาณต้องมีกายมีร่าง มีภาวะภายนอกภายใน จึงจะรับอาหารที่เป็น กวฬิงการาหาร แล้วก็จะมามี ผัสสาหาร กระทบสัมผัส แล้วจึงจะไปถึง มโนสัญเจตนาหาร เจตนาเกิดเองได้

กวฬิงการาหาร กับ ผัสสาหาร มันคู่หนึ่ง ต้องมีภายนอกของกาย

แต่ มโนสัญเจตนาหาร กับ วิญญาณาหาร เป็นของภายใน

 

วิญญาณกับวิญญาณพูดกันได้ไหม?.. วิญญาณที่มีความเต็มของวิญญาณฐีติ ไม่ใช่วิญญาณที่เป็นสัมภเวสีก็จะพูดกันได้ เพราะมีปาก มีตาหูจมูกลิ้นกาย มีทวารข้างนอก ตากระทบรูปก็คุยกันเรื่องรูป หูกระทบเสียงก็คุยกันเรื่องหูกระทบเสียง หรือคุยกันเรื่องที่กระทบทวารภายนอกเรื่องดินน้ำไฟลมก็ได้

แต่ไม่มี คุยกันไม่ได้ ไม่ได้ออกจากภพด้วย ปากมีที่ไหน อวัยวะที่จะออกส่งเสียงไม่มี มันก็มีแต่เสียงสัญญาที่ตัวเองปั้นเอง คิดเอง มีเอง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เป็นนิรมาณกายเองเท่านั้น ถ้าคุยกันได้รับรองวุ่น ถ้าโลกเห็นตัวด้วยก็ยุ่งฉิบหาย พระเจ้าหรือธรรมชาติจะไม่สร้างมาอย่างนั้นหรอก ธรรมชาตินี้เป็นระบบที่สุด ถ้าไอ้ที่มันไม่เป็นระบบมันไม่เป็น cyclic order มันไม่ใช่ธรรมชาติ มันเป็นธรรมชาติพิการ เป็นธรรมชาติวิปริต ถ้าธรรมชาติลงตัวเรียบร้อยแล้วเรียกว่า cyclic order มันจะมีระบบระเบียบไปเรื่อยๆราบเรียบ

จะคุยกันได้ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกถึงจะคุยกันได้ แต่ถ้าเป็นวิญญาณที่เป็นสัมภเวสีวิญญาณที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไม่มีที่ตั้ง ก็คุยกันไม่ได้ แม้ว่าคุณมีแต่คนหนึ่งนอนหลับก็คุยกันไม่ได้ อีกคนหนึ่งตื่นอีกคนหนึ่งนอนหลับพูดกันก็ไม่รู้เรื่อง ง่ายๆไม่ยาก พิจารณาดีๆ

การที่คนไม่รู้ก็ด้นเดา เป็นนิยายในภพลึกลับมากมาย เทวนิยมเขาสร้างนิยาย ใครเคยอ่านโลกทิพย์บ้าง หลังตายไปก็มีโลกหลังความตายมากมาย

เด็กคนนี้ถามลึก

 

_เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ : หากประดับด้วยต้น"ลิ้นมังกร" จะคายออกซิเจนทั้งในห้องนอนและนอกห้องนอนค่ะซึ่งต่างจากต้นไม้ทุกชนิด

 

พ่อครูมีความรักมิติที่เท่าไหร่

_4354 : พ่อท่านมีความรักมิติที่เท่าใหร่ครับ

พ่อครูว่า…อาตมาตอบอย่างเป็นวิชาการเลย อาตมามีความรักมิติที่ 8 กำลังเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าอาตมามีความรักมิติที่ 9 ก็เป็นความรักของพระพุทธเจ้า มิติที่ 8 ของโพธิสัตว์ระดับ 8 ตอนนี้อาตมามีความรักระดับ 7 ไปแล้วก็กำลังสะสมความรักระดับที่ 8 ไป อยากรู้ความรักระดับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไปอ่านหนังสือความรัก 10 มิติ วันนี้ขอผ่านไม่ขยายความไม่นำมาพูดถึงหรอก

1. กามนิยม (เมถุนนิยม)

2. พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ)

3. ญาตินิยม (โคตรนิยม)

4. สังคมนิยม (ชุมชนนิยม)

5. ชาตินิยม (รัฐนิยม)

6. สากลนิยม (จักรวาลฯ)

7. เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) .

8. อาริยนิยม (อเทวนิยม)

9. นิพพานนิยม (อรหันตฯ)

10. พุทธภูมินิยม  (หรือ..  โพธิสัตวภูมินิยม) 

(พท.บรรยายไว้ที่ม.เชียงใหม่)

 

เข้าใจให้ดีๆ อาตมาให้เรียนตั้งแต่มัธยม 1 ถึงมัธยม 6 แบ่งให้เรียนทีละ 2 มิติ ก็จะได้ 5 คู่ ไปถึง ม. 5 ตอน ม. 6 ก็เรียนรวมเลย

ที่จริง ม. 1 เรียน 2,  ม. 2 ก็เรียน 4,  ม. 3 ก็เรียน 6 เพราะต้องทบทวนของเก่าด้วย

 

สมณะเดินดิน...ความรัก 10 มิติก็ไล่ไปตั้งแต่ความรักตั้งแต่สองคน จากนั้นก็เป็นพ่อแม่ลูก เป็นครอบครัวแล้วเป็นญาติเป็นสังคมเป็นประเทศ 

 

_8085 : น้อมกราบนมัสการพ่อครูอย่างสูงยิ่ง.พ่อครูเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ยุคสุโขทัยหรือรัตนโกสินทร์ครับตอบสั้นๆก็พอครับรับชมอยู่ ที่กรุงเทพฯ

พ่อครูว่า…ตอบ เป็นพระเจ้าแผ่นดินยุคสุโขทัย แต่ยุครัตนโกสินทร์ ไม่เคยเป็นเลย เหมาให้รุ่นของรูปธรรมไปหมด หลายคนเดาอาตมาว่า เป็นรัชกาลที่ 4 อะไรอย่างนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องธรรมะ ซึ่งไม่ใช่ อาตมาไม่ใช่รัชกาลที่ 4 ยุครัตนโกสินทร์ไม่ได้มาเกิด ในยุคสุโขทัยได้มาเกิด

 

ผู้อยู่ในฐานะครูในปัญญา 8 คือใคร

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ในหนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม๒ ข้อ๑๕ รู้จากผู้อื่นหมายถึงรู้จากใครบ้าง? ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐินั้น ต่างจากสัตบุรุษอย่างไร ต้องบรรลุธรรมขั้นไหนอย่างไรคะ เพราะในอนุปัสสี๔ นั้น ผู้ได้ข้อ๑บรรลุอนิจจานุปัสสีได้สัมมาทิฏฐิแล้ว ผู้อยู่ในฐานะครูควรได้สัมมาทิฏฐิขั้นไหนคะ ลูกเขียนมาเหมือนรู้มาก แต่แท้จริงลูกไม่เข้าใจคะ

พ่อครูว่า…โลกุตรธรรมจะต้องได้รู้จากผู้อื่น คิดเองไม่ได้ ขบคิดจนหัวแตกเองก็คิดไม่ได้ 1. ต้องได้รับจากพระพุทธเจ้าโดยตรง หรือ 2. ต้องได้รับจากสัตบุรุษหรือผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิก่อนแล้วเท่านั้น

ฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ผู้ที่เป็นครูนั้น รู้มาถูกต้องสัมมาทิฏฐิมั่นใจแล้วก็ตอบได้ ทั้งๆที่ตัวเอง ผู้รู้ครูคนนั้นอาจจะยังไม่บรรลุ อาจจะรู้แต่บัญญัติ รู้แต่ภาษา รู้แต่ทฤษฎี รู้แต่เป็นความรู้ยังไม่มีความจริง ยังไม่เกิดมรรคผลที่ตัวเองเลย ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเยอะ ในเถรสมาคมมีเยอะ เรียนแต่ปริยัติเรียนแต่บัญญัติ จนกระทั่งกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เป็นปราชญ์เอก ได้รับความเป็นปราชญ์ แต่ว่าสภาวะธรรมนั้นยังไม่ได้นานบรรลุ

แม้แต่ในคำว่า กาย คำว่า ตัวตน เช่น สักกะ กับ กายะ

สักกะ คือ ตนของตน ใน สก สว สยะ ที่อาตมาเคยไล่ให้ฟัง

แต่เขารู้ตนเองไม่จริงไม่เต็ม อาจจะรู้กายกรรม วจีกรรมเพราะมันหยาบ แต่ว่ามโนกรรมนั้นไม่รู้ชัดเจน เพราะแม้แต่คำว่า กาย ก็ยังเข้าใจไม่ชัดเจน กาย ต้องเกี่ยวเนื่องกับภายนอกด้วยแต่ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิเข้าใจว่ากายเป็นแต่เพียงภายนอก จิตเป็นแต่เพียงภายในก็เลยแยกกายแยกจิตเป็นคนละส่วน เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิมาแต่คำว่า สักกายทิฏฐิ ตั้งแต่ต้นก็ยังไม่สัมมาทิฎฐิ ยังเข้าใจกายเป็นแต่เพียงภายนอกไม่มีจิต แล้วจะไปต่อได้อย่างไรเพราะว่ากิเลสอยู่ภายในจิต ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

กิเลสไม่ได้อยู่ที่แครอท บีทรูท บักต้องหรือ ไม่ใช่ กิเลสมันจิต เพราะฉะนั้นคุณเรียนรู้กาย คุณก็ต้องมีกายด้วยจิตด้วย เป็นคู่ 2 แล้วเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา เกิดจิต เกิดกิเลส ปรุงแต่งกันด้วยอวิชชา คุณก็ต้องแยกกิเลสให้ออกจากที่มันปรุงแต่ง ปรุงแต่งมาก็เป็นวิญญาณ เป็นกลุ่มก้อนทั้ง 3 ครบเรียกว่าสังขารแล้วก็มาเป็นวิญญาณ จึงจะต้องมาเรียนรู้นามจากคู่จาก 1 และ 2 จากปฏิจจสมุปบาท

สังขาร วิญญาณ นามรูป ผู้ที่มีอวิชชา สังขารคือการปรุงแต่งระหว่างรูปนาม เขาเรียนพยัญชนะมาก็รู้ทุกคน แต่จริงๆรูปนามของคุณเป็นรูปนามอะไรบ้าง มีธาตุรู้กับอีกสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งจริงๆก็คือวัตถุเลย สสารเลย ดินน้ำไฟลมเลย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านแจกรูปไว้ถึง 28 ดินน้ำไฟลมน้ำแค่ 4 เท่านั้น จาก 4 ไปแล้วซับซ้อน ลึกซึ้ง

จาก 4 ตั้งแต่เกิด ปสาทรูป โคจรรูปหรือวิสยรูป จากทวารนอก ทวารใน ทำปฏิกิริยากันทำงานกันระหว่างประสาทกับภายนอก

ประสาทเองมันก็เป็นรูป มันจะมี ปสาทรูป โคจระก็เริ่มเดินทางออกมาทำงาน เป็นวิสัยที่จะมีความรู้ในระดับวิสัย ไม่ใช่ความรู้ระดับอาศัยหรือนิสัย

อาตมาแบ่ง อาศัย วิสัย นิสัย อนุสัย แบ่ง 4 ก็เอามาใช้งานยกตัวอย่างประกอบว่าเยอะ

กว่าที่คุณจะสามารถรู้คำว่ากาย พ้นสักกายทิฏฐิ แต่คำว่ากายคุณมิจฉาทิฏฐิ แล้วคุณจะพ้นสักกายทิฏฐิได้อย่างไร ชัดเจนขึ้นไหม

คุณเข้าใจกายเป็นแต่เพียงภายนอกอย่างเดียวเท่านั้นไม่เกี่ยวกับจิต ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ที่ท่านบอกว่า กายคือจิต มโน วิญญาณ ตถาคตเรียก กาย ว่า จิต มโน วิญญาณ

แม้แต่ในพจนานุกรมบาลีหลายเล่มก็ยังแปลว่า กาย คือ องค์ประชุมของเจตสิก ซึ่งเป็นนามไม่ใช่รูป คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นต้น เขาก็แปลในพจนานุกรมอยู่นะ ซึ่งความเข้าใจไม่ง่ายเลย เพราะคนมันเสื่อมไปจากความรู้ของพระพุทธเจ้าจริงๆเลย ก็เลย แยกกายแยกจิต ยิ่งเป็นไทยคำว่ากาย มาเป็นภาษาไทยชัดๆ บวชเป็นไทยเต็มๆ ได้ citizen เป็นไทยไปแล้ว ไม่ใช่แค่สัญชาติไทยเท่านั้น มันจะเป็นเชื้อชาติไทยไปแล้ว กาย เป็นภาษาไทยเต็มๆ แล้วแปลว่า ร่างข้างนอกเท่านั้น ตามมิจฉาทิฏฐิ เห็นไหมนี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธไปไกลขนาดไหน อาตมาก็จ้ำจี้จ้ำไชเรื่อง กาย บุญ สมาธิ ฌาน ก็พอรู้ แต่เขาก็รู้ยังไม่เต็มยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็เลยต้องอธิบายไป

พวกเราพอเข้าใจได้จึงเอาไปปฏิบัติธรรมได้ จึงบรรลุความจริง เป็นปรากฏการณ์จริงเป็น  phenomenon อย่างแท้จริง

อาตมาถึงบอกว่าชาวอโศกในชุมชนต่างๆทุกวันนี้อยู่ในขั้นอนาคามีภูมิ เพราะว่าบางทีขั้นของโสดาบัน สกิทาคามี ยังอยู่ยากเลย ปุถุชนไม่ต้องพูดถึงเลย ยิ่งพวกอบายมุข อบายภูมิอยู่ในนี้ไม่ได้หรอก กระเด็นไปหมด ซึ่งในที่นี้ก็ไม่มีเลยอบายภูมิเขาไม่มีเลย ขั้นกามหยาบๆก็ยังอยู่ยากเลย เพราะฉะนั้นมันต้องสูงขึ้นมาระดับพอสมควร อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งยืนยันความจริงของสังคมชาวอโศกจะเป็นอย่างนี้ไปทุกสังคม ชุมชนเล็กชุมชนฟ้าใจน้อย ชุมชนใหญ่ก็แล้วแต่ก็เป็นไป... นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลก

 

เมื่อชุมชนของชาวอโศกเจริญพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นกลุ่มหมู่ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ทั้ง Quality และ Quantity ทั้งปริมาณและคุณภาพที่มากพอจนกระทั่งคนเห็นได้ ส่วนคนตาบอดเห็นได้ อาตมาใช้สำนวนโวหารนี้ ขนาดคนตาบอดเห็นได้ เมื่อนั้น แต่ที่จริงคนตาบอดจะไปเห็นได้อย่างไร ซึ่งมันเป็นโวหาร ซึ่งก็ตาแต่ละคนก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาภูมิธรรม ภูมิปัญญาจนกระทั่งรู้จริง อันนี้เป็นของจริง นี่เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า อ๋อ มีความจริงทั้งสภาพเลย อยู่กันอย่างสาราณียธรรม 6 มีทั้งสาธารณโภคี ลาภได้มาโดยธรรมก็เอามาร่วมกันกินกันใช้เหลือเฟือ ต่างคนต่างมักน้อยสันโดษ มีคุณธรรมวรรณะ 9 อยู่ในตัว เป็นคนเลี้ยงง่ายสบายไม่เรื่องมากอะไรต่ออะไร พัฒนาให้ขึ้นไปเป็นโลกุตระบุคคล เป็นคนอาริยะง่าย

สุโปสะ แล้วเป็นคนมักน้อยกล้าจน มีน้อยก็พอ อัปปิจฉะไม่เอามาก มีน้อยก็พอ สันตุฏฐิ อัปปิจฉะ ต้องการน้อยๆมากไม่เอาเท่านี้ก็พอ น้อยเท่าไหร่ก็พอ นอกนั้นก็ฝากไว้ส่วนกลางจะใช้เมื่อไหร่ก็หยิบจับใช้ ใช้เหลือก็เอางไปคืน จะเก็บเอาไว้ทำไมมันหนัก ให้ผู้ดูแลรักษารักษาไปสิ เอาไว้ที่เราทำไมมันหนัก จะใช้ก็ค่อยเอามาใช้สิ สะดวกดี ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องดูแลรักษา ไม่ต้องแบกหามอะไรอย่างนี้ นัยยะมันชัดเจนหมด พอ

จากนั้นไป อะไรที่ขาดหก ตกหล่น สัลเลขะ ก็ขัดเกลา กายวาจาใจ เป็นโพธิสัตว์ก็ขัดเกลาอยู่ ยังไม่ถึงเยี่ยมยอดเหมือนพระพุทธเจ้า ก็ขัดเกลาไป พัฒนาไปเรื่อยๆ

ธูตะ ทำตามหลักเกณฑ์ที่สูงขึ้น ธูตะคือศีลเคร่ง หรือ เป็นภาษาไทยว่าธุดงค์ พวกที่เคร่ง ผู้ที่ได้แล้วตามหลักเกณฑ์ศีลของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้แล้วไม่เคร่ง แต่ที่เคร่งนั้นยังต้องคุมเคร่ง ยังต้องเกร็งต้องระมัดระวัง ถ้าได้แล้วมันก็จะเบาสบายคล่องตัวง่าย จนกระทั่งมันไม่ต้องไปทำอะไรมันเป็นอัตโนมัติอยู่ในตัว ก็ไม่ต้องเคร่ง สบายแล้ว อย่างพวกเรากินมื้อเดียวสบายไม่ต้องเคร่งอะไร ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองก็สบาย แต่พวกนั้นไม่ใช้ทองไม่เคร่งไม่ไหว กินมื้อเดียวก็ตายเลย ไม่กินเนื้อสัตว์เราก็ไม่ได้เคร่งอะไร เราสบายจะตาย อย่างนี้เป็นต้น เสื้อผ้าหน้าแพรจะไปเอามาให้รกรุงรังทำไม แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว เอามาเก็บก็เปลืองที่ต้องดูแลรักษา เดี๋ยวก็แมลงสาบมาก เปลืองตู้เปลืองห้อง ไม่ได้เรื่อง ก็ใช้เท่านี้ซักไปเปลี่ยนเวียนวนไปใช้ก็พอแล้ว จิตมันพอจริงๆ

สู่แดนธรรม...เขาถามว่าผู้รู้ที่อยู่ในฐานะครู มีความต่างกัน

พ่อครูว่า…ผู้ที่มีสัมมาทิฐิแต่ตัวเองยังไม่บรรลุก็มี แต่ต้องแม่นจริงๆ แต่ถ้าผู้ที่เที่ยงแท้แล้วถูกจริง รู้จักสภาวะ 2 ครบครันทั้งรูปนามบรรลุในตัวเองได้ นับตั้งแต่ สยังอภิญญา ถึงจะควรถึงจะพอที่จะมั่นใจได้ ถ้ายังไม่ถึง นิยตโพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ขั้นตอนนี้ยาวนาน โดยเฉพาะพวกที่ศรัทธาธิกะจะยาวนานมากเลย อย่างเช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นศรัทธาธิกะ อย่างคุณจำลองเป็นศรัทธาธิกะ จะนาน

สู่แดนธรรม...เขาถามมาด้วยความเข้าใจผิด โดยเขาไปเข้าใจว่าผู้สัมมาทิฏฐิต้องเทียบด้วยอนุปัสสี ๔

 

ส้มมาทิฏฐิ 10 เน้นเรื่องทาน

พ่อครูว่า…สัมมาทิฏฐิตัวสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือ สัมมาทิฏฐิ 10 ซึ่งเป็นประธานของการปฏิบัติธรรม ถ้าคุณไม่สามารถที่จะรู้ได้ครบ สัมมาทิฏฐิ 10 คุณไม่บรรลุอรหันต์หรอก แม้แต่ตัวแรก นัตถิทินนัง ไม่สามารถรู้ในเรื่องของการทาน ทานที่ให้แล้วไม่มีผล นัตถิทินนัง ทานแล้วทำใจในใจไม่เป็น ทานแล้วไม่มีมรรคผล ทานแล้วมีภพมีชาติ ผู้ที่ทำทานแล้วต้องการสิ่งที่ตอบแทนให้กลับคืนมาตอบแทนตัวเอง มันก็ยังมีภพมีชาติ มากหรือน้อย พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ในทานสูตร

ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง

 อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว

1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ

2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ

3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ

4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ

 อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี

 อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี

 อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้

 อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ

 อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ)

 อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

 

ปริภุญฺชิสฺสามีติ หมายถึงชาติหน้าที่เป็นตัวตนภพชาติอีกชาติหนึ่ง อาตมาไม่อยากอธิบายข้ามชาติ เพราะฉะนั้นแค่ตัวพยัญชนะก็ไม่อยากจะจำเลย ซึ่งมันไม่ได้ยากเย็นเลยตัวนี้ แต่ตอนนี้ไม่จำสักทีนึกไม่ออกสักที

นอกจากนี้ยังมีอตฺตมนตาโสมนสฺสํ ไปปลื้มใส่จิตใจ ฝังเล็บฝังเขี้ยวไว้ในภพชาตินั้นเลยอย่างเช่นธัมมชโย ปลื้ม เขานึกว่านั้นเป็นสวรรค์ชั้นสุดยอด ทานชั้นที่ 5 อตฺตมนตาโสมนสฺสํ ซึ่งมันยิ่งไปกันใหญ่เลยไปปลื้ม

เพราะฉะนั้นความไม่รู้แล้วไม่เข้าใจเรื่องภพชาติ ก็พากันออกนอกลู่นอกทาง หลง  อย่างเช่นธัมมชโยนี่ก็คนหนึ่ง ออกนอกภพเป็นวิมานฟุ้งเฟ้อ วิมานซับซ้อน เป็นพวกสร้างวิมาน สายมหาบัว อาจารย์มั่นก็หนีมุดบาดาล ส่วนพวกนี้ก็เป็นพญาครุฑไปสำหรับสายธัมมชโยเหินหาวไปไหนต่อไหน พญาครุฑกับพญานาค ถึงคนละฝั่งฟากเลย ความไม่รู้จึงสร้างภพชาติอย่างนี้แหละสรุปไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

 

ทินนัง ทานแล้ว ยกตัวอย่าง ทำใจในใจไม่เป็น พัฒนาใจให้ไม่มีภพชาติไม่เป็น ถ้าเข้าใจง่ายๆทำแล้วตัด สูญ ไม่ต้องไปสร้างภพชาติต่อ ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้อะไรต่อ จบ แต่คุณไม่จบ มันก็เป็นจริงมันก็จะเป็น

1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ

2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ

3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ

4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ

มันกลับกันเลย อวิชชามันก็อยากได้อยากมีอยากเป็น ทุกคนก็เคยมาทั้งนั้น อาตมาก็เคยมา เมื่อเข้าใจแล้วเราเคยมาตั้งเยอะแยะตอนนี้ก็พอ ไอ้ที่แล้วก็แล้วกัน ที่ใหม่เราก็ทำให้ถูกตรงขึ้นมา ไม่เช่นนั้นมันก็จะจมอยู่อย่างนั้น

ทินนัง ศีลพรต ยิฏฐัง วิธีปฏิบัติก็เหมือนกับการทาน

อันข้อที่ 1 ทานเพื่อล้างกิเลส “อัตถิ ทินนัง” 

ข้อที่ 2 วิธีปฏิบัติเพื่อล้างกิเลส “อัตถิ  ยิฏฐัง” ศีลสมาธิปัญญาเพื่อล้างกิเลส คุณปฏิบัติศีลสมาธิปัญญามีพบมีชาติเหมือนกัน ก็เหมือนกับการทานที่คุณก็มีภพชาติ ปฏิบัติประพฤติธรรมด้วยศีลต่างๆคุณก็ยังไม่รู้จักภพชาติ ก็ไปมีชาติอีก ก็เหมือนกัน ต่างกันตรงที่เหตุแห่งการปฏิบัติอันหนึ่งเป็นการทำทานอีกอันหนึ่งเป็นการปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมปฏิบัติศีลพรต ตามวินัย คุณก็ยังมีภพมีชาติอยู่

เพราะฉะนั้นคุณมีทิฐิอย่างไรเข้าใจยังไงคุณต้องได้อย่างนั้น

“อัตถิ หุตัง” ผลที่ได้จริงขึ้นมาจากการทำทานแล้ว คุณสร้างภพชาติต่อหรือคุณตัดภพชาติ หุตังเป็นผล คุณก็ต้องตรวจได้ นี่คือสัมมาทิฏฐิข้อที่ 3

ข้อที่ 4 ทุกอย่างเป็นกรรม “อัตถิ สุกตทุกกฏานัง  กัมมานัง   ผลัง  วิปาโก” ผลวิบากจากการปฏิบัติธรรม จะถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

สุกต ใช้ ก.ไก่ กับตัว ต.เต่า

 

 ส่วน ทุกกฎ ใช้ ก.ไก่ กับ ฏ.ปฏัก

คุณจะทำถูกหรือไม่ถูกนั่นแหละเอาง่ายๆ สุ ก็คือถูก ทุก็คือไม่ถูก

ข้อที่ 5 ข้อที่ 6 “อยัง โลโก” “ปโร โลโก” โลกนี้ก็คือโลกโลกีย์ โลกหน้าก็คือโลกโลกุตระ

โลกหน้าที่เป็นโลกีย์ก็มีปัจจุบันนี้ก็มีเป็นภพเป็นชาติ โลกหน้าของปัจจุบันนี้คุณก็ยังมีมิจฉาทิฐิอยู่ก็ยังมีโลกหน้าที่เป็นภพชาติอยู่ แต่ถ้าคุณมีโลกุตระ โลกหน้าของคุณไม่มี มีแต่โลกนี้ โลกหน้ามีแต่ไม่ใช่โลกหน้าที่เป็นภพชาติ เป็นโลกหน้าที่มีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น เป็นสัมโพธิปรายนะ สู่ที่สุดที่สูงไปตามลำดับ นั่นแหละคือโลกหน้าของสัจธรรม ของธรรมะ ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภพไม่ใช่ชาติ

 

ข้อที่ 7 กับข้อที่ 8 คือ “มาตา” “ปิตา”

เหตุหนึ่งเป็นมาตา อีกเหตุเป็นปิตา

มาตา คือ เป็นผู้ให้กำเนิด ปิตา ก็คือผู้ให้กำเนิด แต่ผู้ให้กำเนิด 2 อย่างนี้ อาตมาคุยกับเทวดาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ยังไม่ชัดเจนทีเดียว ฝากไว้ก่อนโอฬาร

สู่แดนธรรม...พ่อท่านเคยเขียนเอาไว้ในลำธารชีวิตบ้าง

พ่อครูว่า…ก็เคยเขียนไว้บ้างสลับไปสลับมาระหว่างมาตา ปิตา เป็นสิริมหามายาซับซ้อน บางครั้งเป็นพ่อบางครั้งเป็นแม่ ในเนื้อธรรมในสารธรรม บางครั้งทำตัวเป็นพ่อบางครั้งทำตัวเป็นแม่ แต่ผู้ที่ชัดเจนแล้วไม่ทำตัวเป็นแม่ ทำตัวแต่เป็นพ่อ อย่างเช่น พระพุทธเจ้าทำตัวเป็นพ่ออย่างเดียวไม่ทำหน้าที่แม่ แม่คือภิกษุทั้งหลายสาวกทั้งหลายเป็นแม่ อย่างนี้เป็นต้น

ยิ่งเข้าไปขยายความว่าโปรดมารดาอยู่ที่ดาวดึงส์ แล้วสารีบุตรนั่งฟังอยู่ตีนภูเขาแล้วแอบได้ยิน รับออกไปหมด แม้แต่มารดาก็ยังไม่รู้ตัวไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าโปรดมารดาแต่มารดาไม่รู้เรื่อง แต่พระสารีบุตรเอาไปกินหมด นั่งอยู่ที่ตีนเขา ก็เป็นความซับซ้อนที่จะต้องอธิบาย

ผู้ที่เอาสารัตถะได้นั่นคือ สารีปุตโต เป็นลูกแท้ๆที่เกิดจากพ่อ เป็นภาษาสิริมหามายา ที่จริงพระพุทธเจ้าโปรดใคร โปรดลูกนั่นแหละไม่ใช่โปรดแม่ โปรดลูกเพื่อให้เกิดเป็นแม่ เพื่อให้เป็นแม่ที่จะไปคลอดลูกต่อๆไปอีก สาวกคือลูก สารีบุตรเป็นลูก โมคคัลลานะเป็นลูก พระกัจจายนะเป็นลูกทั้งนั้นแหละ ก็เพื่อจะเกิดลูกไปให้เกิดลูกอีก

ถ้า 2 คน โมคคัลลานะกับสารีบุตร ใครเป็นแม่ใครเป็นพ่อ ใครเป็นอิตถีภาวะ ใครเป็นปุริสภาวะ เราจะอธิบายให้โมคคัลลานะเป็นพ่อหรือเป็นแม่ก็ได้ ให้สารีบุตรเป็นพ่อหรือแม่ก็ได้ พยัญชนะสลับได้แต่สารสัจจะอธิบายให้ตรงก็แล้วกัน

เพราะฉะนั้นพ่อหรือแม่..เอาไว้ค่อยอธิบาย มันสลับไปมาระหว่างพ่อแม่ ไม่ใช่เรื่องจะรู้ได้ง่ายๆเป็น อจินไตย

แม่หรือพ่อ จะทำให้เกิดลูกคือเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ ข้อที่ 9 “สัตตา โอปปาติกา” เป็นโอปปาติกโยนิ ไม่ใช่ ชลาพุชะ(เกิดจากครรภ์) หรือสังเสทชะ(แตกตัวเอาเอง) หรืออัณฑชโยนิ (เกิดสองชั้นเป็นไข่ก่อนเป็นตัว) นี่คือการเกิด 4 ชนิด

 

สัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง  ในโลกนี้ มีอยู่ “อัตถิ  โลเก สมณพราหมณา   สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา  เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ  โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา  ปเวเทนตีติ” 

อาตมาเองเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้สัมมาทิฏฐิ ถ้าหากจะมาเป็นผู้ที่ไม่จริงก็คงจะถูกจับได้ไปนานแล้ว แต่ถ้าอาตมายังละเอียดดีขึ้นอีกดีขึ้นเรื่อยๆ คุณก็จะรู้ว่าอาตมาพูดจริงหรือไม่จริง

สมณะเดินดิน...มีเหตุการณ์ที่พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะตอบไม่เหมือนกัน คือเหตุการณ์ที่มีพระภิกษุมาเถิด พระพุทธเจ้าก็บอกว่ามีชาวประมงหาปลาที่ไหนมา ก็ไล่ไป

อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อมีผู้มาบวชใหม่ พระพุทธเจ้าถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรก็บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ควรขวายข้าพเจ้าก็ไม่ควรขวายต่อ แต่ว่า พระพุทธเจ้าถามพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะตอบว่าเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ควรขวายข้าพเจ้าจะเอาภาระต่อ

อย่างนี้ใครเป็นพ่อใครเป็นแม่

พ่อครูว่า…ลูกต้องไปอยู่กับแม่มากกว่า เพราะว่าต้องกินนมแม่มีนมให้กิน

สมณะเดินดิน...บทบาทนี้พระโมคคัลลานะก็เป็นแม่ พระสารีบุตรก็เป็นพ่อ

จบ


วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640611_พุทธศาสนาตามภูมิ - เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 1

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 1
วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก


ชมการบันทึกวิดีโอเทป 
ฟังเทปบันทึกเสียง





















          สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 ขึ้น 2 ค่ำเดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก เราก็เพิ่งเสร็จสิ้นจากงานอโศกรำลึกครั้งที่ 40 ปกติเสร็จงานจะต้องมีการพักผ่อน 1 วัน แต่ดูเหมือนไม่มีใครพูดถึงวันพักผ่อน พวกเราก็จะเดินหน้ากันต่อ ผลจากงานอโศกรำลึกมีหลายบวรตั้งใจบำเพ็ญเพื่อเป็นพุทธบูชา อย่างบ้านราชฯวันนี้พ่อครูอาจจะแปลกตาที่มีคนมานั่งรอฟังเทศน์แล้ว หลายชุมชนก็ตั้งใจพร้อมเพียงกันฟังธรรมมากขึ้น ทางปฐมอโศกก็ตั้งใจออกไปทำนาทำสวนมากขึ้น

พ่อครูว่า…SMS วันที่ 4 - 7 พ.ค. 2564

_Jum Sumalee จุ๋ม สุมาลี :ในวาระอายุครบรอบ 87ปีเต็มวันนี้ของพ่อครู ขึ้น 88 ปี ขอให้พ่อครูมีอายุยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ อยู่เป็นร่มโพธิ์ของลูกๆ ไปนานๆเจ้าค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ

พ่อครูว่า…ก็เจตนาตรงกัน หรือใครอยากให้อาตมาตายไปบ้าง เห็นไอจัง

 

_Amorn Na Suwan อมร ณ สุวรรณ : กราบเท้าพ่อท่าน ด้วยความเคารพสักการะบูชายิ่ง ในโอกาสครบรอบอโศกรำลึกปีนี้พ่อท่านอายุย่าง ๘๘ ๘ แรกคือ มรรค ๘ ๘ หลังคือ วิโมกข์ ๘ เป็นแบบที่เด่นชัดเจน

ผมเป็นลูกพ่อท่านคนหนึ่ง ซึ่งกำลังพากเพียรตาม ผ่านสื่อสารบุญนิยมนานาชนิด ผมขอกราบเท้าขอบพระคุณพ่อท่านมาในวันสำคัญนี้ด้วยความเคารพยิ่งครับ

 

_เกษม สันทอง :

    พ่อครูผู้เพียบพร้อม   จรรยา

สอนสั่งพุทธวิชชา        ถูกแล้

โลกุตรธรรมา              เผยแผ่

ถึงยากสุดยากแท้        ห่อนสิ้น ความเพียร

พ่อครูว่า…ที่บอกว่าเพียบพร้อมจรรยา อาตมาก็คงยังไม่เพียบพร้อม ยังไม่ตรงกับที่เขายึดถือสำคัญมั่นหมายกันบ้าง

 

_โอ๋ บัวกรุ่นบุญ : น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ... พ่อท่านอายุครบ 87 ย่างเข้า 88 ปีแล้ว แต่พ่อท่านยังดูแข็งแรง คล่องแคล่วมากเหมือนหนุ่มๆ ไม่เหมือนกับอายุเลยค่ะ ลูกขอน้อมกราบอาราธนาพ่อท่านให้มีสุขภาพแข็งแรง และอยู่กับลูกๆไปนานๆ จนครบอายุที่ท่านตั้งใจไว้ ลูกก็จะตั้งจิต พากเพียรพยายามอยู่ตามพ่อท่านให้ได้ ปฏิบัติลดละกิเลสให้ได้ตามลำดับ อย่างที่พ่อท่านสอน และขอติดตามพ่อท่านไปตลอดทุกภพชาติ จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมค่ะ (โอ๋ บัวกรุ่นบุญ) 5 มิ.ย.64 🙏🙏🙏

พ่อครูว่า…พวกที่บอกว่าจะตามไปทุกภพชาติก็เป็นจิตใจของคนที่เห็นดีเห็นงาม มันเข้าใจศาสนาด้วย โดยเฉพาะศาสนาอเทวนิยมศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่มันมีความจบกับความไม่จบ ตายแล้วก็เกิดอีก ไม่เหมือนศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลาม เขาตายชาติเดียวแล้วไปอยู่กับพระเจ้าเลย อะไรเกิดต่อจากนั้นเขาไม่รู้เลย ตายเสร็จแล้วปั๊บก็ไปอยู่กับพระเจ้า ปิดความคิดต่อเลย เขาไม่มีอะไรต่อจากนั้นว่าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่พระเจ้า พยายามอย่าให้พระเจ้าส่งลงนรกให้ได้ พยายามทำดีเท่าที่จะสุดดี อ้อนวอนพระเจ้าอย่าให้ส่งลงนรกเลย ไม่สำคัญที่กรรมวิบากว่ามันเกิดกุศลหรืออกุศลเป็นบาปเป็นบุญหรือเปล่าไม่ได้สำคัญอันนี้ สำคัญที่ว่าต้องทำดีตามที่คิดว่าพระเจ้าจะรัก ก็ตาม Concept ของแต่ละคนอย่างนี้พระเจ้าจะรัก บางคนจะต้องฆ่าพวกที่จะมาทำร้ายศาสนาให้ได้ ก็แล้วแต่ Concept ของใครต่อใคร ขับเครื่องบินไปชนตึกใหญ่ มันก็ต้องตายแน่ๆ แต่เขาไม่มีปัญหาอะไร เขาสบายชอบใจมากจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าแน่นอน ทำอย่างนี้เด็ดขาดเลย จะทำชั่วทำเลวอะไรมาต่างๆนานาไม่เป็นไรทำลูกนี้ไปรับรองได้อยู่กับพระเจ้า ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่พูดจะไปยาว

 

_เพชรภาคภูมิ วันดี : 🙏🙏🙏 ช่วงนี้โควิดมา ไม่ได้ไปวัด นานแล้วครับ 😅🙏

พ่อครูว่า…จนกว่าจะเปิดแล้วค่อยว่ากันอีกทีนึง ก็ตามเหตุการณ์โลกเขาเป็นไป เราต้องเข้าใจก็เกรงใจเขาไป ฟังทางนี่แหละสบาย เดี๋ยวนี้ทางสื่อสารมวลชนสบายมาก ตั้งใจเอาก็แล้วกัน

 

_Sukanya Manobal สุกัญญา มโนบาล :

๕ มิถุนา บูชาพ่อครู

พ่อครู...ผู้ให้ จิตวิญญาณของพุทธะ

พ่อครู...ผู้สละ สอนหัวใจ ศาสนา

พ่อครู...ผู้เป็นแบบอย่าง อริยปัญญา

พ่อครู...ผู้เมตตา ลูกทั่วหล้า ดงแดนธรรม

กลั่นโดย “ลูกมโนกฤษณะ”

 

_4125 ลูกขอตั้งปณิธานจะขอติดตามพ่อไปทุกชาติเพื่อรับไช้ศาสนารับไช้พ่อ จนกว่าพ่อจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาน

 

_รุ่งรัตน์ จันทขัมมา : รายงานตัวขอเป็นลูกศิษย์อโศกอีกคนค่ะ

 

ปัญญาชำระกิเลสได้จริงตามพระพุทธเจ้าตรัส

_บัวสิ้นบุญ : สภาวะวันนี้ 5 มิถุนายน

ขณะติดตามฟังพ่อครูเทศน์...ก็มีน้ำตาซึมด้วยความปิติพรูมาจุกอยู่ที่คอหอย เหมือนอยากจะร้องไห้ ถอนหายใจยาวๆ พิจารณาเวทนาที่เกิด พลันตั้งจิตสำนึกดี ทบทวนตนเอง ปฏิบัติธรรมเต็มกำลังหรือยัง! สำรวม อินทรีย์ดีพร้อมมั้ย! ประมาณการบริโภคพร่องมั้ย! มีสติมั้ย!

🙏 น้อมกราบคารวะตั้งจิตบูชาพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ลูกขอก้าวตามพ่อ จะลดละกิเลสให้มาก ดำเนินอปัณณกปฏิปทา พากเพียรปฏิบัติอธิศีล สร้างจิตวิญญาณให้แข็งแรงค่ะ 🙏

พ่อครูว่า… อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นหลักสำคัญมากเลยทำตามหลัก สังวศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ พยายามพากเพียรกำจัดกิเลสด้วยปัญญากำจัดด้วยอย่างอื่นไม่ได้เหรอ ต้องเอาปัญญาเท่านั้น ปัญญาก็เป็นเรื่อง อจินไตย เป็นพลังที่มีความรู้แจ้งรู้จริงรู้ชัดว่ามันเป็นกิเลส มันไม่เที่ยง มันพาให้เป็นทุกข์ มันไม่มีตัวตนหรอกมันมาเสแสร้งมันมาสร้างมายามามีตัวตนถาวรนิรันดร์ เราพิสูจน์แล้ว

พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้ว กิเลสมันไม่เกิดกับท่านอีกเลย ไม่เกิดกับพระอรหันต์ทุกองค์ มันไม่เกิดอีกเลย มันก็ทำตัวเก่งตัวมีอยู่เท่านั้น ปุถุชนโง่ให้กิเลสครอบงำอยู่เท่านั้น พอรู้จริงๆแล้วชัดเจนปัญญาขึ้นเต็ม กำจัดกิเลสได้จนกิเลสมันไม่เกิดอีกเลยมันไม่มีจริงๆ ไม่มีกิเลสเกิดในจิต แล้วจิตคนไม่มีกิเลสเกิดในจิตนี่มันโอ้โห

อย่างอาตมาบรรลุแล้วเห็นสุดยอดสบายคล่องไม่มีอะไรรบกวน พูดแต่สิ่งที่จริงอย่างเดียวจบเลย ส่วนคนไม่เข้าใจหาว่าเราพูดจริงก็ว่าไม่จริงเพราะเขายึดถืออย่างอื่น อาตมาพูดจริงอย่างเดียว แต่คนที่ไม่เข้าใจหาว่าอาตมาพูดผิดๆถูกๆ เพราะเขายังไม่สมบูรณ์ในความถูกต้องขาวๆเขาก็ว่ามันเป็นธรรมดาธรรมชาติของเขาอย่างนั้น ส่วนคนที่ชัดเจนว่าอันนี้ผิด แล้วเรารู้ว่าเรากำลังเข้าใจผิด ท่านผู้รู้อื่นเพี้ยนไม่ตรงกับที่อาตมาพูด เขาก็รู้ว่าที่ทำอย่างนี้ถูกหรือเขาก็ปรับเปลี่ยนได้อีกอย่างนี้มันจะเจริญอย่างนี้

 

_ป้องแดนพุทธ : วันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว(7 มิ.ย. 61) ผมได้ปฎิบัติธรรม มีการพัฒนาและตรวจศีล อ่านสักกายะในตน ปฎิบัติมาเป็นลำดับๆ จนถึงความเป็นอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ได้จริง มีแต่การสร้างกรรมที่เป็นกุศล และทดสอบตนอยู่เสมอในผัสสะต่างๆ ว่าผมได้ผลแล้วจริงหรือไม่ ผลสรุปก็อุเบกขาได้จริงครับ มีการทบทวนตรวจตนอยู่เสมอๆว่าอุเบกขา  ผมได้นั้น จริงหรือไม่ และช่วงที่พ่อท่านเทศน์วิชชาจรณสัมปันโน ผมซาบซึ้งและทบทวนไปตามด้วย เห็นประโยชน์อย่างยิ่งเลย กราบขอบพระคุณพ่อท่านสุดเศียรเกล้าครับ

 

SMS วันที่ 8- 9 มิ.ย. 2564

_แดง ลานกราบ : ในชีวิตนี้เคยมีความอยากเจอพระอรหันต์สักท่านในโลกและได้ศึกษาวิชาอรหันต์จากท่านให้เกิดขึ้นได้ที่ตัวเอง ตอนนี้ชาตินี้ได้เจอแล้วค่ะ พระอรหันต์ท่านนั้นคือพ่อครูสมณะโพธิรักษ์นี่เอง /

พ่อครูว่า…คนที่ชัดก็ชัด คนที่ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ อย่างเขาเห็นมหาบัว อาจารย์มั่น

ธัมมชโย เป็นพระอรหันต์ เป็นต้น

 

_แดง ลานกราบ : ถ้ำที่ขังใจอยู่ตอนนี้คืออาหารที่ผ่านการทอดเห็นทีไรใจสั่งให้มือจับมากินทุกที ต่อแต่นี้ขอห้ามใจไม่ให้สั่งมือจับมากินอีกค่ะ กำลังฝึกห้ามใจค่ะ โดยเห็นโทษภัยของอาหารทอดค่ะ

 

_พิศมัย ชำนาญคิด : กราบนมัสการค่ะ วันนี้ฟังธรรมเรื่อง อสูรกายความไม่กลัว เข้าใจมากเลย ทั้งที่วันนี้สัญญานการถ่าทอดสดสะดุดเป็นช่วงๆ นะคะ จากคลองหลวงปทุมธานีนะค่ะ ขอบคุณค่ะ

 

_Chittra Aswin จิตรา อัศวิน : พ่อครูท่านเป็น..สามีจิปฏิปัณโน..ท่านเป็นเจ้าของธรรม..ท่านจึงองอาจ กล้าหาญ แกล้วกล้า เป็นสุระภาโว..โดยแท้เทียว เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…อาตมาแกล้วกล้าอาจหาญทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของธรรมะหลอก แต่อาตมามั่นใจธรรมะที่อาตมานำมาเผยแพร่ต่อ อาตมาไม่บาปไม่กบฏต่อธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาทำตรงทำถูก เพราะฉะนั้นจึงกล้าหาญจะไปกลัวอะไร

 

_ชุมพล ยอดสะเทิน : ผมตั้งศีลกินมื้อเดียวถวายพ่อครูทำได้เข้าวันที่ 5 แล้วครับ จริงๆแล้ว ก็เป็นประโยชน์กับตัวผมเองครับ กราบนมัสการด้วยความเคารพยิ่ง

พ่อครูว่า…เริ่มรู้แล้วว่าจะเป็นประโยชน์กับใคร

 

_กินมังเจ บริสุทธิ์ : วันนี้หยุดไปหาเงินเพื่อยัญพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้

 

_เกษม เพ็งกลาง : น้อมกราบพ่อครู ดูยังไงก็ยังหนุ่ม

 

_OMT Chp : เคยเชียร์ทักษิณ แล้วออกมาไล่ แล้วประยุท เจ็ดปีแล้ว ท่าน...ออกเชียร์แบบนี้ รัฐบาลยิ้มเลย

พ่อครูว่า…สมควรเชียร์ก็เชียร์ สมควรไล่ก็ไล่ ตอนนี้ทำงานดีก็สนับสนุน ถ้าคุณประยุทธ์เป็นอย่างทักษิณอีกก็จะออกไปไล่ ถ้าขบถไม่ทำงานอย่างดี  ทุกวันนี้ยังทำงานอย่างดีและเห็นใจว่าทำงานหนักด้วย  ทักษิณนอกจากจะโกงแล้วยังไม่เป็นโล้เป็นพายล่อกันเละเล่นการเมืองกันทั้งนั้น สร้างบริวารทำอะไรต่างๆนานา มันไม่ได้เป็นโล้เป็นพายอะไร

 

_น้าทะนา สไตล์ : ไล่ทักษิณไป ไม่ไปเช็คราคายาบ้าดูบ้าง หวยเถื่อน ซ่องบ่อนเต็มประเทศ ไม่ออกไปดูบ้าง น่าภูมิใจในความสำเร็จจริงๆ

พ่อครูว่า…ประชดมาเลยคนนี้ สองคนยลตามช่อง ว่ากันไป

 

_น้องพอเพียง ลานนาอโศก : ขอให้หลวงปู่มีสุขภาพแข็งแรง และอายุยืนยาวค่ะ

 

_น้องเพ็ญ ลานนาอโศก : ขอให้หลวงปู่มีอายุยืนยาว อยู่สอนธรรมะพวกหนูไปนานๆนะคะ

 

_เบิกฟ้า หาพุทธแท้ : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพศรัทธาอย่างสูงครับ และกราบอาราธนาขอให้พ่อครูมีสุขภาพแข็งแรงมีอายุยืนนานดังที่ปรารถนาเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไปครับ

(คำอวยพรยังมีอีกหลายที่ หลายโพสต์ แต่เก็บมาเพียงเท่านี้ครับ)

 

พ่อครูว่า…อาตมาตั้งใจจะเอาหนังสือเล่มนี้แหละ เปิดยุคบุญนิยม ก็ขอโฆษณาจริงๆ ถ้ายังไม่ได้ พยายามไปหามาเอาไป ไม่ได้ขายด้วยไม่ได้หวงหวน ให้ออกไปอ่านเถอะ อาตมายังอ่านเลย อาตมาไม่ใช่ไปหลงตัวหลงตน แต่ว่าอาตมาต้องไปที่ความหมายของสาระสัจธรรม อ่านแล้วเราพยายามจะเขียน สื่อความเป็นสัจธรรม สภาวะธรรมอะไรออกมา ก็รู้สึกว่า ยุคนี้ อาตมามาทำงานนี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าพอใจในตนเอง ที่ตนเองไม่สูญเปล่า มาทำงานที่เป็นคุณค่าของธรรมะพระพุทธเจ้าสัจธรรมพระพุทธเจ้า เอามาทำเป็นหลักฐานเป็นหนังสือ ที่คนแต่ละคนจะเอาไปอ่านได้ ถ้าพูดนี้มันก็หายไป ถ้าเขียนเป็นหนังสือพิมพ์ออกมามันก็เป็นไอ้ใบ้เสียงดัง ไปอยู่ที่ใครก็อ่าน

อ่านเถอะ อาตมาอ่านแล้ว นี่ก็อ่านจนจวนจะครบเล่มแล้ว ไปได้กว่าครึ่งแล้ว จริงๆนะ ตั้งใจอ่านจริงๆไม่ใช่อ่านผ่านๆ เหมือนทวนงานตัวเอง แต่ตั้งใจอ่านเอาเนื้อหาสาระเลย อันไหนที่ยังบกพร่องอยู่ก็เติมแก้ ดีจริงๆ ไม่ใช่โฆษณาหรอก แม้แต่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชน ควรจะได้อ่านกันทุกคน มันสุดยอดจริงๆอาตมาว่าไม่รู้จะว่าอย่างไร อาตมาก็สบายใจตนเองภูมิใจตัวเองว่าได้บันทึกสาระสัจจะของพระพุทธเจ้าลงไปไว้ให้เป็นหลักเป็นฐาน พยายามตรวจสอบกับว่าตรงกับของพระพุทธเจ้าใหม่สมบูรณ์แบบมั้ย ก็พบว่าคุ้มกับชาตินี้ที่อาตมาได้เกิดมาทำ

ก็ทำมาไม่รู้กี่เล่มแล้วเป็นร้อยเรื่องแล้ว เล่มเล็กเล่มน้อยเล่มใหญ่จนหนาปึก บางเล่มเอาหนุนหัวได้ ทำมาตั้งเป็นร้อยเล่มพิมพ์ออกมาก็เป็นล้านเล่มแล้ว พูดไปเทศน์ไปที่ไม่ได้บันทึกอีกเยอะ แต่ที่ได้บันทึกไว้ก็คิดว่าเราได้ทำงานรับใช้ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ทำเพื่อหาเงินหาทองเลย ทำเพื่อที่จะทำงานศาสนาจริงๆ ซึ่งอันนี้แหละสุดยอดก็ไม่เคยไปเรี่ยไร คนช่วยกันก็ทำกันไป ทำรอดกันไปอยู่ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องไปเรี่ยราย ไม่ต้องไปหาเงินมาสร้างเสริม พวกเราก็ช่วยกัน แม้แต่คนข้างนอกที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยังไม่เป็นตามสเปคของเรา กำหนดไว้ ผู้ที่ยังไม่รู้จักอโศกเลยบริจาคมาเราก็ไม่ได้รับมา เราก็ซื่อตรงต่อหลักเกณฑ์ของเรา ตรากันไว้ตลอด

เงินที่ใช้ทำมา ก็เป็นเงินจากผู้ที่เข้าใจว่าเอาเงินมาให้พวกเราทำงาน ให้พวกเราได้ใช้ในวงการสงฆ์ศาสนา เข้าใจพวกเราดีว่าเงินนั้นจะมาสนับสนุนส่งเสริมที่เราจะไปแพร่กันไปมันเป็นของดีงามเป็นของถูกต้อง เป็นของที่คุณจะต้องสนับสนุน หรือคุณจะแค่ถูกมอมเมาไม่ได้ตรวจตราไม่ได้รู้อะไรเลย เห่อตามไปเฉยๆ อันนี้เราก็พยายามป้องกันคนที่ไม่รู้ ที่จะไปเรี่ยไร เพื่อให้ได้สวรรค์วิมานอะไร ไม่ใช่ คุณไม่ต้องไปคิดถึงอันนั้นเลย สอนไม่ให้คิดถึงอันนั้นด้วย อันนั้นมันคิดแล้วเป็นภพเป็นชาติ ไม่ต้องเลย แต่ที่สนับสนุนให้เผยแพร่ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องเนื้อแท้เท่านี้แหละ แล้วจะช่วยให้คนได้รับประโยชน์ต่อจากนั้นไปจบในตัว ไม่ใช่ไปมีสวรรค์วิมาน มี สาเปกโข ปฏิพัทจิตโต สันนิธิเปกโข ดีไม่ดีเป็นวิมานเอาไว้กินข้ามภพข้ามชาติอีก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อไม่เข้าเนื้อเข้าแก่นอะไรเลย แสดงถึงว่ายังไม่ถึงขั้นชัดเจนในเรื่องของภพชาติ ยังมีสันตติ ยังไม่สิ้นต่อภพต่อชาติ

พวกเราสอนกันพูดกัน เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความลึก ที่พูดนี้พูดตามทานสูตร ครบบริบูรณ์เลย เดี๋ยวนี้ทานข้อแรกของสัมมาทิฏฐิผิดหมด เป็นมิจฉาทิฏฐิหมด พูดได้เลยว่าหมด ไม่ตัดภพตัดชาติ ทานของเขา มีแต่ต่อภพชาติทั้งนั้นเลย ดีไม่ดีก็แต่งบทบาลีใหม่เลย จะต้องมียถาวารีวหา มีคำพระพุทธเจ้าไว้หน่อยนึงก็แต่งเติมต่อไปเป็นคำขยายความเบี้ยวๆผิดๆให้เกิดภพเกิดชาติ คนที่แต่งยถาสัพพีแล้วมาท่องกันเพื่อมอมเมากัน บาปไม่รู้จักเท่าไหร่ บาปเพราะทำลายธรรมะความหมายพระพุทธเจ้าให้ผิดเพี้ยนไป ยถาสัพพีนี่แหละ แค่นี้ก็บาปแล้ว แต่เสร็จแล้วก็บอกว่าเป็นกุศลนักหนา เป็นคำให้พรเป็นคำประเสริฐ แต่มันทำให้เข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยังมีบาป

อาตมาพูดอย่างนี้หลายคนก็อาจจะรู้สึกว่าเอาอะไรมาพูด นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายแหล่เขาเทิดทูลสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น โพธิรักษ์แน่อย่างไร

สู่แดนธรรม...ยะถาสัพพี มีคำของพุทธเจ้านิดหน่อย นอกนั้นเป็นคำแต่งใหม่เป็นเรื่องนอกรีต

พ่อครูว่า…พาให้ ยถาวารีวหา ปุราปริปุเรนติสาครัง ความหมายผิดเพี้ยนไปเลย ซึ่งเป็นการบรรยายธรรมชาติธรรมดาเท่านั้นเอง แล้วเอามาใสแปะไปหน่อย พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสผิด แต่เอาเงินมาสัพพีติโย มาถวายเพื่อให้บุญคุณจะได้เต็มเปี่ยมอย่างนี้ผิด ให้เอามาประกอบให้ยินดีในการทำทาน ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดออกนอกรีตไป ก็เลยทำให้มีบทประกอบ บทคำประณามคาถา หมายความว่าเป็นคำที่สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ที่แต่งใหม่เรียกว่าประณามคาถา เป็นคำสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นสาวกแต่งขึ้นสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า แต่สรรเสริญอย่างผิดๆ มันก็ได้บาปไม่ใช่ได้บุญ

อาตมาพูดนี้มันแรง ไปลบล้างความเชื่อถือเป็นลัทธิของเขา อาตมาพูดไปนี้มันยาก

 

อานิสงส์ของทาน

อานิสงส์ของทาน

ทานสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 49

พ่อครูว่า…ผลนี่เป็นโลกีย์ อานิสงส์เป็นโลกุตระ

คู่โลกุตระคือ มีกิเลสกับการละกิเลส นี่คือประโยชน์ของศาสนา คุณทำทานแล้วคุณได้ละกิเลสทำให้กิเลสลดลงจางคลายลงหรือไม่ ถ้าทำยิ่งให้ แต่กิเลสยิ่งเพิ่ม กิเลสยิ่งโตภพชาติยิ่งเพิ่มขึ้นอันนี้แหละไม่มีอานิสงส์ มีอานิสงส์ภพชาติต้องลดลงหรือจะภพกับชาติ เพราะฉะนั้นทานต้องอย่าให้เกิดภพเกิดชาติ

สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ

พ่อครูว่า…ศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์นรก สวรรค์ก็คืออาการของจิตที่เป็นสุข นรกก็คืออาการของจิตที่เป็นทุกข์ ทำทานต้องไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แต่รู้จักประโยชน์คืออานิสงส์ คนที่มีอานิสงส์สมบูรณ์ มีประโยชน์สมบูรณ์คือทำทานให้กิเลสหมดจากจิต อย่างพระอรหันต์ทำฐานจิตท่านก็เฉยๆกลางๆทุกท่านไม่มี รู้แต่สาระอันนี้ควรทาน อันนี้ควรให้ คนนี้ไม่ควรให้ก็ไม่ต้องให้ ให้แล้วเป็นโทษ อันนี้ให้แล้วเป็นคุณ ก็เป็นสาระแท้ๆเลย นี่แหละคือยอดแห่งเศรษฐศาสตร์ ในโลก อย่าว่าแต่เศรษฐศาสตร์เลย การเมืองด้วย รัฐศาสตร์ด้วย สังคมศาสตร์ด้วยสุดยอดเลย ทำได้ตรงจิตคุณเป็นอุเบกขาทั้งหมดเลยเรื่องการทำทาน แค่การทานเรื่องเดียวคุณก็เป็นอรหันต์ได้ ขอให้เข้าใจและทำจริง

 

พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ

 

ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง

 อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว

1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ

2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ

3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ

4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ

 อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี

 อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี

 อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้

 อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ

 อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ)

 อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

พ่อครูว่า…นี่แหละคือทานที่มีผล แต่ไม่มีอานิสงส์ คุณทำทานเป็นโลกีย์ มีผลเป็นกุศลอกุศล แต่จะเป็นโลกุตระคือจะต้องตัดกิเลสกับไม่ตัดกิเลส

ให้ทานคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยทานนี้ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาต่างๆ ก็มีเทวดา จตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ซึ่งเป็นผู้ที่หลงผิดไปสร้างแบบ เดียรถีย์ เป็นภพชาติโลกีย์แล้วนับถือสืบทอดกันมาอย่างผิดๆ พระพุทธเจ้าก็มาเลิกสิ่งที่ผิดเรานี้ให้ชัดเจน อ่านภพชาติ

ภพชาติที่ว่า ไม่ได้อยู่ที่ตายไปแล้วเป็นภพชาติ อันนั้นมันก็เป็นเหมือนกันคุณมีภพชาติตายไปแล้วมันก็มีความเป็นผีนรกสวรรค์เทวดาตามอุปาทาน จะบอกว่าไม่ใช่ไม่เป็น ไม่เป็นก็คือคุณต้องทำให้กิเลสหรือเหตุของมันให้มันไม่มีเหตุจริงๆ จบในชาตินี้เป็นอรหันต์ตอนเป็นๆ ตายไปแล้วมันก็ไม่มี ตอนเป็นคุณก็ไม่มีตายไปแล้วคุณจะไปมีได้อย่างไร แต่ถ้าตอนเป็นคุณยังเกิดอยู่ ตอนเป็นยังมีอยู่ตายไปมันก็มี สิ่งที่ไม่มีก็คือไม่มี ผู้ที่ทำให้ไม่มีได้ก็จบเป็นอรหันต์ ถ้าคุณยังไม่ได้ก็ยังไม่เป็นอรหันต์ มันง่ายจะตายไป

ทีนี้พวกมิจฉาทิฐิไม่มีเหตุปัจจัย มิจฉาทิฏฐิ ลัทธิ 3 ของท่าน ซึ่งเป็นลัทธินอกรีต

1. ปุพเพกตเหตุวาท (ลัทธิเชื่อว่า..กรรมเก่าเที่ยงแท้) หรือลัทธิคำสอน สอนกันว่า กรรมเก่าเที่ยงแท้ ศาสนาพุทธมีส่วนเห็นว่าอันนี้ถูกอยู่ด้วย

2. อิสสรนิมมานเหตุวาท (ลัทธิเชื่อว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่หรือเทพเจ้าเป็นผู้เนรมิตสร้างบันดาลให้) ตามเทวนิยมที่เขาเป็นอยู่อย่างส่วนใหญ่

3. อเหตุอปัจจัยวาท (ลัทธิเชื่อในสิ่งเหนือเหตุปัจจัย) ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ลัทธิอย่างนี้เดี๋ยวนี้มีอีกเยอะขึ้น พวกเทวนิยมเป็นต้น เขาไม่ถือว่ากรรมวิบากมีผลอย่างไร ไม่รู้รายละเอียดของกรรมกิริยากายวาจาใจ ไม่ได้เรียนรายละเอียดของคำว่าได้ฝึกหัดควบคุมให้กายวาจาใจของเราทำอย่างที่มีผลดีที่สุด ไม่ได้ศึกษา

ท่านย่นย่อไว้เพียง 3 ลัทธินอกพุทธก็สมบูรณ์แบบแล้ว เดี๋ยวนี้มีหมดทั้ง 3 แบบเต็มไปหมด แล้วผู้มีศาสนาก็เป็นแบบ 2 เยอะ แบบ 1 มีน้อยแม้แต่ในพุทธเอง ไม่กลัวกรรมเก่า สั่งสมไปแล้วก็ไม่เคยแคร์ว่ากรรมเก่าที่เราสั่งสมไปแล้วมันจะมีฤทธิ์เดชกับเราบ้างนะ มีอำนาจมีผลสั่งส่งเป็นต้นทุนเอาไว้มันก็มีพลัง static พลังตัวตั้ง นำพาให้เกิดพลังใหม่มีอิทธิพล ตามพลังตัวตั้ง สะสม อวิชชามาก เป็นต้น มันก็เป็นอย่างนี้ตามที่คุณถูกความเชื่อสั่งส่งเป็นน้ำหนักให้ยิ่งมากยิ่งแรง ก็ยิ่งผลักดันให้คุณทำ ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็เป็นมิจฉาทิฏฐิมากแรงตามที่คุณมีต้นทุน

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะเดินดินว่า…คำกล่าวทำทานที่เขาแปลเป็นไทยได้ว่า “ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ฉันนั้น ขออิทธิผลที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยฉับพลัน ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนดังพระจันทร์วันเพ็ญ (และ) เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว”

เป็นคำที่เต็มไปด้วย สาเปกโข

 

พ่อครูว่า…การศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระธรรมเป็นเรื่องของสัจจะความจริงที่พิสูจน์ได้ คนเรานั้นน่าสงสาร โดยเฉพาะชาวพุทธแล้ว คนที่ยังไม่ใช่ชาวพุทธก็น่าเห็นใจเขา โดยเฉพาะเขามีตระกูลสืบทอดมาจากปู่ย่าตาทวด เป็นสายเทวนิยมมาจะออกมาทางนี้มันไม่ง่าย แม้แต่ศาสนาบางศาสนาบอกว่าอย่าไปศึกษาคำสอนนอกรีตอื่นเป็นบาป มันก็เลยน่าสงสาร ถึงน่าสงสารอย่างไรก็ช่วยเขายาก แต่ชาวพุทธด้วยกันนี่สิ มันยากยิ่งกว่าอีกเจ้าประคุณเอ้ย อันโน้นยากเราก็ไม่ไปลงแรงเพราะเราไม่ได้ไปช่วย แต่นี่ยากเราก็ต้องช่วยเพราะเป็นพุทธด้วยกัน ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถ้าไม่ช่วยคุณก็ทำผิด มันไปทำลายให้ศาสนาเสื่อมมันเป็นเหตุปัจจัยที่จำเป็นต้องช่วย

หนึ่งก็เห็นใจนะพวกที่เป็นพุทธแล้ว ตั้งใจมา แล้วบางคนพากเพียรตั้งใจใส่ใจในการที่จะให้เกิดธรรมะ มันก็ยิ่งน่าช่วย น่าสงสาร ที่จะให้เข้าใจถูกๆให้เข้าใจตรงทาง ดำเนินให้ไปถึงอานิสงส์ ไม่ใช่มีผลมากแต่ไม่มีอานิสงส์เลย ไม่มีอานิสงส์มากเลย มีแต่ผลมาก ผลมากนั่นคือโลกียะ อานิสงส์มากก็คือโลกุตระ ไม่มีอานิสงส์เลย คือ ไม่พาให้รู้จักจิตเจตสิก รูป นิพพาน ไม่ทำให้รู้จักจิต ไม่ทำให้เกิดสัมโพชฌงค์

หนึ่งไม่รู้ตั้งแต่มีสติ สตินี้เป็นตัวตั้ง สติมีธาตุรู้ที่รู้พร้อมตื่นเต็ม กายวาจาใจ สติเต็มทั้งกายกรรม สติเต็มทั้งวจีกรรม สติเต็มทั้งมโนกรรม พร้อม ตื่นเต็ม

กาย ซึ่งลึกซึ้ง กายไม่มีจิตร่วมด้วย มีแต่วัตถุ กายมีแต่ดินน้ำไฟลมไม่ได้ นั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิเบื้องต้นเลย ซึ่งอาตมาก็อธิบายแล้วอธิบายอีก ยากจริงๆ เพราะมันเสื่อม มันเพี้ยนไปไกลมาก เพราะคำว่ากายในสังโยชน์ข้อที่ 1 จะหาสัมมาทิฏฐิเข้าใจคำว่ากาย นอกจากเข้าใจกายในสังโยชน์ข้อที่ 1 ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องตรวจว่ามันอยู่กับตนนะ สักกะ มันเป็นตัวตนนะ เป็นของตนตัวตนนะ ทุกเวลา ทุกนาที ทุกอิริยาบถ กาย วาจา ใจ

กรรมกิริยาของกาย วาจา ใจ มันเป็นของตนทั้งนั้น กัมมสโกมหิ  กัมมทายาโท กรรมโยนิ ตั้งแต่เริ่มกรรมในจิต ออกไปทางวาจา ออกไปทางกาย ร่วมด้วยทั้งนอกทั้งใน คุณจะเกิดบทบาทเต็มรูป ถ้าเรียกว่ากาย จะให้ครบก็มีทั้ง นัจจะ คีตะ วาทิตะ นัจจะคือท่าทาง คีตะคือเสียง วาทิตะคือคำพูด ต้องมีสติกำกับทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็น อุตระ มีในมูลสูตร 10 เพราะฉะนั้นสติเป็นอำนาจคุมทุกอย่าง กาย วาจา ใจ อำนาจใหญ่สติเป็นอธิปไตย

และมีปัญญาเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเป็นโลกุตระ คืออุตระ คือเหนือ เหนือตนเหนือโลก อธิปไตยที่เหนือโลก โลกาธิปไตยที่เหนืออัตตาธิปไตย ไม่เอาอัตตาเป็นอำนาจ เป็นไปตามสัจจะที่เป็นสังขารปรุงแต่งทุกปัจจุบัน ไม่ใช่มีอัตตาเข้าไปร่วม เป็นการมีอำนาจที่ไม่ให้อัตตาไปมีอำนาจ

รู้จักอัตตาแล้วไม่ให้อัตตาเป็นอำนาจ แต่ถ้าผู้ใดยังอวิชชาไม่รู้จักอัตตา แล้วไม่สามารถมี วสวัตตีโก ไม่ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ คุณก็ถูก อัตตาคุณเป็นอำนาจมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ผลักดันไปตาม อัตตา ก็ทำกรรมกริยาที่มีอัตตา แทรกแซงอยู่ในกรรมกริยาต่างๆ ถ้าไม่มีอัตตาไปแทรกแซงคุณก็เป็นกรรมกิริยาที่บริสุทธิ์ ไม่มีตัวตนเข้าไปแทรกแซง มีแต่ปัญญา ปัญญาที่เหนือ เหนือโลกเหนืออัตตา นี่คือสัจจะที่มันต้องมีสภาวะจริงจึงจะพูดถูก อาตมาพูดตามสัจจะที่อาตมาเข้าใจ ที่มีจริง ไม่ใช่เอามาจากตำรา

พูดอย่างไม่ได้อวดตัวอวดตน พูดว่าไม่ได้เอามาจากตำรา เอามาจากของตนเอง เพื่อยืนยันว่าที่พูดนี้เป็นเรื่องของความจริง เพื่อจะให้เห็นว่า อาตมาก็เป็นคนคนหนึ่งเหมือนเราทุกคน เหมือนปราชญ์ทั้งหลายในยุคนี้ เป็นคนเหมือนกัน แต่ความเป็นปราชญ์ของท่านกลับค้านแย้งกับของอาตมา แล้วอาตมาขอยืนยันว่าอาตมาจะไม่พูดผิด อาตมาจะพูดแต่สิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นจะขัดแย้งกับปราชญ์ที่ไหนก็ช่าง อาตมาก็ไม่ได้ไปกังวลว่าจะขัดแย้งกับปราชญ์ที่ไหน อาตมามีหน้าที่ที่จะพูดความจริงตามที่อาตมามั่นใจว่าควรพูด

เพราะว่ามันต้องเอาความจริงที่ถูกต้องถูกตรงที่สุด เข้าไปตราสถาปนาลงไปในความรู้ โดยเฉพาะความรู้ที่ชื่อว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าถูกจริงหมด ตรงหมด อาตมาก็ว่าอาตมาตรงจริง ตามที่อาตมาเชื่อมั่นว่าตรงกับของพระพุทธเจ้า ส่วนใครจะตัดสินมันไม่มีหรอก ไม่มีใครสามารถจะมาตัดสินได้หรอก เพียงแต่ว่าคนจะเชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้นเอง

การทำงานศาสนาพุทธทุกวันนี้ที่อาตมาเกิดมาในชาตินี้มาทำงานมันยากมากตรงที่ว่า มันไม่มีแล้วธรรมะพระพุทธเจ้า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีแล้ว มีแต่ธรรมะเพี้ยนผิดไป เป็นกลองอานกะแบบใหม่ สมัยใหม่ไปหมด ไม่มีเนื้อไม่มีเชื้อของกลองใบเก่าเลย ไม่มีโลกุตรธรรม แต่เป็นโลกียะที่ปรุงแต่งเลอะเทอะเละเทะ เป็นโลกียะที่หยิบมาจากของต่างๆ แล้วเอามาปรุงแต่งเองด้วยนะ นี่คือความคิดของชาวพุทธนี่แหละปรุงแต่งโลกียะต่างๆของเขาที่มีเก่า ปรุงแต่งใหม่ดูแล้วยากน่าเศร้า

ยุคพระพุทธเจ้าไม่มีเดรัจฉานวิชาหนักขนาดนี้ ไม่มีไสยศาสตร์ขนาดนี้ ไสยศาสตร์อยู่ในศาสนาอื่นก็มี ในยุคพระพุทธเจ้า เดรัจฉานวิชาอยู่ในศาสนาอื่นก็มีในยุคพระพุทธเจ้า เดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์เขายังไม่บ้าบอเท่ากับในยุคนี้เลย ยุคนี้คนพุทธนะ แต่ไปเอาไสยศาสตร์มาทำแล้วปรุงแต่งเขาเสียเละ เอาเดรัจฉานวิชาของเขามาปรุงแต่งเสียเละ เน่าเหม็นสกปรกเลอะเทอะบาปหนักบาปหนา โง่เง่า โมหะ ร้ายแรงกว่าเขาอีก น่าสังเวชใจจริงๆ อยู่ในวงการศาสนา เป็นนักบวชทำกันด้วยนะ มันน่าสลดใจขนาดไหน วงการศาสนา

อาตมาพูดได้ทุกวันนี้ ในศาสนาที่ชาวอโศกที่อาตมาพาทำยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ อาตมาก็พูดได้อย่างสบาย แต่ถ้าใครขบถขึ้นมา คนก็จะบอกว่านี่ไงอโศกก็มี อาตมาจะหน้าแหกขนาดไหน หมอทุกวันนี้เขาก็ไม่มีหน้าที่จะรับเย็บเพราะงานโควิดเขาก็หนักอยู่แล้ว อาตมาก็เลยจะต้องเน่าแน่นอนเพราะว่าหน้าแหกไม่มีหมอช่วยรับเย็บ ไม่น่าจะแหกยุคนี้เลย

สมณะเดินดินว่า…พ่อครูปลูกฝังมา 50 ปีมันคงทำไม่ขึ้นแล้ว

พ่อครูว่า…คนที่ไม่เสนอหน้าอยู่ทางบ้านไม่อยากแสดงตัวเพราะองค์ประกอบข้อมูลหลายอย่าง เหตุปัจจัยที่เขาเองแสดงตัวไม่ได้ก็มี อยู่ในวงการเถรสมาคมนั่นแหละ อยู่ในวงการศาสนาพุทธ เขามีตำแหน่งหน้าที่ทางโลก แต่เขาแสดงตัวไม่ได้ก็มีอยู่คุณเชื่อว่ามีไหม

สมณะเดินดินว่า…ถ้าหากสมณะเราทำเดรัจฉานวิชามันคงไม่ขึ้น เพราะญาติโยมเขารู้หมดแล้ว แต่ พ่อครู ยืนยันว่าขึ้นผมก็เลยงง ผมมุ่งหมายพวกเรา

พ่อครูว่า…มันยังไม่มีก่อหวอด มันก็ไม่มีขึ้นหรอก ในอโศกทุกวันนี้ ยังดีนะ กายต่างกันสัญญาต่างกัน เลยพูดกันไม่ลงตัว

 

หนังสือเปิดยุคบุญนิยม อาตมาทำหนังสือมาหลายเล่มแล้วแต่เล่มนี้อ่านแล้วมันเข้าเป้าตรงที่ควรจะต้องให้รู้ คนควรจะรู้อันนี้ให้เข้าใจแล้วเอาไปเปลี่ยนแปลงตัวเอง จะได้เอาไปทำ มันก็หาจุดที่จะไปนิพพานจุดที่จะเป็นโลกุตระได้ดีมากเลย

 

(๑) บุญต้อง “ทำเป็น” คืออย่างไร

          ฉบับนี้เราจะสาธยายเรื่อง“ภพ”กันให้ละเอียดยิ่งๆขึ้นโดยเฉพาะคำว่า“บุญ”ตามชื่อหนังสือเล่มนี้นี่แลที่สำคัญนัก “บุญ”คือ พลังงานของจิตใจที่ผู้เรียนรู้จะต้อง“ทำ”ให้เป็น

          “ทำเป็น”คือ เริ่มทำให้มีพลังงาน“ฌาน”ที่เกิดจากการปฏิบัติตามกระบวนการ“จรณะ 15 วิชชา 8”อย่าง“สัมมาทิฏฐิ”

พ่อครูว่า…คำว่าทำบุญของเขาคือมี 2 อย่าง ทำทานหรือปฏิบัติศีล เสร็จแล้ว ได้แต่กุศลหรือได้อกุศล หรือได้ทั้งกุศลและอกุศล ไม่ได้บุญเลย ทำใจในใจไม่ถูก

ทำทาน ทำแล้วได้กุศล ทำแล้ว จิตของคุณเป็นเองว่า ดีใจ ที่เราได้ให้ เป็นกุศล ดีใจที่เราได้ให้ เป็นกุศล ทีนี้ การให้ของคุณไม่เป็นกุศล ไม่เป็นความดีงามตรงที่คุณให้แล้ว ให้อย่างมีทุจริตผสม ให้ยังมีกิเลสเป็นประกอบมากขึ้นมากขึ้น ให้อันนี้ไปแล้ว ลงทุนไปร้อย เราจะได้เป็นแสนเป็นล้าน

เท่าที่นักปรุงแต่งจะสร้างวิธีในการทำทาน เพื่อที่จะได้มามากๆ ได้มาได้วัตถุ ทำทานแล้วจะได้วัตถุได้มาเป็นลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เหมาหมดเลย ได้ลาภเป็นชิ้นเป็นอัน ได้ยศเป็นตำแหน่ง ได้คำสรรเสริญว่าคนนี้ให้ทานคนยกย่องเชิดชู แต่คุณมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายมหาศาล

ขอยกตัวอย่างเช่น มหาบัว มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนไม่เอาเงินตัวเองนะ เรี่ยไรคนอื่นหมด เสร็จแล้วไปทาน ยิ่งใหญ่ แล้วบอกว่าเป็นการกอบกู้ประเทศชาติ เสร็จแล้วก็มีตัวตน มีตัวตนเป็นความภูมิใจในตัวเองโดยที่ตัวเองไม่ได้เข้าใจหรอกโอโห..ฉันทำยิ่งใหญ่ จะไปเข้าใจว่าฉันทำสิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐ มันยั่วยวนนะ มันไม่ใช่ไม่ดีมันดี เงินนี้เป็นสิทธิ์ของเรานะ เงินเขาเอามาบริจาคให้เรานะ แต่เราไม่เอามาเป็นส่วนตัวเลยมันซ้อน เอาไปช่วยสังคมให้ประเทศชาติ

เพราะฉะนั้นความมีพบมีชาติในการที่สร้างลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ใส่ในจิตของตัวเอง โดยไม่รู้จักภพชอบเป็นภพชาติให้แก่ตัวเองนี้ นี่แหละคือเป็นอกุศลของความไม่ถูกต้อง คนทำอกุศลกับกุศลนี่ด้วยทั้ง 2 อย่าง มันก็ดีจริงๆกับจิตของคุณที่ไม่ดี จะมากหรือน้อยก็เป็นอกุศล ทั้งกุศลและอกุศลทั้ง 2 อย่าง  

ทีนี้ทานแล้ว นัตถิทินนังหรืออัตถิทินนัง

ทินนัง คือทาน ทานแล้ว, นัตถิ คือไม่มีอานิสงส์ แต่อัตถิ คือมีอานิสงส์

อานิสงส์ตัวนี้ คือโลกุตระ ถ้าหากเหมาะสมที่ควรจะให้ ให้อาหารแก่คนที่ขาดแคลนอาหารต้องการอาหาร เขาควรได้อาหารก็ให้อาหารเขา ก็จบ คุณประโยชน์ก็เกิดทันทีจบแล้วสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เป็นเจ้าบุญเจ้าคุณ ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นวิมานเอาไว้กินชาติหน้า ปริภุญชิตสามีติ (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

สมณะเดินดินว่า…การให้ทานก็น่าเกลัว

พ่อครูว่า…ถ้าทำทานแล้วไม่มีสาเปกโขก็ดีมาก แต่หากมีสาเปกโข ก็จะมีความผูกพันต่อไปอีก ทำทานแล้วไม่ต้องไปคิดว่าจะต้องสะสมกอบกองเป็นสมบัติอะไรอีกเท่าไหร่มันก็ไม่ยืดยาดเท่าไหร่

อันที่ 3 ยืดยาดกว่าเป็นสมบัติเป็นเซฟเป็นคลัง สันนิธิเปกโข สะสมใส่อัตตาใส่ตัวตน มีเซฟใส่เลย จะมีสิ่งที่จะได้ มีสิ่งที่ได้ที่มีที่เป็นแทนที่จะทานอย่างสูญ ก็ทานอย่างไม่สูญ ทานยังมีอะไรต่อ ก็เป็นคนที่หลงไหลในสวรรค์ 6 ชั้น เป็นพวกมีภพมีชาติยังไม่สมบูรณ์แบบในการปฏิบัติกิริยาอาการ กรรมกิริยาต่างๆ มันสั่งสมภพชาติตลอดกาล

อันที่ 4 เป็นกอบเป็นกองเป็นตัวเป็นตน เป็นวิญญาณเป็นภพชาติตายแล้วไปอยู่สวรรค์เป็นเทวดาเสวยวิมานสวรรค์อะไรอีก เลยเป็นตัวเป็นตนสมบูรณ์แบบเต็มรูปเลย แล้วเข้าใจที่ไหน ทำทานจะต้องเป็นตัวเป็นตนสมบูรณ์แบบอย่างนี้ทั้งนั้นเลย ศาสนาพุทธ 2500 กว่าปีผ่านไป เข้าใจสัจธรรมเหล่านี้ที่ไหนสอนกันอยู่โครมโครม แต่งบทประณามคาถา อิมินาสักกาเรนะ

สมบัติ จะเป็นกุศลหรืออกุศลหรือไม่เป็นกุศลหรืออกุศล แต่มีปัญญาทำทานคือให้สิ่ที่ควรให้ แล้วภพชาติของจิตคุณไม่ต้องไปสร้างต่อเลย คุณรู้อันนี้สมควรให้ทาน คุณก็ให้ จบในตัว ในทานสูตรพระพุทธเจ้าตรัสไว้สั้นๆจบในตัว ท่านขยายความอีกพอสมควร ก็เข้าใจว่าปัจจุบันควรทำทานในสิ่งที่ควร ผู้นี้สมควรได้สิ่งนี้แหละสำคัญ

ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีผลมากมีอานิสงส์มากเรียกว่า จตุทิสาสังฆิกวิหารทาน ท่านก็อธิบายเป็นโลกีย์ตื้นๆ ว่าสร้างวิหารถวาย มีอานิสงส์มาก เอามาอ้างเพื่อที่จะสร้างวิหารของตัวเองให้ยิ่งใหญ่ เป็นวิหารวิมานใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมใหญ่ ก็เอามาอ้างว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่านี่แหละเป็น การทำทานที่มีอานิสงส์สูงใหญ่มาก

จตุทิสาสังฆิกวิหารทาน หมายถึงสงฆ์ที่มาจากทุกทิศ คือทานที่ไม่กำหนดสงห์ พระเล็กพระน้อยพระผู้ใหญ่ผู้ใหญ่ไม่กำหนด เมื่อไม่กำหนดแม้สงฆ์ไม่กำหนด แม้ของ เช่น ไปทำสังฆทาน คุณก็เอาของใส่ถังกำหนดไว้ ส่วนใหญ่ท่านเอาไปทิ้งไม่ค่อยได้ใช้หรอกถังสังฆทาน พวกค้าขายก็เหมาไปซื้อ ซึ่งมันไม่มีความจำเป็นไม่ถูกต้องตามที่เขาขาดแคลน พระนี้ขาดด้าย ก็เอาด้ายเอาเข็มไปทานได้อานิสงส์มากกว่าไปถวายวิหารอีก

จตุทิสาสังฆิกวิหารทาน วิหารคือสถานที่ปลูกสร้างวิหาร ท่านมีวิหารอยู่ แต่ท่านขาดด้ายขาดเข็ม ไม่มีผลมากเลย ท่านเฟ้อแล้ววิหาร ก็ไปทำวิหารให้อีก ท่านเป็นพระไม่ใช้เงิน แต่ดันเอาเงินไปถวายอีก เห็นไหมว่ามันไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นการรู้จักกิเลส เป็นเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง แล้วไปทำทานให้วิหารให้ธนบัตรเยอะๆ

ที่จริงคนเสียสละมากแต่มันไม่ตรงกับประโยชน์ ท่านขาดได้ขาดเข็มแต่ดันไปเอาธนบัตรให้ท่าน พระท่านซื้อขายไม่ได้ ท่านไปบอกให้ซื้อให้ขายก็ยังไม่ได้ ท่านขาดด้ายขาดเข็ม จะบอกโยม นี่เงินเขาเอามาทำทานให้เอาเงินไปซื้อด้ายซื้อเข็มพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ ด้วยหลักธรรมโดยวินัยพระพุทธเจ้าไม่ได้ ถึงขนาดนั้นเลย

ต้องสอดส่องว่าท่านขาดอะไร ให้ด้ายเข็มก็ให้ท่านไปเย็บชุนเอง เป็นผู้หญิงไปเย็บให้ท่านก็ไม่ดี อย่างนี้เป็นอานิสงส์สูงมีผลสูง มันตรงกับสิ่งที่ต้องการ  สิ่งที่เป็นประโยชน์สมกัน

สมณะเดินดินว่า... จบ

 

 

 


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...