แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุเบกขา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุเบกขา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640705_พุทธศาสนาตามภูมิ - ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ
วันจันทร์ที่ 5 เดือนกรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 แรม 11 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันที่ 5 กรกฎาคมเป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณจำลอง ศรีเมือง อาตมาเกิดวันที่ 5 มิถุนายนอาตมาเกิดปีจอ คุณจำลองเกิดปีกุน แล้วคุณจำลองอายุน้อยกว่าอาตมาประมาณ 1 ปี 1 เดือน

เราก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมตามประสาพวกเราที่เห็นว่ามันเป็นคุณค่าประโยชน์สำหรับชีวิตจริงๆ

 

กสิกรรมไร้สารพิษคือทางรอดมนุษยชาติในยุคโควิด

SMS วันที่ 2 - 4 ก.ค. 2564

_วัดป่าสวนธรรมร่วมใจ ยโสธร : ขณะนี้มีจำนวนคนไทยที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นทุกวัน..ทำให้มีตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนเกือบ 10 ล้านคนแล้ว.. เวลานี้วัคซีนกำลังทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง..มีประชาชนตื่นตัวสนใจเข้ารับการฉีดวัคซีนกันต่อเนื่องด้วยเช่นกัน..มันจึงทำให้ตัวเลข ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนจะขยับไปถึง 15 ล้านคนได้ในไม่ช้า และเมื่อถึง 50% หรือ 35 ล้านคน ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แม้วางเป้าหมายไว้ถึง 50 ล้านคนก็ตาม..

พ่อครูว่า... ก็ต้องอยู่ที่การระมัดระวังไม่ประมาท คนข้างในเราที่มีเชื้อหรือไม่มีเชื้อหรือมีเชื้อไม่แสดงตัวก็มีอย่าทำเป็นเล่น พวกเราอย่าไปหลงการท่องเที่ยว รับเข้ามาจากที่อื่นคนอื่นข้างนอกเขานัก แล้วพวกเราต้องพยายามช่วยตัวเองทำมาหากินหางานทำที่พึ่งพาตัวเองให้รอดอยู่ในนี้ ไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นเช่นพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ พึ่งพาของกินของใช้จากต่างประเทศ ซึ่งมันเท่ากับเราเป็นทาสที่จะต้องกินน้ำใต้ศอกเขา จะต้องให้เขาได้เลี้ยงไว้ ถ้าเขาไม่เลี้ยงไว้ตาย

คนไทยอาตมาไม่เชื่อว่าจะสิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดนั้น อาตมาก็บอกแล้ว กสิกรรมของเราไม่มีที่ทางก็ปลูกผักคอนโด ปลูกให้เต็มรอบบ้านเลย กินไม่ทันเลย ไม่มีที่ปลูกข้าวมากก็ปลูกเผือกปลูกมัน ปลูกผักคอนโด 10 ชั้น 20 ชั้น รดน้ำจากข้างบนมาถึงข้างล่างเลย ประหยัดน้ำ ปลูกตามชายคาบ้านห้อยลงมาเลย เก็บกินเวียนกันไป กินหมดก็ลงเมล็ดลงเบี้ยใหม่สืบต่อไปเรื่อยๆ

อาตมาว่าไม่ได้พูดเล่นนะทำได้จริง ไม่ตายหรอก อากาศบ้านเมืองไทยขณะนี้ไม่มีปัญหามันสุดยอดแล้ว เน้นการกสิกรรมให้เจริญจนเหลือกินเหลือใช้ ผู้สร้างให้สร้างจนเหลือเฟือเอาไปแจกจ่าย ชาวอโศกเราทำไม่หยุดหรอกเพิ่มออกไปทำให้ดีทั้งคุณภาพและปริมาณ ทำเผื่อคนอื่นไป เพราะพวกเราสบายแล้ว

ป้องกันอย่ารับจากคนภายนอกเข้ามา ภายในเรามีมาตรการจัดการกัน จะฉีดวัคซีนจะรักษาระยะห่างใส่แมสป้องกันเอาไว้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ตอนนี้รู้สึกว่าสถิติคนป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอยู่นะ เมืองไทยอย่าประมาท ให้ระมัดระวังขึ้นมาเถิด

ทำเป็นเล่นไป โควิด อาตมาเห็นฤทธิ์แรงของมันมาก แล้วมันพัฒนาสายพันธุ์รวดเร็วด้วย ร้ายกาจมากเลย เพราะฉะนั้นอย่าทำเป็นเล่นไป แม้มันไม่ตายเร็วเหมือนโรคอหิวาตกโรค ก็เตือนกัน

 

_วรางค์ภร เดชวัฒน์ : 🙏🙏🙏😷น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงคะ เมื่อทุกอย่างไม่เที่ยง แต่ตัณหาภายในจิตสังขารยึดว่าเที่ยง เราถึงต้องทุกข์..

พ่อครูว่า...คุณเริ่มรู้แล้ว รู้แล้วก็ไปยึดมันทำไม ให้มันเป็นไปตามธรรมอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างมันก็หมุนไปเดินทางไปไม่อยู่เท่าเก่าหรอก

 

พ่อครูนำสาธารณโภคีมาสืบทอดได้ในยุคนี้

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ พ่อครูเคยบอกว่า ระบบสาธารณโภคี เคยเกิดมานานหลายแสนปีแล้ว ยุคนี้พ่อครูมาพาทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ลูกดูชาวอโศกไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ลูกอยากถามว่า ขณะที่พ่อครูนำพาระบบสาธารณโภคีมาสืบทอด พ่อครูและชาวอโศกก็เคย"ร่วมชาติเกิด" กันมาเพื่อสร้างระบบสาธารณโภคีกันมาแล้วใชไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูเมตตาค่ะ

พ่อครูว่า...ใช่ ทุกอย่างไม่มีการขาดการเชื่อมต่อกันหรอก ไอน์สไตน์ก็เคยค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไอน์สไตน์ค้นพบสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในทางวัตถุว่าไม่มีอะไรจะขาดกันได้ Space and time of Continuumเป็นสูตรสำเร็จของไอน์สไตน์ ทุกอย่างในอวกาศนี้ในเทหวัตถุแท่งทึบนี้ เชื่อมต่อกันหมดเลย เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว จะเล็กน้อยละเอียดอย่างไรก็ไม่ขาดจากกันทั้งหมด อันนี้เป็นเรื่องจริง

ทางธรรมะพระพุทธเจ้าตรัสรู้ กรรม and time of continuum เหมือนกัน ท่านไม่ได้ตรัสไว้หรอกแต่โพธิรักษ์เอามาสรุป พูดเพื่อให้สอดคล้องกับไอน์สไตน์ที่พูดไว้ก่อนที่รู้กันทั่วโลกแล้ว อาตมาก็ทำให้มันง่ายขึ้นชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่ได้ผิดด้วย เป็นทฤษฎีเดียวกันเป็นเรื่องสอดคล้องกัน ถ้าศึกษาให้ดีๆก็ใช้ได้ เข้าใจแล้วเอาไปใช้ปฏิบัติได้ อย่างพวกเราเข้าใจแล้วก็ดำเนินกันไป

ไม่ใช่ God and time of continuum ต่างกันมาก คนละขั้ว กรรม กับ God

God เที่ยง กรรมไม่เที่ยงคนละขั้ว

God ใหญ่ มีคำสั่ง แต่กรรมไม่ใหญ่ ไม่สั่ง ไม่เบ่ง

พูดไปไม่ได้ยกตนข่มท่าน แต่สาธยายสัจธรรมพูดความจริงให้ฟัง ทุกคนเปิดจิตฟังให้ดีๆจะได้ปัญญา จะได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้มนุษย์เป็นอยู่สุขร่วมกันได้ดี ดีกว่า อย่าง กรรม and time of continuum หรือสูตรพระพุทธเจ้าคือจรณะ 15 วิชชา 8 สูงกว่ายอดเยี่ยมกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้สูงสุด ใช้ได้นิรันดร์

แล้วถามว่าสาธารณโภคีเกิดมาแล้วหลายแสนปี ไม่ใช่แค่หลายแสนปีเท่านั้น พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีสาธารณโภคี ในยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดมนั้นมันเสื่อมมากแล้ว จนกระทั่งกลายเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระพุทธเจ้าสมณโคดมอุบัติขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นยุคทาส จึงทำให้เกิดสาธารณโภคีในฆราวาสไม่ได้ ศึกษาตามบริบท กาละเทศะสถานะ

แต่ในยุคนี้มันเริ่มคลี่คลายลงไป โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีเนื้อแท้พุทธธรรมที่เป็นโลกุตระในมนุษยชาติมีรากเหง้านี้ในจิต เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พยายามจะให้เกิดสาธารณโภคี ท่านก็ยังทำไม่ได้เพราะท่านเป็นในหลวง และประเทศชาติประชาชน ก็ยังไม่หูตาสว่าง ยังไม่มีภูมิธรรมสูงพอ อาตมาก็ต้องมาต่อเชื้อความเจริญเพิ่มขึ้นอีกไปในทางจิตวิญญาณทางโลกุตรธรรม ไขความแจ้งทำพาทำ จนกระทั่งเกิดกลุ่มหมู่ตัวอย่าง เป็นชุมชนสาธารณโภคีตัวอย่างอย่างที่เป็นอยู่นี้

อาตมาเริ่มทำตั้งแต่แรกๆ 50 ปีก่อนเริ่มก่อรูปร่างสาธารณโภคีตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เราบรรจงสร้างปฐมอโศก เป็นชุมชนแรกที่เราบรรจงสร้างอย่างพรักพร้อม ที่จริงสร้างที่สวนอโศก บางใหญ่ แต่ยังไม่หยั่งลงไม่สำเร็จเพราะที่ทางไม่ใช่ของเรา เดินทางไปได้ยาก อยู่ที่บางใหญ่ ต่อมาก็ไปที่แดนอโศกซึ่งก็ไม่ใช่ที่ของเราอีก มี 6 ไร่อาศัยเขาอยู่ ก็อยู่นานพอสมควร จนกระทั่งพุทธศักราช 2522 ก็เลิกลาจากแดนอโศก ขยายผลมาเป็นสันติอโศก ศาลีอโศก ศีรษะอโศก แล้วค่อยขยายมาถึงทุกวันนี้ก็มี 20 - 30 ชุมชน

ก็ค่อยๆเป็นไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ชาติและสังคม เศรษฐกิจก็ดี รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ก็ดี ทุกอย่างเหมาะสม กับมนุษยชาติยุคกาลสมัยต่างๆนานา ก็เคยประพฤติปฏิบัติจะเป็นแบบอย่างให้คนได้มาศึกษา เรามีเจตนาดีปรารถนาดี ไม่ได้มีความปรารถนาร้ายแฝงเลยแม้นิดแม้น้อย มีแต่ความปรารถนาดีแก่มวลมนุษยชาติด้วยกัน เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะเจริญต่อไปในภายภาคหน้าไม่มีอะไรเสียหาย ใครยังมีเศษทางด้านไม่ค่อยดี ปรารถนาไม่ดี ต้องการไม่ดี มีความเลวร้ายอะไรแฝงอยู่ในนี้แม้เล็กไม่น้อย เอาออกให้หมด ศึกษาให้ดีๆ มีความปรารถนาดีด้วยกันไปด้วยกัน แม้แต่คนเขาไม่ดีบางคนรุนแรงบางคนชั่วร้าย บางคนมีมิจฉาทิฏฐิ มีอวิชชาอยู่ในจิตใจ ก็สงสารกัน พยายามช่วยเหลือกันไป และจะต้องป้องกันตัวให้ได้ นี่ก็ไม่มีปัญหาอะไร

 

บัญญัติสุขโลกุตระมีหรือไม่

_Uamphon Bringsoe (เอื้อมพร บริงโซ) : มีบัญญัติคำว่า สุขโลกุตระไหมคะพ่อครู?

พ่อครูว่า... จะบอกว่ามีไหม เรารู้จักสังคม รู้จักสมมติสัจจะ รู้จักคนอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างเช่น พวกสุขนิยม เขาติดในความสุขจะต้องเอาความสุขให้ได้ จะต้องอยู่กับสุขแล้วเขาก็ไม่รู้จักทุกข์ ก็เลยแฝงกินตัวเขา โดยเขาไม่รู้จักตัว ซึ่งยังพูดละเอียดกว่านี้ไม่เก่ง

ทุกข์กับสุขแยกไม่ได้มันแฝงกันอยู่ ถ้าดับก็ต้องดับหมดทั้งสุขและทุกข์ แล้วก็ต้องรู้อาการเวทนา ที่จะเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นอย่างไร ต้องไม่ให้มีอาการทั้งสุขและทุกข์ในจิตจริงๆ

เพราะฉะนั้นสุขนิยมจึงแรงมาก ที่นี่บอกว่าไม่ให้มีสุขในจิตเลยแล้วทุกข์จะไม่มี แต่พวกสุขนิยมไม่ทิ้งความสุขแล้วทุกข์มันจะไปหมดไปได้อย่างไร เพราะสุขกับทุกข์มันแยกกันไม่ได้มันเหมือนกระดาษแผ่นเดียวกันคนละหน้าเท่านั้น จะไปเอาหน้าเดียวไม่ได้

ต้องค่อยๆศึกษาให้อาการสุขมันต้องไม่มีในจิตจริง อย่างอาตมาไม่มีทั้งสุขและทุกข์ พูดแล้วก็ดูเหมือนยาก แต่ยากอย่างไรก็ต้องศึกษาเพราะเป็นที่รุนแรงที่สุดของมนุษย์ ไม่มีอะไรที่จะสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว ถ้าได้สุดยอดอันนี้ก็ช่วยกันไป แล้วก็จะทำให้มนุษยชาติเจริญ มนุษยชาติเป็นไปได้

 

รู้ลมหายใจไม่สู้รู้กิเลสตน

_จากผู้ใช้นามแฝงว่า " รู้สึกตัวไว้ตลอด " : อยากขอคำแนะนำในการปฏิบัติ ถ้ารู้สึกว่า จิตเริ่มจับอารมณ์ แล้วเป็นอารมณ์ที่มีกิเลส นานขึ้น จะละ แบบใหนให้เร็ว คือรีบมารู้สึกตัวแล้วแต่ก็ไม่ทัน บางครั้งมันปรุงไปไกลแล้ว บางทีมองดู เฉยๆเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ เพราะ เห็นว่า มันร้าย นัก อาสวะกิเลส มันสะสมเยอะ ศีลนี่ ก็รักษา ปกติ แต่ ถ้ารอบข้างมีการกะทบ บ่อย ส่วนใหญ่ เปน ความเห็น วิจารณ ซึ่งไม่ควร วิจารณ ใดๆทั้งสิ้น พยายามกลับมารู้ลม

พ่อครูว่า...  ละอย่างอย่าช้าสิ เอาภาษาตอบก่อน แต่ที่ว่า กลับมารู้ลมนี่คุณผิด ให้กลับมารู้สภาวะกิเลสสิ มารู้เวทนาที่เป็นนาม ลมมันเป็นรูป ลมนั่นแหละมันพาให้ศาสนาพุทธฉิบหายอยู่ทุกวันนี้ ในอานาปานสติและไปกันหมดดูแค่ลมหายใจเป็นนักหลับตาไม่เปิดตามาสู่ภายนอก นี่แหละมันพาศาสนาพุทธทุกวันนี้ลำบากลำบน โดยเฉพาะอาตมาลำบากมากเพราะว่าคนมันยึดติด พวกหลับตาแล้วไปอยู่กับลมหายใจ อานาปานสติ ซึ่งอธิบายก็ไม่ง่าย

ถ้าเข้าใจมุมแค่ว่า อานาปานสติแปลว่าลมหายใจเข้าออก คุณอย่าไปหลับตาอยู่กับที่ยึดถือแค่รู้ลมหายใจเข้าออก แต่ลืมตาอยู่ในปัจจุบันก็รู้ลมหายใจเข้าออก ตื่นอยู่กับอย่างอื่นเต็มทั้งหมด มีผัสสะ แต่ไม่ใช่ว่าเปิดกว้างจนกระทั่งรับเลขไปทั้งหมดก็ไม่ได้ ต้องเอาแวดวงที่คุณค่อยๆรับรู้แล้วปฏิบัติ กำหนดกรอบ เรียกว่าปริเฉท หรือบริบทก็แล้วแต่ เช่น การถือศีลข้อ 1 2 3 4 5 เป็นต้น เท่าที่เราทำได้ค่อยๆไปตามลำดับ

ศึกษาของพระพุทธเจ้านี่แหละสูตรจรณะ 15 วิชชา 8 เต็มรูป อาตมาก็ขยายความมาหลายปีแล้ว ก็ติดตามให้ดีๆ คุณก็พยายาม คุณก็แบ่งชื่อแบ่งนามสกุล รู้สึกตัวไว้ตลอดมันยาว ก็แบ่งเป็น ชื่อรู้สึกตัว นามสกุล ไว้ตลอด ก็ค่อยยังชั่ว

 

_Vivo Y15 (วีโว่ วายสิบห้า) : สันติอโศกตอนนี้มีที่ไหนเข้าไปเที่ยวกราบได้บ้างค่ะ / อยากเป็นส่วนหนึ่งของชาวอโศก รู้สึกศรัทธาค่ะต้องไปติดต่อที่ไหนค่ะ

พ่อครูว่า...ตอนนี้เปิดดูในไลน์หรือในแพลตฟอร์มอื่นๆของอโศกได้ กดมาถาม มีผู้รู้จะตอบได้ แต่ตอนนี้ยังมาเที่ยวไม่ได้ เรายังปิดระมัดระวังอยู่เพราะตอนนี้ยังไว้ใจไม่ได้ ทั้งโลกไว้ใจเรื่องวัคซีนกัน ว่าวัคซีนนี้มันจะยับยั้งให้พอเป็นไป มันไม่ใช่ยารักษานะ วัคซีนมันเป็นยายับยั้ง จะช่วยได้ เพราะว่ายารักษาเผด็จศึกจริงๆยังไม่มี เขาก็กำลังค้นคว้ากันอยู่ก็ค่อยๆเป็นไป ถ้าเจอยารักษาได้เมื่อไหร่จะดีมาก ที่เป็นยารักษาตรงกับโรคเขาเลยนะ ปราบได้อย่างเด็ดขาด เพราะตอนนี้ก็ใช้วัคซีนซึ่งมันกำราบ ทำให้บรรเทาไปได้ก่อน

วัคซีนนี้ดีอยู่อย่างนึง ถ้ามันคุมได้ มันกลายเป็นภาวะช่วยเรา ป้องกันเหมือนทหารป้องกันโรค แต่ถ้ารักษาหาย มันก็ไม่มีทหารรักษาช่วยเรา มันเข้ามาอีกก็ได้ หรือบางทีถ้าผู้ใดมีภูมิคุ้มกัน เหมือนกับโรคบางโรคที่เป็นครั้งหนึ่งแล้วมีภูมิคุ้มกันจะไม่เป็นครั้งที่ 2 อีก อันนั้นก็มีอย่างนี้เป็นต้น มีนัยยะหลายอย่างอยู่ ศึกษาไป

 

_สุทัศณีย์ วงษ์กิ่ง : กราบนมัสการพ่อครูคะพ่อบอกว่าเค้าจะออกมาได้มั้ยจากบูชา🔥ทำน้ำมนต์ยังไม่ได้ง่ายและยากมากๆ ค่ะ คุณแม่อยู่กับการปฏิบัติแบบนั้นมาเกือบทั้งชีวิตฟังธรรมพ่อครูทุกวันมา 4 ปีแล้ว ก็ว่าเข้าใจ แต่พอวันพระก็ต้องหาบูชาดอกไม้ธูปเทียนเหมือนเดิมค่ะเพราะความเคยชินทั้งชีวิต 86แล้ว กลับทางทั้งหมดไม่ได้คะสาธุคะ

พ่อครูว่า...อย่าไปงมงายอยู่อย่างนั้น ศึกษาที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ตรัสรู้สิ่งที่ประเสริฐสุดล่ะค่อยๆเป็นไป เห็นไหมว่ามันไม่ง่าย แล้วจะไปบังคับให้ผู้ไม่รู้มารู้นี้มันไม่ได้ จะพยายามทุบถองตักเตือนกันพูดแรงๆพูดเบาๆ พูดหวานพูดขมๆ พูดเผ็ดๆ ก็ว่ากันไป อาตมาค่อนข้างจะพูดอย่างเผ็ดและขม

 

_เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ : ผลการประชุมของ นศ.ปธ.& รบธ ขออนุญาตเพิ่มกลุ่ม รบธ.ทางเฟชบุ๊กเพิ่มด้วยนะคะ หากมีการประชุมผ่าน ZOOM ในครั้งหน้าจะได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่าน เฟชบุ๊กบ้าง สมาชิกทั้งในและต่างประเทศจะได้ร่วมรับฟังสดๆค่ะ กราบนมัสการพ่อครูมาด้วยความเคารพยิ่ง

 

_จรรยา อิ่มประเสริฐ : ดูพ่อตลอดแม้กระทั่งเดินออกกำลังกายทุกคำพูดมีแต่ธรรม ธรรม ธรรม เท่านั้น

 

_Chamni Jantasuk (ชำนิ จันทสุข) : พระไตรปิฎก เป็นหนังสือที่อ่านยากที่สุด

พ่อครูว่า...ไม่เป็นไร มีอาตมา มีผู้รู้ต่างๆก็เอามาขยายความให้ฟังตลอดเวลา สนใจใส่ใจให้ดีติดตามฟัง

 

_ตุ้ม พรทิพย์ : ดิฉันเปิดธรรมอโศก กรอกหูให้สมาชิกที่บ้านฟังทุกวันเลยค่ะ อย่างน้อยก็ได้ฟังกันทุกวันเป็นการสร้างสัญญาไว้ในสมองก่อนค่ะ😊

พ่อครูว่า... ระวังอย่าให้ Over จนไม่อยากฟังกันอีก คนเขาไม่ชอบยัดเยียดกัน เอาให้พอดี

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

ทำไมสาธารณโภคีจึงเกิดมีได้ในยุคนี้

สู่แดนธรรม... เรื่องสาธารณโภคีในพระไตรปิฎกไม่มีรายละเอียดเลย แต่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่พ่อครูสามารถนำมาทำให้เกิดผลได้

พ่อครูว่า... ประเด็นที่ว่าทำไมสาธารณโภคีทำได้ยาก แม้จะมีหลักฐานในพระไตรปิฎกบ้างแต่ก็มีเล็กน้อยไม่ได้ขยายความ

ความเป็นสาธารณโภคีทั้งความหมายและตัวตนบุคคลเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่รู้ได้ง่าย แต่อาตมาก็ทำ ทำตามที่อาตมามีความรู้ มีความจริงใจ จากสูตรจรณะ 15 วิชชา 8 หรือสรุปสั้นๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลเป็นตัวตั้งมั่นทำให้เกิดสมาธิ ทำตามจรณะ 15 ไปถึง ฌาน 4 ทั้งหมดเป็นการสั่งสมจิตสมาธิ สั่งสมจิตที่ปราศจากกิเลส คำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าชัดเจนว่าต้องรู้กิเลส จับตัวกิเลสได้เลย แล้วทำให้ตัวกิเลสจางคลายแล้วดับสนิท ดับสนิทแล้วมี ปฏินิสัคคะ จนกระทั่งสลับไปสลับมาเป็นสิริมหามายา จิตเป็นมุทุธาตุ รับได้ทุกเวลาทุกแบบ มีลักษณะสมบูรณ์ 5 ประการ ของอุเบกขา

ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นคำกำหนดว่าเป็นฐานนิพพาน

ปริสุทธาคือบริสุทธิ์ แล้วทำให้บริสุทธิ์แล้วบริสุทธิ์อีก เจออะไรก็ยังบริสุทธิ์ เหตุปัจจัยอย่างไรก็บริสุทธิ์ปริโยทาตา สั่งสมเป็นแกนจิตที่เร็ว คือมุทุธาตุ มีลักษณะทั้งเร็วและตั้งมั่นเป็นเจโตและปัญญา เร็วทั้งคู่ เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ ทั้งเก่งทั้งเร็วมีประสิทธิภาพเด็ดขาด จึงสามารถทำกรรมกิริยาทุกอย่าง ในทุกเวลา  ทุกบริบท ทุกโอกาส ทุกปริเฉทได้ดี เรียกว่า กัมมัญญา อยู่กับความพอเหมาะพอดีของความไม่เที่ยงทุกกาละ

ปัจจุบันนั้นเหมือนเที่ยง แต่ปัจจุบันนั้นเดี๋ยวเดียวมันก็เคลื่อนไป เคลื่อนไปก็คือไม่เที่ยงแล้ว กาละมันคือหยุดนะ ละเอียดกว่าวินาทีมันไม่เคยหยุดไปเรื่อยๆ มันไม่เคยสะดุดไม่เคยหยุด นั่นคือความไม่เที่ยง

แล้วเราก็ทำได้ เราก็สามารถที่จะควบคุม กัมมัญญา ได้ตลอด นอกจากคุมแล้ว กรรมะกับธรรมะ

กรรมเป็นตัวเคลื่อน ธรรมะเป็นตัวตั้ง ทรงไว้ ทำให้ดีเป็น กัมมัญญา แล้วตั้งไว้ เป็นสภาพคู่สุดท้าย

สามารถทำ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 5 ลักษณะนี้แหละ คือกระบวนการของอุเบกขา อุเบกขา 5 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธาตุวิภังคสูตร ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 690

องค์คุณ 5 ของอุเบกขา

1.   ปริสุทธา  (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5)

2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก)

3. มุทุ  (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 

3. กัมมัญญา   (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ)  

5. ปภัสสรา   (จิตผุดผ่องแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) 

(ธาตุวิภังคสูตร  พตปฎ. เล่ม 14   ข้อ 690)

 

อาตมาเอามาเป็นหลักใช้ ให้พวกเราศึกษาปฏิบัติเพื่อให้เกิดสภาวะ พวกเราก็ทำได้ตามฐานานุฐานะ เป็นฐานสภาวะจิตของนิพพาน 5 ประการ เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นจิตที่มีคุณสมบัติ มีมุทุธาตุ มีกัมมัญญาและปภัสรา สะอาดสว่างอยู่ตลอด และมีคุณสมบัติสูงขึ้นเจริญขึ้น วิศิษฐ์ วิเศษ วิสุทธิ์ ขึ้นเรื่อยๆ เป็นจิตลักษณะ 5 ประการ

ผู้ที่สามารถมีสภาวะจริง จึงมีประโยชน์คุณค่าในความเป็นมนุษย์ วิเศษจริงๆเลย ไม่มีตกต่ำไม่มีเสื่อม ซึ่งไม่ใช่ไม่มีเสื่อม คนแต่ละคนต้องรักษาความไม่เสื่อมของตัวเองให้ได้ ค่อยๆศึกษาไป ซึ่งมันก็ไม่ง่าย มาถึง 50 ปีมันก็มีผลมีของจริง แต่มันก็มีอัตราการก้าวหน้ามันก็ยังไม่รวดเร็วเท่าไหร่ ก็ยังเชื่องช้าอยู่บ้าง ก็ไม่เป็นไร อาตมามั่นใจในสิ่งที่มันปักหลักลงแหล่งแล้ว มั่นใจว่ามันมีแล้วในมนุษยชาติในประเทศไทยนี่แหละ ได้แล้ว

 

สู่แดนธรรม... พ่อท่านตัดสินใจจะทำสาธารณโภคีมีอะไรเป็นนิมิตหมายบอกให้ทราบบ้างว่าสมควรแล้วที่จะทำแบบนี้

พ่อครูว่า... พูดถึงอย่างนั้นถามไปอย่างนั้น อาตมาระลึกเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เริ่มต้น ก็ไม่ได้รู้ตัว แล้วก็ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นทีเดียว แต่มันต้องเป็น มันเกิดมาโดยที่อาตมาก็ไม่มีเจตนาที่เดียวในตอนแรก ตัวเองไม่ใช่จะเป็นคนรู้ได้เร็วครบไวเหมือนพระพุทธเจ้า ก็พอรู้แบบมลังเมลือง ว่าคนควรอยู่กับสิ่งที่ดี คำว่าตัวดีมาก่อนก็คือ อาตมาทำแล้วก็คืออะไรที่จะไปพบสิ่งที่ไม่ดีก่อนมันน้อย มันพบสิ่งที่ดีก่อนมันมาก

อาตมามีบารมีมากพอที่จะมีสิ่งที่ดีมาห้อมล้อมมาพรักพร้อมให้เราได้ โดยที่ไม่มีใครบังคับมันต้องเป็นไปเองต้องเป็นอย่างนั้นเป็นสิ่ง อจินไตย ที่ยากจะเข้าใจ เป็นวิสัย เป็นกรรมวิบากที่ต้องเป็นเช่นนี้ สั่งสมบารมีมีวิบากมาอย่างนี้แล้ว born to be  มันต้องเกิดต้องมี ไม่เป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ลักษณะที่จะว่าใช่ก็ไม่ใช่จะไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ซึ่งมันไม่ใช่ มันต้องใช่ใช่ๆ อย่างนี้ ไอ้ที่ไม่ใช่ก็เลยรู้ง่าย เพราะมันใช่ใช่ๆก็เลยเป็นก้อนเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เราเป็น สิ่งที่ไม่ใช่เข้ามาก็เห็นได้ง่าย มันก็เลยเป็นอย่างนั้น ซึ่งใช้ภาษาพูดไปในสภาวะธรรมมันก็ไม่ง่ายมันก็ยาก แต่มันไม่มีอะไรที่จะดีกว่านี้แล้ว

ขอสรุปลงไปอีก ว่ามนุษย์จะต้องได้จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีอะไรอย่างอื่นดีกว่าจรณะ 15 วิชชา 8

 

ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ

_คุณฟ้าเจือศีล : ดิฉันคิดออกแล้วค่ะ อานาปานสติ เป็นใน มากกว่าสติปัฏฐาน 4 เพราะอานาปานสติ มีทวารที่สัมผัสเพียงหนึ่งเดียว แล้วเป็นการสัมผัสที่เบาบางกว่าอีก 5 ทวาร ส่วนสติปัฏฐาน 4 สัมผัสนอกครบทุกทวาร เข้าใจแบบนี้ถูกมั้ยคะ

พ่อครูว่า... ก็ถูกแล้ว เพราะฉะนั้นพวกงมงายอยู่ที่ประตูเดียวเบาบาง เมื่อไหร่จะได้เนื้อเต็มๆคุณก็ได้แต่นิดหน่อยเท่านั้น แล้วนิดๆแถมเป็นแบบโลกียะแบบเดียรถีย์ทีแบบสมถะด้วย ไม่ได้แบบตื่นๆไม่ได้แบบรู้กว้างกับคนอื่นเขาเลย อยู่กับคุณเพียงคนเดียว คุณก็อยู่ในระบบ อุทกดาบส อาฬารดาบส นั่นแหละไม่เป็นอื่นเลยเป็นแบบ เดียรถีย์ มันก็จะนานงมงายไปอีกนาน พระพุทธเจ้าก็เลยอุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอ จะเป็นอย่างนั้น สะดุ้งไหมนี่พวกหลับตา ให้ลืมตามาเถอะฟังดีๆแล้วเริ่มต้นช้าๆ อย่าไปนึกว่าตัวเองสูงแล้ว มาเริ่มต้นใหม่ๆให้ถูกต้องตั้งแต่ศีลข้อ 1 2 3 ให้เข้าใจถูกต้องให้ดี

 

ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน (ปีใหม่ มกราคม 2551)

 

ขอ..ให้พิศพินาศหล้า       โลมสมัย

ความสุข..โลกีย์ไฟ                            ยุคนี้

ที่ยิ่งใหญ่..คือ ภัย                   โลกียสุข

และยั่งยืน..อยู่ชี้                     ทุกข์ให้ทนเห็น

 

จง..เป็นคนอย่าไร้          บุญใจ

มี..แต่ชีวิตไป                        ไป่รู้

แด่..ชาติกษัตริย์ไย                            บ่ตระหนัก ใดฤา

มวลมนุษย์ชาติ..ทู้                           ทู่ชี้สุขหลง

 

ความสุข..พงศ์หนึ่งนั้น     โลกียรส

ที่..ปุถุชนติดหมด                              ทั่วถ้วน

ยิ่งใหญ่..จะละลด                              ยากสุด สุดเฮย

และยั่งยืน..หลอกล้วน               จึ่งต้องศึกษา

 

คือ..หาทางจรณะสร้าง     ภูมิธรรม

โลกุตรสุข..สำ                       เร็จรู้

ปรมังสุขัง..นำ                       มนุษย์สู่ สันติแล

ยิ่งใหญ่ยั่งยืน..ผู้                    สุขได้ยืนยัน

“สไมย์ จำปาแพง”  มกราคม 2551

พ่อครูว่า... ความสุขมันเป็นโลกีย์เป็นไฟร้อนในยุคนี้ จะเอาแต่สุขๆๆๆโดยไม่เรียนรู้อริยสัจ อริยสัจคือผู้ฉลาดให้มาเรียนรู้ทุกข์ อย่าไปยุ่งกับสุข จัดการเหตุแห่งทุกข์ได้ เมื่อความทุกข์หมดความสุขก็หมดไปด้วย เพราะสุขกับทุกข์เป็นตัวเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่อาตมาเอามาไขในโลกนี้ ถ้าไม่มีทุกข์พระพุทธเจ้ามาไขก็จะไม่มีความจริงอันนี้

บุญไม่ทำงานอย่างอื่นนอกจากกำจัดกิเลสที่ใจเท่านั้น บุญคือการกำจัดกิเลสชัดเจนตัวปลายของฌาน คำว่าบุญจึงเป็นลักษณะของการสัมทัพว่าใช่แล้วกิเลสตายล่ะ กิเลสหมดล่ะ กิเลสไม่เกิดอีกแล้ว บุญมีที่เดียวหมดแล้วก็จบ บุญทำเสร็จแล้วเสร็จเลย เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ฌาน 1 2 3 4 ส่วนบุญนั้นจะเรียกว่าเป็นเพชฌฆาตมือที่ 5 ก็ได้ ฌานที่ 4 เอาให้ตาย แต่ฌานที่ 5 บุญคือซ้ำไม่ให้มีทางฟื้น ให้เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

(พ่อครูไอตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม... บทกวีนี้พ่อครูจั่วหัวข้อไว้ ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนจงมีแด่มวลมนุษยชาติ ก็ต้องอธิบายต่อว่า สุข ไม่ใช่แบบบำเรอกิเลส

 

พ่อครูว่า... มาดูคำอธิบายกวีของคุณ จริงจังตามพ่อ

 

สิ่งที่หาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้...

ใน ๑๐๐ คน จักมีคนกล้าสัก ๑ คน

ใน ๑,๐๐๐ คน จักมีนักปราชญ์สัก ๑ คน

ใน ๑๐๐,๐๐๐ คน จักมีคนพูดจริงสัก ๑ คน

ส่วนคนทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้น ไม่รู้จักมีหรือไม่ ?

 

สิ่งที่คนไทยควรภาคภูมิใจยิ่งนัก นั่นคือเรามี พระมหากษัตริย์ที่ทรงมีบุญญาบารมียากที่ใครจะ เท่าเทียมได้ ความสุขของของพระองค์คือการได้ทรงงานเพื่อพสกนิกร แม้จะทรงพระประชวร ในพระราชหฤทัยกลับห่วงเรื่องพายุเข้ามาทำ ความเสียหายให้กับราษฎรมากกว่าการผ่าตัดครั้ง

ล่าสุด..เวลาตามเสด็จฯ พระองค์จะรับสั่งและ สอนพวกเราอยู่เสมอว่า ทำงานต้องสนุก ถ้าไม่ สนุกต้องไม่ทำ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าทรงสนุกมากเลย มีปัญหาท้าทาย คิดว่าทำให้ทรงมีพระพลานามัย และกำลังใจ มีประโยคทองที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ เป็นแสงสว่างนำทางชีวิตของดร. สุเมธ นั่นก็คือ... “ขอขอบใจนะ ที่จะมาช่วยฉันทำงาน แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้นะ แต่จะมีความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น” (เจาะใจ ดร.สุเมธ มติชน ๕ ธันวา )

 

“จิตที่คิดจะให้ ย่อมสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา”(พุทธทาสภิกขุ)

“ผู้มีความสุขที่สุด คือผู้ที่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ให้อย่างจริงที่สุด” (สมณะโพธิรักษ์)

บทเรียนจากนักการเมืองไทยสอนให้เรารู้ว่าต่อให้ได้อำนาจล้นฟ้า ได้เงินตราล้นแผ่นดิน แต่สุขแบบกระจอกๆ ที่ยังไม่ทันได้กินน้ำเหล่านี้ ต่อให้เฉลียวฉลาดสักปานใด ก็ไม่สามารถยื้อสุขแบบกระจอกๆ ที่ไปเที่ยวล่าลาภ ล่ายศ ล่าโลกียสุขทั้งหลายเอาไว้ได้

 

พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ อรรถาธิบายเนื้อหา นัยปกฉบับนี้ว่า

 

 

“ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน จงมีแต่มวลมนุษยชาติ” นี่เป็นคำอวยพรปีใหม่ของหนังสือเราคิดอะไรฉบับปีใหม่ปีนี้ ปีพ.ศ. ๒๕๕๑

“ความสุขที่ยิ่งใหญ่” คือความสุขที่ไม่ใช่สุขโลกีย์ ไม่ใช่สุขที่บำเรอกิเลส อยากได้อะไรได้สมใจแล้วก็สุข เหตุสุขนั่นแหละเป็นตัวหลอกจึงเรียกว่าสุข ขัลลิกะ คือ สุขหลอกๆ

พระพุทธเจ้าเรียนรู้ตัวหลอกนี้แล้วก็ฆ่าเหตุ ที่มันไปหลงตัวหลอกนี้จนดับหมด ไม่มีสุขทุกข์ อทุกขมสุข หรืออุเบกขา

การหมดสุขหมดทุกข์...อุเบกขาหรือ อทุกขมสุข นี่แหละ คือ สุขโลกุตระ หรือ ปรมัง สุขัง สุขที่หมดสุขโลกีย์นี่แหละคือ ปรมัง สุขัง ซึ่งไม่ใช่สุขของปุถุชนสามัญทั่วไปในโลกทั้งโลกเขาเป็น เป็นสุขที่วิเศษที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบเป็นสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน สุขโลกีย์ไม่ยั่งยืน

เพราะว่าสุขโลกีย์นั้นไม่เที่ยง นอกจากไม่เที่ยงแล้วเป็นตัวของทุกข์ เพราะฉะนั้นสุขโลกีย์นั้นคือทุกข์

สุขโลกีย์กับทุกข์นี้เป็นของคู่กัน เพราะฉะนั้นตับเหตุแห่งทุกข์ สุขก็หมดตาม ทุกข์ก็หมดตาม อันนี้เป็นความลึกซึ้งที่คนชนิดที่เรียกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ

เมื่อตรัสรู้เรื่องนี้แล้วทรงเอามาประกาศเป็นสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน เพราะความสุขอันนี้ตับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้วมันสุขนิรันตร์เลย มันสุขส่วนเดียว สุขโดยไม่มีอะไรไปแปรเปลี่ยน สุขโดยไม่ขึ้นไม่ลงไม่ลดไม่เพิ่ม หรือสุขแล้วกลับไปทุกข์อีก

จึงเรียกว่าสุขที่ยั่งยืน ส่วนสุขของโลกียะนั้นไม่ยั่งยืนเปลี่ยนแปลงไม่เท่าเดิม นอกจากไม่เท่าเดิมแล้วยังกลับกลอกอีกต่างหาก(เบื่อ ๆ อยาก ๆ)

ถ้าไม่เป็น “โลกุตระ” อย่างพระพุทธเจ้า อาจจะกดข่มอาจจะกดข่มได้อดทนได้ แต่สุดท้ายไม่สูญสนิทจริง หมุนเวียนกลับคืนได้ กำเริบได้ นี่เป็นความสุขของโลกีย์ไม่ยั่งยืน แต่โลกุตระสุขนั้นยั่งยืน เป็นสุขสุดยอด

 

พ่อครูว่า...ก็บอกกันได้อย่างนี้ พูดกันได้บอกกันได้อย่างนี้ ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้มันต้องศึกษาฝึกฝนปฏิบัติจนเกิดจนเป็นในจิตใจตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และจะปฏิบัติได้ต้องปฏิบัติตามหลักเดียว จรณะ 15 วิชชา 8 ผู้ที่เป็นศาสนิกชนของพุทธต้องศึกษาให้ดีต้องมารู้ปฏิบัติอันนี้ ในวิชชาจรณะไม่มีอย่างอื่น ซึ่งเป็นพุทธคุณแท้ๆหนึ่งเดียว

พุทธคุณของพระพุทธเจ้ามี 9 อย่าง ซึ่งทั้ง 8 อย่างนั้นเป็นเครื่องตกแต่งทั้งนั้นไม่ใช่เนื้อ เนื้อแท้คือจรณะ 15 วิชชา 8 ที่คนต้องมาศึกษาเอาตั้งแต่ได้เล็กน้อยจนกระทั่งเต็ม ส่วนคุณจะได้ชื่อว่าเป็น ภะคะวะโต

จรณะ 15 วิชา 8 นั้นไว้ศึกษาตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าเลย ศึกษาได้เป็นโสดาบัน เหลื่อมไปเป็น สกิทาคามี อนาคามี มันจะมีเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ จนจบอรหันต์ถือเป็นกรอบสุดท้ายขั้นต้นของความตรัสรู้ของมนุษย์ มนุษย์บรรลุอรหันต์แล้วจะมีอุเบกขาเป็นเครื่องอาศัย สบาย

อุเบกขาที่มีคุณสมบัติ 5 แม้คุณจะมีเบื้องต้นเป็นความสะอาดบริสุทธิ์แล้วก็กระทบกับอะไรอีกคุณก็รู้จักรับ อรหันต์จะรู้จักแบ่งรับมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แบ่งรับเอาที่พอเหมาะ ไม่ตะกละตะกราม ไม่เอาเกินตัว ไม่อ้าขาผวาปีก ไม่ฟุ้งซ่านเกินไป

อาตมาพูดอย่างนี้ 1. ผู้ที่ฟุ้งซ่านเกินไป ไม่ตีกรอบให้เหมาะสมกับตัวเองหรือให้น้อยไว้ มีแต่อยากอวดอยากโอ่ อยากให้ได้มีมากๆนั้นอันนี้มันเกินตัว ไม่มีสำเร็จได้ง่ายๆ

ส่วนผู้ที่มีน้อยมักน้อยเอาแต่น้อยๆก็ให้มันก้าวหน้าหน่อย ถ้าหากไม่คืบหน้าก็ช้าเหมือนกัน แต่คนนี้ไม่มีวิบากมาก เพราะว่าตัวเองไม่ไปหาเรื่อง

แต่พวกฟุ้งซ่าน พวกรู้อะไรมาก จะมีวิบากเยอะ และไม่ต้องบ่น ตัวเองทำเองแหละสมน้ำหน้า ทำไมเรามีแต่คนว่า คนว่าเพราะคุณเที่ยวไปแส่อะไรเรื่อย ต้องปฏิบัติที่ตนเป็นตัวหลักเอาของตนอย่างนี้เป็นต้น นี่ก็บอกไปในหมู่เราก็มีคนอย่างนี้ แต่ไม่มากเท่าไหร่ พวกเราส่วนใหญ่รู้ความพอเหมาะ แต่มีพวกเราบางคนที่ไปเที่ยวแต่หาเรื่องเขาอยู่นั่นไม่รู้จักจบ ให้รู้จักบ้าง เจียนเข้าหาสภาวะตัวเองให้มากขึ้นให้พอเหมาะสม

คำว่า จรณะ นี่มีคำๆหนึ่งคือสมบัติ

สมบัติ คู่กับคำว่า วิบัติ

วิบัติคือ จัดการทำลายให้หายไป สมบัติคือ สภาพที่สะสม

ที่จริงศาสนาไม่ให้สะสมสมบัติ ลึกซึ้งเข้าไปสู่สมบัติ คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือนิพพาน เราได้ ไม่สะสม ไม่ยึดถือนิพพานว่าเป็นเราเป็นของเรา แต่ได้นิพพานแล้วก็อาศัย เสร็จแล้วจะต้องตายจาก หรือคนอื่นก็มีได้ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว นิพพาน ใครทำก็ได้ของเขา สัจจะมีหนึ่งเดียว ผู้ทำนิพพานได้ก็ไม่เถียงไม่แย้งกัน ถ้าจะแย้งกันก็แย้งในสมมุติ ผู้ที่ได้ปรมัตถ์เป็นนิพพานเป็นอรหันต์แล้วจบ เป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตมันเป็นนิพพาน จิตเจตสิกรูป ที่เป็นลักษณะนิพพานแล้ว พระอรหันต์จะมีเองเป็นจริงเองของตัวเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพและเป็นปัจเจก แล้วเป็น สยังอภิญญา จนถึง อภิภู ก็ยิ่งใหญ่ของตนสูงขึ้นจนเป็น สยัมภู สุดท้าย พระโสดาบันก็จะแบ่งละเอียดไปอีกก็ได้ สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ โพธิสัตว์ ทุกระดับ  พยัญชนะใช้แทนกันได้ไปเรื่อยๆ

 

จรณะเป็นสมบัติ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะสะสม วิชชาเป็นสมบัติ ท่านเรียกว่า วิชชาสมบัติ จรณะสมบัติ

 

ใน อัมพัฏฐสูตร ตอนท้าย... ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทั้งวิชชาและจรณะบ้าง อันวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างอื่น ซึ่งดียิ่งกว่าหรือประณีตกว่านี้ไม่มี.

พ่อครูว่า...ที่พระพุทธเจ้าซักถามไล่เลียงกับ อัมพัฏฐมานพ ที่ว่ามีวิชชาจรณะ แต่ไล่เลียงไปแล้วมีแต่ภาษาไม่มีสภาวะ เหมือนกับทางพระเถรสมาคมทุกวันนี้ เป็นพระมหาศาลขออภัยไม่ได้ว่าหรอกแต่ว่าให้ไปตรวจสอบตัวเองดู

วิชชาสมบัติ จรณสมบัติ มีอยู่ พระพุทธเจ้าค้นพบตรัสรู้แล้วเอามาประกาศมีอยู่ แต่มันเสื่อมได้ มันจะเริ่มเสื่อมเมื่อใด พระพุทธเจ้าก็พยากรณ์ไว้ตั้งแต่ก่อนจะปรินิพพานในพระสูตรนี้ โดยบอกว่า อัมพัฏฐะ ความเสื่อม มีทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4

ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่

4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน?

1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง.

พ่อครูว่า...เพราะฉะนั้นคนออกป่าไปปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าในศาสนานั้น เสื่อม!ประการที่ 1 นะ(โว้ย!) รู้ไว้นะด้วยศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาออกป่า มีความดำริที่จะออกป่านั้นผิดแล้ว เสื่อมแล้ว อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เริ่มต้นเสื่อมเลยประการที่ 1 ออกป่า เอาจรณะหรือวิชชาจากใครก็แล้วแต่ในป่า มันต้องอยู่ในป่า เห็นไหมว่ามันมิจฉาทิฏฐิ

สู่แดนธรรม...สรุปจบ

 

 

 

 


วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640614_พุทธศาสนาตามภูมิ - เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3 
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก


ดูวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่























พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 ขึ้น 5 ค่ำเดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันไหว้บ๊ะจ่าง

หนังสือเล่มนี้โฆษณาอีก มี 605 หน้า อาตมาอ่านไป 538 หน้าแล้ว ดีอ่านแล้วก็อยากจะให้ได้อ่านกัน ยิ่งนักบริหารนักปกครอง หรือนักศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะพุทธแม้ศาสนาอื่นก็น่าอ่าน เพราะมันขยายความไปให้ทราบกันทั้งหมดเลยทั้งศาสนาอื่น เทวนิยมอเทวนิยม ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงไปยึดยืนอยู่ตรงนั้น ตรงเทวนิยมทำไมไม่ออกมาเป็นอเทวนิยม ขยายความคิดว่าชัดพอสมควร

เพราะฉะนั้นเทวนิยมจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน หรือแม้แต่นิพพานเขาก็ไม่มี เขาก็ได้แต่จิตวิญญาณที่จะต้องคงอยู่นิรันดร ไปอ่านดูแล้วก็จะรู้ว่าเพราะเหตุอะไร

อาตมาเปิดเผยในใจก็ได้ ลึกๆยังนึก แต่ไม่ได้มุ่งหมายผลักดันอะไร ว่าน่าจะมีคนที่ภาษาอังกฤษดีๆไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนก็ได้ ภาษาจีนก็ไปไกลแล้ว จีนก็ได้อังกฤษก็ได้ แปลออกไป เกาหลีก็ได้ แปลออกไปดีๆ เกาหลีนี้เขาเข้าใจเราดี เขาให้รางวัลเรามาแล้ว เกาหลีก็น่าจะเอาไปอ่านไปแปลกันออกมาก่อนใครเลยก็จะดีนะ ก็แล้วแต่ เราบอกแล้วว่าเราไม่ได้มีการผลักกันทางจิตอะไร ไม่ได้มีอยาก เป็นแต่เพียงว่ามีแนวโน้มของเจตนา เท่านั้นไม่มีอยาก ก็แล้วแต่มันจะเป็น อาตมาไม่มีปัญหาอะไรหรอก มีหน้าที่ที่อาตมาจะทำงาน สาธยายสิ่งที่ควรจะสาธยายออกไป เท่านั้นเอง สาธยายออกไปแล้วก็แล้วไป ส่วนใครจะรับซับซาบ ใครจะยินดีถึงขั้นเอาไปปฏิบัติตามอะไรพวกนี้ก็อยู่ที่แต่ละบุคคล

 

สิริมหามายาของอาสวะแและอนุสัยในความเป็น static กับ dynamic

คนนี้ก็เขียนมาว่าเข้าใจ

_ดิฉันรู้จัก “บุญ” แล้ว ทั้งๆที่ “บุญ” ไม่มีตัวตน แต่ก่อนเคยมีอารมณ์โกรธแรง เวลาผ่านไป เหตุการณ์ซ้ำที่น่าจะโกรธเหมือนเดิมเกิดอีก แต่อารมณ์โกรธหายไปเฉยๆ กระทบเราก็รับรู้ แต่อาการโกรธหายไปเฉยๆ ตัวเองก็งงมันหายไปไหน ตอนไหน ทำไมเราไม่รู้ตัว จับจิตตัวเองไม่ทัน ก็คิดว่าจิตเราไม่แยบคาย ต้องศึกษาปฏิบัติเพิ่มอีก

ผลการอ่าน เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ทำให้เข้าใจ “บุญ” ว่า อารมณ์โกรธนั้นหายไป เพราะเกิด “บุญ” แล้ว บุญไม่มีตัวตน ในหน้า 286 จะพบว่า “บุญนั้นต้องไม่วนไปมาหรือต้องไม่มี 2” ชัดเลยว่าบุญไม่ใช่เทวะ

พ่อครูว่า…แต่เทวนิยมเอาชื่อบุญไปใช้เรียกนักบุญ ขี้ตู่ เขาไปเรียกหน้าตาเฉยว่านักบุญ เห็นไหมเป็นความเข้าใจไม่ได้ของเขา ด้วยความเข้าใจของคนทั่วไปก็เข้าใจแบบเขาเยอะ เข้าใจบุญว่าเป็นกุศล นักบุญคือผู้รู้ นักผู้เสียสละ

สภาพ “วน” คือ เมื่อเราจับอารมณ์(นาม)ได้ และสามารถตามหารูปที่เกิดจากนามตัวนี้ได้ เรียกว่าแยกรูปแยกนามได้ ตัวที่ถูกรู้คือรูป ตัวที่รู้เองคือนาม เมื่อตามรู้ลึกเข้าไปอีกก็ทำให้นามก็แปรสภาพเป็นรูป และหานามที่ลึกซ้อนได้อีก นี่คือสภาพ “วน” ใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า…นามเป็นผู้รู้ ตกลงรูปมันไม่รู้เรื่องหรอกแต่นามต่างหากรู้ รูปมันอยู่กับนาม นี่คือสิริมหามายา ที่อาตมาตั้งแต่อาตมาแยกรูปแยกนามไว้ในหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญ นักหนังสือเล่มแรกที่อาตมาเขียน จนทุกวันนี้ก็ยังเขียนเรื่องรูปนามอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เรื่องอาหาร 4 วิญญาณคือนามรูป ถ้ารู้จักนามรูปคือรู้จักวิญญาณได้บริบูรณ์ถ้วนรอบหมด หมดวนสลับซับซ้อนหมด หมดสงสัยหมดลังเลรู้ชัด จับได้ จะเร็วอย่างไรยิ่งกว่านักมายากลขนาดใดก็สามารถที่จะรู้เท่าทันได้ ก็จะจบเลย

ถ้าตามต่อไปจนถึงที่สุดจบ คือหาไม่เจออะไรเลยทั้งรูปและนาม นั่นแหละ “บุญ” เกิดแล้วสิ้นสุดการ “วน”

พ่อครูว่า…ใช้ภาษาสื่อสภาวะที่ชาวอโศกเรียนรู้ที่จบแห่งความจบ อย่างจบสิ้นสนิทเลย ก็ใช้ได้ถูก แต่ต้องรู้สำคัญที่สุดว่า ที่เราศึกษานี้ ที่ว่าวนนี้มันไม่มีแล้วคืออะไร คือกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมด มันไม่มีแล้วก็ไปจบที่ความไม่มีกับความมี วนกับไม่วน

วนกับไม่วนเป็น dynamic ส่วนมีกับไม่มีเป็น static

Static จะสั้นกว่า Dynamic

คุยกับเทวดาเมื่อคืนนี้ static กับ dynamic สุดจบก็มีอยู่เท่านี้ ไอน์สไตน์เขาอยู่ที่จินตนาการ อยู่ใต้หมวก แต่ที่จริงเป็นสัญญาเดิมของเขา แต่ไอสไตน์เขาไม่รู้ โพธิสัตว์ไอสไตน์มีสภาพมีความรู้ แต่ไม่รู้รายละเอียดในความมีที่เป็นนามธรรม ที่เป็นวัฏจักร ที่เป็นกรรมวิบาก ไอสไตน์ยังไม่แจ้งยังไม่ทะลุตรงนี้ เพราะฉะนั้นความมี ความไม่มีนี้ ที่ใช้พยัญชนะแทนสภาวะมีหรือไม่มีกัน เริ่มต้นพยัญชนะ

 รากเหง้าของภาษาบาลี

 วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง

 วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ

 วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

 วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น

 วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม

 เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ

เขาก็ใช้ตัว ส เป็นพลังงาน ตัวที่ 5 เป็นพลังงานกึ่งหนึ่งของ 10 เป็นตัวครึ่งของ 10 หรือเป็นตัวกึ่งหนึ่งของ 9 ถ้าแบ่งเป็น 4 ในความมี มี 4 กับ 4 ตัว 5 ก็คือตัวกลาง ถ้าตัดไปเป็น10 เลย 5 ก็คือตัวครึ่งหนึ่งของ 10 ถ้า 9 วนมาอีก ก็วนที่ 9 นี่คือความมี ถ้าเลยไป 10 แล้วไม่ต่ออีกเลยไม่วนอีกแล้ว วนคือ 0 ก็ไม่วนอีกแล้วคือจบ

เพราะฉะนั้นในโลกนี้มี 1 กับ 0 ในโลกนี้มี 0 กับอินฟินิตี้

เมื่อเช้าท่านหนักแน่นก็เอา โพธิรักษ์เพ้อ ที่เขียนว่า 0 คือ ล้าน เอามาแหย่ใส่มืออาตมา ตั้งแต่ออกหนังสือตอนนั้น จะทำนิตยสาร ก็ขอแบ่งหัวมาจาก หนังสือพิมพ์ดาราภาพเขา เอามาทำเป็นหัวอโศก ทำเป็นนิตยสารออกไปได้ 3 เล่มก็เมื่อย ไม่ไหว ยังไม่มีใครมาช่วยกันเขียน ไม่ต้องใช้นามปากกา แต่ใช้นามปากกาว่า ชาวอโศก หมด ในหนังสือเล่มนั้นมีนามปากกาเดียวคือชาวอโศก ทุกคนเป็นชาวอโศกหมด ใครจะเขียนก็ช่าง โดยอโศกทั้งนั้น ที่แท้อาตมาเขียนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีคนช่วยเขียน พยายามจะให้มีคน แต่คนไม่กล้าเขียน อาตมาก็เลยเหมาเขียนอยู่คนเดียวทุกคอลัมน์ ทั้งออกแบบตัวหนังสือ อาตมาเป็นคนดีไซน์ทั้งนั้น Font แต่ไม่ได้ออกแบบ ก-ฮ หรอก จะใช้หัวเรื่องอะไร ก็ใช้อักษรเฉพาะนั้น อยู่ในหนังสือสัจจะชีวิตเล่ม 4 มีหมด หน้าที่ 17 เอาไปอ่านดู มีคุณเบญจวรรณ เป็นคนรวบรวม หนังสือสัจจะชีวิต 5 เล่ม เขาเก็บมารวมไว้หมด ยอดเยี่ยมเลยทำได้

ที่อาตมาจะพูดคือ มีตัว ส.เสือ ตัว ก ตัว ย จึงเกิด สก สว สย

ก เป็นตัวต้นรากของหนังสือเลย ก ข ค ฆ ง

ส่วน ว กับ ย เป็นตัวเศษวรรค

ว คือตัวที่ 4

ย คือตัวที่ 1 ของเศษวรรค เพราะฉะนั้นมันจะต้องวิ่งเร็วกว่า สั้นกว่า น้อยกว่า

สย จะเป็นตัวน้อยที่สุดและเร็วที่สุดสั้นที่สุด ลัดคัดสั้นที่สุด สุดลัดสุดสั้นตัดออกมา

สว เป็นตัวกลาง เพราะฉะนั้น อาสวะ ซึ่งเป็นตัวกลางของสิ่งที่จะสูงสุด

ถ้า สย สุดกว่า สว ยิ่งเป็น อาสวะ ก็ยิ่งยาวกว่าแน่

ยิ่งมาเป็น อาสวะ กับ อนุสยะ ตัว อนุสยะ สั้นกว่า แต่อนุสยะ มี 4 พยัญชนะ แต่ นุ เป็น อุ ไม่ใช่ นะ

อะ อิ อุ ถ้ายืดเป็น อะ อา อิ อี อุ ก็จะยาว ในตัวของอนุสยะ หรือตัวอนุสัย คือ ยังมีตัวที่มีทั้งรูปและนาม รวมแล้วนับเต็มๆก็มีตั้ง 4-5 ตัว ยืดหยุ่น อนุสยะ ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในลักษณะรูป 4 ตัวสุดท้ายเป็นอนิจจตา เป็นลักษณะปลายเปิด นี่เป็นลักษณะอิสระเสรีภาพของพระพุทธเจ้าไม่ไปบังคับใครคนจะต่อหรือคนจะตัด จะตัดหรือจะต่อก็อยู่ที่คุณ ไม่ไปบังคับอะไรใครเลย คุณตัดคุณก็ตัดสันติ ไม่ต่อก็จบ ชรตา ถ้าคุณไม่มีโมเมนตัมอะไรเลย คุณเด็ดขาดตัดคุณก็ไม่มีอะไรต่อ ชรตา แต่ถ้าคุณตัดยังไม่ขาดมันก็มีโมเมนตัม แต่มันก็ต้องสูญได้ แต่ถ้าคุณไปพลิกอนิจจตาอีกมันก็กลับขึ้นมาใหม่ได้ สุดท้ายจบที่ความไม่เที่ยง

เพราะฉะนั้นอยู่ที่ตัวเอง ถ้าตัวเองจบจริงๆ ตัวเองเด็ดขาดมันก็อยู่ที่เรา เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ที่เรา อัตตา ไม่มีใครมามีอำนาจเท่าเรา สุด

สกะ ใหญ่สุด สวะ รอง สยะ สุดท้าย พอมาถึง อาสวะกับอนุสยะ

อาสวะ ยืดยาดกว่า อนุสยะ

อนุสยะ จบ แล้วจบอย่างปลายเปิด นี่คือ เรื่องของพยัญชนะต่างๆ ยังมีอะไรค่อยๆแถมไปอีกทีละเล็กละน้อย

อาสวะต้องจบด้วยตัวเองเป็นปลายปิด ส่วน อนุสยะ เป็นพระโพธิสัตว์ จะปิดหรือเปิดก็เป็นอมตะบุคคล แต่อาสวะคุณต้องตัดจบเองนะ ถ้ามันเหลือเศษก็เป็นโมเมนตัมอย่างที่อธิบายไปแล้ว มีแรงเฉื่อยที่กว่าจะสูญเอง เป็นเหมือนอนาคามี

ถ้าใครไปอยู่ที่ภพอนาคามีภูมิ คุณไม่เกิดอีกก็ได้ แต่มันยังไม่หมดทีเดียวนะ อีกตั้ง 5 อย่างในอนาคต อยู่ที่บารมีของแต่ละคน คนเร็วที่สุดก็เป็น อกนิษฐา ไม่เร็วสุดก็ไล่เป็น

สุทธัสสา สุทธัสสี หรือไล่เป็น อันตราปรินิพพายี

สภาวะเหล่านี้หรือผู้ที่มีสภาวะใกล้เคียงกันหรือเริ่มมีบ้างแล้วจะพูดกันค่อยๆเข้าใจ แต่ถ้าคนใดไม่มีสภาวะเลยนะ ไม่รู้เรื่องหรอกเวิ้งว้าง พูดไปแล้วอาตมาอธิบายแล้วไม่เดียงสา innosent ยังไม่เสร็จยังอินโนอยู่ที่จริงเขาไม่ได้สะกดเช่นนั้นแหละเขายังไม่มีสภาพที่จะดึงเส้นก็เวิ้งว้าง มันไม่ค่อยรู้เรื่อง มันไม่รู้อะไรเป็นอะไร ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของความจริง เมื่อคุณยังไม่รู้มันก็ไม่รู้ ต้องพยายามรู้ ผู้ที่รู้แล้วก็จะรู้

เพราะฉะนั้นเทวนิยมกับอเทวนิยม อเทวนิยมสามารถรู้ทั้ง 2 อย่าง แต่เทวนิยมนั้นไปบังคับไปปิดตัวเอง ก็เลยกลายเป็นรู้อันเดียว ไม่รู้ 2 อย่าง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของผู้ที่ยังไม่สามารถที่จะเปิดจิตหรือว่าให้จิตยังรับไม่ได้ คือมันยังไม่เดียงสา ยังมีความ innocent เขายังไม่มีสภาพที่จะมีเซ้นส์ ที่จริง sense กับ innocent เขียนไม่เหมือนกัน คือ พยัญชนะ 2 อันแต่เอาคำพ้องเสียง sense ลงท้ายด้วย e หรือ t ก็สามารถแปลตามลักษณะของคำไวยากรณ์เขา

สรุปแล้วภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร ภาษาอังกฤษก็ตาม ภาษาบาลีก็ตาม ภาษาไทยก็ตาม ภาษาไทยจะไปผัน เหมือนกับบาลีแจกวิภัติ เหมือนกับอังกฤษเขา อังกฤษยังคล้ายกับบาลีมาก แต่ไทยเอามาใช้ดื้อๆ ดึงภาษาบาลีดิบๆมาใช้ หนักเข้าก็เอาบาลีมาเป็นไทย

 

 ระบอบแบบประธานาธิบดีเป็นเผด็จการยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์

สู่แดนธรรม...พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญความตั้งอยู่ ในคุหัฏฐกสูตรก็บอกว่า นรชนเป็นผู้ตั้งอยู่มันจะจมในที่หลง ที่นี้เราจะมาศึกษาการตั้งอยู่และออกจากการตั้งอยู่นี้อย่างไร จึงจะเรียกว่า การภาวนาการเจริญ

พ่อครูว่า…ในคุหัฏฐกสูตร บอกไว้ว่า ๑. นรชนเมื่อตั้งอยู่ (ติฏฐัง)ได้แก่ นรชนเป็นผู้กำหนัด (รัตโต) ย่อมตั้งอยู่ด้วยพลังอำนาจความกำหนัด (ราควเสนะ ติฏฺฐติ) 

คุณมีอาการนี้อันนี้ คือมีอาการจริงคุณต้องอ่านอาการของคุณว่ามี มันมีอาการนั้นแต่คุณปฏิเสธ คุณก็ไม่รับหรือคุณไม่รู้ จับไม่ออก จับไม่ติดอ่านไม่ออก ทั้งๆที่มันมีก็อ่านไม่ออกก็แล้วไป คนนี้ก็ต้องปล่อยให้เขาโง่ต่อไปก่อน เพราะว่าเขามีเขาก็ยังอ่านของเขาไม่ออก บังคับไม่ได้ ช่วยกันก็ไม่ได้ด้วย ใครจะช่วยใครให้ไปรู้ของคนนั้นคนนี้อาการพวกนี้ มันไม่ได้  มันต้องรู้ของตัวเองให้ได้ เกิดอาการแล้ว

คำว่า อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 60 จึงเป็นตัวไขให้รู้จักอาการจิตเจตสิกทั้งหมด อุเทส เป็นคำอธิบาย อาตมาพูดอธิบายอยู่นี้เป็นคำ  อุเทส ทั้งนั้น ยาว อธิบายไปเรื่อยๆ ส่วนนิเทศนั้น ตัดหมวดหมู่มาอธิบายเป็นเรื่อง เป็นสั้นเป็นยาว เป็นขนาดนั้นขนาดนี้ ส่วนอุเทศนั้น พูดต่อไปเรื่อยๆ อาตมาก็อธิบายให้ฟัง เสมอต่ออยู่เป็นอุเทส

ที่อธิบายนั่นอธิบาย อาการ ลิงค นิมิต  3 อาการ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ถ้ามันมีแต่อาการ 1 ก็ไม่มีอะไรเปรียบเทียบรู้ว่าอะไรต่างกันอย่างไร นัตถิอุปมา มันก็นึกว่ามีหนึ่งอยู่เท่านี้ แต่ถ้ามี 2 คนเรานี้เกิดมาคุณต้องมี 2 อันนี้ก็ขอยาวยืดยาดไปหน่อย ตีหัวพวกนักการเมือง พวกคนทั้งหลาย นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย เกิดเป็นคนแล้วเป็นจิตนิยามมีธาตุรู้แล้ว คุณจะรู้ต้องรู้ 2 คุณจะมี 1 แล้วเอา 1 เป็นสัจจะไม่ได้ เพราะในธาตุรู้ของโลกก็ต้องมี 2 ถ้ามันมีแต่ 1 มันรู้ตัวเดียวก็ไม่มีอื่นเลย คุณไม่รู้อะไรเลย คุณรู้แต่ตัวคุณคนเดียวมันก็มีแต่ 1 อยู่แต่ตัวเอง ใครก็ไม่มีใครรู้ด้วย ตัวก็ไม่รู้กับใครไม่สัมพันธ์กับใครไม่มี 2 เลย มันก็ผิดแล้ว ธาตุรู้มันต้องมี 2 ธาตุรู้มี 1 ไม่ได้

เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของมนุษยชาติ ธรรมชาติของสังคม ธรรมชาติของมวลประเทศ ธรรมชาติของทั้งโลกเป็นมนุษย์ มวลมนุษย์คือมนุษย์ ต้องมี 2 มี 1 ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเมืองประชาธิปไตยขาเดียวมี 1 นั้น เป็นประชาธิปไตยพิการ ไม่ใช่ประชาธิปไตยของคน เป็นประชาธิปไตยของคนหลงอำนาจ ประชาธิปไตยขาเดียวมีประธานาธิบดีคือประชาธิปไตยที่เผด็จการสูงสุดกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์เขาเผด็จการหมู่ ต้องมี 2 ขึ้นไปเป็น 3 4 5 6 7 เป็นหมู่คณะ แต่เป็นประชาธิปไตยขาเดียวนี้เอ็งคนเดียว ประชาธิปไตยเผด็จการสูงสุดเด็ดขาด

ประชาธิปไตยต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงจะเป็นประชาธิปไตยในโลก ให้มีใหญ่คนเดียว ยิ่งใหญ่คนเดียว ไม่มี 2 ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะมีประชาชนด้วย พระเจ้าแผ่นดินไม่มีประชาชนไม่มี แม้เขาจะพยายามขยายความว่าประธานาธิบดีก็มีประชาชน เขาจะว่าอย่างนั้นก็ตาม แต่จริงๆแล้ว ลักษณะประธานาธิบดีหรือประชาธิปไตยขาเดียว จริงๆที่สุดแล้ว ประธานาธิบดีคือเจ้าอำนาจจริงๆ อำนาจด้วยวัตถุอำนาจด้วยโครงสร้าง อำนาจด้วยวิธีการ อำนาจด้วยกฎระเบียบ กฎหมาย บังคับไปหมด แล้วคุณจะต้องอยู่อย่างนั้น

เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นใหญ่แบบประธานาธิบดี จะต้องสร้างอำนาจบาตรใหญ่มากทางอำนาจวัตถุ ทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ ทั้งโครงสร้าง ทั้งกฎหมาย อะไรหมดเลย จึงจะอยู่รอด แต่ถ้าอำนาจที่ไม่ได้ยึดถืออำนาจแบบพระเจ้าแผ่นดิน สร้างแต่คุณงามความดีของตัวเอง ตัวเองมีคุณงามความดีด้วยพระองค์เอง พระเจ้าแผ่นดินมีคุณความดีของพระองค์เอง มนุษย์มีอิสรเสรีภาพ จะเห็นคนที่มีดวงตาดีมีความเจริญมีความเฉลียวฉลาด จะนับถือบูชาเชิดชูพระเจ้าแผ่นดินสุดยอดให้เองหมดเลย พระเจ้าแผ่นดินไม่ต้องการเรียกร้องเอาความยกย่องชมเชยบูชา ไม่ต้องเรียกร้อง ประชาชนจะให้เองเทิดทูนให้เองหมดเลย เพราะความจริง นี่คือสัจจะ

เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะต้องเป็นผู้ที่รู้โครงสร้างของมนุษยชาติ แล้วจะต้องรู้การสร้างพฤติกรรมของตนเอง ของพระองค์เอง สร้างมา ทุกพระองค์จะต้องอยู่มีกฎมณเฑียรบาล ที่จะต้อง ทุกพระประยูรญาติทั้งหมด เกิดมาก็ต้องอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ต้องฝึกพระองค์เอง ทุกพระองค์เตรียมเพื่อที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประชาชน

เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติของพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ สืบทอดกันมา ตั้งแต่ปู่ย่าหลานเหลนโหลนจึงต้องเตรียมตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินหมดทุกพระองค์ อย่าประมาท เพราะฉะนั้นความไม่ประมาทซึ่งเป็นทศพิธราชธรรม ทุกพระองค์ต้องฝึก เกิดมาเป็นลูกหลานเหฃนโหลนพระเจ้าแผ่นดินแล้ว กี่ทอดก็แล้วแต่เท่าที่มนุษยชาติจะมี Generation ที่จะยืนยาวไป อาจจะ 5 ช่วง ทวด ทวดของทวด 8 ,9 ยากมากตัดเขตที่ 7 นี่แหละ ท่านถึงจะตัดโคตรก็ตัดที่ 7 ชั่วโคตรจะประหารชีวิตก็ประหาร 7 ชั่วโคตรนี้สุดยอดแล้วไม่ให้เหลือโคตรเลย เขาว่าอย่างนั้นนะ เป็นความเข้าใจง่ายๆ แต่ที่จริง DNA ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ยิ่งนามธรรม 7 ชั่วโคตรก็พยาบาทกันเป็นหนังจีนเลย ต้องล้างแค้นแทนปู่แทนทวด จองเวรจองกรรมไม่มีที่สิ้นสุด ถ้ามันไม่จองเวรต่อหนังมันก็สร้างต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นหนังจีนจึงต้องจองเวรกัน ไม่อย่างนั้นหากินไม่ได้มันก็จบสิหนัง จบเรื่องทุกคนไม่จองเวรมันจะไปสร้างหนังต่ออย่างไร

 

 รู้อย่างไรจึงเรียกว่ารู้โลกุตระ

มาต่อเปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 หน้า 51

(๑๒) รู้แบบนี้คือโลกียะ

นั่นคือ ยังเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่ไม่มี“นิพพาน”

ไม่มี“สุญญตา” ไม่มี“อนัตตา”

ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“วิญญาณ” หรือความเป็น“เทฺว”อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ยังเชื่อว่า“วิญญาณ”หรือ“อัตตา-อาตมัน”มีอยู่นิรันดร

พ่อครูว่า...คำว่า บริบูรณ์กับสัมบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์ยังไม่สิ้นสุดเท่ากับคำว่าสัมบูรณ์ บริบูรณ์ก็เป็นแต่เพียงความครบระดับ แต่ถ้าสัมบูรณ์ครบเป็น 0 เลย บริบูรณ์นี้ครบเป็น 9 คือ ปริ กับ ปูรณะ ส่วน สัมบูรณ์นั้น สัมม กับ ปูรณะ สมบูรณ์สุดจบ ไม่ใช่ปริรอบ แต่มีทั้งนอกทั้งในทั้งเนื้อทั้งเปลือกเลย สัมบูรณ์ 

(๑๓) แต่รู้แบบนี้คือโลกุตระ

จึงไม่สามารถจัดการความเป็น“วิญญาณ”หรือ“เทฺว”

จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต”

พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน                  

เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น 

และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตนถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

พ่อครูว่า…คุณต้องมีลิงคะเปรียบเทียบเพศว่า สุขมันเป็นอย่างนี้ ทุกข์มันเป็นอย่างนี้ คุณต้องรู้ความต่างด้วยตัวคุณเองว่าสุขมันเป็นยังไง ทุกข์มันเป็นยังไง หยาบ สุขมากทุกข์มากจนกระทั่งทุกข์น้อยลง กลางๆ จนกระทั่งละเอียดต่างกันนิดนึง จนกระทั่งแทบจะแยกไม่ออกเลยว่ามันสุขหรือมันทุกข์

พยัญชนะที่ว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์  จนมันแยกไม่ออกเลย เหมือนกับมันไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้ว คำพยัญชนะว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็บอกอาการของมันว่าไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันก็เป็นไวพจน์กับคำว่าอุเบกขา

อุเบกขา พยัญชนะคำนึงเลย อาตมาเคยแยกให้ฟัง คือคำว่า อุปะ + เอก+ ข

ข แปลว่าว่าง เอกแปลว่า 1 อุปะแปลว่าใกล้ คือ เข้าใกล้ความเป็น 1 มันว่างแล้วนะ  ถ้ามีตัวหนึ่งก็มีความใกล้ความว่างมากแล้ว ถ้ายิ่งว่างเป็น 0 เลย เลย 1 ไปเป็น 0 เลย คือ ข ว่าง

ที่ใช้คำว่า ข คำว่า ว่าง เพราะว่าคุณยัง เป็นคนมีจิตนิยาม คุณต้องรู้ความไม่มีสิ ไม่มีคือว่างไม่มีคือ 0 คุณต้องมีความรู้อยู่ เพราะคุณยังไม่ตายคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณยังไม่ใช่ดินน้ำไฟลม ดินน้ำไฟลมมันไม่รู้เรื่องหรอก แม้พีชะ มันก็แยกไม่ออก แม้แต่พืชก็ไม่สามารถมีความรู้อย่างที่จิตนิยามของเวไนยสัตว์ จิตนิยามของอาริยะของผู้รู้นี้ยิ่งยอดเยี่ยม อย่างอาตมานี่คือผู้รู้ อย่าหมั่นไส้นะ และรู้อย่างที่อธิบายมานี้ยังไม่มีใครมาอธิบาย โดยเฉพาะในยุคนี้ เพราะว่าในยุคมีพระโพธิสัตว์มีพระพุทธเจ้าใหญ่กว่าธรรมะ แต่ในยุคนี้อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ เป็นผู้เจาะกระเปาะออกมาได้ก่อน ก็ถามหาใครเป็นพี่มาแสดงตัวหน่อย ถ้ารู้เหมือนกันแล้วจะไม่แย่งกันหรอกมันจะไปด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว สัจจะเป็นหนึ่งเดียวทั้งนั้นมันไม่มี 2 หรอก จะเป็นอริยสัจ จะเป็นนิพพานทั้งหมด ที่แยกกันอยู่มันยังไม่นิพพาน ยังไม่ใช่อริยสัจยังไม่จบ ถ้าจบแล้วไม่แย้งกันหรอกไปอ่านใน จูฬวิยูหสูตร

มันต้องอ่านพลความในพระสูตรอีกมาก ไม่ใช่สั้นๆ ไปอ่านดูดีๆ ทำความเข้าใจให้แตกฉาน ซึ่งไม่มีสภาวะมันก็ยาก ต้องฟังโพธิสัตว์ ต้องฟังสัตบุรุษผู้ที่ท่านเข้าใจแล้ว อธิบายได้ดีๆ อย่าไปมีอัตตามากเลย ถ้าคุณเป็นโพธิสัตว์เป็นสัตบุรุษเอง จะเป็นผู้รู้ตัวโดยไม่มีความหลง ไม่มีความเลอะเทอะอะไรมีแต่ของจริง แต่ถ้าคุณไม่ใช่สัตบุรุษจริง คุณก็เลอะเทอะ คนอื่นเขาก็มาชี้มาบอกได้ว่าคุณยังไม่จริง คุณต้องฟัง โดยเฉพาะคุณต้องฟังฉัน อย่างที่อาตมาพูดนี้ อาตมานี่คือฉัน ฟังอาตมาเถอะ เพราะอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ คนที่มีชีวิตอยู่นี่ฟังรู้เรื่อง คนที่ตายไปแล้วจะฟังรู้เรื่องอะไร อย่างมหาบัวก็น่าสงสาร

แต่ยังสงสัยอยู่ตอนนี้ธัมมชโย เป็นสมีแน่นอน สมีธัมมชโย จะยังอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่รู้กลายเป็นเรื่องลึกลับ เป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญ ไม่กล้าเปิดเผยตัว เหมือนพระเจ้าไม่กล้าเปิดเผยตัว ไม่กล้า ไม่อาสโภ

ในหนังสือเล่มนี้อาตมาก็อธิบายไว้ว่า พระเจ้าไม่กล้าเปิดเผยตัว เป็นสิ่งลึกลับ เป็นสิ่งไม่รู้ พระเจ้าไม่รู้ตัวเองไม่เคยศึกษาตัวเองก็ไม่รู้ แม้ที่สุดพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่รู้ตัวเอง ไม่ได้ศึกษาตัวเอง ก็เลยไม่รู้ว่าความรู้ที่ตัวเองมีคือของใคร ที่แท้เป็นของตัวเอง ตนเองสั่งสมมาชาติแล้วชาติเล่า แล้วก็ไม่รู้ตัวเองเพราะไม่รู้กรรมวิบาก การสั่งสม เพราะสอนไว้ว่าเกิดชาติเดียว ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด แม้จะเป็นเทวนิยมที่มีหลายชาติแต่ก็ไม่บริบูรณ์ไม่สมบูรณ์ อย่างเก่งก็มี ทิฏฐิที่แยกแตกต่างกันระหว่าง

อาศัยขันธ์อดีตมาระลึกรู้ ก็ได้ 18 อาศัยขันธ์ที่บวกทั้งอดีตทั้งอนาคตรวมปัจจุบันด้วยก็ได้ 44 เป็นทิฏฐิ 62 ที่พระพุทธเจ้าประมวลไว้ อาตมาก็ยังไม่อยากจะเอามาอธิบาย มันจะยากมากเลย ละเอียดเข้าไปถึงอดีต อนาคต ปัจจุบัน สลับซับซ้อนกัน ก็เลยทิ้งไว้ก่อน แม้อาตมาถ้าจะอธิบายก็ต้องลำดับไม่สับสน ยาก ก็เอาไว้ก่อน

เพราะฉะนั้นโลกุตระกับโลกียะ ตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งแยกละเอียด ต้องจับให้ดี ต้องรู้ให้ดี ตามศึกษาโดยการฝึกฝนปฏิบัติให้ได้สภาวะ ถ้าไม่ได้สภาวะมันเป็น อจินไตย ไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดเอา อจินไตยคือไม่มีสิทธิ์จะคิดออกด้วยการคาดคะเนเอา จะต้องมีความจริง มีสภาวธรรมในจิตสั่งสมกันเป็นอัญญธาตุ จึงเป็นกรอบของความรู้ความจริงที่สั่งสมไปทีละหน่วย พอถึงสมมติมาเต็ม 100 คุณก็ต้องสะสมไปถึง 50 หน่วยใน 100 หน่วย 51 หน่วยก็เริ่มมี อัญญธาตุตัวที่จะเริ่มเข้ากระแสจริงๆ

ถ้าโลกียะก็คือฝั่งนี้ ฝั่งโลกุตระก็คือฝั่งนี้ ก็ต้องเลยขีด 50 เป็น 51 ถ้าไป 52 53 54 จะไปนับเป็นโลกุตระแท้ๆก็ยังไม่ได้ ต้องไปถึงอีก 25 รวมแล้วเป็น 75 ถึงค่อยเข้าท่าหน่อย เลย 75 ไปแล้ว มันถึงจะค่อยๆสู่ที่สุดที่สูง สัมโพธิปรายนะ ถ้าแบ่งเป็น 4 ส่วน 25 50 75 100

ใช้สังขยา พวกนี้มาอธิบายแยก แบ่งรายละเอียดเอาตัวเลขสังขยา ก็ทำให้อธิบายได้ดีเป็นคณิตศาสตร์บ้าง ก็ไม่ต้องละเอียดลอออะไร เมื่อรู้สภาวะแล้ว คณิตศาสตร์ก็จะใช้น้อย สภาวะมันเป็นตัวจริงกว่าตัวเลข ตัวเลขมันเป็นเครื่องหมายให้รู้

จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต”

พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน                  

เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น 

และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตนถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

พ่อครูว่า…ที่มี 1 เดียว เพราะคุณยังมีธาตุรู้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

 

 

สู่แดนธรรม...ได้เวลานิมนต์จิบน้ำ

พ่อครูว่า…ถ้าสิ่งนี้มีค่าจริง คนที่รู้ว่าสิ่งที่มีค่าจะต้องพยายามเผยแพร่ เพราะว่าเป็นจิตเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นจิตพระพรหม เป็นจิตเผื่อแผ่ผู้อื่นเห็นแก่ผู้อื่น ของดีควรแจกกันไม่ใช่ว่ามุบมิบไว้แต่ตัวเอง ปิดบังไว้แต่ในพวกในพรรค อันนั้นเป็นคนใจแคบ แต่คนใจกว้างจะเปิดไปให้หมด เผื่อแผ่ไปให้ทั่วถึงถ้าทำได้

สู่แดนธรรม...ตอนนี้พวกเราเห็นดีว่า ในยุคแรกพ่อครูเขียนออกมาจากหัวสมองทองคำ มีเล่มหนึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์ในตำนาน ยังไม่มีใครหาเจอเลย ขอส่งข่าวว่าถ้าญาติธรรมเจอหนังสือ โพธิรักษ์เพ้อ ส่งไปที่คุณขวัญผ่อง

พ่อครูว่า…มีในหนังสือสัจจะชีวิต เอามารวมกันแล้ว มีอยู่นิดเดียว

0 เท่ากับล้าน infinity เป็นต้น

ก็ค่อยว่ากันอีกทีนึง

 

แยกแยะความรู้กับความไม่รู้ให้ถึงอุเบกขา

ก็ขอแวะนิดนึงว่า...ความรู้กับความไม่รู้ ภาษา 2 คำนี้ มันแยกคนละขั้ว ทีนี้มันมีรายละเอียดระหว่างความรู้ ไม่รู้ แต่พยายามรู้ก็ได้รู้เพิ่มขึ้นๆ ก็เลยกลายเป็นความไม่รู้ค่อยๆหายไป กลายเป็นความรู้ที่เพิ่มขึ้นๆ รู้มากขึ้นเรื่อยๆ ใกล้ความรู้สูงสุด ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เหมือนอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 พยายามเป็นระดับ 8 จนกระทั่งที่สุดระดับ 9 มันก็เป็นสัจจะความจริงของความจริงของผู้ที่มีจริงนั้นจะเป็นจริง

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความจริงแล้ว จะพูดความไม่จริงออกมายากด้วย เพราะมันจะไม่เหลือความไม่จริงอยู่ในตัวเอง จะพูดออกมาเมื่อไหร่มันก็มีแต่ความจริง มันเป็นสัจจะอย่างนั้น ความไม่จริงมันเลือน มันหาย มันไม่มี แล้วมันเป็นอย่างไร มันไม่มีด้วยเหรอความไม่จริง มันมีความไม่จริงด้วยหรือ เห็นไหม มันจะเป็นอย่างนี้เลย แต่จริงๆแล้วมันก็ต้องรู้ว่า ความไม่จริงมันคือความต่างจากความจริง มีความต่างอย่างมากหรือต่างอย่างน้อย จนกระทั่งสุดท้ายเกือบเหมือนกันเลย ก็ต้องรู้รายละเอียดว่า ไอ้เกือบเหมือนกันเลยนี่แหละ เป็นคนที่แยกได้

เมื่อมาถึงเกือบจะสุดท้ายมันไม่เกือบแล้วเหมือนกันเลย เหมือนกันเลยก็เป็น 1 เท่านั้นหรือเป็น 0 ด้วยกัน ภาษาพยัญชนะพูดได้แค่นี้ ความจริงก็ต้องของแต่ละคน เมื่อเป็นความจริงของแต่ละคน แต่ละคนก็แต่ละชิ้นแล้ว มันก็เลยเอา 0 ของคนนั้นมา 0 ของคนนี้ เอามาอย่างไร มันก็ยากอีก นี่แหละคือที่สุดแห่งที่สุด มันจึงเป็นสิริมหามายา

สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น อะไรที่มันแย้งกันโดยที่ไม่รู้ตัวมันก็แย้ง ถ้ามันรู้ตัวแล้วว่าเราแย้ง เราก็จะจบ อันนั้นมันแย้งกันก็ไม่จบ รู้แล้วคนนี้ก็จะจบ คนที่รู้จักจบนี่แหละคือคนที่รู้จริงว่ามีความเหมือนกับความไม่เหมือน หรือมีความมีกับความไม่มี หรือ มีความเป็น 2

คนนี้แหละ ที่รู้ว่ามีความเป็น 2 มีความเหมือนกับความไม่เหมือน หรือมีความ มีกับความไม่มี คนนี้แหละคือคนที่รู้แล้วว่ามันมี 2 แต่คนที่ไปยึด 2 นี้เป็นหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเองว่าเป็น 2 ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น 2 นะ แล้วหลงว่าตัวเองเป็น 1

สรุปจบอีกที ชีวะมันต้องมีรูปกับนาม ชีวะมันต้องเป็น 2 คุณแตกสลายแล้วไม่มีชีวะ ไม่มีธาตุรู้เลย เป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลม คุณก็ไม่มี 2 เลยไม่มีธาตุรู้ เริ่มธาตุรู้เป็นพีชะ ก็มีความรู้ในกรอบของพีชะ ไม่บังอาจไปรู้อันที่ 3 หรอก พีชะอยู่ในกรอบแค่ 3 เท่านั้นจะขยายเป็น 4 5 6 ไม่ได้ พีชะมันต้องรู้ในกรอบของมัน แล้วมันจะมีธาตุอะไรผสมส่วนมัน มันก็รู้แค่นั้น จบอยู่แค่ของมัน มันทำตัวเองออกไปจากตัวเองไม่ได้ พืชหรือพีชะ มีแต่ตัวเองจะเสื่อมลงไป

ถ้าจะพัฒนาขึ้นมาต้องมีคนไปช่วย จึงเรียกว่าการปรุงแต่งใหม่ Breed ใหม่ เพิ่มขึ้น เขาเรียกว่า ดัดแปลงพันธุกรรม เขาก็ทำได้แค่พืช สัตว์เขาทำไม่ได้ สัตว์ เป็นธาตุอัตตาของจิตนิยาม ของใครของมันเลย ไม่มีใครไปบังอาจเปลี่ยนแปลง เจ้าตัวเป็นตัวควบคุมทุกกรรมกริยาเป็นของเจ้าตัว สำหรับสัตว์เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว เป็นสัตว์แล้วต่างจากพืชขึ้นไป นี้เป็นนิยามสำคัญ ที่เขาพยายามจะทำหุ่นยนต์ ให้มันมีความรู้สึก ให้มีธาตุรู้เหมือนกับสัตว์ ที่มีเวทนา อาตมาก็จะดูเหมือนกันว่าเขาเก่งขนาดไหนที่จะไปทำได้ ให้มันมีความรู้สึก  มีเวทนาเองเลย ซึ่งทุกวันนี้เขาก็ตั้งค่าให้มันมีน้ำตา มีอะไรเขาก็ทำได้ แต่จะให้มันมีเซ้นส์ ให้มันมีเวทนาเองเลย อาตมาก็ไม่มีเงินไปจ้างเขาหรอก เมื่อกี้จะพูดว่าจ้างก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีเงินไปจ้าง คุณทำไปเถอะไม่มีทางได้

เวทนาจึงเป็นจุดกลางจุดเดียวเลยที่จะศึกษา เรียกว่ากรรมฐาน

(๑๓) แต่รู้แบบนี้คือโลกุตระ

 จึงไม่สามารถจัดการความเป็น“วิญญาณ”หรือ“เทฺว”

จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า

“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต”

พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน  เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น 

และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตน

ถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

พ่อครูว่า…เริ่มออกจากกามได้เป็นตัวแรก พุทธปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะต้องมีจิตที่เป็น เนกขัมสิตะ อุเบกขาได้ก่อน จากกาม ไปเป็นรูป อรูป ต้องทบทวนว่า อรูปนี้สิ้นอาสวะแน่นอนแล้วนะ จิตต้องสิ้นอาสวะอย่างแน่ ใจมีวิมุตติญาณทัสสนะตรวจแล้วตรวจอีก เห็นในความเป็นวิมุตจริงนะ เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เด็ดขาดแล้วนะ ถูกกระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไร พิสูจน์จนแน่ใจ ว่าคุณตายสนิทเด็ดขาด จิตไม่เกิดกิเลสอีกจริง ถึงจะเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นองค์ 5 อุเบกขา

ปริสุทธาคือบริสุทธิ์ ปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีกอย่างไรก็บริสุทธิ์ ปริโยทาตา เพราะสภาวะ2 เทวะ 2 คือมุทุภูตธาตุ มันทั้งเร็ว ทั้งเก่ง ชัดเจนทุกอย่าง รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ ทั้งไว ทั้งเร็ว ทั้งเป็นได้เอง ทั้งรู้ด้วยตัวเอง มีสภาวะ 2 ทั้งตัวรู้ทั้งตัวเป็นเป็นได้ แล้วก็รู้ของตัวเราเองทั้งธาตุเจโตและธาตุปัญญา หรือธาตุของศรัทธากับธาตุปัญญา ครบทั้งสองด้าน มีสภาวะ 2 บวกลบ หรือเทวะ หรือทุกอย่างที่มันจะต้องมีการสังขาร ต้องมี 2 มาปรุงแต่งกัน แล้วมีธาตุรู้มาเป็นประธาน มี S H แล้วมี I มาเป็นประธานตลอด

 

โลกุตระเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน  

ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ

นี่คือของพุทธ โลกุตระจึงเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน โลกุตตรจิตหรือโลกุตตระภูมิรู้เองไม่ได้ ต้องได้รับจากผู้ที่ศึกษาฝึกฝนมาแล้ว เอาง่ายๆเป็นพระพุทธเจ้า สูงสุด หรือไม่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ที่สามารถเรารู้รองลงมาได้ ตั้งแต่มีความจริง สามารถรู้ 2 แล้วทำเป็น 1 เป็น 0 ได้ ผู้นั่นแหละ ผู้ที่สามารถรวมตัวเป็น 2 ให้เป็น 1 เป็น 0 ได้

(๑๔) โลกุตระเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน  

คนผู้จะมี“โลกุตรธรรม”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”กันอย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ได้นั้น

ต้องเริ่มจากได้รู้ ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้สัมผัส“ความรู้โลกุตระ”นี้จาก“ผู้อื่น”ที่รู้“โลกุตรธรรม”มาแล้วก่อน จึงจะเป็นการ“ต่อเชื้อของความรู้โลกุตระ”กันได้

และ“ผู้อื่น”ที่รู้“โลกุตรธรรม”มาแล้วก่อนนั้น ก็คือ ผู้ได้รับรู้มาจาก“ผู้อื่น” ที่“รู้”จาก“ผู้อื่น”มาก่อนเราอีกหนะแหละ 

ดังนั้น “ผู้อื่น”ก็คือ ไม่ใช่“ตัวเอง”

เพราะปุถุชนคนโลกีย์จะไม่สามารถรู้จัก“โลกุตรธรรม”ได้ด้วย“ตัวเอง”เป็นอันขาด

พ่อครูว่า…จะได้ยินได้ฟังได้ข่าวว่าไม่มีสภาพนี้มีความจริงใจให้ต้องรู้ด้วยเหรอ มันมีอันนี้ มันเป็นอันอื่นอันใหม่ แต่ก่อนโลกียะมันมีอยู่แต่ในกรอบนี้ไม่มีอย่างอื่น สูงสุดก็มีสูงสุดเท่าพระเจ้า ยังไม่ได้เปิดจิต จิตยังไม่มีอะไรรู้ตอบไปเลย หรือมีแต่คุณไม่ยอมรับ หรือคุณรู้ไม่ได้ ไม่ยอมรับก็ตาม รู้แล้วนะว่าแตกต่างแต่คุณไม่ยอมรับ ก็เรื่องของคุณ คุณไม่เปิดจิต ไม่มี ปรโตโฆษะ

แต่คุณจะได้ยินได้ฟังได้สัมผัสอย่างไร คุณก็รู้ไม่ได้ว่ามันต่าง มันต่างกันตรงไหน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นคนพูดนี้ จึงหมดสิทธิ์ที่จะรู้เอง ต้องผู้อื่นรู้แล้วมาบอก คุณต้องเปิดจิตรับ ถ้าคุณไม่เปิดสิทธิ์รับก็ไม่มี ปรโตโฆษะ มันก็ไม่ได้อย่างไรก็ไม่ได้ คุณต้องเปิดจิตแล้วรับ ใครเปิดให้คุณไม่ได้หรอก คุณต้องเปิดเอง คุณต้องยอมรับเอง อย่างน้อยก็บอกว่ามันน่าจะจริงนะคนนี้มันต่างจาก รู้แล้วนะว่ามันต่างจากที่เรามี เขาน่าจะจริงอยู่บ้าง เปิดจิตรับ เอาน่า ตั้งใจรับสักนิด คนนี้ยังมีโอกาสนะ

ถ้าบอกว่า ลองรับดูบ้าง แต่จิตลึกๆจริงๆไม่เอา คนนี้ก็ไม่ได้อีก คนนี้ก็รู้แต่เล็กน้อย ก็มันละเอียดคุณจะไปรู้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างไร คุณต้องดูให้จบสิ รู้ให้ลึกให้มากพอเลยขีด 50 ขึ้นไป คุณถึงจะจำนน แต่นี่มันยังไม่เริ่มรู้เลย แค่ 25 ก็ยังไม่เข้า ยังไม่เข้ากระแสเลยหรือเข้ากระแสไปนิดเดียวก็พอแล้ว มันจะไปชัดเจนได้อย่างไร ก็ต้องมีพอสมควรสิ

เพราะฉะนั้นคนนี้ต้องตั้งใจมีความยินดีมีความเต็มใจที่จะรับ พอยินดีได้ยินได้ฟังได้อ่านก็เอามาศึกษา ศึกษาจากผู้ที่รู้อื่น ที่เขารู้โลกุตระแล้วมาก่อน ถึงจะเป็นการต่อเชื้อ

แล้วผู้อื่นที่รู้ ก็คือ พูดได้รับรู้มาจากผู้อื่น ที่รู้จากผู้อื่นมาก่อนอีก เป็นทอดๆ ดังนั้นผู้อื่นก็คือผู้ที่ไม่ใช่ตัวเอง สรุปลงมา ผู้อื่นก็ไม่ใช่ตัวเอง ตัวเองไม่มีสิทธิ์รู้หรอก ธาตุรู้ของมนุษย์ ธาตุรู้ยิ่งยอดของมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้พิสูจน์สูงสุดแล้ว แม้จะเป็นผู้ที่ใกล้ก็ยังไม่ถึงสำหรับพุทธพิสัยแท้ อย่างอาตมาก็ยังไม่ถึง เป็นระดับ 7 ก็พยายามไประดับ 8 ถ้าไประดับ 8 ก็จะไม่ลงตัวแล้ว เหลือแต่ว่า เมื่อไหร่จะจบ

ขั้น 8 ที่เลยขีดของ 8 สมมุติว่า 8 มีร้อยก็เลย 50 ของ 8 ไปแล้ว เข้าไปหา 75 แล้วก็ยิ่งไม่มีคำพูด คำพูดก็พูดเท่านั้นเอง ผู้ที่มีเองจะรู้เองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ หรือเป็นปัจเจกจึงจะรู้เอง

ดังนั้น “ผู้อื่น”ก็คือ ไม่ใช่“ตัวเอง”

เพราะปุถุชนคนโลกีย์จะไม่สามารถรู้จัก“โลกุตรธรรม”ได้ด้วย“ตัวเอง”เป็นอันขาด

ก็ตีหัวเข้าบ้านตรงนี้

 

(๑๕) รู้จากผู้อื่นหมายถึงรู้จากใครบ้าง?

“โลกุตรธรรม”ต้องได้ยินจากพระพุทธเจ้าโดยตรง

หรือจากสัตบุรุษ หรือจากผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่“สัมมาทิฏฐิ”มาก่อน แล้วเท่านั้น 

“โลกุตรธรรม”นี้ ปุถุชนคนโลกีย์รู้เองไม่ได้

 

พ่อครูว่า…จนกว่าคุณจะอยู่ในระดับสยังอภิญญาขึ้นไปถือว่ารู้เอง ข้ามชาติได้ ยังไม่ถึงพระพุทธเจ้าแล้วผู้นั้นจะรู้ตัว ไม่บังอาจไปปฏิญาณตน แล้วไม่ไปพูดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าหรอก คนนี้ไม่หลง เพราะหมดลงแล้ว ถ้ายังหลงอยู่อีก แล้วคุณจะวนไปอีกเมื่อไหร่คุณจะเสร็จสักที หมดหลงสักทีสิ แล้วมันก็ต้องหมดหลงจริง สติสัมปชัญญะมันจะแข็งแรง ไม่มีวอบแวบวอแว ไม่มีโค้งไม่มีงอ จะตรงอย่างแข็งแรง จะพูดอะไรก็ตรงไปหมด จนตรงแข็ง จนแรง เคยมีคนบอกว่ายังมีอารมณ์โกรธอยู่นะ ที่จริงไม่ใช่ ไม่ได้มีความโกรธอะไร แต่ต้องการให้แรง เรามันหนังเหนียว หอกร้อยเล่มแทงไม่เข้า ไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้วก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้นนึกว่าตายแล้ว นิ่ง ไปดูอีกที อ้อ ยังไม่ตาย พระราชามาถามว่าตายหรือยังก็ยังไม่ตายก็เอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มอีก ก็นึกว่าตายเพราะ  แน่นิ่งจริงๆเลย สะกดจิตตัวเองเอาไว้หลอกเขานิ่ง เราก็นึกว่าตายแล้ว ไปดู ก็ยังไม่ตายอีก พระราชาก็บอกว่าเอาของอีก 100 เล่มไปแทง เป็น 300 เล่มแล้ว ไปแทงอีก ไปดู มันก็นิ่ง แต่พอผ่านไปแอบดูมันยังดุ๊กดิ๊กอยู่ เอากล้องไปส่องดู กล้องวงจรปิดจับดู เอ็งยังดิ้นได้อยู่ยังไม่ตาย พระราชามาถามอีก ก็ทูลพระราชาอีกว่ามันยังไม่ตายพระเจ้าข้า ก็เอาหอบไปอีก 100 เล่ม ขนไปอีกกี่ร้อยเล่มมันก็ไม่กระดิก เหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายแหล่ อาตมาหมดไปหลายพันหลายหมื่นเล่มแล้ว ไม่รู้จะไปหาหอกมาจากไหนอีก สุดท้ายจึงต้องจำนวนอยู่บขที่ว่าทำหาหอกอะไรวะ ภาษาไทย จะไปทำหาหอกอะไร หอกเท่าไหร่ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ ไอ้คนนั้นมันด้านกว่าหอก ใช้อีกกี่ล้านๆหอกก็ไม่กระเทือนหยุดซะเถอะ มันจะถึงขนาดนั้นไหมไม่น่าจะมีใครถึงขนาดนั้น

เพราะ“โลกุตรธรรม”นี้เป็น“ธรรมะ” ที่ใครๆในโลกจะขบคิดค้นคิดเอาด้วยการผกผัน ด้วยเหตุผลหรือด้วยตรรกะไม่ได้เลย

พ่อครูว่า…นอกจากคุณจะเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฎฐิ คุณจำได้แม่นดีแต่คุณเองยังทำไม่ได้ คนคนนี้ซื่อสัตย์ก็จะไม่ปฏิเสธว่าทำไม่ได้ เพียงแต่รู้นะแต่บอกนะ แต่ถ้าตนเองหลงว่าตนเองรู้และตนเองได้ก็ผิดสิ ไปโกหกไปหลงว่าตัวเองได้ ทั้งๆที่ยังไม่ได้มันหลงมันผิด เพราะฉะนั้นคำภาษามันก็ยืนยันว่าหลง ตอนนี้ไม่หลงมันจริง คนจริงที่ไม่มีหลงแล้วก็จะบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ เป็นคนซื่อตรง

เนื่องจาก“โลกุตรธรรม”นี้ คนผู้ใดจะเริ่มได้เริ่มมีขึ้นมา ตนก็ต้องเริ่มได้ยินได้ฟังมาจาก“ผู้อื่น”ทั้งนั้น

จะ“คิดขึ้นมารู้เอง” หรือสร้าง“ความรู้โลกุตระ”นี้เองไม่ได้เลยเป็นอันขาด

 

 


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...