แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิถีอาริยธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิถีอาริยธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640711_วิถีอาริยธรรม - ตอบปัญหาออกจากป่า พาบรรลุจรณะ 15 วิชชา 8

 รายการ วิถีอาริยธรรม - ตอบปัญหาออกจากป่า พาบรรลุจรณะ 15 วิชชา 8
วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2564 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8 (แปดรอบที่ 2) ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก

 

SMS วันที่ 9 ก.ค. 2564

 

สามเส้าหลักของการเมืองโลกุตระ

_Somsak (สมศักดิ์) : เชื่อและศรัทธาพ่อครูและหมู่กลุ่มของท่านทุกเรื่อง.... ยกเว้นเรื่องการเมืองเท่านั้น กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ ผมมีเพื่อนเป็นนายทหารท่านนึง เค้าบอกว่าเค้าศรัทธาอโศกมาก แต่ว่าอโศกมีเรื่องที่รู้ไม่จริง หรือรู้ไม่หมดในวงการทหาร

พ่อครูว่า... อย่าไปปักใจเชื่อมั่นเกินไป แต่เชื่อมั่นก็ดีแล้ว

แล้วเราไม่จำเป็นต้องรู้ไปทั้งหมดในเรื่องอะไรๆ เพราะเรามีความรู้เรื่องหนึ่งเดียวที่ชัดเจนแน่วแน่อยู่แล้วว่า สัจจะมีหนึ่งเดียว ความจริงความตรงมีหนึ่งเดียวคือความสะอาดบริสุทธิ์ แล้วเราก็เข้าใจความสะอาดบริสุทธิ์ จะมีอะไรก็มี 2 สะอาดบริสุทธิ์ก็คือ 1    1 ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่มีอื่น เพราะฉะนั้นรออยู่ที่ 1 หนึ่งๆ อะไรอื่นที่จะมาหลากหลาย ทหารก็มีเรื่องราวหลากหลาย อะไรที่มีแตกต่างหลากหลายก็หลากหลายมันก็หลาย 2 ก็ล้วนแล้วแต่แตกต่างไปจากสัจจะที่มีหนึ่งเดียวเท่านั้นเราจะไปกลัวอะไร สัจจะหนึ่งเดียวนั่นคือความสะอาดบริสุทธิ์ซื่อสัตย์

ในการเมืองมี คือ

1. นักการเมือง จะต้องไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่พวกไม่เห็นแก่ใครเลย จิตต้องบริสุทธิ์ซื่อสัตย์ สะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา

2. ต้องมีความรู้ ความรู้ที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องมนุษย์และสังคม ซึ่งผู้ศึกษาธรรมะจะต้องศึกษาเรื่องชีวะที่เป็นมนุษย์จิตนิยาม กับสังคมที่อยู่ร่วมกัน เป็นสาราณียธรรม มีคุณสมบัติทั้ง 7 และมีคุณสมบัติของวรรณะ 9  คนที่มีความเป็นจริงของวรรณะ 9 และพุทธพจน์ 7 ใครมีก็เลือกได้ จะมีความเห็นร่วมอย่างไรเสร็จ มันก็เป็นหมวดหมู่เป็นกลุ่มก้อนของความบริสุทธิ์สะอาด

นัยยะลึกซึ้งของสิ่งเหล่านี้  3 เส้าคือ

1. ไม่มีตัวตน

2. มีความรู้ความสามารถในความเป็นมนุษย์และสังคม

3. ทำงานรับใช้ประชาชนจริง เสียสละจริง สละนั้นอยู่ในความสะอาดแล้ว ทำงานมีความรู้ความสามารถก็มีความรู้เรื่องมนุษย์และสังคม ทำงานมีกรรมกิริยาลงมือทำไม่ใช่เอาแต่ปากพูดต้องครบทั้งกายวาจาใจจริงๆ

นี่คือพฤติกรรมของมนุษยชาติจริงๆ คนที่มีอย่างนี้ก็จะไม่สงสัย นี่เป็น 3 เส้าหลักของความเป็นประชาธิปไตย

ยังมี 3 เส้า รองอีก ตอนนี้ยังไม่พูด ตอนนี้ชาวอโศกไม่ได้ไปร่วมในการเมืองเพราะสะสมบุญญาวุธอยู่ สักวันหนึ่ง ดอกไม้จะบานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจักหลากหลาย สักวันหนึ่งคนดีทั้งหญิง-ชาย จะเกิดขึ้นมากมายในแผ่นดิน ไม่ต้องรอมีทั้งแผ่นดิน สักวันหนึ่ง พูดเหมือนท้าทายแต่เราทำจริงอยู่

แม้อาตมาจะเสียชีวิตไปแล้ว พวกเราก็มีเชื้อของโลกุตรธรรมอยู่ในจิตกันแล้ว แล้วพวกคุณก็จะยังชีวิตต่อไป คุณจะงอมืองอเท้ากันหรืออย่างไร คุณจะหนีออกป่ากันหรือยังไร คุณก็ไม่หนีออกป่าคุณไม่หนีไปไหน ไม่งอมืองอเท้าก็เดินหน้าเท่านั้นเอง เป็นแต่เพียงว่าเรามีความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่าเราจะทำเป็นผลีผลามใจร้อน ก็ไม่ทำ เราทำอย่างสุขุมประณีตทำอย่างดีตามลำดับที่เป็นไปได้เป็นไปจริง ถ้าเป็นเตี้ยอุ้มค่อมเราก็ไม่เอา เราก็ทำไปเรื่อย

เราไม่มีปัญหาที่จะต้องการอำนาจ ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เราไม่มีโลกธรรม เพราะฉะนั้นไม่มีตัวใดที่จะมาดันโลกธรรม เมื่อไม่ดันเราก็ทำตามสภาวธรรมของเราเท่านั้น เพราะฉะนั้นการผิดพลาดมันก็น้อย แต่แน่นอนเราเป็นมนุษย์ เหมือนกับทุกๆคนก็อาศัยอยู่อย่างที่มันเป็นประโยชน์คุณค่าเป็นสิ่งที่ควร สิ่งที่เหมาะสมที่เราจะต้องกระทำเราก็ทำสิ่งนั้นไป ตามที่เราพอมีเหตุปัจจัยมีองค์ประกอบ ที่สามารถทำได้

เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยวนี้ เกริ่นไว้แล้ว พวกบัณฑิต สัมมาบัณฑิต ก็พยายามรวมตัวกันแล้ว บางคนก็มีครอบครัวบางคนก็ไม่มีครอบครัวแต่ก็ไม่ได้มาบวช เป็นบัณฑิตก็รวมตัวกันอยู่ ตั้งชื่อพรรคแล้วด้วย “สัมมาธิปไตย” เท่เสียไม่มี รู้เลยว่า อาจจะโกนหัวทุกคน เป็นแฟชั่นใหม่สกินเฮด พอเห็นหัวเหลื่อมมาบๆรู้เลย นั่งในสภาก็เลยว่าอยู่ตรงไหนแต่ส่วนมากเขาจะจัดที่ให้อยู่รวมกันในแต่ละกลุ่มพรรคใดก็อยู่เป็นกลุ่มๆไป

ซึ่งมันจะได้มันจะเป็นไปมันจะได้พิสูจน์ความจริงกันว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนไม่ทำการเมือง แต่ทำการเมืองมาแต่ในยุคพระองค์ แต่เป็นการเมืองแบบพระพุทธเจ้า การเมืองแบบมีธรรมาธิปไตย แล้วเป็นผู้ที่สามารถรู้องค์ประกอบของโลก องค์ประกอบขององค์รวมของสิ่งอื่นๆที่รวมกันอยู่นอกตัวเรา สิ่งที่รวมกันอยู่นอกตัวเราแล้วเราต้องอาศัยเกี่ยวข้อง

เหมือนกับร่างกายและจิตใจ เราเป็นตัวประธานคือจิตใจกับร่างกายก็ต้องอยู่ด้วยกัน โลกก็ต้องอยู่ด้วยกันกับอัตตา อัตตาคือจิตวิญญาณ โลกก็คือร่างกาย ฟังเพลงมาร์ชประเทศคือชีวิตสิ รวมความละเอียดอยู่ในนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้นมันมีหลัก พวกเราชาวอโศกมีหลัก พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเรามีหลัก หลักนี้ไม่ใช่ของเราเท่านั้น หลักนี้เราสืบทอดมาจากพระพุทธเจ้า ไม่รู้กี่พระองค์มาก็ตาม ซึ่งพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้น ผ่านการบริหาร ผ่านการช่วยมนุษยชาติ ทุกพระองค์ ตั้งแต่เป็นคนกัลยาณชน ช่วยกันในหมู่กลุ่มตั้งแต่ครอบครัวจนถึงเป็นหมู่คณะเพื่อนพ้องน้องพี่ แล้วก็เป็นคณะใหญ่ร่วมงานกับข้างนอก จนกระทั่งรับหน้าที่อย่างเป็นหน้าที่ ช่วยทำงานเป็นข้าราชบริพารเป็นข้าราชการเป็นคณะทำงานอย่างเป็นหลักเป็นฐาน จนรับตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นไปจนกระทั่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พูดอย่างหลัดๆ เป็นพระเจ้าแผ่นดินในแคว้นเล็กจนกระทั่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินในแคว้นใหญ่ต่อ พระโพธิสัตว์ผ่านมาทั้งนั้น กว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้า

ผ่านมาทั้งนั้น สลับกัน ทางธรรมะเด่น ทางโลกเด่น สลับกันชาติแล้วชาติเล่า จำไม่หวาดไม่ไหว อาตมายังรื้อฟื้นไม่ออกเลยแต่รู้อย่างคร่าวๆมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ชีวิตของพระพุทธเจ้านี้เป็นชีวิตที่มีประสบการณ์จริง ผ่านมาจริงเป็นจริงได้แล้วทำจริงสะสมฝึกฝนเป็นของจริงเป็นสภาพคู่ ทั้งมีสภาวะจริงและมีความรู้ เป็น อุภโตภาค มาทั้งนั้นๆไม่บกพร่องเลื่อนลำดับมาอย่างลุ่มลึก เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม ไม่มีอะไรกระฉึกกระฉัก 

เมืองไทยจะเป็นเมืองประชาธิปไตยต้นแบบของโลก ซึ่งความเป็นประชาธิปไตยเขาก็ยังเข้าใจไม่ได้กลายเป็นเข้าใจประชาธิปไตยเก๊ พิลึกพิลั่น ประชาธิปไตยแบบมีตัวตนหลักมีอำนาจมีทรัพย์สินเงินทองมีเครือแหมีวิธีการทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะอย่างเช่นอเมริกามีตัวอย่าง เป็นตัวอย่างผสมอะไรกันหมดเป็นสายฟุ้งซ่าน สายความคิด

ส่วนสายศรัทธาพาซื่อ จะออกนอกรีตไปเป็นคอมมิวนิสต์ เหมือนเกาหลีเหนือ หรือไม่ก็ซื่อเงียบไปเลยเหมือนกับธิเบต มีรูปแบบมีตัวอย่างให้ดูทั้งนั้น แต่อย่างธิเบตก็เป็นนอกรีตออกไปธิเบตแบบเป็นได้สูงสุดก็เป็นพวกเดินแก้ผ้าโทงๆ พวกเชน ก็มีเท่านี้ ตัวอย่างก็มีอยู่ในโลกให้อ้างอิงยืนยันได้ เป็นจริตนิสัยของคน รวมแล้วก็อย่างที่เขาเป็นกัน

หรือไม่ก็พวกไสยศาสตร์ซึ่งเป็นได้ไม่คงทน ใช้จิตจะรวมให้เป็นพลังงานทำอะไรพิลึกพิลือ แต่ไม่รู้ที่มาที่ไปมันลึกลับมาแบบแปลกๆ เหมือนพวกผีสาง มันก็รับมือยาก แต่มันไม่ทนพวกนี้ไม่ทนพลังงานช่วงแวบก็ทำได้ อาตมาก็เล่นมาก่อนเลยรู้ดี ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นหนังเหนียวทำได้ เอามีดโกนยิลเลตต์ที่บางและคมกรีดผิวหนังก็ไม่ระคาย

อาตมาเล่นไปไม่นาน มันก็ฟันเข้า มันไม่คงทน  ต้องฮึดใหม่ ได้เป็นช่วงๆ ต้องรวมพลังใหม่ พลังของสิ่งที่เราไม่รู้ เหมือนเรารวมพลังแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้ามา มันก็ได้ชั่วคราวเพราะมันไม่มีรูปไม่มีน็อตไม่มีโซ่ไม่มี Epoxy มาติดกันจิรงๆ มันไม่ใช่รูปธรรม มันเป็นนามธรรมรวมกันเดี๋ยวเดียว ขนาดน้ำเคยเห็นดอกน้ำมั้ย ผลึกน้ำมันจะมีรูปร่างต่างๆสวยนะ รวมกันเดี๋ยวก็แยก ขนาดน้ำนานกว่าอากาศ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้ามันเร็ว มันไม่ทน ถ้าเป็นวัตถุก็รวมกันได้มากขึ้นนานขึ้นเท่านั้นเอง

สรุปมาที่การเมืองคือพฤติกรรมมนุษย์ระบบระเบียบมนุษย์ ระบบระเบียบที่สูงสุดของการบริหารปกครองคือประชาธิปไตย มีประชาชนเป็นอำนาจ แม้ผู้นำไม่เอาตัวเป็นใหญ่เอาตัวเสมอกับ ประชาชน เป็นแต่เพียง ประชาชน อื่นๆเขายกให้เป็นหัวหน้าเป็นผู้นำคิดเป็นผู้ชี้เป็นผู้คิดบอกวิธี เจริญเฉลียวฉลาดทางความคิดความรู้ แล้วก็ลงมือทำได้ด้วย แต่ลงมือเท่าๆกับคนอื่นได้ด้วยแต่หัวคิดมันต้องสูงกว่า ฝีมือฟันดาบเท่ากับประชาชนทุกคนเลย มีนักดาบ 10 คนฝีมือของหัวหน้าก็พอๆกันกับนักดาบอีก 10 คน แต่หัวความคิดความรู้สูงกว่าเขา อันนี้เป็นยอดเป็นเลิศความยอดที่จริง

แล้วเป็นสภาวะโลกุตระที่ย้อนแย้งก็คือ นักรบที่เก่งที่สุด ต้องเป็นนักรบที่ทำให้คนตายโดยไม่ต้องกระทบเขาเลย ยกมือปั๊บตายไปเลย ไม่ต้องกระทบให้เจ็บปวดไม่ต้องไปรู้สึก เห็นพวกหนังกำลังภายในไหม ยิ่งเบายิ่งเป็นลหุธาตุ

ในสัจจะก็เรียกเป็นสัจธรรมคือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา แล้วมีกายวิญญัติกับวจีวิญญัติ เป็น 5 นี่คือวิกายรูป 5 วิกายรูป 2 อัน คือ กายกับวจีวิญญัติ เห็นได้สัมผัสได้ง่าย แต่อีก 3 อันลหุตา มุทุตา กัมมัญญา สัมผัสได้ยาก กัมมัญญายังพอรู้เป็นกิริยาของจิต ยิ่งมุทุกับลหุตาบางเบาที่สุด เป็นคู่สุดท้าย

มุทุตา กับลหุตา จะเอาอะไรเป็นบวกหรือลบสลับกันไปกันมาก็ได้ จะเอาลหุตา เป็น เบา หรืออ่อน มุทุอ่อน ลหุเบา จะเอาอ่อนหรือเบาขึ้นก่อนก็ได้ หมุนเวียนเป็นสิริมหามายาได้เป็นคู่สุดท้าย กาละใดองค์ประกอบใดสมัยใน โลกใด ที่มีเหตุปัจจัยต่างๆร่วมกันแล้วครบอย่างนี้ เราจะใช้หน้าไหน

จะใช้หน้าลหุขึ้นก่อนหรือใช้หน้ามุทุขึ้นก่อน จะว่าจริงๆแล้ว ลหุกับ มุทุ

ลหุ เป็นเรื่องของพลังงานแท้

มุทุ เป็นเรื่องของจิตแท้

ลึกๆเข้าไปแล้ว ลหุตา แม้พยัญชนะก็ห่างไปจากจิต แต่ มุทุ คือ ม คือจิต ล คือพลังงาน

ใช้ทั้ง ม และ ท ส่วนตัว ท คือพลังงาน กำลัง ที่เป็นกลุ่มก้อน ทห ทหาร มีรูปธรรม ก็เอาสระมา อะ อิ อุ มาใส่ เป็น มุ หรือ ทุรวมแล้ว สามเส้าของ ม กับ ท เป็นคู่ที่ทำงานอยู่ในโลก สัจจะพวกนี้เป็นเรื่องจริงเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาศึกษามาถึงขั้นนี้เอามาพูดนำเสนอด้วยความจริงใจเป็นเรื่องที่มาเปิดเผยต้องอธิบายสืบทอดกันไว้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ทางธรรมะเป็นวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า วิทยาศาสตร์ที่เราจะต้องรู้ไว้เท่าที่ตัวเราจะมีบารมีในแต่ละคน ก็ค่อยๆเอามาใช้ได้

สรุปแล้วเรื่องของการเมืองก็เป็นเรื่องของคน เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของช้างของม้าของไดโนเสาร์ไม่ได้ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของคน แล้วคุณจะให้การเมืองไปอยู่ที่ช้างม้าที่ไดโนเสาร์ได้อย่างไร มันทำไม่เป็นหรอก แต่คนนี่แหละทำเป็น อย่าโง่หนักนักเลย ว่า อย่าเอาธรรมะมาใส่การเมือง คุณไปหลอกคนโง่ๆนู่น  คนโง่ก็เชื่อคุณ แต่คนที่ฉลาดแล้วเขาไม่เชื่อหรอก อย่าเอาธรรมะมาใส่การเมือง คือความคิดของพวกคนโง่ทำให้การเมืองฉิบหาย คุณก็พากันไปเป็นพวกฉิบหาย เอาเรื่องฉิบหายๆมาใส่ในเรื่องที่เป็นเรื่องเจริญมันคนละตระกูล เพราะฉะนั้นเขาไม่พูดกันหรอกผู้เจริญ เขาก็ต้องพูดกันอย่างที่เจริญและดีงาม

เพราะฉะนั้นผู้ที่พูดมาบอกว่าผมมีเพื่อนเป็นนายทหาร ซึ่งอาตมาไม่มีเพื่อนเป็นนายทหาร แต่อาตมามีนายทหารมาคอยเรียนรู้กับอาตมาอยู่ ซึ่งเขาไม่สามารถมาตีตัวเสมอเป็นเพื่อนได้ พูดเสียให้มันเท่อย่างนี้

แล้วคุณก็บอกว่าเขาบอกว่าเขาศรัทธาอโศกแต่มีเรื่องที่อโศกรู้ไม่จริง ซึ่งก็เป็นความรู้ของคุณที่คุณคิดว่าเป็นเช่นนั้น

พลังงานของความถูกต้องดีงามความประเสริฐมันมีพลังงานละเอียดไปจนกระทั่งเป็นฉัพพรรณรังสี อย่างที่เคยอธิบาย เป็นพลังงานที่ไร้สภาพที่มากั้น ที่คุณจะผ่านเข้ามาไม่ได้เลย พลังงานรังสีที่ละเอียดคุณยังผ่านเข้ามาไม่ได้เหรอ เป็นพลังงานเหมือนกัน แต่พลังงานของคุณเป็นพลังงานแบบผิดๆ แต่อันนี้เป็นพลังงานที่เป็นสัจจะ พลังงานที่ผิดเข้ามาเจอพลังงานที่เป็นสัจจะมันก็เข้ามาไม่ได้

หรือพลังงานปัญญาพลังงานฌานพลังงานบุญ มันซัดพลังงานราคะ โทสะ โมหะ ตายหมดเกลี้ยงไปหมดเลย

การเมืองไทยแบบนี้นักรัฐศาสตร์ยังเข้าใจไม่ได้ไม่ยอมรับความจริงทั้งทั้งที่มันเป็นแล้ว แต่พวกเราเป็นลูกพระพุทธเจ้าแท้ๆ ไปรบปราบรัฐบาลชั่วไปตั้ง 4-5 รัฐบาล ด้วยบุญญาวุธ ด้วยธรรมาวุธ เอาความสงบเอาความไม่รุนแรงไม่ใช้อาวุธ เอาสัจจะความจริงไปรบชนะมาแล้ว แต่คุณจะต้องศึกษาต่อไปกว่าจะยอมรับได้รู้ว่าประเทศไทยทำจริง ​ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณสมัคร สมชาย  อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ดีกว่าอันอื่นหน่อย

อาตมาพอรู้ในสังคม globalization Social Media ไม่มีประเทศไหนทำได้ เก่งอย่างไรก็ทำสู้ประเทศไทยไม่ได้ที่มีโลกุตรธรรมสุดยอด เป็นเรื่องการเมืองที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ดำเนินอยู่ ยังดำเนินต่อไปอยู่

ตอนนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็รับหน้าที่ เป็นแชมป์เปี้ยนต้องมีคู่ชกเสมอ หากว่าเป็นแชมเปี้ยนและไม่มีคู่ชกเลยเดี๋ยวเขาก็ปลดขึ้นคาน เพราะฉะนั้นต้องพิสูจน์ไปเรื่อยๆ ให้ Champion มา รอง Champion ที่จะขึ้นมาปะมือ ก็ต้องพยายามจะเก่งเท่ากับแชมป์เปี้ยนให้ได้ ดูแต่ข่าวคราว ผู้หญิงก็ไม่มีเว้นไม่ใช่มีแต่ผู้ชาย ผู้หญิงก็ประมือกันได้ เป็นธรรมดาของสัจธรรมอย่าให้อ่อนแอ อย่าเพิ่งให้ไปติดโควิตก็แล้วกัน จริง ส่งข่าวถึงพลเอกประยุทธ์ อาตมาเอาใจช่วยเต็มที่ แข็งแรง เบิกบาน ร่าเริง ตายเป็นตายเลย ใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อนวูวาบ สู้ด้วยปัญญาดีๆ ปฏิภาณที่ดีๆ ซึ่งปฏิภาณไหวพริบดีแล้วไม่ต้องห่วง แต่อย่า

ประมาท ยังเป็นไปยังแข็งแรงใช้ได้ ดูยังมีกำลังวังชา โจ ไบเด้น เขาตั้งอายุ 74 ปี พลเอกประยุทธ์ยังไม่ 70 เลย 

อาหารการกินประเทศไทยเราดี อย่าไปกินทุเรียนมากเกินก็แล้วกัน บนโต๊ะก็มีอินท

ผาลัมเยอะเลยนี่ เมื่อวานอาตมาเผลอฉันไปตั้ง 15 เมล็ด

สรุปอีกที เรื่องการเมือง พวกเราช้าๆ ค่อยๆเป็นไป ตอนนี้พรรคสัมมาธิปไตย กำลังให้อาหารป้อนวิตามินกันอยู่ ก็ว่าไป มันทิ้งไม้ได้หรอกสังคมประเทศชาติมวลชน มันต้องช่วยกันคนละหัว 2 หัว

 

จรณะ 15 สู่ วิชชา 8

_สงกรานต์ สติมา : กราบคารวะพ่อท่านอย่างสูง หมวดธรรมที่พ่อท่านเน้นเสมอมา ตั้งแต่เริ่มการเผยแพร่ธรรมของพ่อท่าน จนทุกวันนี้คือ จรณะ ๑๕ (หรือ เสขปฏิปทา)

ข้อปฏิบัติหลัก คือ ๔ ข้อแรก (สังวรศีล / สำรวมอินทรีย์/ โภชเนมัตตัญญุตา /ชาคริยานุโยคะ)

ส่วน อีก ๗ ข้อ ต่อมา (คือ สัทธรรม ๗ ประกอบด้วย ศรัทธา /หิริ /โอตตัปปะ /พหุสุตะ /วิริยะ /สติ /ปัญญา ) เป็นข้อปฏิบัติเสริม หรือทำให้มีพลังสู้กิเลสมากขึ้น

และ ๔ ข้อสุดท้าย(ฌาน๔)  และ วิชชา๘ น่าจะเป็นผลที่เกิดตามมา ใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า...ถูกต้อง อาตมาไม่ได้ทิ้งเรื่องศีล มาขยายความ อปัณณกปฏิปทา 3 เรื่อง สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ มาปฏิบัติตื่นๆไม่ใช่ไปหลับ อย่าไปหลบ พาทำมา ตอนหลังมาเน้นพยัญชนะ คุณหลับตาเอาแต่จิต ทิ้งทวารทั้ง 5 ไป ก็ขาดความเป็นกาย แล้วบอกว่าตื่น แต่คุณพาหลับตามันยิ่งไม่ตื่นเลย ให้สำรวมอินทรีย์ก็สำรวมแต่ใจอย่างเดียว โภชเนมัตตัญญุตา บ่ฮู้บ่หันเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เลิกเลย

อาหารชนิดที่หนึ่ง กวฬิงการาหาร ก็ไม่รู้ ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แม้แต่ตัวสัมผัสกระแทกกระทุ้งอย่างแรงอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง กระแทกด้วยหอก 100 เล่มแทงก็ดันหนังเหนียวอีก เจ็บก็ไม่เจ็บดันหนังเหนียวอีกต่างหาก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็นหอกหักหมด ไม่รู้กี่ 100 เล่ม จนเป็น1,000 เป็น 10,000 เล่มแล้ว คุณก็ยังอยู่อย่างนั้น

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าพวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านี้ ตื่นตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ พวกเราจะได้ยิ่งกว่าที่พระพุทธเจ้าได้ชฎิลสามพี่น้องมาเป็นช่วงๆ มีชฎิล 3 พี่น้องอยู่ในกลุ่มหลับตาเยอะเลย ไม่ใช่เฉพาะสายอาจารย์มั่น สายอื่นมีอีกหลายสาย แม้แต่ธัมมชโยก็หลับตา แต่สายธัมมชโยอาจจะช้ากว่า เพราะสายธัมมชโยจริงๆแล้วน้อยและเบา มีน้อยและเบาบาง พลิ้วๆฟุ้งฟริ้งไม่หนักแน่นเหมือนสายพระป่า เป็นพวกพระบ้าน เป็นพวกแพร มีนักการเมืองคนหนึ่งอาตมาตั้งชื่อให้ว่าแพรฟ้า มีแว่นตาเป็นเอกลักษณ์

ในเรื่องของสัจธรรมพวกนี้ทำเป็นเล่นไป มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องเล่น ค่อยๆเป็นไป

อาตมาถึงบอกว่า พยายามพากเพียร กระเสือกกระสนต่อชีวะชีวิตให้ยืนยาวไปเรื่อยๆเป็นการพิสูจน์สัจธรรมพระพุทธเจ้าด้วย  ในการต่ออายุขัย และเป็นเรื่องที่ควรจะทำ ควรจะเป็น และลึกๆอีก อาตมาว่า อาตมาดึงเอารายละเอียดของธรรมะออกมา มันยังออกมาไม่หมดเลย มันยังจะต้องว่ากันไปอีก

ข้อปฏิบัติหลัก คือ ๔ ข้อแรก (สังวรศีล / สำรวมอินทรีย์/ โภชเนมัตตัญญุตา /ชาคริยานุโยคะ)

สังวรศีลเป็นหลัก แล้วปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา

ศีล หิริ โอตตัปปะ อาตมาขยายความ ละอายอย่างแรงกล้า แล้วก็จะต้องมีความเคารพความรักอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้าอีก

ทำไมต้องแรงกล้า และหิริโอตตัปปะอย่างไร รักอย่างไร เคารพอย่างไร มีนัยยะละเอียดลึกซึ้งเนียนในสุดยอดของจิตวิญญาณ

เป็นใจที่จริงที่สุดเลย คนที่รู้สึกตัวสำนึกความผิดแล้ว ทุกคนสะสมความผิดสะสมความโง่มาเยอะมาก เพราะฉะนั้นผู้ใดเกิดสำนึก เกิดรู้สึกตัว ตัวเองขายขี้เท่อขนาดนี้หรือ กูนึกว่ากูเป็น Google แล้วนะ ที่จริงกูโง่ ไม่ใช่ Google มันจะรู้สึกตัวเลยว่าน่าอายจริงๆเลย ละอายอย่างแรงกล้า เพราะฉะนั้นเมื่อสำนึกรู้ว่าอันนี้คือความถูก เราไปทำผิดในสิ่งที่ถูก เราไปขบถต่อสิ่งที่ถูก พอรู้จริงรู้สึกขึ้นมามันก็จะละอายหนัก แล้วก็จะรักสิ่งที่ถูกนี่หนักขึ้นๆๆ ความรักเป็นความรักที่สูงส่ง บูชาเคารพ

คำว่า แรงกล้า เป็นน้ำหนักของผู้ที่พลาดพลัง ไปอย่างโง่ๆดักดาน อาตมาก็นึกถึงผู้ที่เป็นปราชญ์เอกทางศาสนาในเมืองไทย ถ้าท่านเกิดจิตตัวนี้ขึ้นมาสุดยอดเมื่อนั้นเลย แล้วท่านจะบรรลุเร็วก่อนใครด้วย จริง แต่มันเหมือนเส้นผมบังภูเขา เอาเส้นผมออกยังไม่ได้ หากเอาเส้นผมออก เห็นภูเขาเบ้อเร่อเท่อเลย เส้นผมไปบังภูเขาได้อย่างไรมันจริงเลย เพราะเส้นผมนี่แหละคือโลก คือโลกียะ คืออำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มันบัง เป็นเส้นผมบังภูเขาได้ พูดให้ตายใครเข้าใจ ใครจะเชื่อ เส้นผมบังภูเขาได้อย่างไร แต่โดยสัจจะมันบัง เข้าใจจุดนี้ไหมเส้นผมบังภูเขา เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนมาก นิดเดียวเท่านั้นที่มันบังอยู่ ถ้าเอาอันนี้ออกได้จะเห็นภูเขาตระหง่านเลย ตะนาวศีลเลยนะ

ตอนนี้ทำภูเขากันดึกดื่นเลย นี่ยังมีสะพานโค้งรุ้งอีก ยังจะประมูลกันอีกต่อไป กลัวจะแพงจริงๆ ภูเขาก็ยังต้องจ่ายไปอีก นี่อุตส่าห์ซื้อรถบดใหม่

ส่วน อีก ๗ ข้อ ต่อมา (คือ สัทธรรม ๗ ประกอบด้วย ศรัทธา /หิริ /โอตตัปปะ /พหุสุตะ /วิริยะ /สติ /ปัญญา ) เป็นข้อปฏิบัติเสริม หรือทำให้มีพลังสู้กิเลสมากขึ้น

และ ๔ ข้อสุดท้าย(ฌาน ๔)  และ วิชชา ๘ น่าจะเป็นผลที่เกิดตามมา ใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า...พหูสูตคือกองสะสมความรู้ความจริง พหูสูตไม่ใช่แค่ความรู้หรือผู้มีความรู้มากแต่คือผู้ที่มีความจริงด้วยทั้ง 2 นัยยะ สุตะคือมีทั้งความรู้และความจริง หรืออีกคำหนึ่งเขาเรียกว่า พาหุสัจจะ หรือพหุสุตะ สุตะเน้นความรู้ สัจจะเน้นความจริง

สุตะ กับสัจจะ ก็นัยยะคล้ายกัน ความจริงเหมือนกัน จริงอย่างสัจจะกับจริงอย่างสุตะ สุตะ คือความจริงแบบ static ส่วน สัจจะเป็นความจริงแบบ dynamic

วิริยะ สติ ปัญญา วิริยะคือความเพียร สติคือความตื่นมีระลึกรู้ ปัญญาคือความจริง ที่จะมีสติรู้ครบประมวลมา  2 สภาพ บวกลบ รวมแล้วก็คือปัญญา บวกลบรวมกันเป็นปัญญา เป็นข้อปฏิบัติเสริมเข้าไป ศีลเป็นหลัก อปัณณกปฏิปทา 3  แล้วมี สัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา เสริม

รวมเป็นจรณะ 15 รวม ทำให้มีพลังสู้กิเลสมากขึ้น ปราบกิเลสในจิต โดย 4 ข้อสุดท้ายคือ ฌาน 4 และวิชชา 8 น่าจะเป็นผลที่เกิดตามมาก็ใช่แล้ว เกิดปฏิกิริยาแทรกซ้อนเป็นยาดำอยู่ในนั้น

ปัญญาเป็นยาดำ ความรู้เป็นยาดำ ไม่มีขาดความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างของพระพุทธเจ้าการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มีแต่สภาวะอย่างเดียว แต่มีปัญญาร่วมด้วยตลอดเวลา ร่วมด้วยสภาวะจริงที่มีสิ่งที่เป็นสภาวะ ตั้งแต่สภาวะอุตุ สภาวะพีชะ สภาวะจิต หรือสภาวสัตว์ ตั้งแต่เป็นมนุษย์ไปเป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ก็มีปัญญาร่วมตลอด

ปัญญาเป็นยาดำหรือเป็นกระษัย เหมือนจุนสี ที่เจือในน้ำ ไม่มีเอกเทศใดๆที่จุนสีจะไม่แทรกซึมไปถึง ภาษาอีสานคือ สีย่อนๆ เหมือนก้อนสารส้มก้อนเกลือแต่จุนสีจะสีฟ้าๆ ใส่ในน้ำก็มีสีฟ้านวลสวย เป็นธาตุละลาย แทรกไปในน้ำ ทำให้สะอาดมีพลังอย่างหนึ่ง  

 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

ลักษณะ osmosis ของ บวร

_สู่แดนธรรม... จะพูดให้นักเรียนที่มาฟังกัน เปรียบเทียบกับพวกเราเลือกหัวหน้าห้องได้เพราะพวกเราจะเห็นเขาเสียสละ รับผิดชอบดี หลวงปู่เคยพูดหลายครั้งว่า ประชาธิปไตยที่ดีจะไม่ต้องหาเสียง แต่คนจะเลือกเองเพราะคนสมัครคือผู้รับใช้ ผู้เสีสละเป็นปกติจริงๆอยู่แล้ว..

พ่อครูว่า... เป็นสภาวะจริงของพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนก็ตามอยู่ร่วมเป็นบวร ผู้ใหญ่ก็จะมีตั้งแต่สมณะ สิกขมาตุ จนผู้ใหญ่ ก็จะมีคุณวิเศษคุณธรรมที่ซ้อนกันอยู่ในนี้ คนเราเห็นด้วยตานั้นยาก แต่เห็นด้วยใจมันออสโมซิส เห็นแต่ใจจะซึมลึกละเอียดโดยที่เราไม่รู้ตัว Osmosis คือการซึมเข้าไปในตัวโดยเราไม่รู้ตัว ถ้า Apsorb มันจะหยาบกว่า กระทบแล้วรับ แต่ Osmosis นั้นไหลซึมโดยไม่รู้ตัว มีลักษณะอย่างนั้นเพราะเราเป็นชาวบวร บ้านวัดโรงเรียนและวัดของเราเป็นวัดโลกุตระ วัดที่มีคุณสมบัติลึกซึ้งจริงๆ มีนัยยะมีธรรมะ ละเอียดลึกยิ่งกว่าออสโมซิส ไม่รู้ตัวเลย ซึมเข้าไปอยู่ตลอดเวลาโดยเราไม่รู้ตัว

แม้แต่เราไม่ประสีประสาอยู่ในนี้ มันก็เข้าไป แม้ว่าเราจะไม่มีปฏิภาณปัญญาเป็นตัวรับ มีแต่พวกเจโตมันก็ได้ อาจจะนานหน่อย 40 สงสัยเศษแสนมหากัป แต่ถ้าเป็นปัญญาก็จะเร็วเป็น 20 อสงไขยแสนมหากัป แต่พวกเดี๋ยวเอาเข้าเดี๋ยวเอาออกเป็นพวกวิริยาธิกะ ก็ 80 อสงไขยเศษแสนมหากัป มันก็จะมากกว่ากันหลายต่อ

การอยู่กับหมู่มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่มีเสีย เรียกเป็นภาษาว่าไม่เสียหลาย แต่หากไม่เสียหายคือพังไป แต่นี่ใช้ไม่เสียหลายคือ มันจะได้ไปเรื่อยๆ ซึมลึกๆๆ ดีกว่าจ้ำบึ๊ดๆๆ เสียแรง แต่ซึมลึกๆๆนี่ไม่เสียหลาย เสียหลายนี่ได้แต่เสียแรงไม่ได้นะ

 

สภาพจิต 2 ประการ ทำให้น้ำตาไหล

_วิเชียร จิระเวชบวรกิจ : กราบคารวะพ่อท่านสุดเศียรเกล้า ผมฃึ้งฃื้อ ไม่เจอพ่อท่านมา 20 กว่าปี อยากพบพ่อท่านจัง จะถามพ่อท่านว่าถ้าเรามีปีติบ่อยมาก จนบางครั้งน้ำตาไหล กลั้นไม่อยู่ จะแก้ไขได้อย่างไรครับกราบคารวะ

พ่อครูว่า...น้ำตาไหลมีทั้งน้ำตาไหลแบบโกรธน้ำตาไหลแบบรัก ชื่นใจอย่างแรงก็น้ำตาไหล โกรธอย่างแรงก็น้ำตาไหล เป็นสภาพ 2 สภาพ แบบโกรธน้ำตาไหลนั้นมันเลวกว่า ซาบซึ้งประทับใจก็ดีกว่า แต่ดีกว่านั้นก็คือเข้าใจให้ได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่จำเป็นจะต้องมี อุเพงคาปีติ น้ำหูน้ำตาไหลขนาดนั้นก็ค่อยๆสำนึกไปจะค่อยๆลดลง อุพเพงคาปีติ จะแรง ต้องค่อยๆลดลงไปหาความเบาไปตามลำดับ แม้ไม่ทำอะไร ใช้เวลามันก็จะเบาบางลง แต่ถ้ามีปฏิภาณปัญญาความรู้ รู้ว่าเราจะไปมีอาการเหล่านี้อยู่ทำไมมันเสียแรงเสียเวลาเรา เป็นกิริยาที่น่าอาย หิริโอตัปปะ น่าละอายอย่างหนึ่ง  ร้องไห้ต่อหน้าต่อตาแม้จะเป็นเรื่องซาบซึ้งมันก็ดูอ่อนแอ เป็นเรื่องไม่ดี ไม่แข็งแรง ก็ยิ้มรับในหน้าก็พอแล้ว ถึงขั้นจะยิ้มทั้งน้ำตาไหลมันก็แย่กว่า ยิ้มด้วยน้ำตาไม่ไหลก็ดีกว่า มันก็จะค่อยๆเป็น ก็จะลงมาจาก อุพเพงคาปีติ มาหาผรณาปีติ ค่อยๆเป็นไปอย่าใจร้อนปฏิบัติเถอะมันจะเป็นไปได้

อยู่ที่ตัวเองบางคนก็อาจจะช้านานหน่อย บางคนตั้งใจได้ดีไม่ช้ามันก็จะเร็วกว่า พูดเหมือนกำปั้นทุบดินแต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

 

_Aumporn Kul (อัมพร กุล) : ตอนนี้ชาวบ้านข้างนอกกำลังเดือดร้อน พ่อครูจะมีคำแนะนำอะไรบ้างครับ

พ่อครูว่า...ติดตามดีๆก็แนะนำอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เรื่องหยาบ กลาง พวกเรานี้มีหลายระดับ อธิบายกันไในแต่ละมุมแต่ละเรื่อง อย่างท่านเพาะพุทธ ก็อธิบายอยู่คนเดียวชมนกชมไม้ของท่านไป ก็เก็บไป พอมาถึงพวก สมณะ สิกขมาตุพวกเราก็เข้มข้นขึ้นมา ไม่ไปชมนกชมไม้อย่างท่านเพาะพุทธ มาถึงอาตมาก็จะตีหัวเข้าบ้าน เป็นเรื่องสัจธรรมที่ละเอียดไปตามลำดับก็ติดตามให้ดี

แนะนำอะไรบ้างคือ ต้องสั่งสมธรรมะ เข้ามาศึกษาธรรมะให้จริง ใส่ใจ ช่องโทรทัศน์เราก็ไม่ใช่ส่งจากดาวเทียมเราก็ไม่มีสตังค์เช่า ก็ใช้ไลน์ ก็มีเครื่องมือบ้าง เอาแค่นี้ มันจำนนจริงๆ ยิ่งมาเข้าโควิด รายได้ก็ลดลง เราขายต่ำกว่าทุนอีก ตั้งกองแจกไปอีก มีกระท่อมปันสุขอีก ก็แจกกันช่วยกันไป

 

เห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอกบัวคือดอกบัว

_ลุงยิ่งธรรม อุดมสุข : เห็นกงจักรเป็นดอกบัวชีวิตก็วิบัติมากแล้ว คนที่เห็นดอกบัวเป็นกงจักรจะเป็นอย่างไรครับพ่อครู

พ่อครูว่า...ก็เห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอกบัวให้เป็นดอกบัว หากเห็นกลับกันไปมาก็จะฆ่ากันไปกันมา คือเห็นความจริงตามความเป็นจริง อย่าเห็นความไม่จริงสลับซับซ้อนกันไปมามันก็วนไปมา เอาเนื้อหาความจริงให้เป็นความจริง ดอกบัวก็คือดอกบัว กงจักรก็คือกงจักร มันไม่เหมือนกันนะ เอารายละเอียดลงไปในพยัญชนะในสภาวะที่บอกว่า

กงจักรคืออะไร กงจักรคืออาวุธ  ดอกบัวคือธรรมชาติ

อาวุธมันประหารธรรมชาติ ความต่างของกงจักรกับดอกบัวก็ต่างกันอย่างนี้

มันมีกงจักรที่ดีอยู่อันเดียวเท่านั้นคือ กงจักรแห่งธรรม เรียกว่า ธรรมจักร ถ้าไม่มีคำว่าธรรมจักรก็เป็นจักรตัดคอเท่านั้น ทำให้ขาดเท่านั้น

ต้องรู้ให้ได้ ถ้าดอกบัวคือธรรมชาติคือ พีชะ คือพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันมีชีวะของมันแล้วมันก็สุภาพ มันไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่ประโยชน์ให้คนอื่น ธรรมชาติเนี่ย  แต่มันมีพลัง มันอาจจะมีรากไปดันคอนกรีตแตกได้ หรือมันจะมีพลัง เอาพลังมันไปใช้เป็นปรมาณูก็เป็นพลัง แต่พลังโดยตัวมันเองมันทำไม่เป็น ไม่มีเจตนาร้าย พีชนิยามไม่มีเจตนาร้าย มันมีแต่ตัวมันเอง ตัวมันที่จะสร้างตัวมันเองพัฒนาตัวเองขึ้นไป พัฒนาขึ้นไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น จำนนมันก็หยุด ดีไม่ดีมีอะไรมาทำร้ายมันก็ต้องสูญเสีย ใครมาฆ่าก็ตาย

พืชพันธุ์ธัญญาหารยิ่งกว่าไก่น้อย ไก่น้อยเขาบอกว่าจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด สวนพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ บีบตายคามือแน่ คลายก็รอดแน่ เพราะบีบพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ดิ้นเหมือนลูกไก่ ไปบีบพวกพืชมันก็ไม่ดิ้นเหมือนลูกไก่ เพราะฉะนั้นตายคามือแน่ๆ ใช้ภาษาไทยอธิบายให้ชัดเจน

จะเห็นได้ว่าพืชไม่มีพิษมีภัยกับใคร แม้แต่วัตถุก็ไม่มีกรรม รากพืชทำให้คอนกรีตแตก มันก็ไม่รู้หรอก คอนกรีตคืออะไรมันก็ไม่รู้หรอกมันไม่ใช่ชีวะด้วยซ้ำไป ดินน้ำไฟลมมันก็ไม่ใช่ชีวะ หากว่าดินมันมีชีวะมันก็ต่ำกว่าพืชไปอีก เพราะมันมีพลังงานแทรกอยู่ในตัวหรือมันก็มีตัวจุลินทรีย์อยู่ในดิน มันก็เลยมีภาวะตามจุลินทรีย์ด้วย นี่มันก็ละเอียดลงไปอย่างนั้น

 

_มุ่ง ตรงธรรม : กระผมฟังพ่อครูกล่าวความจริง ที่เป็นความจริงแท้ ประกาศให้ผู้คน เชื้อเชิญเข้ามาฟังเข้ามาพิสูจน์ธรรม แต่คนหมู่ใหญ่โดยมากติดตามฟังพ่อครู แสดงสัจจะแท้ ผมรู้สึกเห็นใจ นึกถึงคำพังเพยของไทย นี่กระมังครับเข็มขัดสั้นคาดไม่ถึง ฟังสิ่งจริงเห็นเป็นสิ่งเท็จ ฟังสิ่งเท็จกลับมองว่าสิ่งจริง น่าสงสาร เพราะขาด"กาลามสูตร" ตามแบบอย่างที่พระพุทธองค์ตรัส ครับ

พ่อครูว่า...กินความครบหมดที่คุณพูดมา อาตมาพยายามพูดไม่ให้มันผิด คนมาพิสูจน์หากเห็นว่าดีก็เอา

ในยุคนี้มีโลกุตระเกิดเป็นเรื่องท้าทายจริงๆ แต่เป็นเรื่องลึกละเอียดคนก็จะคิดว่ามาท้าทายอะไรกัน ไปแย่งชิงเพชรนิลจินดาดีกว่า นี่คือคนหยาบ แต่คนที่ละเอียดก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่มนุษย์พึงได้ เข้าขีดโลกุตระธรรมไม่ใช่เรื่องสามัญ

อย่างอาตมาทำนี่คาดไม่ถึงหรอก เข็มขัดสั้น พุงโตกว่า คาดไม่ถึงก็ไม่สำเร็จน่ะสิ คือคำตอบ เขาคาดไม่ถึงหรอก เขาก็รับไม่ได้ เขาไม่รู้ไม่มาเอาก็ไม่มีผลสำเร็จมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะเข็มขัดสั้นอย่างนั้น Incredibles คาดไม่ถึง

เหมือนอเจลกะ พบพระพุทธเจ้าก็ไม่เชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าแลบลิ้นใส่อีก เหมือนอย่างคนมาเจอโพธิรักษ์ ธรรมะจัตวาก็ยังไม่มี อยู่สำนักไหน ครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหน ออกมาจากจอ มายา แล้วบอกว่ามาสอนโลกุตระ คนละฟากฟ้ากับหุบเหวเลย เขาเรียนกันมามากสอนเราพูดอะไรยังไม่เชื่อกันเลย คุณมาจากไหนมาสอนโลกุตระ เอาความรู้มาจากไหน อาตมาก็บอกความจริงว่ามาจากชาติก่อนเอามาจากชาติก่อน ชาตินี้อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์จริงๆ ไม่มีสำนักไม่ได้เรียนจากใครเป็นของอาตมาเอง แล้วเขาบอกว่ายิ่งใหญ่เป็นพระพุทธเจ้าเหรอ อาตมาก็ไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้า บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ระดับ 8 ยังไม่เป็นเลย ก็ยืนยันสิ่งที่ยืนยันได้มาตลอด  อาตมาไม่ได้เป็นคนอวดโอ่อวดอ้างผิดพลาดอะไรภ แต่เขาฟังไม่เป็นจะทำอย่างไร

หมาใหญ่ไม่ทำอะไรหมาน้อย หมาใหญ่มันทำให้เจ็บนิดหน่อยขย้ำให้รู้ตัว แต่ไม่ทำร้ายอะไร เป็นสัจจะที่ค่อยเป็นไป แต่ดีขึ้นนะ อาตมาแอบเก็บสะสมความรู้มาอยู่ เขาเป็นพวกขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้ก็มีเยอะ ชาตินี้ทั้งชาติก็ยอมตายคาหลังเสือ ชาติหน้าค่อยมา ก็มี

 

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม : ทางเฟสมีคนดูกว้างขวางมากเป็นแสนแล้ว รายการนี้แย้งมาก็มีและก็อยากรู้ว่า อรหันต์เป็นเช่นไร?

พ่อครูว่า...โทรทัศน์นี้คนจะดูได้เป็นกลุ่มก้อน เปิดมาก็ดูตลอดเวลาไม่รู้กี่บ้านต่อกี่บ้าน เปิดทั้งวันดูไป ก็เลยกว้างหน่อย เฟสบุคต้องกดเอาหน่อย ก็ไม่เป็นไปค่อยเป็นไปตามควร

อรหันต์เป็นเช่นไร สรุป อรหันต์เป็นเช่นโพธิรักษ์ สิ่งแตกต่างจากโพธิรักษ์ไม่ใช่อรหันต์ คุณจะมองว่าอรหันต์อะไรดิ้นยิ่งกว่าลิง ก็นี่แหละอรหันต์ต้องคล่องแคล่ว มีกายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา มีมุทุภูตธาตุ เร็วยิ่งกว่านักมายากลคุณดูไม่ทันหรอกตามให้ทันเถอะ ดูไปจะเข้าใจลึกซึ้งไปเรื่อยๆ ไม่ได้หลอกเล่นเหมือนนักมายากล แต่เป็นสิริมหามายา คุณฟังไม่ทันก็เลยสลับซับซ้อน อันนี้มันสลับไปตั้ง 5 ตลบแล้ว ดำกับขาว คุณก็ยังยึดถือแต่ดำอยู่นั่นแหละ แต่เขาสลับดำขาวไปตั้ง 5 ตลบ 8 ตลบแล้ว เขาก็บอกว่าทำไมมีแต่ดำ ทั้งที่คุณดูขาวไม่ทัน จับขาวไม่ได้ ก็เลยดูได้แต่ดำ เพราะตาคุณมันมืด มันเลยแสงสว่างเข้าไม่ได้ เห็นแวบไม่ได้เลย เห็นแต่ดำมืดอย่างเดียว มันก็เป็นธรรมชาติจริง สักวันคงเห็นขาวแวบได้

 

_ภูริทัศน์ ธนูชัย : กราบนมัสการพ่อครูตั้งเป็นเด็กผมอยากเห็นพระพุทธเจ้า ตอนนี้ผมเห็นคือพ่อท่าน กราบนมัสการครับ

พ่อครูว่า...ตอนนี้อาตมายังไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่เป็นแค่หน่อเนื้อ มีหน่อเนื้อก็จะไปเป็นเหมือนพระพุทธเจ้านั่นแหละ ยังไม่ใช่ต้นใหญ่ที่เป็นพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นหน่อเนื้อของพระพุทธเจ้า

 

_โกศล สุขเล็ก : กราบคารวะพ่อท่าน..สังคมชาวอโศกถือใด้ว่าเป็นสังคมอุดมคติ...สาธุ

พ่อครูว่า...ถูกต้องแล้วครับ ชาวอโศกเป็นสังคมอุดมคติแน่นอน

 

ออกจากป่า พาบรรลุจรณะ 15 วิชชา 8

หมดเหลือเวลา 10 นาทีมาทวนซ้ำอีก ความเสื่อมใน อัมพัฏฐสูตร

พระพุทธเจ้า ตรัสพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ยังไม่สิ้นพระชนม์ โดยเฉพาะตรัสออกมาเป็นพยัญชนะกับอัมพัฏฐมานพ ใน อัมพัฏฐสูตร เหตุที่ตรัสเพราะว่ามาอวดดีกัน ระหว่าง

1.พราหมณ์ กับ 2.กษัตริย์ โดยอัมพัฏฐะยึดว่า พราหมณ์ เป็นเจ้าของธรรมะ กษัตริย์คือฆราวาสไม่ใช่นักบวช เขายึดถืออย่างนั้น เพราะฉะนั้นฆราวาสต้องเคารพนักบวช ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็รู้อยู่ ฆราวาสแม้แต่เป็นกษัตริย์ก็ต้องเคารพนักบวช เดี๋ยวนี้ก็ยังมีในประเทศไทย

อัมพัฏฐะถืออันนี้ แต่ลึกเข้าไปถึงตระกูล เขาก็ว่าข้าเป็นตระกูลนักบวช พ่อของพ่อของพ่อของพ่อ เป็นพราหมณ์ทั้งนั้น ไม่วิบัติ แม้แต่สายแม่ก็เป็นพราหมณีมาทั้งนั้น สะอาดบริสุทธิ์

ท่านเป็นฆราวาส ข้านี่เป็นสายธรรมะเป็นพราหมณ์ เป็นผู้ที่ยึดถือธรรมะ แล้วท่านเป็นลูกกษัตริย์มาจากสากยบุตร

พระพุทธเจ้าก็ไล่เรียงให้ฟัง หากจะถือกันด้วยโคตร ที่สืบทอด DNA มา เอาทางวัตถุทางสรีระ ใครจะเหนือใคร ก็ไล่กันไปๆ สุดท้าย อัมพัฏฐะก็จำนน เพราะเป็นลูกนางทาสี ชื่อ กัณหะ ซึ่งเป็นสนมของพระเจ้าโอกากราช อัมพัฏฐะก็จำนน ตนเป็นสายลูกทาส แล้วใครเหนือกว่าใคร ใครบริสุทธิ์กว่าใคร อัมพัฏฐะก็เลยคอตกซบเซานั่งนิ่ง

แล้วพระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าความเสื่อมนั้นเกิดจากการไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วถามว่าเธอมีใช่ไหม บอกว่ามีแล้วอธิบายได้ไหม วิชชาจรณะ เขาก็สอนอยู่ แล้วเป็นอย่างไร อะไร ก็ว่าจะไปรู้หรือ? จำนน

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่านั่นแหละ จรณะ 15 วิชชา 8 จะเสื่อมขึ้นมาเมื่อคนเข้าใจว่า จรณะ 15 วิชชา 8 จะอยู่กับคนที่อยู่ในป่า เพราะฉะนั้นผู้ใดไปแสวงหาอาจารย์ในป่า อาจารย์ที่มีจรณะ 15 วิชชา 8 ต้องเป็นอาจารย์ที่อยู่ในป่า ผู้ใดมีทิฐิอย่างนี้นั่นแหละผิดแล้ว แต่เริ่มต้น

พระป่าพระหลับตา พระมีจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในป่า ไม่มี

ความเสื่อม 4 ประการ ซึ่งผู้แปลหรือเก็บตกมาในพระไตรปิฎกก็เป็นสายฤาษีสายพระกัสสปะ อาตมาก็เอามาขยายความดูว่าจะดีขึ้นไหม?

 

ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ ๔

ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่

4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน?

1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง.

ก็ไปเข้าป่าเป็นทางเสื่อม คุณไปหลงบำเรอกันในป่า จมไปสู่ทางหลง ต้องออกจากป่ามาหรือออกจากนั่งหลับตาแม้แต่ออกมาก็ไปสร้างเรือนไฟบำเรอไฟกัน

พระพุทธเจ้าก็เคยหลงทางออกป่าไป 6 ปี ไปบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่เมื่อระลึกตัวเองว่าเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็ยังอยู่ในป่าอยู่ เมื่อจะสอนคนก็เลยต้องสอนแบบอนุโลมให้ออกป่ากัน

สู่แดนธรรม... สรุปจบ

 


วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640704_วิถีอาริยธรรม - จรณสมบัติและวิชชาสมบัติเป็นเช่นไรในศาสนาพุทธ

 รายการ วิถีอาริยธรรม - จรณสมบัติและวิชชาสมบัติเป็นเช่นไรในศาสนาพุทธ
วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก










ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


ความเสื่อมที่เสื่อมยิ่งกว่าความเสื่อม 4 ประการของศาสนาพุทธ

พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2564 แรม 10 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก

วันนี้จะเปิดเผยความจริงอันยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่ว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับ “สมบัติ” แล้วใครไม่มีสมบัติ คนไม่มีสมบัติคืออย่างไร ความเสื่อมของสมบัติคืออย่างไร ผู้มีสมบัติคืออย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าสมบัติของคนคือ “จรณสมบัติ” กับ “วิชชาสมบัติ” ผู้ใดเข้าถึงบรรลุผู้ใดมี เข้าถึง ปันโน หรือ ปันนะ เป็นการเข้าถึงความมีจรณะ 15 วิชชา 8 นี้คือ สมบัติอันประเสริฐ สมบัติอันยิ่งสมบัติของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ขาดจรณะขาดวิชชาจะเสื่อมจากความเป็นมนุษย์

วิชชาจรณะเป็นพุทธคุณที่แท้อย่างเดียวของศาสนาพุทธ ไม่มีอย่างอื่น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงได้ชื่อว่าเป็นศาสนาที่มีจรณะสมบัติ วิชชาสมบัติ ในศาสนาพุทธเท่านั้น ที่เป็นศาสนาที่มีสมบัติของคนในศาสนานี้

ผู้ใดชาวพุทธก็ตามไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 จึงชื่อว่าเป็นคนเสื่อม จากสมบัติของมนุษย์ของคน เป็นศาสนาที่ทำให้คนไม่มีสมบัติไม่มีจรณะไม่มีวิชชา คือคนไม่มีสมบัติ

ที่ไปหลงใหลเงินทองธนบัตรเพชรนิลจินดาเป็นสมบัติ อันนั้นเป็นสมบัติของมาร ไซตอน ซาตาน เป็นสมบัติของผีของคนโง่ ผู้ที่รู้ความจริงตื่นแล้วไม่ไปแย่งสมบัติโง่ๆบ้าๆอย่างนี้ พูดอย่างนี้แล้วมันเข้าข้างชาวอโศกหมดเลย เพราะชาวอโศกเป็นคนตื่นแล้วเจริญแล้ว เป็นคนที่รู้เรื่องดี

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร ตอนท้ายๆว่า ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทั้งวิชชาและจรณะบ้าง อันวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างอื่น ซึ่งดียิ่งกว่าหรือประณีตกว่านี้ไม่มี.

ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ ๔

ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่

4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน?

1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง.

พ่อครูว่า... ข้อนี้ยังถือวินัยอยู่ อย่างนั้นก็ยังเป็นความเสื่อมข้อที่ 1 ไปบำเรอใครที่อยู่ในป่านั้น ก็คงจะเป็นหลงว่าคนอยู่ในป่านั่นแหละเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะ มันจึงเป็นความเสื่อมเพราะความหลงผิด ไปบำเรอคนที่อยู่ในป่าแล้วนึกว่าเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะ คนนี้เป็นผู้ที่เสื่อมเป็นคนโง่ได้ที่ ไม่มีจรณะวิชชามีแต่อวิชชา

[164] 2. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง.

พ่อครูว่า... ไม่รอผลไม้หล่นแล้ว ขุดดินเลย ไม่ถือวินัยแล้ว ประเด็นสำคัญคือเข้าใจว่าผู้ที่จะบรรลุวิชชาจรณะต้องมาอยู่ในป่าไม่ใช่คนในเมือง นี่คือความอวิชชาความโง่ความเข้าใจผิด ซึ่งจรณะ 15 ไม่มีให้ออกป่า การจะไปหาวิชชา 8 จากป่า จึงหาไม่ได้

[165] 3. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม.

พ่อครูว่า... ทุกวันนี้ชาวพุทธที่บำเรอไฟมีอยู่เต็มไปหมดในศาสนาพุทธในวัดต่างๆในวิหารในโบสถ์ต่างๆ บำเรอไฟทั้งนั้น ก็ไม่รู้ว่าบำเรอไฟคืออะไร บำรุงบำเรอปรนเปรอกันด้วยไฟใช้ไฟเป็นสื่อเรียกว่าอัคคียัญ ซึ่งไฟก็มีควันกับเปลว สมัยโบราณจุดกำยานเป็นควัน ขี้เลื่อยข้าวสารเป็นควัน ส่วนเปลวก็ใช้น้ำมันเปรียงน้ำมันเนย จุดเป็นเปลวบำเรอไฟ สมัยนี้ก็เก่งพัฒนามาเป็นธูป พัฒนาเป็นเทียน แล้วก็จุดอยู่ในเรือน เรือนไหนที่จุดธูปเทียนก็เป็นเรือนไฟทั้งนั้น นี่เป็นความเสื่อมในประการที่ 3 เสื่อมได้ที่เลย ประการที่ 4 เสื่อมสูงสุด

[166] 4. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่.

พ่อครูว่า... นั่นแหละไปอยู่ที่คลองอะไร? สร้างเรือนสี่ทิศ เขาเป็นตัวอย่างให้เอามากล่าวมาพูด จึงยากมากเลยในยุคนี้ที่จะฟื้นคืนสัจธรรมพระพุทธเจ้า ว่าการออกป่ามันผิดมันเสื่อม แล้วจุดธูปเทียนบูชาไฟ แล้วมีน้ำเรียกว่าน้ำมนต์ สิญจนยัญ อัคคียัญ เป็นความเสื่อมที่ชัดเจนว่ายังงมงายเป็นเทวนิยมอยู่

อาตมาก็พูดตรงๆ พูดชัดๆว่า สิ่งที่เสื่อมสิ่งที่ไม่ดีคือเช่นไร สิ่งที่ถูกก็เลิกสิ่งเหล่านั้นมา คุณว่าพวกเขาจะเลิกได้ไหม อาตมาว่าเกิดตายอีก 5 รอบ คงพลิกฟื้นให้เลิกสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ มันยิ่งกว่าคนที่ติดยา ชนิดที่เรียกว่าขืนไม่ได้กินตายชักเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆเลย หมดไม่เหลือ เหมือนเราไปถล่มทลายกวาดทิ้งศาสนาพุทธหมด มันไม่ทิ้งหรอกเพราะเขาทำเป็นขยะของเขาเอง อาตมาคงไม่ได้กวาดอะไร เพียงบอกให้รู้ว่าทำไมศาสนาพุทธเจ้าถูกเอามาทำขยะถึงขนาดนี้ มันเป็นของเดียรถีย์ นอกรีตของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น น่าสงสาร

 

มาถึงพวกเรา เรื่องจรณะ 15 วิชชา 8 จึงเป็นสมบัติอันวิเศษเรียกว่าคุณอันวิเศษของมนุษย์ เป็นอุตตริมนุสสธรรม เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้ก็คือไม่รู้ ยังงมงายไปกับสิ่งที่ผิดเพี้ยนที่ยังยึดยังหลงอยู่กับความงมงายนั้น

ลองอ่านตำนานที่อัมพัฏฐะถกกับพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก เล่ม 9

 [167] ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์ย่อมปรากฏในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่?

ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากับอาจารย์เป็นอะไร วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมเป็นอะไร ข้าพเจ้ากับอาจารย์ ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้.

พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าถามถึงสภาวะ ไม่ได้ทำถึงแค่พยัญชนะที่ท่องจำได้ และผู้ตอบเองก็ซื่อสัตย์เข้าใจว่าถามถึงสภาวะก็เลยตอบว่าไม่มีเลย เขาเป็นคนซื่อ แต่คนทุกวันนี้จะซื่อสัตย์อย่างนี้หรือ ไปถามทางเถรสมาคม เขาจะมีจรณะวิชชาไหม เขาก็บอกว่ามีเต็ม

ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แหละ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น บ้างหรือไม่?

ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ.

พ่อครูว่า... แม้แต่ความเสื่อมข้อที่ 1 นี้ เขาก็ยังเสื่อมกว่าความเสื่อมข้อที่ 1 อีก คนที่เสื่อมออกป่าเก็บผลไม้กินก็ยังไม่ได้เสพในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เหมือนพวกเขาเหล่านั้นที่อยู่ในเมืองแต่เสพสุขในลาภยศสรรเสริญ เต็มไปหมด ไม่ได้กบำเพ็ญอะไรเลย

ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ และไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ จึงถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บ้างหรือไม่?

ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ.

ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้ๆ บ้านหรือนิคม แล้วบำเรอไฟอยู่ บ้างหรือไม่?

ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ.

พ่อครูว่า… จริงๆแล้วเขามี แต่เขาลืมไปเขาหลงตัวไป เขามีการทำพิธีเป็นเจ้าพิธีบำเรอไฟ มีพรมน้ำมนต์ จุดไฟบูชาทั้งนั้นแหละ แต่ก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องคนที่ยังแสวงหานิพพาน พ่อแม่ลูก เดินไปในทางไกลกันดาร ก็ยังไม่รู้ทางไปนิพพาน จนกระทั่งกินอาหารกินเสบียงหมด ไม่มีเสบียงก็จึงฆ่าลูกกิน แล้วก็บอกว่าลูกที่น่าเอ็นดูของฉันหายไปไหน สติมันจะมีหรือเปล่าคนๆนี้ ฆ่าลูกเอาเนื้อมากินอยู่แท้ๆ ยังมาพร่ำพูดว่าลูกฉันหายไปไหน อุทาหรณ์ของพระพุทธเจ้าสุดยอดเลย ทำให้เห็นคนหมดสติสัมปชัญญะปัญญาความระลึกรู้ระลึกได้ไม่มีเลยทำไปอย่างยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน มันน่าสงสารความเสื่อม

ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนไฟที่มีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่า ผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง บ้างหรือไม่?

ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ.

พ่อครูว่า... เหมือนยังกับธัมมชโยสร้างเจดีย์เหมือนกับจานดาวเทียมเลย นอกนั้นโบสถ์วิหารก็เป็นลูกโลก เห็นไหมที่เขาสร้างมันล้ำยุคล้ำสมัยขนาดหนัก วิหารลูกโลกเจดีย์จานบินเลย ล้ำยุคจริงๆเลย

อัมพัฏฐสมัยโน้นเขาก็ยังไม่ถึงสมัยนี้เลย สมัยนี้ธัมมชโยทำล้ำหน้าอัมพัฏฐะ จึงเสื่อมหนักกว่าอัมพัฏฐะไม่รู้กี่ต่อ

ดูกรอัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์เสื่อมจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ด้วย และคลาดจากทางเสื่อมของวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ๔ ประการนี้ด้วย.

พ่อครูว่า... ความเสื่อมที่เขาเสื่อมกันคุณยังไม่มีเลย คุณยิ่งกว่าความเสื่อม คำว่าคลาดจากทางเสื่อม

ออกป่าคือทางเสื่อม แต่ที้นี้ไม่ออกป่า แต่อยู่บ้านนี้เสื่อมยิ่งกว่าทางเสื่อมเหล่านั้น เพราะพระบ้านนี้มีลาภยศสรรเสริญเต็มไปหมด พระป่ายังไม่มาแย่งลาภยศสรรเสริญเหมือนพระบ้านเลย นี่เห็นไหมชัดๆในความเสื่อม แล้วเขาก็ยกย่องความเสื่อม เป็นสถาบันศาสนาพุทธอยู่ทุกวันนี้ ขออภัยที่อาตมาพูดตรงพูดจริงพูดชัดเจน ซึ่งมันก็ไปข่มดูถูกเขา ขออภัย มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี้เป็นวิชาการความรู้เป็นความจริงของความเสื่อมของศาสนาพุทธ

เมื่อข่มเขาแล้ว ยังยกตนข่มท่านอีกว่า เรามากอบกู้ศาสนาเอาวิชาจรณะมาให้พวกคุณศึกษา แล้วก็ประพฤติจรณะ 15 มีฌานแบบพุทธ คือฌานที่เกิดจากการปฏิบัติศีล แล้วปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 (อินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค) แล้วเกิดกระบวนการ สัทธรรม 7 (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา) จึงเกิดความเป็นฌาน คือพลังงานจิต

ฌานนี้ มีปัญญารู้จักกิเลส เข้าใจกิเลส และมีอุบายเครื่องออก ในการทำให้กิเลสลดลง ทำถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิพระพุทธเจ้า จึงจับตัวกิเลสได้

กิเลสคู่แรกเรียกว่า สักกายตามสัมมาทิฏฐิที่ชัดเจนจับกิเลสได้ แยกกิเลสออกจากเวทนา เวทนาแท้เวทนาเทียม แยกกิเลสออกจากเวทนาเทียมเวทนาก็ได้ ฆ่ากิเลสได้ก็เหลือแต่เวทนา 1 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ศาสนาพระพุทธเจ้าเรียนรู้ที่เวทนา แล้วค้นเอากิเลสที่เกิดในเวทนาให้ลดลง หรือตายไปได้ นี่แหละคือความสำเร็จของศาสนาพุทธ

พวกเราอ่านเวทนาออกไหม คืออ่าน อาการ ลิงค นิมิต ใน พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 นี่แหละ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทสคือคำอธิบายสาธยาย แล้ว คุณก็ไปอ่านอาการ ลิงค นิมิต ตามที่มันมีผัสสะเป็นจริง แล้วเกิดอาการในปัจจุบัน

หากคุณหลับตาไม่มีอะไรกระทบกิเลสของคุณก็ไม่ขึ้นมาให้รู้ คุณก็ดับได้ กดข่มไว้ เพราะมันไม่มีของจริงอะไร ถึงแม้คุณรู้สึกว่าระลึกถึงกาม พยาบาทในขณะหลับตา มันก็เป็นสัญญาเป็นความจำไม่ใช่ของจริงที่เกิดอยู่เดี๋ยวนี้ปัจจุบันนี้ล้างกิเลสปัจจุบันนี้ แต่ก็ไปล้างกิเลสในความจำนั่งหลับตาทำ ซึ่งมันไม่มีอะไรมากเลย แล้วก็เป็นการกดข่มจิต ให้มันดับ  จอสัญญีไม่ให้รู้อีก ไม่รู้กี่ต่อที่หลงทางผิด

แล้วก็หลงว่าอันนั้นเป็นพระอรหันต์กัน พระอรหันต์เก๊ มันน่าสงสารจริงๆหลงอรหันต์เก๊กันเต็มบ้านเต็มเมือง พออาตมาบอกว่าอาตมาเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะจริงถูกต้องจริงก็เหมือนกับ  ปริพาชก ตามหาพระพุทธเจ้า เมื่อเจอกับพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าก็บอกว่าเรานี่แหละพระพุทธเจ้า ปริพาชกก็แลบลิ้นใส่หนีไปเลย

กามนิตยังได้นอนคุยกับพระพุทธเจ้าแล้วได้ชมชื่นคำสอน ว่าท่านรู้ดีมาก ก็บอกว่าเราได้รับความรู้ความชุ่มชื่นมากเลยทั้งคืน ขอลาแล้วเราจะไปตามหาพระพุทธเจ้าต่อ แล้วกามนิตก็ลาพระพุทธเจ้าไปเพื่อไปตามหาพระพุทธเจ้า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ใครโง่กว่ากันระหว่างกามนิตกับปริพาชก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) โง่ทั้งคู่ก็แล้วกัน

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

แน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่พูดครูสอนนี้จริง

สู่แดนธรรม... พ่อท่านรู้เห็นจริงว่าสิ่งที่นำมาสอนนี้จริง แล้วจะมีคำถามที่มักมีคนถามว่า ท่านแน่ใจยังไงว่าสิ่งที่ท่านคิดท่านทำนี้ถูกจริง

พ่อครูว่า... 1. ก็ตรวจตามหลักฐานที่มีข้ออ้างอิงยืนยันกันได้ ในยุคนี้ก็ต้องนำเอาพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานที่จะเอามาตรวจสอบ ตรวจสอบตามบันทึกไว้เลยเป็นพยัญชนะเป็นคำสอนต่างๆ

2. ผู้ที่ได้เรียนรู้ตามเอาไปประพฤติปฏิบัติตามพระไตรปิฎกนั้น ประพฤติได้ไหม?.. มีวิชชาจรณะไหม?.. เช่นมีศีลหรือไม่?.. มีอปัณณกปฏิปทา 3 ไหม?.. มีสัทธรรม 7 ไหม?.. มีฌานแบบพุทธไหม?.. แล้วมีวิชชา 8 ไหม?..

มี วิปัสสนาญาณ เป็นความรู้ความเห็นเป็นปัญญาญาณ แบบ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อาโลกไหม?.. ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกไหม แล้วทำอย่างนี้แล้วมีผลได้คือบรรลุเข้าถึงผลของศีล ผลของการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ผลของ สัทธรรม 7 ผลของฌาน

ฌานคือพลังงานที่เป็น อจินไตย เป็นฌานวิสัยของพระพุทธเจ้า ที่หลับตาไม่ใช่ฌานมันเป็นมิจฉาทิฐิ ของพระพุทธเจ้าต้องเป็น ฌาน แบบลืมตาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ของเขาก็บอกว่าของเขาได้แต่เราก็ยืนยันว่าอย่างนั้นมันผิด เขาจะไม่ฟังอาตมาหรอกเพราะว่าคำพูดอาตมาไม่มีน้ำหนัก สู้บรรดาสมเด็จเจ้าคุณต่างๆไม่ได้ หรือผู้ที่เรียนพุทธศาสนาจบมาจากวิทยาลัยต่างประเทศ เมืองที่เป็นเทวนิยมต่างๆนั้นไม่ได้ เขาจะไปเชื่ออันโน้น เขาจะไม่เชื่อความจริง

เช่นความจริงว่า อาตมาเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ที่เป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีความรู้ของพุทธเป็นอภิญญาของพุทธมาเอง สยังตั้งแต่ชาติก่อน มาชาตินี้ก็พูดความจริงบอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นสัตบุรุษเป็นพระโพธิสัตว์ มีความรู้มาตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้เขาผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว เอาความรู้ของอาตมาเถอะ เพราะอาตมาเอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ชาติก่อนมาบอกเขาก็แลบลิ้นใส่ ไม่ใช่แค่แลบลิ้นใส่แต่จะเอาตายบอกว่ามาทำลายศาสนาพุทธไปนู่นอีก แต่ก็จัดการอาตมาไม่ได้ เขาตั้งใจจะทำลายไม่ให้เหลือซากเลย ชาวอโศกหรือโพธิรักษ์ เขาตั้งใจทำอย่างนั้น ก็ได้พยายามทำมาหลายสิบปี สุดท้ายก็สู้ความจริงไม่ได้สัจธรรม

อาตมายิ่งเกาะพระไตรปิฎกแจเลย เขาเถียงยากแย้งยากสู้ไม่ได้ จำนน ทุกวันนี้อาตมาก็ถือว่าเขาจำนนแล้ว แต่อาตมาก็หยุดไม่ได้ที่จะพูดความจริง ก็เขายังผิดอยู่ จำนนอย่างนั้นก็ยังไม่แก้ไข ลองนึกดูสิว่าอาตมาทำงานมา 50 ปีเขาเปลี่ยนแปลงมาบ้างไหม ...

เรื่องเลิกเดรัจฉานวิชาเป็นต้น เขาก็ไม่เลิก เดรัจฉานวิชาที่ร้ายแรงที่สุดก็คือตำแหน่งลาภยศ รวยลาภ ตั้งเงินเดือนให้กันเอง มียศ มีตำแหน่งอีก เป็นการลอกเลียนทางโลกๆมาหมดเลย ฆราวาสเป็นอย่างไรเขาเป็นอย่างนั้น เหมือนฆราวาสไม่มีผิด มันสุดสังเวช

 

กลับมาที่วิชชาและจรณะ

เอาจรณะ ก่อน จรณะ 15 คือปฏิบัติศีล เอาศีลที่พระพุทธเจ้าบัญญัตินี่แหละมาประพฤติปฏิบัติ ข้อ 1 เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ ข้อ 2 เรื่องเกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืช ข้อ 3 เรื่องเกี่ยวกับทวารทั้ง 5 กามคุณ 5

3 ข้อนี้เป็นข้อหลัก อาตมาก็พยายามทั้งสรุปและขยาย สรุปมาถึงสัตว์ก็ขยายความถึงสัตว์ให้ฟัง สรุปถึงสิ่งของกับพืชก็ขยายเรื่องของกับพืชให้ฟัง สรุปถึงทวารทั้ง 5 กามคุณ 5 ก็ขยายเรื่องกามคุณ 5 ให้ฟังให้เข้าใจ พวกเราก็ฟัง ฟังแล้วก็เกิดเข้าใจเชื่อถือ เห็นตามมีศรัทธา เกิดศรัทธาแล้วก็เกิดความละอาย

แต่ก่อนนี้เราละเมิด ศีลที่ท่านห้ามไว้เกี่ยวกับสัตว์ก็อย่าไปรังแกสัตว์อย่าไปเบียดเบียนสัตว์ แม้ที่สุด บอกว่าอย่าฆ่าสัตว์อย่าไป เบียดเบียนสัตว์ เขาก็สอนกันจนคนฟังแล้วด้านสุดด้านชาไปหมดแล้ว ไม่สามารถกระตุกอะไรให้รู้เรื่อง อาตมาก็เลยต้องเติมน้ำหนักว่าอย่ากินเนื้อสัตว์ ก็ชักจะสะดุดใจขึ้นมานิดนึง บอกว่าท่านไม่ให้ฆ่าสัตว์ท่านไม่ได้ห้ามกินนะ มันก็ต่อเนื่องกันนั่นแหละ จะเอาควายมากินเคี้ยวสดๆเลยไม่ได้ แม้แต่ปูปลา คุณก็ต้องเอามาฆ่าแล้วต้มให้สุกก่อนทั้งนั้น มีพวกกินสด มีพวกรากสด ยักษ์ เอาปลาหมึกสดๆมากินเป็นต้น ก็ว่ากันไป เราก็บอกว่าเราไม่เอาอย่างนั้น

จะเห็นได้ว่าพวกนั้นไม่มีศีลกันเลย เขาก็ยังเบียดเบียนยังกินเนื้อสัตว์กันยังเลี้ยงสัตว์กัน ..สัตว์ก็ปล่อยไปอยู่ตามยถากรรมของเขา วิบากกรรมของใครของมันอย่าไปยุ่งกันเลย แค่วิบากกับคนด้วยกันคุณก็จัดการพยายามให้เกิดอโหสิหมดบาปเวรภัยกัน ไปก่อนเถอะ เรื่องสัตว์นั้นอย่าต่อเนื่องกันไปเลยมันพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก ให้ปลดปล่อยคนด้วยกันนี่ก็ให้หมดกันไปเถอะ ในเรื่องมีบาปเวรต่อกันต่างๆนานา

อธิบายกรรมวิบากให้ฟังนิดนึง

เรื่องแย่งในลาภยศสรรเสริญ อย่างพวกนักการเมืองก็แย่งกันจะครอบครองประเทศ ข้าราชการก็แย่งกันเป็นนักวิชาการเป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่ได้ตำแหน่งหน้าที่แย่งกัน พ่อค้าพ่อขายก็แย่งกัน แย่งกันรวย แย่งกันชิงความร่ำรวย ชิงเงินทอง มันก็รบราฆ่าฟันเป็นวิบาก แย่งกันไปแย่งกันมา ด้านกามก็แย่งผู้หญิงผู้ชายกันไปชาติแล้วชาติเล่าเป็นกรรมวิบาก 

สิ่งเหล่านี้มันวนเวียนเป็นกรรมวิบากไม่รู้กี่ชาติ คุณอยู่ในชาติเดียวกัน ยิ่งพวกข้ามชาติ ก็ไม่รู้นะ พวกคุณปิยบุตร ไปแย่งผู้หญิงฝรั่งเศสมา ไม่รู้เขาจะมีเจ้าของทางโน้นหรือเปล่า ก็ขออภัยที่พูดพาดพิง เขาก็แย่งกันทั้งนั้นแย่งสรรเสริญแย่งความโด่งเด่นดัง

อาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่เห็นต้องไปแย่งความสรรเสริญกับใคร มีแต่คนถล่มทลายคนว่า อาตมาก็ไม่เป็นไรเขาจะดูถูกดูแคลนก็ไม่เป็นไร อาตมาก็สงสารเขา ก็สาธยายสัจจะแสดงสัจจะไป ตั้งแต่พูดบรรยายมีคนเข้าใจ อย่างพวกคุณเข้าใจ สิ่งที่ไม่น่าจะเข้าใจก็มีคนเข้าใจได้เอามาประพฤติปฏิบัติจนละเลิกทางโลกๆ ออกมาจริง เป็นคนกลุ่มหมู่เรียกว่าชาวอโศก มีวัฒนธรรมของชาวอโศกสอดคล้องกับพระไตรปิฎก เป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นชุมชนที่มีสาราณียธรรม 6 ถึงขั้นมีสาธารณโภคีได้ นี่เป็นการพิสูจน์ตามพระไตรปิฎกทั้งนั้น

ตอบคำตอบหรือยัง

สู่แดนธรรม... พ่อท่านตอบได้ยาวและละเอียดถี่ถ้วนครับ

พ่อครูว่า... ยืนยันได้ตรวจสอบตามพระไตรปิฎก ว่าคนประพฤติปฏิบัติตรงไหมมีได้ไหม จนถึงขั้นนี้ พิสูจน์ได้ถึงขั้น อาตมาอธิบายด้วยว่า ในยุคพระพุทธเจ้าทำให้ฆราวาสเป็นสาธารณโภคีไม่ได้เหตุเพราะอะไร เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังเป็นยุคทาสยังเข้าใจสิทธิมนุษยชนไม่ได้ จึงทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ยังทำไม่ได้ มาในยุคนี้ไม่ใช่ว่าโพธิรักษ์เก่งกว่าพระพุทธเจ้าจึงทำได้ แต่เพราะว่าบริบทแห่งยุคสมัยมันคนละเรื่องกันกับสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใชุ่ยุ.คทาสไม่ใช่คนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน คนมีสิทธิมนุษยชนเต็มตัวหมด

เพราะฉะนั้นพวกคุณมาเองทั้งหมดไม่ได้หลอก ประกาศสัจธรรมไปแล้วพวกคุณก็มาเอง แล้วมาอย่างน่างง ให้มาจนนะ ก็มา มามักน้อยสันโดษออกนะก็มา มาขัดเกลานะก็มา สุดท้ายเป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนไม่มีสมบัตินะ อปจยะ ไม่ให้สะสมอะไร มือเปล่าๆทำงานฟรี หลุดพ้น มิจฉาชีพทั้ง 5 ข้อ

อาตมาพูดแล้วก็ภูมิใจ พาพวกเราทำสำเร็จ พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 ข้อ ทำงานฟรี ไม่เอาลาภแลกลาภ ทำได้ ยิ่งกว่ารายการของนายปัญญา ..พวกเราทำได้ เห็นไหม พิสูจน์ยืนยันความจริงจนถึงขนาดนี้

เพราะฉะนั้นในศาสนาพุทธอาตมาว่าอาตมาได้กอบกู้ เอาจรณะสมบัติ สมบัติที่เป็นจรณะคืนมา เอาวิชชาสมบัติ ที่มันเสื่อมไปหมดแล้วคืนมาได้ เป็นคนมีศีลเป็นคนที่มี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นคนมีสัทธรรม 7 เป็นคนมีฌาน ที่เกิดจากจรณะ 15 ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นฌานที่ไปนั่งหลับตาทำ ฌาน

ฌานวิสัย ที่เป็น อจินไตย ของพระพุทธเจ้าเขาเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่คิดเอาเองไม่ได้ พวกคุณเป็นคนมีฌาน ฌานไม่ต้องหลับตาไปนั่งเพ่งอะไร ฌานคือปัญญา แต่ฌานต้องลืมตาเป็นธาตุรู้ที่รู้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แยกกิเลสออกได้

สราค สโทสะ สโมหะ อ่านได้ ราคะเกิดขึ้นในจิตก็ปฏิบัติลดละดับราคะในจิตได้

โทสะ เกิดก็รู้ เมื่อกระทบสัมผัสอยู่กับเหตุปัจจัยทั้งหลายในโลก สัมผัสแล้วเกิดโทสะ ก็รู้ สโทสะ ทำให้วีตโทสะได้ ให้ไม่มีหรือลดโทสะได้

แม้ว่ายังไม่หมดก็เห็นอยู่ว่ามีอนุปัสสี 4 เห็นอยู่ว่ากิเลสมันไม่แน่จริงหรอก มันไม่เที่ยง สู้เราไม่ได้หรอก เราทำให้มันลดได้ เห็นจริงๆเลยว่ามันไม่เที่ยง เพราะเราทำให้มันลดได้ จางคลายลงได้ ดับได้ ดับบางส่วนก็ตาม ก็เป็นผลที่เราพิสูจน์ด้วยตัวเอง รู้ชัด รู้จริง รู้แจ้ง ว่ากิเลสเป็นเช่นนั้น กิเลสลดเป็นเช่นนี้ กิเลสหยาบๆเราดับได้จริงๆมันไม่เกิดขึ้นในเรามีไหม?...มี

เสียงเบาๆ แสดงว่าไม่รู้ชัดเท่าไหร่คุณมาอยู่ที่นี่คุณห่างจากอบายมุขทั้งหลายคุณก็ไม่แสวงหาดิ้นรนอะไรนั้นคุณรู้แล้ว จากกิเลสอบายมุขหยาบเยอะ เราออกมาแล้ว ในเมืองเรานี้อย่างน้อยเป็นสังคมอนาคามีขึ้นไป ไม่ใช่มีแค่พระโสดาบันสกิทาคามี หยาบๆตื้นๆ แต่พวกคุณไม่รู้ตัวง่ายๆหรอก ไม่อย่างนั้นคุณอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก เข้ามาไม่มีภูมิพอเขาอยู่ไม่ได้ทนทาน เขาอยู่ไม่เป็นสุขหรอก แต่คุณอยู่ได้ อย่างน้อยเป็นฐานอนาคามีขึ้นไปเป็นสุข

ไม่ใช่แกล้งยกยอกันเล่น แต่พูดความจริง

คำว่าสมบัติ คนเราเกิดมามีสมบัติ สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ควรจะได้ก็คือวิชชาและจรณะ แต่คนหลงทางไปคว้าเอาสมบัติที่เป็นสมเด็จเป็นเจ้าคุณ เป็นบัลลังก์ได้นิตยภัตเท่านั้นเท่านี้ ได้ตำแหน่งหน้าที่ได้ขั้นได้อะไรต่างๆ เกิดมาชีวิตไม่เสียชาติเกิด ได้เป็นใหญ่เป็นโตได้เป็นเจ้าเป็นนาย เป็นนายทางพระนะ ทางฆราวาสเขาไม่ต้องไปรู้หรอก แต่ว่ามาบวชเป็นพระแล้วก็ยังเอาเป็นเจ้าเป็นนายทางพระ เมื่อไหร่คุณจะมีศรัทธาหิริโอตตัปปะมีความละอายในสิ่งที่คุณครองอยู่ คุณไม่ได้รังเกียจไม่ได้ละอายไม่ได้เกรงกลัว คุณก็ยังคลุกคลีอยู่กับมันเฉย

สู่แดนธรรม... คำตอบของพ่อท่าน เป็นอะไรที่แตกต่างจากการประพฤติปฏิบัติความเป็นในประเทศไทยเป็นกันอยู่ ที่ผมเคยไปคลุกคลีมา อาจารย์ก็จะสอนว่าอย่าไปอ่านพระไตรปิฎกอ้างอิงพระไตรปิฎกมาก ปฏิบัติเองจะรู้เอง

พ่อครูว่า... เขาอยู่ในบัลลังก์สถาบันเถรสมาคม มันเป็นอบายมุขยิ่งกว่าที่ออกป่า พวกออกป่าก็เป็นอบายมุขแล้ว

ยิ่งไปจุดเรือนไฟ สร้างเรือนไฟในมุขสี่ด้านในทางสี่แพร่ง สร้างวิมานวิหารใหญ่ มีอะไรต่างๆนานา ตายไปแล้วลูกศิษย์ลูกหาจะก็ยังสร้างวิหารสร้างอนุสาวรีย์ ใส่เข้าไป ทั้งนั้นแหละ เขาก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นการทวนกระแสที่พระพุทธเจ้า ท่านบริภาษเอาไว้อย่างหนักหนาสาหัส แต่เขาก็ไม่รู้

สู่แดนธรรม... ทัศนคติ ชาวพุทธไทย เขาจะศรัทธาความมักน้อยสันโดษ เขามองมาทางอโศก เมื่อก่อนเขาเห็นว่ามีมักน้อยสันโดษ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม...ข้าวของเยอะยิ่งใหญ่กว่าชาวบ้านเขามีกันด้วย

พ่อครูว่า... นี่แหละคือความทวนกระแส คนที่มักน้อยสันโดษลงมา แล้วก็จิตมีความบรรลุได้แล้วว่ามีน้อยเท่านี้เราก็อยู่ได้เราก็พอ เราก็จบ จิตเราพอเราจบ ทีนี้ก็เป็นการทดสอบ คนเอามาให้เพิ่ม เราขยันหมั่นเพียร วิริยารัมภะ กินน้อยใช้น้อยทำงานแล้วก็มีเพิ่มขึ้นอีกมันก็เลยมีเหลืออุดมสมบูรณ์ขึ้นมา ซึ่งเราไม่ได้เอาของใครมา เราสร้างด้วยตัวเองทั้งนั้นขยันเปลี่ยนด้วยวิริยารัมภะ แล้วยิ่งแต่ละคนช่วยกันทำเอามากองกับส่วนกลางมันก็เลยมีสมบัติส่วนกลางเยอะ

สมบัติชาวอโศกที่มีเยอะแยะนี่ของใคร?.. ก็เป็นของส่วนกลางทั้งนั้น ไม่เหมือนกันนี่แหละเป็นความซับซ้อน ซึ่งมันก็เลยดูเยอะดูใหญ่ดูหนักดูมาก พูดกันอย่างที่ไม่ได้ไปข่มใครนะ แค่หมู่บ้านราชธานีอโศกเป็นหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง หมู่บ้านที่เกิดที่หลังหมู่บ้านอื่นเขา หมู่บ้านก่อนเก่านั้นเกิดมาก่อน เขาไม่มีใครจะมาเหมือนกับชาวราชธานีอโศก คนในหมู่บ้านต่างๆกลับมาอาศัยทำงานเลี้ยงชีพอยู่ในราชธานีอโศก มันซ้อน มีเงินให้เขา ให้ค่าแรงงาน ที่ราชธานีมีการสร้างเพิ่มเติมเพราะเรามีเหลือในระบบสาธารณโภคี

สาธารณโภคีคนนี้ทำงานฟรีเอาเงินเข้ากองกลาง เหมือนกับระบบของโลก ประเทศเอาเงินจากประชาชน เป็นภาษี เอาไม่มากหรอกของประเทศ แต่ของอโศกนี้เอา 100% เลยภาษีจากประชาชนทำงานอยู่ที่นี่ ใครมันจะแน่กว่าอโศกเป็นไม่มีหรอก ทำงานเสียภาษี 100% คนฟังก็หูหัก ว่ามันพูดอะไรคนทำงานเสียภาษี 100% แล้วมันเอาอะไรรับประทาน

ซึ่งเขาก็พูดประชดทั้งนั้นแหละ พวกเราแต่ละคนกินน้อยใช้น้อยไม่มักมากใช้มาก เพราะฉะนั้นคนชาวอโศกหาคนที่พุงโตอ้วนไม่มากเลย นอกจากสรีระเขามันเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นคนหุ่นสันทัดคนได้สัดส่วน slender ทั้งนั้น ค่อนข้างจะไปทางผอมด้วยซ้ำไปเพราะเป็นมุนี ที่จะเป็นช้างมีน้อย ช้างพีแต่เป็นฤาษีผอม นี่ก็เป็นเรื่องจริง แต่แข็งแรงนะตัวผอมก็ไม่ใช่ว่าแข็งแรงอ่อนแอไม่มีแรงข้าวต้มปวกเปียก ไม่ใช่หรอก แข็งแรง..อย่างนี้เป็นต้น

 

วิชชาสมบัติและจรณสมบัติของศาสนาพุทธ

เข้ามาสู่คำว่า “สมบัติ” ลึกซึ้งมาก

สมบัติที่ชาวพุทธมี เพราะทำความวิบัติได้จึงเป็นสมบัติ ทำกิเลสให้วิบัติ ทำบุญให้สำเร็จ บุญคือพลังงานที่กำจัดกิเลส เป็นตัวยืนยันว่ากำจัดกิเลสได้จริง

ฌาน คือตัวเริ่มรู้จักกิเลสด้วยปัญญา ปัญญารู้จักกิเลสแล้วก็มีอุบายเครื่องออก (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม... เด็กๆที่ตั้งใจจดบันทึก คงรู้ว่าพ่อท่านจะให้สัมมาทิฏฐิในความหมายคำว่าบุญ

พ่อครูว่า... ถ้าหากไม่มีอาตมาอุบัติเกิดขึ้นมาก็ไม่มีใครพูดคำว่าบุญขึ้นมาอย่างมีความหมายถูกต้องจริงๆว่าคืออะไร อาตมาก็ขึ้นมาเป็นผู้กอบกู้ กอบกู้ความผิด ผิดพลาดทั้งพยัญชนะ ผิดพลาดทั้งสภาวะคืนมา (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

ในตัวคนเกิดมามีอวิชชา เมื่อมีอวิชชาก็เต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นกิเลส ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักวิญญาณ ไม่รู้จักนามรูป    ไม่รู้จักอายตนะ ผัสสะ ไม่รู้จักเวทนา ไม่รู้จักตัณหา นี่แหละคือตัวการใหญ่ ตัณหาที่เก็บสะสมไปก็เรียกว่าอุปาทาน ไม่รู้จักก็จัดการฆ่าไม่ถูกตัว เพราะว่าไม่รู้จัก

เมื่อมาปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 ก็เกิดสมบัติใหม่ สมบัติเก่านั้นคืออวิชชา สมบัติใหม่คือวิชชา ผู้ที่มีสมบัติติดตัวมาก่อนอย่างเช่นอาตมาเป็นโพธิสัตว์สั่งสมความจริงความรู้นี้ก่อนมา ก็เอามาพูดในยุคนี้ที่ศาสนาพุทธได้เสื่อมสูญไปหมดแล้วพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้มีหลักฐานเป็นความจริงด้วย ไม่ได้พูดแบบขี่ตู่ผิดเพี้ยน ก็เอามาขยายยืนยัน

อาตมาว่าใช้ปฏิภาณสามัญก็ได้ว่า ทุกวันนี้เขามีผู้รู้จักกิเลสจริงๆ สอนได้ถูกต้องสอนให้มีอุบายเครื่องออกลดกิเลสได้จริงๆ ที่อาตมาใช้คำว่า “อุบายเครื่องออก” นี่เพราะว่าการกำจัดกิเลสไม่ใช่ไปฆ่าแกง ไม่ใช่ไปกดข่มไปทำร้ายไปบีบคั้น ไม่ใช่

การฆ่ากิเลสต้องฆ่าด้วยปัญญาอันยิ่ง อุบายเครื่องออกทำให้เกิดปัญญา แล้วปัญญาก็มาจัดการฆ่า ใช้คำว่ากำจัดก็ได้ ทำให้กิเลสมันละลายหายไปสู้พลังงานปัญญาไม่ได้

พลังงานของปัญญามันเหนือชั้นกว่าเป็น อุณหธาตุ เป็นพลังงานไฟฌาน เหนือชั้นกว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มันเหนือชั้นกว่าจริงๆ เรียกว่าอุตระ มันมีพลังเหนือชั้นกว่าจริงๆจึงทำให้ราคะ โทสะ โมหะ ลดลงไปได้จริง ผู้ที่รู้จักทั้งพยัญชนะและสภาวะ ทำให้เกิดผลให้ตัวเองก่อนแล้วเอามาอธิบาย พวกคุณฟังแล้วเข้าใจเอาไปประพฤติปฏิบัติตามคุณก็ได้ ได้จริงๆมาจนกระทั่งเกิดหมู่ชุมชนวัฒนธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นคนมีวรรณะ 9 มีสังคมสาราณียธรรม 6 เพราะมีพุทธพจน์ 7

อยู่กันอย่างรวมกัน เป็นคนชนิดที่มีทิฐิเดียวกัน อยู่กันด้วยอย่างมี พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ มี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา 

อาตมาพูดแล้วก็ภูมิใจที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาพิสูจน์ แม้ในยุคนี้โลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์เพราะว่ามี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง  ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ  โลเก สมณพราหมณา   สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา  เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ  โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา  ปเวเทนตีติ)  รู้โลกนี้โลกหน้า

โลกนี้คือโลกโลกียะ โลกหน้าคือโลก โลกุตระ ไม่ใช่ว่าโลกหน้าที่ตายไปแล้วเกิดใหม่ อย่างนั้นใครก็รู้ได้ไม่ต้องเป็นอรหันต์ก็รู้ได้ เขาไปสร้างนิยายอะไรเยอะแยะ ถ้าหากเขารู้อย่างพวกเรา เอาไปสร้างนิยายกังฟูเด็ดๆอะไรสู้ไม่ได้หรอก ยิ่งอาตมาเป็นพระเอกจอมยุทธ์ อาตมาเป็นจอมยุทธในยุคนี้ มีฝ่ามืออรหันต์จริง คนเข้าใจเอาไปผูกเรื่องรับรองสนุกกว่า

สู่แดนธรรม... และมีลีลาฝ่ามือสิริมหามายาด้วย

พ่อครูว่า... คุณเห็นว่าเราตีด้วยฝ่ามือแต่ที่จริงเราปัดด้วยหลังมือเท่านั้น ถ้าถูกตีด้วยฝ่ามือคุณจะไม่เหลือเลยเป็นผุยผงเลย

อันนี้เป็นเรื่องจริง สิ่งที่เป็นเรื่องซับซ้อนในความรู้เป็นสภาวะจริงของมนุษยชาติสุดยอดซาบซึ้ง อาตมาอธิบายไปอีกก็อธิบายไปได้เท่าที่ตัวเองสามารถเอาพยัญชนะเอาภาษามาพูดเท่านั้น มันมีความละเอียดลออยิ่งกว่านั้นอีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ได้พูดขนาดนี้ก็ไม่น้อยแล้ว พวกที่ตามทันพวกคุณก็ฟังรู้เข้าใจตามทันแล้วก็ได้ คนที่ตามไม่ทันไม่ได้ก็ไม่รู้ ว่ามันพูดอะไรของมันวะเขาก็อย่างนั้นแหละก็น่าสงสารคนไม่รู้จะทำอย่างไร

เราทำได้จนเกิดชุมชนวัฒนธรรมเป็นอยู่ดำเนินชีวิตไป มันไม่ใช่ของเล่น มันเป็นของจริง พวกคุณเอาชีวิตมาปฏิบัติประพฤติไป จนกระทั่งแต่ก่อนนี้  แม้ว่าเราไม่ได้เกิดในตระกูลที่สูงก็ไปเป็นคุณนายได้เพราะเราร่ำรวย จะได้เป็นคุณนาย ดีไม่ดีได้เป็นคุณหญิง ทำความดีมากๆได้รับพระราชทานให้เป็นคุณหญิงอย่างนี้เป็นต้น ก็เอา

 

ความเจริญก้าวหน้าของโลกุตรธรรมในยุคพ่อครู

สู่แดนธรรม... ช่วงท้ายๆขอถาม สิ่งที่พ่อท่านมีชีวิตดำเนินการสร้างอยู่มีอัตราความเจริญก้าวหน้าขนาดนี้แล้ว ทางพระเถรสมาคม คงจะคิดว่าไม่จีรังยั่งยืน หากสมณะโพธิรักษ์ตายไป ก็คงจะร้างเหมือนสำนักอื่นๆ

พ่อครูว่า... อาตมาทำเหมือนพระพุทธเจ้า เมื่อพระสมณโคดมสิ้นไปแล้วคำสอนนี้ก็ไม่มีใครนำพาก็จะไม่เหลือ แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ทันสมัยที่สุด ท่านไม่ได้สอนให้เคารพตัวตนบุคคล แต่ท่านสอนเรื่องธรรมะเรื่องข้อประพฤติปฏิบัติ เมื่อเข้าใจรู้คุณค่าข้อประพฤติปฏิบัติแล้วจะเกิดมรรคผลอย่างนั้น ถ้าคุณรู้สาระของมรรคผลข้อปฏิบัติอย่างนี้มีมรรคผลอย่างนี้ ผู้นำมาท่านเป็นพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เที่ยงท่านก็สิ้นพระชนม์ไปได้ แต่ธรรมะนี้จะอยู่ จนมาถึงวันนี้ 2,500 กว่าปีธรรมะนี้ก็ยังอยู่ ก็เอาอันนี้แหละมาพิสูจน์ว่าพุทธคุณจรณะ 15 วิชชา 8 ยังอยู่ แม้มันจะมีความเสื่อมความผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็มีผู้รู้

อจินไตยมีว่า ผู้รู้ได้เป็นปัจจัตตัง เป็นปัจเจกเป็น สยังอภิญญา แล้วเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ซึ่งเป็นความเป็นเจ้าของ ตั้งแต่เป็นเจ้าของปัจจัตตัง มาเป็นปัจเจก  เป็นสยังอภิญญาแล้วก็มาถึง อภิภู แล้วมาถึง สยัมภู

ปัจจัตตัง ปัจเจก สยังอภิญญา อภิภู สยัมภู คือปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้า

นี่เป็นสัจจะที่ผู้รู้เข้าใจก็เอามาเปิดเผยยืนยันให้รู้ให้ฟังอย่างนี้ ผู้ที่มีปฏิภาณมีไหวพริบรู้ ก็จะเข้าใจว่าอย่างนี้ใช่ ถ้าไม่มีอคติ แต่เป็นผู้แสวงหาอย่างบริสุทธิ์จะเข้าใจรับได้ แม้จะไม่ได้เข้ามาอยู่ในหมู่ชาวอโศก ก็มีคนรับได้มากขึ้น เพราะเราพิสูจน์ตรงกับคำอธิบาย ก็ยืนยันหลักฐานต่างๆเพิ่มขึ้นๆ

อาตมาเห็นความก้าวหน้าหรือภูมิใจที่เอาโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า กลับมาให้มีคุณค่ามีประโยชน์ทั้งที่มันได้เสื่อมสูญไปแล้วที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่พยากรณ์ไว้ก่อนตั้งแต่มีพระชนม์ชีพว่ามันจะสูญหายไปเหมือนกลองอานกะ แล้วมันก็เสื่อมสูญหายไปจริงๆ หลัง 2,500 กว่าปีนี้ อาตมาก็เอากลับรื้อฟื้นเอาคืนมาได้ก็ยืนยันบอกตรงๆ เขาก็หาว่าอวดตัวอีก เราพูดตรงไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร อาตมาเป็น สยังอภิญญา บรรลุธรรมมามีธรรมะโลกุตระก็เอามายืนยัน อาตมาไม่ได้พูดเป็น 2 อย่างเหลาะแหละ แต่มีของจริงอย่างเดียวนี่แหละมาพูด เขาก็หาว่าอวดตัวเราก็มีความจริงอย่างเดียวนี้ ก็พูดอย่างเดียว อาตมาไม่มีสิ่งแฝงสิ่งปลอมมาอวด คนเข้าใจไม่ได้ก็ไม่เชื่อ คนเข้าใจได้ก็เชื่อ

คนที่เชื่อมารวมกันจะมีมวลเพิ่มขึ้น อาตมาเชื่อว่าจะมีความก้าวหน้าของโลกุตรธรรมที่อาตมาทำงานมา 50 ปีก็ได้เท่านี้ มันน่าจะมีอัตราการก้าวหน้าเพิ่มขึ้น หรือว่า คนในโลกนี้แม้แต่ชาวพุทธเอง อินทรีย์พละก็แย่แล้ว มีจำนวนที่รับโลกุตรธรรมได้ประมาทเท่านี้ ทู่ซี้ทำไป อัตราการก้าวหน้าย่อหย่อน วันๆเดือนๆ จะได้สักครึ่งคนไหม มันก็น่าจะตายได้แล้วไม่อย่างนั้นทำไปก็ไม่คุ้ม ว่าไหม? ...คุณไปทำสถิติมา

 

ตรวจผลสำเร็จตามคำสอนพ่อครูได้เช่นไร

สู่แดนธรรม... ที่พ่อท่านอธิบายมา พ่อท่านเป็นบุรุษอาชาไนยสุดยอด แต่ลูกๆยังไม่เก่งเท่าพ่อท่าน หากพ่อท่านสิ้นไป พ่อท่านจะแน่ใจในตัวลูกๆได้อย่างไรครับ

พ่อครูว่า... มันมีอย่างนี้ พยัญชนะคำพูด มันก็เป็นภาษาสำหรับสื่อเท่านั้น คนที่เรียนได้แต่พยัญชนะ ยังไม่เข้าไปถึงจิตยังไม่ไปแก้ไขจิต ยังไปเรียนรู้จิตตัวเองจนกระทั่งแยกกิเลสออก แล้วก็มีอุบายเครื่องออกทำให้กิเลสลดได้จริง นี่พูดไปหลายขั้นแล้วนะ ยังไม่มีอย่างนี้ในแต่ละขั้น มันก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่อาตมาอธิบายหลายสิบปีแล้วก็เห็นผลว่ามีพวกคุณมีความจริงได้ผลจริง อาตมาอธิบายไป พวกคุณเข้าใจได้เอาตัวเองมาพิสูจน์ยืนยัน จนแต่ละคนได้ก็มารวมกันเป็นกลุ่มชุมชน เป็นชาวอโศกกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ ก็มีหลายสิบชุมชนอยู่ ชุมชนใหญ่ชุมชนเล็ก ชุมชนใหญ่มีประมาณ 9 ชุมชน ชุมชนกลางชุมชนเล็กปลีกย่อยไปอีกก็นับเป็นราย 10, 20, 30 ชุมชน ก็นับว่าเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะตามที่อาตมามั่นใจและยืนยันว่า วิชชาและจรณะของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างที่อาตมาอธิบายนี่แหละ

มีศีล อปัณณกปฏิปทา 3 มีชีวิต สำรวมอินทรีย์จริงๆ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ จนกระทั่ง พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์บอกว่าพวกเราสอนอะไรพูดแต่เรื่องกิน เราก็บอกว่า เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ อปัณณกปฏิปทา 3 เรื่องโภชเนมัตตัญญุตา เรียนรู้กิเลสที่มีในการกินอาหารเขาไม่รู้หรอก เขาบอกว่าต้องพาไปนั่งหลับตาทำสมาธินั่นแหละ เขาไม่รู้ว่าเป็นแบบ เดียรถีย์ พวกคุณนั่นแหละหลงทิศหลงทาง คือพวกที่เสื่อมไปจากวิชาจรณะสัมปันโนอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วพวกคุณก็ไม่รู้ จะพาให้ไปสู่ความเสื่อมแบบ เดียรถีย์ อีก 

เหมือนพวกพระเถรสมาคมก็ยกย่องพระป่านะ เขายืนยันว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติแบบพระป่า จึงไม่แน่จริง ถ้าแน่จริงต้องไปปฏิบัตินั่งหลับตาออกป่าแบบพระป่า เขาก็รู้ตัวเขาว่าเขาทำไม่ได้ เขายังมีลาภยศตำแหน่งอะไรยังสู้ทางพระป่าไม่ได้อย่างนั้นจริงๆ มันซับซ้อนนะ

เขาจำนนที่จะต้องยอมแย่กว่าพระป่า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนต้องค่อยๆพูดไป คนที่จะเข้าใจก็ค่อยๆเข้าใจละเอียดลออขึ้นเรื่อยๆ

ทีนี้ที่อาตมาพูดไป

1. ตรวจจากพระไตรปิฎก

2. ขยายความให้คนรู้จริง

3. คนรู้จริงก็มาปฏิบัติจนได้ผล

4. เกิดกลุ่มหมู่ชุมชนจนกระทั่งเป็นชุมชนสาธารณโภคีสาราณียธรรม 6 จริง นี่คือคำตอบว่าจริงหรือไม่จริง ถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกมันมาไม่ได้หรอกอย่างนี้ เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรธรรม คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34)

“สันตา” สงบอย่างแคล่วคล่องว่องไว กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา สงบยังโพธิรักษ์นี่เสียงยังดัง 80 กว่าปีแล้วยังคล่องแคล่ว อย่างนี้แหละคือสงบแข็งแรง แคล่วคล่องสลับไปสลับมา นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก สภาวะที่แท้จริงเป็นอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องสามัญ เป็นเรื่องวิสามัญ

นี่คือสัจจะที่จะต้องประกาศต้องยืนยันไป และอาตมายืนยันว่าคนในโลกจะต้องมาเอาเพราะเป็นสมบัติเป็นความรู้ของคนเป็นจรณะของคน โลกเทวนิยมต่างๆเขายังไม่มีบารมีเขายังอยู่ไกล

เพราะฉะนั้นโลกที่มีอย่างทางย่านเอเชียพม่า  เขมร  ลาวพวกนี้ เป็นชาวพุทธอยู่บ้าง เวียดนามแม้แต่ญี่ปุ่นถึงจีนก็มีชาวพุทธ ทางยุโรปไม่เอา เพราะเขาจมอยู่ในเทวนิยมทางโน้น มีจำนวนมากด้วย คนที่จะมาได้พุทธธรรมโลกุตระนั้นเป็นยอดพีระมิด เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องประหลาด ในยุคไหนก็เป็นอย่างนี้

จบ


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...