แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฌาน 4 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฌาน 4 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

640711_วิถีอาริยธรรม - ตอบปัญหาออกจากป่า พาบรรลุจรณะ 15 วิชชา 8

 รายการ วิถีอาริยธรรม - ตอบปัญหาออกจากป่า พาบรรลุจรณะ 15 วิชชา 8
วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2564 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8 (แปดรอบที่ 2) ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก

 

SMS วันที่ 9 ก.ค. 2564

 

สามเส้าหลักของการเมืองโลกุตระ

_Somsak (สมศักดิ์) : เชื่อและศรัทธาพ่อครูและหมู่กลุ่มของท่านทุกเรื่อง.... ยกเว้นเรื่องการเมืองเท่านั้น กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ ผมมีเพื่อนเป็นนายทหารท่านนึง เค้าบอกว่าเค้าศรัทธาอโศกมาก แต่ว่าอโศกมีเรื่องที่รู้ไม่จริง หรือรู้ไม่หมดในวงการทหาร

พ่อครูว่า... อย่าไปปักใจเชื่อมั่นเกินไป แต่เชื่อมั่นก็ดีแล้ว

แล้วเราไม่จำเป็นต้องรู้ไปทั้งหมดในเรื่องอะไรๆ เพราะเรามีความรู้เรื่องหนึ่งเดียวที่ชัดเจนแน่วแน่อยู่แล้วว่า สัจจะมีหนึ่งเดียว ความจริงความตรงมีหนึ่งเดียวคือความสะอาดบริสุทธิ์ แล้วเราก็เข้าใจความสะอาดบริสุทธิ์ จะมีอะไรก็มี 2 สะอาดบริสุทธิ์ก็คือ 1    1 ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่มีอื่น เพราะฉะนั้นรออยู่ที่ 1 หนึ่งๆ อะไรอื่นที่จะมาหลากหลาย ทหารก็มีเรื่องราวหลากหลาย อะไรที่มีแตกต่างหลากหลายก็หลากหลายมันก็หลาย 2 ก็ล้วนแล้วแต่แตกต่างไปจากสัจจะที่มีหนึ่งเดียวเท่านั้นเราจะไปกลัวอะไร สัจจะหนึ่งเดียวนั่นคือความสะอาดบริสุทธิ์ซื่อสัตย์

ในการเมืองมี คือ

1. นักการเมือง จะต้องไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่พวกไม่เห็นแก่ใครเลย จิตต้องบริสุทธิ์ซื่อสัตย์ สะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา

2. ต้องมีความรู้ ความรู้ที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องมนุษย์และสังคม ซึ่งผู้ศึกษาธรรมะจะต้องศึกษาเรื่องชีวะที่เป็นมนุษย์จิตนิยาม กับสังคมที่อยู่ร่วมกัน เป็นสาราณียธรรม มีคุณสมบัติทั้ง 7 และมีคุณสมบัติของวรรณะ 9  คนที่มีความเป็นจริงของวรรณะ 9 และพุทธพจน์ 7 ใครมีก็เลือกได้ จะมีความเห็นร่วมอย่างไรเสร็จ มันก็เป็นหมวดหมู่เป็นกลุ่มก้อนของความบริสุทธิ์สะอาด

นัยยะลึกซึ้งของสิ่งเหล่านี้  3 เส้าคือ

1. ไม่มีตัวตน

2. มีความรู้ความสามารถในความเป็นมนุษย์และสังคม

3. ทำงานรับใช้ประชาชนจริง เสียสละจริง สละนั้นอยู่ในความสะอาดแล้ว ทำงานมีความรู้ความสามารถก็มีความรู้เรื่องมนุษย์และสังคม ทำงานมีกรรมกิริยาลงมือทำไม่ใช่เอาแต่ปากพูดต้องครบทั้งกายวาจาใจจริงๆ

นี่คือพฤติกรรมของมนุษยชาติจริงๆ คนที่มีอย่างนี้ก็จะไม่สงสัย นี่เป็น 3 เส้าหลักของความเป็นประชาธิปไตย

ยังมี 3 เส้า รองอีก ตอนนี้ยังไม่พูด ตอนนี้ชาวอโศกไม่ได้ไปร่วมในการเมืองเพราะสะสมบุญญาวุธอยู่ สักวันหนึ่ง ดอกไม้จะบานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจักหลากหลาย สักวันหนึ่งคนดีทั้งหญิง-ชาย จะเกิดขึ้นมากมายในแผ่นดิน ไม่ต้องรอมีทั้งแผ่นดิน สักวันหนึ่ง พูดเหมือนท้าทายแต่เราทำจริงอยู่

แม้อาตมาจะเสียชีวิตไปแล้ว พวกเราก็มีเชื้อของโลกุตรธรรมอยู่ในจิตกันแล้ว แล้วพวกคุณก็จะยังชีวิตต่อไป คุณจะงอมืองอเท้ากันหรืออย่างไร คุณจะหนีออกป่ากันหรือยังไร คุณก็ไม่หนีออกป่าคุณไม่หนีไปไหน ไม่งอมืองอเท้าก็เดินหน้าเท่านั้นเอง เป็นแต่เพียงว่าเรามีความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่าเราจะทำเป็นผลีผลามใจร้อน ก็ไม่ทำ เราทำอย่างสุขุมประณีตทำอย่างดีตามลำดับที่เป็นไปได้เป็นไปจริง ถ้าเป็นเตี้ยอุ้มค่อมเราก็ไม่เอา เราก็ทำไปเรื่อย

เราไม่มีปัญหาที่จะต้องการอำนาจ ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เราไม่มีโลกธรรม เพราะฉะนั้นไม่มีตัวใดที่จะมาดันโลกธรรม เมื่อไม่ดันเราก็ทำตามสภาวธรรมของเราเท่านั้น เพราะฉะนั้นการผิดพลาดมันก็น้อย แต่แน่นอนเราเป็นมนุษย์ เหมือนกับทุกๆคนก็อาศัยอยู่อย่างที่มันเป็นประโยชน์คุณค่าเป็นสิ่งที่ควร สิ่งที่เหมาะสมที่เราจะต้องกระทำเราก็ทำสิ่งนั้นไป ตามที่เราพอมีเหตุปัจจัยมีองค์ประกอบ ที่สามารถทำได้

เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยวนี้ เกริ่นไว้แล้ว พวกบัณฑิต สัมมาบัณฑิต ก็พยายามรวมตัวกันแล้ว บางคนก็มีครอบครัวบางคนก็ไม่มีครอบครัวแต่ก็ไม่ได้มาบวช เป็นบัณฑิตก็รวมตัวกันอยู่ ตั้งชื่อพรรคแล้วด้วย “สัมมาธิปไตย” เท่เสียไม่มี รู้เลยว่า อาจจะโกนหัวทุกคน เป็นแฟชั่นใหม่สกินเฮด พอเห็นหัวเหลื่อมมาบๆรู้เลย นั่งในสภาก็เลยว่าอยู่ตรงไหนแต่ส่วนมากเขาจะจัดที่ให้อยู่รวมกันในแต่ละกลุ่มพรรคใดก็อยู่เป็นกลุ่มๆไป

ซึ่งมันจะได้มันจะเป็นไปมันจะได้พิสูจน์ความจริงกันว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนไม่ทำการเมือง แต่ทำการเมืองมาแต่ในยุคพระองค์ แต่เป็นการเมืองแบบพระพุทธเจ้า การเมืองแบบมีธรรมาธิปไตย แล้วเป็นผู้ที่สามารถรู้องค์ประกอบของโลก องค์ประกอบขององค์รวมของสิ่งอื่นๆที่รวมกันอยู่นอกตัวเรา สิ่งที่รวมกันอยู่นอกตัวเราแล้วเราต้องอาศัยเกี่ยวข้อง

เหมือนกับร่างกายและจิตใจ เราเป็นตัวประธานคือจิตใจกับร่างกายก็ต้องอยู่ด้วยกัน โลกก็ต้องอยู่ด้วยกันกับอัตตา อัตตาคือจิตวิญญาณ โลกก็คือร่างกาย ฟังเพลงมาร์ชประเทศคือชีวิตสิ รวมความละเอียดอยู่ในนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้นมันมีหลัก พวกเราชาวอโศกมีหลัก พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเรามีหลัก หลักนี้ไม่ใช่ของเราเท่านั้น หลักนี้เราสืบทอดมาจากพระพุทธเจ้า ไม่รู้กี่พระองค์มาก็ตาม ซึ่งพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้น ผ่านการบริหาร ผ่านการช่วยมนุษยชาติ ทุกพระองค์ ตั้งแต่เป็นคนกัลยาณชน ช่วยกันในหมู่กลุ่มตั้งแต่ครอบครัวจนถึงเป็นหมู่คณะเพื่อนพ้องน้องพี่ แล้วก็เป็นคณะใหญ่ร่วมงานกับข้างนอก จนกระทั่งรับหน้าที่อย่างเป็นหน้าที่ ช่วยทำงานเป็นข้าราชบริพารเป็นข้าราชการเป็นคณะทำงานอย่างเป็นหลักเป็นฐาน จนรับตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นไปจนกระทั่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พูดอย่างหลัดๆ เป็นพระเจ้าแผ่นดินในแคว้นเล็กจนกระทั่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินในแคว้นใหญ่ต่อ พระโพธิสัตว์ผ่านมาทั้งนั้น กว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้า

ผ่านมาทั้งนั้น สลับกัน ทางธรรมะเด่น ทางโลกเด่น สลับกันชาติแล้วชาติเล่า จำไม่หวาดไม่ไหว อาตมายังรื้อฟื้นไม่ออกเลยแต่รู้อย่างคร่าวๆมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ชีวิตของพระพุทธเจ้านี้เป็นชีวิตที่มีประสบการณ์จริง ผ่านมาจริงเป็นจริงได้แล้วทำจริงสะสมฝึกฝนเป็นของจริงเป็นสภาพคู่ ทั้งมีสภาวะจริงและมีความรู้ เป็น อุภโตภาค มาทั้งนั้นๆไม่บกพร่องเลื่อนลำดับมาอย่างลุ่มลึก เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม ไม่มีอะไรกระฉึกกระฉัก 

เมืองไทยจะเป็นเมืองประชาธิปไตยต้นแบบของโลก ซึ่งความเป็นประชาธิปไตยเขาก็ยังเข้าใจไม่ได้กลายเป็นเข้าใจประชาธิปไตยเก๊ พิลึกพิลั่น ประชาธิปไตยแบบมีตัวตนหลักมีอำนาจมีทรัพย์สินเงินทองมีเครือแหมีวิธีการทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะอย่างเช่นอเมริกามีตัวอย่าง เป็นตัวอย่างผสมอะไรกันหมดเป็นสายฟุ้งซ่าน สายความคิด

ส่วนสายศรัทธาพาซื่อ จะออกนอกรีตไปเป็นคอมมิวนิสต์ เหมือนเกาหลีเหนือ หรือไม่ก็ซื่อเงียบไปเลยเหมือนกับธิเบต มีรูปแบบมีตัวอย่างให้ดูทั้งนั้น แต่อย่างธิเบตก็เป็นนอกรีตออกไปธิเบตแบบเป็นได้สูงสุดก็เป็นพวกเดินแก้ผ้าโทงๆ พวกเชน ก็มีเท่านี้ ตัวอย่างก็มีอยู่ในโลกให้อ้างอิงยืนยันได้ เป็นจริตนิสัยของคน รวมแล้วก็อย่างที่เขาเป็นกัน

หรือไม่ก็พวกไสยศาสตร์ซึ่งเป็นได้ไม่คงทน ใช้จิตจะรวมให้เป็นพลังงานทำอะไรพิลึกพิลือ แต่ไม่รู้ที่มาที่ไปมันลึกลับมาแบบแปลกๆ เหมือนพวกผีสาง มันก็รับมือยาก แต่มันไม่ทนพวกนี้ไม่ทนพลังงานช่วงแวบก็ทำได้ อาตมาก็เล่นมาก่อนเลยรู้ดี ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นหนังเหนียวทำได้ เอามีดโกนยิลเลตต์ที่บางและคมกรีดผิวหนังก็ไม่ระคาย

อาตมาเล่นไปไม่นาน มันก็ฟันเข้า มันไม่คงทน  ต้องฮึดใหม่ ได้เป็นช่วงๆ ต้องรวมพลังใหม่ พลังของสิ่งที่เราไม่รู้ เหมือนเรารวมพลังแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้ามา มันก็ได้ชั่วคราวเพราะมันไม่มีรูปไม่มีน็อตไม่มีโซ่ไม่มี Epoxy มาติดกันจิรงๆ มันไม่ใช่รูปธรรม มันเป็นนามธรรมรวมกันเดี๋ยวเดียว ขนาดน้ำเคยเห็นดอกน้ำมั้ย ผลึกน้ำมันจะมีรูปร่างต่างๆสวยนะ รวมกันเดี๋ยวก็แยก ขนาดน้ำนานกว่าอากาศ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้ามันเร็ว มันไม่ทน ถ้าเป็นวัตถุก็รวมกันได้มากขึ้นนานขึ้นเท่านั้นเอง

สรุปมาที่การเมืองคือพฤติกรรมมนุษย์ระบบระเบียบมนุษย์ ระบบระเบียบที่สูงสุดของการบริหารปกครองคือประชาธิปไตย มีประชาชนเป็นอำนาจ แม้ผู้นำไม่เอาตัวเป็นใหญ่เอาตัวเสมอกับ ประชาชน เป็นแต่เพียง ประชาชน อื่นๆเขายกให้เป็นหัวหน้าเป็นผู้นำคิดเป็นผู้ชี้เป็นผู้คิดบอกวิธี เจริญเฉลียวฉลาดทางความคิดความรู้ แล้วก็ลงมือทำได้ด้วย แต่ลงมือเท่าๆกับคนอื่นได้ด้วยแต่หัวคิดมันต้องสูงกว่า ฝีมือฟันดาบเท่ากับประชาชนทุกคนเลย มีนักดาบ 10 คนฝีมือของหัวหน้าก็พอๆกันกับนักดาบอีก 10 คน แต่หัวความคิดความรู้สูงกว่าเขา อันนี้เป็นยอดเป็นเลิศความยอดที่จริง

แล้วเป็นสภาวะโลกุตระที่ย้อนแย้งก็คือ นักรบที่เก่งที่สุด ต้องเป็นนักรบที่ทำให้คนตายโดยไม่ต้องกระทบเขาเลย ยกมือปั๊บตายไปเลย ไม่ต้องกระทบให้เจ็บปวดไม่ต้องไปรู้สึก เห็นพวกหนังกำลังภายในไหม ยิ่งเบายิ่งเป็นลหุธาตุ

ในสัจจะก็เรียกเป็นสัจธรรมคือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา แล้วมีกายวิญญัติกับวจีวิญญัติ เป็น 5 นี่คือวิกายรูป 5 วิกายรูป 2 อัน คือ กายกับวจีวิญญัติ เห็นได้สัมผัสได้ง่าย แต่อีก 3 อันลหุตา มุทุตา กัมมัญญา สัมผัสได้ยาก กัมมัญญายังพอรู้เป็นกิริยาของจิต ยิ่งมุทุกับลหุตาบางเบาที่สุด เป็นคู่สุดท้าย

มุทุตา กับลหุตา จะเอาอะไรเป็นบวกหรือลบสลับกันไปกันมาก็ได้ จะเอาลหุตา เป็น เบา หรืออ่อน มุทุอ่อน ลหุเบา จะเอาอ่อนหรือเบาขึ้นก่อนก็ได้ หมุนเวียนเป็นสิริมหามายาได้เป็นคู่สุดท้าย กาละใดองค์ประกอบใดสมัยใน โลกใด ที่มีเหตุปัจจัยต่างๆร่วมกันแล้วครบอย่างนี้ เราจะใช้หน้าไหน

จะใช้หน้าลหุขึ้นก่อนหรือใช้หน้ามุทุขึ้นก่อน จะว่าจริงๆแล้ว ลหุกับ มุทุ

ลหุ เป็นเรื่องของพลังงานแท้

มุทุ เป็นเรื่องของจิตแท้

ลึกๆเข้าไปแล้ว ลหุตา แม้พยัญชนะก็ห่างไปจากจิต แต่ มุทุ คือ ม คือจิต ล คือพลังงาน

ใช้ทั้ง ม และ ท ส่วนตัว ท คือพลังงาน กำลัง ที่เป็นกลุ่มก้อน ทห ทหาร มีรูปธรรม ก็เอาสระมา อะ อิ อุ มาใส่ เป็น มุ หรือ ทุรวมแล้ว สามเส้าของ ม กับ ท เป็นคู่ที่ทำงานอยู่ในโลก สัจจะพวกนี้เป็นเรื่องจริงเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาศึกษามาถึงขั้นนี้เอามาพูดนำเสนอด้วยความจริงใจเป็นเรื่องที่มาเปิดเผยต้องอธิบายสืบทอดกันไว้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ทางธรรมะเป็นวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า วิทยาศาสตร์ที่เราจะต้องรู้ไว้เท่าที่ตัวเราจะมีบารมีในแต่ละคน ก็ค่อยๆเอามาใช้ได้

สรุปแล้วเรื่องของการเมืองก็เป็นเรื่องของคน เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของช้างของม้าของไดโนเสาร์ไม่ได้ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของคน แล้วคุณจะให้การเมืองไปอยู่ที่ช้างม้าที่ไดโนเสาร์ได้อย่างไร มันทำไม่เป็นหรอก แต่คนนี่แหละทำเป็น อย่าโง่หนักนักเลย ว่า อย่าเอาธรรมะมาใส่การเมือง คุณไปหลอกคนโง่ๆนู่น  คนโง่ก็เชื่อคุณ แต่คนที่ฉลาดแล้วเขาไม่เชื่อหรอก อย่าเอาธรรมะมาใส่การเมือง คือความคิดของพวกคนโง่ทำให้การเมืองฉิบหาย คุณก็พากันไปเป็นพวกฉิบหาย เอาเรื่องฉิบหายๆมาใส่ในเรื่องที่เป็นเรื่องเจริญมันคนละตระกูล เพราะฉะนั้นเขาไม่พูดกันหรอกผู้เจริญ เขาก็ต้องพูดกันอย่างที่เจริญและดีงาม

เพราะฉะนั้นผู้ที่พูดมาบอกว่าผมมีเพื่อนเป็นนายทหาร ซึ่งอาตมาไม่มีเพื่อนเป็นนายทหาร แต่อาตมามีนายทหารมาคอยเรียนรู้กับอาตมาอยู่ ซึ่งเขาไม่สามารถมาตีตัวเสมอเป็นเพื่อนได้ พูดเสียให้มันเท่อย่างนี้

แล้วคุณก็บอกว่าเขาบอกว่าเขาศรัทธาอโศกแต่มีเรื่องที่อโศกรู้ไม่จริง ซึ่งก็เป็นความรู้ของคุณที่คุณคิดว่าเป็นเช่นนั้น

พลังงานของความถูกต้องดีงามความประเสริฐมันมีพลังงานละเอียดไปจนกระทั่งเป็นฉัพพรรณรังสี อย่างที่เคยอธิบาย เป็นพลังงานที่ไร้สภาพที่มากั้น ที่คุณจะผ่านเข้ามาไม่ได้เลย พลังงานรังสีที่ละเอียดคุณยังผ่านเข้ามาไม่ได้เหรอ เป็นพลังงานเหมือนกัน แต่พลังงานของคุณเป็นพลังงานแบบผิดๆ แต่อันนี้เป็นพลังงานที่เป็นสัจจะ พลังงานที่ผิดเข้ามาเจอพลังงานที่เป็นสัจจะมันก็เข้ามาไม่ได้

หรือพลังงานปัญญาพลังงานฌานพลังงานบุญ มันซัดพลังงานราคะ โทสะ โมหะ ตายหมดเกลี้ยงไปหมดเลย

การเมืองไทยแบบนี้นักรัฐศาสตร์ยังเข้าใจไม่ได้ไม่ยอมรับความจริงทั้งทั้งที่มันเป็นแล้ว แต่พวกเราเป็นลูกพระพุทธเจ้าแท้ๆ ไปรบปราบรัฐบาลชั่วไปตั้ง 4-5 รัฐบาล ด้วยบุญญาวุธ ด้วยธรรมาวุธ เอาความสงบเอาความไม่รุนแรงไม่ใช้อาวุธ เอาสัจจะความจริงไปรบชนะมาแล้ว แต่คุณจะต้องศึกษาต่อไปกว่าจะยอมรับได้รู้ว่าประเทศไทยทำจริง ​ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณสมัคร สมชาย  อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ดีกว่าอันอื่นหน่อย

อาตมาพอรู้ในสังคม globalization Social Media ไม่มีประเทศไหนทำได้ เก่งอย่างไรก็ทำสู้ประเทศไทยไม่ได้ที่มีโลกุตรธรรมสุดยอด เป็นเรื่องการเมืองที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ดำเนินอยู่ ยังดำเนินต่อไปอยู่

ตอนนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็รับหน้าที่ เป็นแชมป์เปี้ยนต้องมีคู่ชกเสมอ หากว่าเป็นแชมเปี้ยนและไม่มีคู่ชกเลยเดี๋ยวเขาก็ปลดขึ้นคาน เพราะฉะนั้นต้องพิสูจน์ไปเรื่อยๆ ให้ Champion มา รอง Champion ที่จะขึ้นมาปะมือ ก็ต้องพยายามจะเก่งเท่ากับแชมป์เปี้ยนให้ได้ ดูแต่ข่าวคราว ผู้หญิงก็ไม่มีเว้นไม่ใช่มีแต่ผู้ชาย ผู้หญิงก็ประมือกันได้ เป็นธรรมดาของสัจธรรมอย่าให้อ่อนแอ อย่าเพิ่งให้ไปติดโควิตก็แล้วกัน จริง ส่งข่าวถึงพลเอกประยุทธ์ อาตมาเอาใจช่วยเต็มที่ แข็งแรง เบิกบาน ร่าเริง ตายเป็นตายเลย ใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อนวูวาบ สู้ด้วยปัญญาดีๆ ปฏิภาณที่ดีๆ ซึ่งปฏิภาณไหวพริบดีแล้วไม่ต้องห่วง แต่อย่า

ประมาท ยังเป็นไปยังแข็งแรงใช้ได้ ดูยังมีกำลังวังชา โจ ไบเด้น เขาตั้งอายุ 74 ปี พลเอกประยุทธ์ยังไม่ 70 เลย 

อาหารการกินประเทศไทยเราดี อย่าไปกินทุเรียนมากเกินก็แล้วกัน บนโต๊ะก็มีอินท

ผาลัมเยอะเลยนี่ เมื่อวานอาตมาเผลอฉันไปตั้ง 15 เมล็ด

สรุปอีกที เรื่องการเมือง พวกเราช้าๆ ค่อยๆเป็นไป ตอนนี้พรรคสัมมาธิปไตย กำลังให้อาหารป้อนวิตามินกันอยู่ ก็ว่าไป มันทิ้งไม้ได้หรอกสังคมประเทศชาติมวลชน มันต้องช่วยกันคนละหัว 2 หัว

 

จรณะ 15 สู่ วิชชา 8

_สงกรานต์ สติมา : กราบคารวะพ่อท่านอย่างสูง หมวดธรรมที่พ่อท่านเน้นเสมอมา ตั้งแต่เริ่มการเผยแพร่ธรรมของพ่อท่าน จนทุกวันนี้คือ จรณะ ๑๕ (หรือ เสขปฏิปทา)

ข้อปฏิบัติหลัก คือ ๔ ข้อแรก (สังวรศีล / สำรวมอินทรีย์/ โภชเนมัตตัญญุตา /ชาคริยานุโยคะ)

ส่วน อีก ๗ ข้อ ต่อมา (คือ สัทธรรม ๗ ประกอบด้วย ศรัทธา /หิริ /โอตตัปปะ /พหุสุตะ /วิริยะ /สติ /ปัญญา ) เป็นข้อปฏิบัติเสริม หรือทำให้มีพลังสู้กิเลสมากขึ้น

และ ๔ ข้อสุดท้าย(ฌาน๔)  และ วิชชา๘ น่าจะเป็นผลที่เกิดตามมา ใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า...ถูกต้อง อาตมาไม่ได้ทิ้งเรื่องศีล มาขยายความ อปัณณกปฏิปทา 3 เรื่อง สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ มาปฏิบัติตื่นๆไม่ใช่ไปหลับ อย่าไปหลบ พาทำมา ตอนหลังมาเน้นพยัญชนะ คุณหลับตาเอาแต่จิต ทิ้งทวารทั้ง 5 ไป ก็ขาดความเป็นกาย แล้วบอกว่าตื่น แต่คุณพาหลับตามันยิ่งไม่ตื่นเลย ให้สำรวมอินทรีย์ก็สำรวมแต่ใจอย่างเดียว โภชเนมัตตัญญุตา บ่ฮู้บ่หันเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เลิกเลย

อาหารชนิดที่หนึ่ง กวฬิงการาหาร ก็ไม่รู้ ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แม้แต่ตัวสัมผัสกระแทกกระทุ้งอย่างแรงอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง กระแทกด้วยหอก 100 เล่มแทงก็ดันหนังเหนียวอีก เจ็บก็ไม่เจ็บดันหนังเหนียวอีกต่างหาก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็นหอกหักหมด ไม่รู้กี่ 100 เล่ม จนเป็น1,000 เป็น 10,000 เล่มแล้ว คุณก็ยังอยู่อย่างนั้น

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าพวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านี้ ตื่นตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ พวกเราจะได้ยิ่งกว่าที่พระพุทธเจ้าได้ชฎิลสามพี่น้องมาเป็นช่วงๆ มีชฎิล 3 พี่น้องอยู่ในกลุ่มหลับตาเยอะเลย ไม่ใช่เฉพาะสายอาจารย์มั่น สายอื่นมีอีกหลายสาย แม้แต่ธัมมชโยก็หลับตา แต่สายธัมมชโยอาจจะช้ากว่า เพราะสายธัมมชโยจริงๆแล้วน้อยและเบา มีน้อยและเบาบาง พลิ้วๆฟุ้งฟริ้งไม่หนักแน่นเหมือนสายพระป่า เป็นพวกพระบ้าน เป็นพวกแพร มีนักการเมืองคนหนึ่งอาตมาตั้งชื่อให้ว่าแพรฟ้า มีแว่นตาเป็นเอกลักษณ์

ในเรื่องของสัจธรรมพวกนี้ทำเป็นเล่นไป มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องเล่น ค่อยๆเป็นไป

อาตมาถึงบอกว่า พยายามพากเพียร กระเสือกกระสนต่อชีวะชีวิตให้ยืนยาวไปเรื่อยๆเป็นการพิสูจน์สัจธรรมพระพุทธเจ้าด้วย  ในการต่ออายุขัย และเป็นเรื่องที่ควรจะทำ ควรจะเป็น และลึกๆอีก อาตมาว่า อาตมาดึงเอารายละเอียดของธรรมะออกมา มันยังออกมาไม่หมดเลย มันยังจะต้องว่ากันไปอีก

ข้อปฏิบัติหลัก คือ ๔ ข้อแรก (สังวรศีล / สำรวมอินทรีย์/ โภชเนมัตตัญญุตา /ชาคริยานุโยคะ)

สังวรศีลเป็นหลัก แล้วปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา

ศีล หิริ โอตตัปปะ อาตมาขยายความ ละอายอย่างแรงกล้า แล้วก็จะต้องมีความเคารพความรักอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้าอีก

ทำไมต้องแรงกล้า และหิริโอตตัปปะอย่างไร รักอย่างไร เคารพอย่างไร มีนัยยะละเอียดลึกซึ้งเนียนในสุดยอดของจิตวิญญาณ

เป็นใจที่จริงที่สุดเลย คนที่รู้สึกตัวสำนึกความผิดแล้ว ทุกคนสะสมความผิดสะสมความโง่มาเยอะมาก เพราะฉะนั้นผู้ใดเกิดสำนึก เกิดรู้สึกตัว ตัวเองขายขี้เท่อขนาดนี้หรือ กูนึกว่ากูเป็น Google แล้วนะ ที่จริงกูโง่ ไม่ใช่ Google มันจะรู้สึกตัวเลยว่าน่าอายจริงๆเลย ละอายอย่างแรงกล้า เพราะฉะนั้นเมื่อสำนึกรู้ว่าอันนี้คือความถูก เราไปทำผิดในสิ่งที่ถูก เราไปขบถต่อสิ่งที่ถูก พอรู้จริงรู้สึกขึ้นมามันก็จะละอายหนัก แล้วก็จะรักสิ่งที่ถูกนี่หนักขึ้นๆๆ ความรักเป็นความรักที่สูงส่ง บูชาเคารพ

คำว่า แรงกล้า เป็นน้ำหนักของผู้ที่พลาดพลัง ไปอย่างโง่ๆดักดาน อาตมาก็นึกถึงผู้ที่เป็นปราชญ์เอกทางศาสนาในเมืองไทย ถ้าท่านเกิดจิตตัวนี้ขึ้นมาสุดยอดเมื่อนั้นเลย แล้วท่านจะบรรลุเร็วก่อนใครด้วย จริง แต่มันเหมือนเส้นผมบังภูเขา เอาเส้นผมออกยังไม่ได้ หากเอาเส้นผมออก เห็นภูเขาเบ้อเร่อเท่อเลย เส้นผมไปบังภูเขาได้อย่างไรมันจริงเลย เพราะเส้นผมนี่แหละคือโลก คือโลกียะ คืออำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มันบัง เป็นเส้นผมบังภูเขาได้ พูดให้ตายใครเข้าใจ ใครจะเชื่อ เส้นผมบังภูเขาได้อย่างไร แต่โดยสัจจะมันบัง เข้าใจจุดนี้ไหมเส้นผมบังภูเขา เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนมาก นิดเดียวเท่านั้นที่มันบังอยู่ ถ้าเอาอันนี้ออกได้จะเห็นภูเขาตระหง่านเลย ตะนาวศีลเลยนะ

ตอนนี้ทำภูเขากันดึกดื่นเลย นี่ยังมีสะพานโค้งรุ้งอีก ยังจะประมูลกันอีกต่อไป กลัวจะแพงจริงๆ ภูเขาก็ยังต้องจ่ายไปอีก นี่อุตส่าห์ซื้อรถบดใหม่

ส่วน อีก ๗ ข้อ ต่อมา (คือ สัทธรรม ๗ ประกอบด้วย ศรัทธา /หิริ /โอตตัปปะ /พหุสุตะ /วิริยะ /สติ /ปัญญา ) เป็นข้อปฏิบัติเสริม หรือทำให้มีพลังสู้กิเลสมากขึ้น

และ ๔ ข้อสุดท้าย(ฌาน ๔)  และ วิชชา ๘ น่าจะเป็นผลที่เกิดตามมา ใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า...พหูสูตคือกองสะสมความรู้ความจริง พหูสูตไม่ใช่แค่ความรู้หรือผู้มีความรู้มากแต่คือผู้ที่มีความจริงด้วยทั้ง 2 นัยยะ สุตะคือมีทั้งความรู้และความจริง หรืออีกคำหนึ่งเขาเรียกว่า พาหุสัจจะ หรือพหุสุตะ สุตะเน้นความรู้ สัจจะเน้นความจริง

สุตะ กับสัจจะ ก็นัยยะคล้ายกัน ความจริงเหมือนกัน จริงอย่างสัจจะกับจริงอย่างสุตะ สุตะ คือความจริงแบบ static ส่วน สัจจะเป็นความจริงแบบ dynamic

วิริยะ สติ ปัญญา วิริยะคือความเพียร สติคือความตื่นมีระลึกรู้ ปัญญาคือความจริง ที่จะมีสติรู้ครบประมวลมา  2 สภาพ บวกลบ รวมแล้วก็คือปัญญา บวกลบรวมกันเป็นปัญญา เป็นข้อปฏิบัติเสริมเข้าไป ศีลเป็นหลัก อปัณณกปฏิปทา 3  แล้วมี สัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา เสริม

รวมเป็นจรณะ 15 รวม ทำให้มีพลังสู้กิเลสมากขึ้น ปราบกิเลสในจิต โดย 4 ข้อสุดท้ายคือ ฌาน 4 และวิชชา 8 น่าจะเป็นผลที่เกิดตามมาก็ใช่แล้ว เกิดปฏิกิริยาแทรกซ้อนเป็นยาดำอยู่ในนั้น

ปัญญาเป็นยาดำ ความรู้เป็นยาดำ ไม่มีขาดความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างของพระพุทธเจ้าการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มีแต่สภาวะอย่างเดียว แต่มีปัญญาร่วมด้วยตลอดเวลา ร่วมด้วยสภาวะจริงที่มีสิ่งที่เป็นสภาวะ ตั้งแต่สภาวะอุตุ สภาวะพีชะ สภาวะจิต หรือสภาวสัตว์ ตั้งแต่เป็นมนุษย์ไปเป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ก็มีปัญญาร่วมตลอด

ปัญญาเป็นยาดำหรือเป็นกระษัย เหมือนจุนสี ที่เจือในน้ำ ไม่มีเอกเทศใดๆที่จุนสีจะไม่แทรกซึมไปถึง ภาษาอีสานคือ สีย่อนๆ เหมือนก้อนสารส้มก้อนเกลือแต่จุนสีจะสีฟ้าๆ ใส่ในน้ำก็มีสีฟ้านวลสวย เป็นธาตุละลาย แทรกไปในน้ำ ทำให้สะอาดมีพลังอย่างหนึ่ง  

 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

ลักษณะ osmosis ของ บวร

_สู่แดนธรรม... จะพูดให้นักเรียนที่มาฟังกัน เปรียบเทียบกับพวกเราเลือกหัวหน้าห้องได้เพราะพวกเราจะเห็นเขาเสียสละ รับผิดชอบดี หลวงปู่เคยพูดหลายครั้งว่า ประชาธิปไตยที่ดีจะไม่ต้องหาเสียง แต่คนจะเลือกเองเพราะคนสมัครคือผู้รับใช้ ผู้เสีสละเป็นปกติจริงๆอยู่แล้ว..

พ่อครูว่า... เป็นสภาวะจริงของพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนก็ตามอยู่ร่วมเป็นบวร ผู้ใหญ่ก็จะมีตั้งแต่สมณะ สิกขมาตุ จนผู้ใหญ่ ก็จะมีคุณวิเศษคุณธรรมที่ซ้อนกันอยู่ในนี้ คนเราเห็นด้วยตานั้นยาก แต่เห็นด้วยใจมันออสโมซิส เห็นแต่ใจจะซึมลึกละเอียดโดยที่เราไม่รู้ตัว Osmosis คือการซึมเข้าไปในตัวโดยเราไม่รู้ตัว ถ้า Apsorb มันจะหยาบกว่า กระทบแล้วรับ แต่ Osmosis นั้นไหลซึมโดยไม่รู้ตัว มีลักษณะอย่างนั้นเพราะเราเป็นชาวบวร บ้านวัดโรงเรียนและวัดของเราเป็นวัดโลกุตระ วัดที่มีคุณสมบัติลึกซึ้งจริงๆ มีนัยยะมีธรรมะ ละเอียดลึกยิ่งกว่าออสโมซิส ไม่รู้ตัวเลย ซึมเข้าไปอยู่ตลอดเวลาโดยเราไม่รู้ตัว

แม้แต่เราไม่ประสีประสาอยู่ในนี้ มันก็เข้าไป แม้ว่าเราจะไม่มีปฏิภาณปัญญาเป็นตัวรับ มีแต่พวกเจโตมันก็ได้ อาจจะนานหน่อย 40 สงสัยเศษแสนมหากัป แต่ถ้าเป็นปัญญาก็จะเร็วเป็น 20 อสงไขยแสนมหากัป แต่พวกเดี๋ยวเอาเข้าเดี๋ยวเอาออกเป็นพวกวิริยาธิกะ ก็ 80 อสงไขยเศษแสนมหากัป มันก็จะมากกว่ากันหลายต่อ

การอยู่กับหมู่มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่มีเสีย เรียกเป็นภาษาว่าไม่เสียหลาย แต่หากไม่เสียหายคือพังไป แต่นี่ใช้ไม่เสียหลายคือ มันจะได้ไปเรื่อยๆ ซึมลึกๆๆ ดีกว่าจ้ำบึ๊ดๆๆ เสียแรง แต่ซึมลึกๆๆนี่ไม่เสียหลาย เสียหลายนี่ได้แต่เสียแรงไม่ได้นะ

 

สภาพจิต 2 ประการ ทำให้น้ำตาไหล

_วิเชียร จิระเวชบวรกิจ : กราบคารวะพ่อท่านสุดเศียรเกล้า ผมฃึ้งฃื้อ ไม่เจอพ่อท่านมา 20 กว่าปี อยากพบพ่อท่านจัง จะถามพ่อท่านว่าถ้าเรามีปีติบ่อยมาก จนบางครั้งน้ำตาไหล กลั้นไม่อยู่ จะแก้ไขได้อย่างไรครับกราบคารวะ

พ่อครูว่า...น้ำตาไหลมีทั้งน้ำตาไหลแบบโกรธน้ำตาไหลแบบรัก ชื่นใจอย่างแรงก็น้ำตาไหล โกรธอย่างแรงก็น้ำตาไหล เป็นสภาพ 2 สภาพ แบบโกรธน้ำตาไหลนั้นมันเลวกว่า ซาบซึ้งประทับใจก็ดีกว่า แต่ดีกว่านั้นก็คือเข้าใจให้ได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่จำเป็นจะต้องมี อุเพงคาปีติ น้ำหูน้ำตาไหลขนาดนั้นก็ค่อยๆสำนึกไปจะค่อยๆลดลง อุพเพงคาปีติ จะแรง ต้องค่อยๆลดลงไปหาความเบาไปตามลำดับ แม้ไม่ทำอะไร ใช้เวลามันก็จะเบาบางลง แต่ถ้ามีปฏิภาณปัญญาความรู้ รู้ว่าเราจะไปมีอาการเหล่านี้อยู่ทำไมมันเสียแรงเสียเวลาเรา เป็นกิริยาที่น่าอาย หิริโอตัปปะ น่าละอายอย่างหนึ่ง  ร้องไห้ต่อหน้าต่อตาแม้จะเป็นเรื่องซาบซึ้งมันก็ดูอ่อนแอ เป็นเรื่องไม่ดี ไม่แข็งแรง ก็ยิ้มรับในหน้าก็พอแล้ว ถึงขั้นจะยิ้มทั้งน้ำตาไหลมันก็แย่กว่า ยิ้มด้วยน้ำตาไม่ไหลก็ดีกว่า มันก็จะค่อยๆเป็น ก็จะลงมาจาก อุพเพงคาปีติ มาหาผรณาปีติ ค่อยๆเป็นไปอย่าใจร้อนปฏิบัติเถอะมันจะเป็นไปได้

อยู่ที่ตัวเองบางคนก็อาจจะช้านานหน่อย บางคนตั้งใจได้ดีไม่ช้ามันก็จะเร็วกว่า พูดเหมือนกำปั้นทุบดินแต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

 

_Aumporn Kul (อัมพร กุล) : ตอนนี้ชาวบ้านข้างนอกกำลังเดือดร้อน พ่อครูจะมีคำแนะนำอะไรบ้างครับ

พ่อครูว่า...ติดตามดีๆก็แนะนำอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เรื่องหยาบ กลาง พวกเรานี้มีหลายระดับ อธิบายกันไในแต่ละมุมแต่ละเรื่อง อย่างท่านเพาะพุทธ ก็อธิบายอยู่คนเดียวชมนกชมไม้ของท่านไป ก็เก็บไป พอมาถึงพวก สมณะ สิกขมาตุพวกเราก็เข้มข้นขึ้นมา ไม่ไปชมนกชมไม้อย่างท่านเพาะพุทธ มาถึงอาตมาก็จะตีหัวเข้าบ้าน เป็นเรื่องสัจธรรมที่ละเอียดไปตามลำดับก็ติดตามให้ดี

แนะนำอะไรบ้างคือ ต้องสั่งสมธรรมะ เข้ามาศึกษาธรรมะให้จริง ใส่ใจ ช่องโทรทัศน์เราก็ไม่ใช่ส่งจากดาวเทียมเราก็ไม่มีสตังค์เช่า ก็ใช้ไลน์ ก็มีเครื่องมือบ้าง เอาแค่นี้ มันจำนนจริงๆ ยิ่งมาเข้าโควิด รายได้ก็ลดลง เราขายต่ำกว่าทุนอีก ตั้งกองแจกไปอีก มีกระท่อมปันสุขอีก ก็แจกกันช่วยกันไป

 

เห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอกบัวคือดอกบัว

_ลุงยิ่งธรรม อุดมสุข : เห็นกงจักรเป็นดอกบัวชีวิตก็วิบัติมากแล้ว คนที่เห็นดอกบัวเป็นกงจักรจะเป็นอย่างไรครับพ่อครู

พ่อครูว่า...ก็เห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอกบัวให้เป็นดอกบัว หากเห็นกลับกันไปมาก็จะฆ่ากันไปกันมา คือเห็นความจริงตามความเป็นจริง อย่าเห็นความไม่จริงสลับซับซ้อนกันไปมามันก็วนไปมา เอาเนื้อหาความจริงให้เป็นความจริง ดอกบัวก็คือดอกบัว กงจักรก็คือกงจักร มันไม่เหมือนกันนะ เอารายละเอียดลงไปในพยัญชนะในสภาวะที่บอกว่า

กงจักรคืออะไร กงจักรคืออาวุธ  ดอกบัวคือธรรมชาติ

อาวุธมันประหารธรรมชาติ ความต่างของกงจักรกับดอกบัวก็ต่างกันอย่างนี้

มันมีกงจักรที่ดีอยู่อันเดียวเท่านั้นคือ กงจักรแห่งธรรม เรียกว่า ธรรมจักร ถ้าไม่มีคำว่าธรรมจักรก็เป็นจักรตัดคอเท่านั้น ทำให้ขาดเท่านั้น

ต้องรู้ให้ได้ ถ้าดอกบัวคือธรรมชาติคือ พีชะ คือพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันมีชีวะของมันแล้วมันก็สุภาพ มันไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่ประโยชน์ให้คนอื่น ธรรมชาติเนี่ย  แต่มันมีพลัง มันอาจจะมีรากไปดันคอนกรีตแตกได้ หรือมันจะมีพลัง เอาพลังมันไปใช้เป็นปรมาณูก็เป็นพลัง แต่พลังโดยตัวมันเองมันทำไม่เป็น ไม่มีเจตนาร้าย พีชนิยามไม่มีเจตนาร้าย มันมีแต่ตัวมันเอง ตัวมันที่จะสร้างตัวมันเองพัฒนาตัวเองขึ้นไป พัฒนาขึ้นไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น จำนนมันก็หยุด ดีไม่ดีมีอะไรมาทำร้ายมันก็ต้องสูญเสีย ใครมาฆ่าก็ตาย

พืชพันธุ์ธัญญาหารยิ่งกว่าไก่น้อย ไก่น้อยเขาบอกว่าจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด สวนพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ บีบตายคามือแน่ คลายก็รอดแน่ เพราะบีบพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ดิ้นเหมือนลูกไก่ ไปบีบพวกพืชมันก็ไม่ดิ้นเหมือนลูกไก่ เพราะฉะนั้นตายคามือแน่ๆ ใช้ภาษาไทยอธิบายให้ชัดเจน

จะเห็นได้ว่าพืชไม่มีพิษมีภัยกับใคร แม้แต่วัตถุก็ไม่มีกรรม รากพืชทำให้คอนกรีตแตก มันก็ไม่รู้หรอก คอนกรีตคืออะไรมันก็ไม่รู้หรอกมันไม่ใช่ชีวะด้วยซ้ำไป ดินน้ำไฟลมมันก็ไม่ใช่ชีวะ หากว่าดินมันมีชีวะมันก็ต่ำกว่าพืชไปอีก เพราะมันมีพลังงานแทรกอยู่ในตัวหรือมันก็มีตัวจุลินทรีย์อยู่ในดิน มันก็เลยมีภาวะตามจุลินทรีย์ด้วย นี่มันก็ละเอียดลงไปอย่างนั้น

 

_มุ่ง ตรงธรรม : กระผมฟังพ่อครูกล่าวความจริง ที่เป็นความจริงแท้ ประกาศให้ผู้คน เชื้อเชิญเข้ามาฟังเข้ามาพิสูจน์ธรรม แต่คนหมู่ใหญ่โดยมากติดตามฟังพ่อครู แสดงสัจจะแท้ ผมรู้สึกเห็นใจ นึกถึงคำพังเพยของไทย นี่กระมังครับเข็มขัดสั้นคาดไม่ถึง ฟังสิ่งจริงเห็นเป็นสิ่งเท็จ ฟังสิ่งเท็จกลับมองว่าสิ่งจริง น่าสงสาร เพราะขาด"กาลามสูตร" ตามแบบอย่างที่พระพุทธองค์ตรัส ครับ

พ่อครูว่า...กินความครบหมดที่คุณพูดมา อาตมาพยายามพูดไม่ให้มันผิด คนมาพิสูจน์หากเห็นว่าดีก็เอา

ในยุคนี้มีโลกุตระเกิดเป็นเรื่องท้าทายจริงๆ แต่เป็นเรื่องลึกละเอียดคนก็จะคิดว่ามาท้าทายอะไรกัน ไปแย่งชิงเพชรนิลจินดาดีกว่า นี่คือคนหยาบ แต่คนที่ละเอียดก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่มนุษย์พึงได้ เข้าขีดโลกุตระธรรมไม่ใช่เรื่องสามัญ

อย่างอาตมาทำนี่คาดไม่ถึงหรอก เข็มขัดสั้น พุงโตกว่า คาดไม่ถึงก็ไม่สำเร็จน่ะสิ คือคำตอบ เขาคาดไม่ถึงหรอก เขาก็รับไม่ได้ เขาไม่รู้ไม่มาเอาก็ไม่มีผลสำเร็จมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะเข็มขัดสั้นอย่างนั้น Incredibles คาดไม่ถึง

เหมือนอเจลกะ พบพระพุทธเจ้าก็ไม่เชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าแลบลิ้นใส่อีก เหมือนอย่างคนมาเจอโพธิรักษ์ ธรรมะจัตวาก็ยังไม่มี อยู่สำนักไหน ครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหน ออกมาจากจอ มายา แล้วบอกว่ามาสอนโลกุตระ คนละฟากฟ้ากับหุบเหวเลย เขาเรียนกันมามากสอนเราพูดอะไรยังไม่เชื่อกันเลย คุณมาจากไหนมาสอนโลกุตระ เอาความรู้มาจากไหน อาตมาก็บอกความจริงว่ามาจากชาติก่อนเอามาจากชาติก่อน ชาตินี้อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์จริงๆ ไม่มีสำนักไม่ได้เรียนจากใครเป็นของอาตมาเอง แล้วเขาบอกว่ายิ่งใหญ่เป็นพระพุทธเจ้าเหรอ อาตมาก็ไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้า บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ระดับ 8 ยังไม่เป็นเลย ก็ยืนยันสิ่งที่ยืนยันได้มาตลอด  อาตมาไม่ได้เป็นคนอวดโอ่อวดอ้างผิดพลาดอะไรภ แต่เขาฟังไม่เป็นจะทำอย่างไร

หมาใหญ่ไม่ทำอะไรหมาน้อย หมาใหญ่มันทำให้เจ็บนิดหน่อยขย้ำให้รู้ตัว แต่ไม่ทำร้ายอะไร เป็นสัจจะที่ค่อยเป็นไป แต่ดีขึ้นนะ อาตมาแอบเก็บสะสมความรู้มาอยู่ เขาเป็นพวกขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้ก็มีเยอะ ชาตินี้ทั้งชาติก็ยอมตายคาหลังเสือ ชาติหน้าค่อยมา ก็มี

 

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม : ทางเฟสมีคนดูกว้างขวางมากเป็นแสนแล้ว รายการนี้แย้งมาก็มีและก็อยากรู้ว่า อรหันต์เป็นเช่นไร?

พ่อครูว่า...โทรทัศน์นี้คนจะดูได้เป็นกลุ่มก้อน เปิดมาก็ดูตลอดเวลาไม่รู้กี่บ้านต่อกี่บ้าน เปิดทั้งวันดูไป ก็เลยกว้างหน่อย เฟสบุคต้องกดเอาหน่อย ก็ไม่เป็นไปค่อยเป็นไปตามควร

อรหันต์เป็นเช่นไร สรุป อรหันต์เป็นเช่นโพธิรักษ์ สิ่งแตกต่างจากโพธิรักษ์ไม่ใช่อรหันต์ คุณจะมองว่าอรหันต์อะไรดิ้นยิ่งกว่าลิง ก็นี่แหละอรหันต์ต้องคล่องแคล่ว มีกายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา มีมุทุภูตธาตุ เร็วยิ่งกว่านักมายากลคุณดูไม่ทันหรอกตามให้ทันเถอะ ดูไปจะเข้าใจลึกซึ้งไปเรื่อยๆ ไม่ได้หลอกเล่นเหมือนนักมายากล แต่เป็นสิริมหามายา คุณฟังไม่ทันก็เลยสลับซับซ้อน อันนี้มันสลับไปตั้ง 5 ตลบแล้ว ดำกับขาว คุณก็ยังยึดถือแต่ดำอยู่นั่นแหละ แต่เขาสลับดำขาวไปตั้ง 5 ตลบ 8 ตลบแล้ว เขาก็บอกว่าทำไมมีแต่ดำ ทั้งที่คุณดูขาวไม่ทัน จับขาวไม่ได้ ก็เลยดูได้แต่ดำ เพราะตาคุณมันมืด มันเลยแสงสว่างเข้าไม่ได้ เห็นแวบไม่ได้เลย เห็นแต่ดำมืดอย่างเดียว มันก็เป็นธรรมชาติจริง สักวันคงเห็นขาวแวบได้

 

_ภูริทัศน์ ธนูชัย : กราบนมัสการพ่อครูตั้งเป็นเด็กผมอยากเห็นพระพุทธเจ้า ตอนนี้ผมเห็นคือพ่อท่าน กราบนมัสการครับ

พ่อครูว่า...ตอนนี้อาตมายังไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่เป็นแค่หน่อเนื้อ มีหน่อเนื้อก็จะไปเป็นเหมือนพระพุทธเจ้านั่นแหละ ยังไม่ใช่ต้นใหญ่ที่เป็นพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นหน่อเนื้อของพระพุทธเจ้า

 

_โกศล สุขเล็ก : กราบคารวะพ่อท่าน..สังคมชาวอโศกถือใด้ว่าเป็นสังคมอุดมคติ...สาธุ

พ่อครูว่า...ถูกต้องแล้วครับ ชาวอโศกเป็นสังคมอุดมคติแน่นอน

 

ออกจากป่า พาบรรลุจรณะ 15 วิชชา 8

หมดเหลือเวลา 10 นาทีมาทวนซ้ำอีก ความเสื่อมใน อัมพัฏฐสูตร

พระพุทธเจ้า ตรัสพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ยังไม่สิ้นพระชนม์ โดยเฉพาะตรัสออกมาเป็นพยัญชนะกับอัมพัฏฐมานพ ใน อัมพัฏฐสูตร เหตุที่ตรัสเพราะว่ามาอวดดีกัน ระหว่าง

1.พราหมณ์ กับ 2.กษัตริย์ โดยอัมพัฏฐะยึดว่า พราหมณ์ เป็นเจ้าของธรรมะ กษัตริย์คือฆราวาสไม่ใช่นักบวช เขายึดถืออย่างนั้น เพราะฉะนั้นฆราวาสต้องเคารพนักบวช ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็รู้อยู่ ฆราวาสแม้แต่เป็นกษัตริย์ก็ต้องเคารพนักบวช เดี๋ยวนี้ก็ยังมีในประเทศไทย

อัมพัฏฐะถืออันนี้ แต่ลึกเข้าไปถึงตระกูล เขาก็ว่าข้าเป็นตระกูลนักบวช พ่อของพ่อของพ่อของพ่อ เป็นพราหมณ์ทั้งนั้น ไม่วิบัติ แม้แต่สายแม่ก็เป็นพราหมณีมาทั้งนั้น สะอาดบริสุทธิ์

ท่านเป็นฆราวาส ข้านี่เป็นสายธรรมะเป็นพราหมณ์ เป็นผู้ที่ยึดถือธรรมะ แล้วท่านเป็นลูกกษัตริย์มาจากสากยบุตร

พระพุทธเจ้าก็ไล่เรียงให้ฟัง หากจะถือกันด้วยโคตร ที่สืบทอด DNA มา เอาทางวัตถุทางสรีระ ใครจะเหนือใคร ก็ไล่กันไปๆ สุดท้าย อัมพัฏฐะก็จำนน เพราะเป็นลูกนางทาสี ชื่อ กัณหะ ซึ่งเป็นสนมของพระเจ้าโอกากราช อัมพัฏฐะก็จำนน ตนเป็นสายลูกทาส แล้วใครเหนือกว่าใคร ใครบริสุทธิ์กว่าใคร อัมพัฏฐะก็เลยคอตกซบเซานั่งนิ่ง

แล้วพระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าความเสื่อมนั้นเกิดจากการไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วถามว่าเธอมีใช่ไหม บอกว่ามีแล้วอธิบายได้ไหม วิชชาจรณะ เขาก็สอนอยู่ แล้วเป็นอย่างไร อะไร ก็ว่าจะไปรู้หรือ? จำนน

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่านั่นแหละ จรณะ 15 วิชชา 8 จะเสื่อมขึ้นมาเมื่อคนเข้าใจว่า จรณะ 15 วิชชา 8 จะอยู่กับคนที่อยู่ในป่า เพราะฉะนั้นผู้ใดไปแสวงหาอาจารย์ในป่า อาจารย์ที่มีจรณะ 15 วิชชา 8 ต้องเป็นอาจารย์ที่อยู่ในป่า ผู้ใดมีทิฐิอย่างนี้นั่นแหละผิดแล้ว แต่เริ่มต้น

พระป่าพระหลับตา พระมีจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในป่า ไม่มี

ความเสื่อม 4 ประการ ซึ่งผู้แปลหรือเก็บตกมาในพระไตรปิฎกก็เป็นสายฤาษีสายพระกัสสปะ อาตมาก็เอามาขยายความดูว่าจะดีขึ้นไหม?

 

ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ ๔

ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่

4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน?

1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง.

ก็ไปเข้าป่าเป็นทางเสื่อม คุณไปหลงบำเรอกันในป่า จมไปสู่ทางหลง ต้องออกจากป่ามาหรือออกจากนั่งหลับตาแม้แต่ออกมาก็ไปสร้างเรือนไฟบำเรอไฟกัน

พระพุทธเจ้าก็เคยหลงทางออกป่าไป 6 ปี ไปบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่เมื่อระลึกตัวเองว่าเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็ยังอยู่ในป่าอยู่ เมื่อจะสอนคนก็เลยต้องสอนแบบอนุโลมให้ออกป่ากัน

สู่แดนธรรม... สรุปจบ

 


วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

640524_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 3

 พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 3
วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ชมวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2564 ขึ้น 13 ค่ำเดือน 7 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก กล้วยน้ำว้าจากบ้านศีลแสงฟ้าเฟส 1 และมีมะม่วงกำปั้น

จากลูกอโศก เห็นความเมตตาของพ่อครูที่ให้โอกาสลูกๆที่จะเข้ามาเป็นนักบวช เช่นผู้ที่สึกออกไปแล้วเขาประสงค์จะบวชก็ไม่ต้องผ่านขั้นตอนอารามิก จากพุทธสถานอื่นมาอยู่บ้านราชฯก็เป็นต่อได้เลย ฐานะอื่นก็เช่นกัน ส่วนผู้ที่เคยสมัครบวชกับพ่อครูไว้แล้วตั้งแต่อายุ 20 ปีกว่าๆแล้วอยู่ในพุทธสถานชุมชนชาวอโศกมาตลอดจนถึงปัจจุบันจะได้รับความเมตตาคืนสิทธิ์ต่อได้หรือเปล่าคะ

พ่อครูว่า…ไปพิจารณากัน ให้คณะกรรมการคิดพิจารณากัน อย่าให้อาตมาคิดเลย เมื่อยคิดแล้วอาตมาทำกฎระเบียบชาวอโศก เรียบเรียงขึ้นมา เดี๋ยวนี้อ่านบ้างไม่อ่านบ้างใช้บ้างไม่ใช้บ้างบางอย่างก็เลิกไปแล้วก็ตามความเป็นไป แล้วแต่ยุคกาลก็เป็นธรรมดา

 

วันนี้ก็มาต่อ

 

นรชนคือคนผู้เพลินไปด้วยอวิชชา

คูหัฏฐกสูตร เป็นเรื่องเยอะ เพราะคนโง่ซับซ้อน จมอยู่ในความหลงในถ้ำกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว แต่ละคำล้วนแล้วเต็มไปด้วยอวิชชา ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องบอกให้เขารู้ตัวให้เขาได้คิดจะไปจมอยู่อย่างนั้นทำไม ก็มาทางที่จะหลุดพ้น มีแต่จมลงจมลงจะให้ทำอย่างไร

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ย่อมมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา ... วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา ... หรือวิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้

พ่อครูว่า…นรชนก็คือคนทุกคนถ้าอวิชชาก็เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ สร้างไอ้นี้โตไปเรื่อย งอมงามจมลงไปเรื่อยๆ ฟังให้ดีแต่ละคนๆ ใช้ปัญญา ใช้ความเข้าใจให้ดีๆเราเคยโง่มาทุกคนโง่เง่าอย่างนี้ทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ติดยึดจมอยู่นานนับชาติเป็นล้านๆ ฟังดูแล้วมันเหมือนนิดเดียวง่ายๆ แต่ที่แท้มันกินลึกมหาศาล นานมากว่าจะมาถึงวันนี้ พวกคุณได้ฟังได้เข้าใจก็ชัดเจนขึ้นเกิดความรู้ๆๆ แล้วพลังงานที่รู้ก็คือปัญญา มันมีธรรมฤทธิ์มากนะ เป็นธรรมฤทธิ์ มันจะสลายความยึดติด  สลายความโง่ ปัญญายิ่งมีพลังงานมาก ยิ่งมีฤทธิ์มาก ยิ่งสลายได้จริง สลายได้เยอะ สลายได้แน่นอน  สลายได้ถาวรมั่นคงยิ่งขึ้นๆ

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความปรารถนา มีอยู่ในกวฬิงการาหาร วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น

พ่อครูว่า…ทุกคนเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องกินอาหาร บรรลุสูงสุดขนาดนั้น พระอรหันต์ทุกคนก็ต้องกินอาหาร คนธรรมดา เปรต แม้แต่สัตว์ก็กินอาหาร แต่มันกินด้วยความหลง ถ้าเอาอาหารเรื่องเดียวนี่แหละ กวฬิงการาหาร ถ้าเรียนรู้ดีๆรอบถ้วน และอัตถิอุปมา เอาไปเทียบกับสิ่งอื่นๆจะเห็นแจ้งรู้จริงทั้งหมดเลยก็จะเป็นนัตถิอุปมา เปรียบเทียบอะไรก็ชัดเจนหมด ว่าอะไรเป็นตัวปรุงแต่ง อะไรเป็นตัวไม่ต้องปรุงแต่ง เป็นหนึ่งเดียว อะไรปรุงแต่งเป็น 2 3 ขึ้นไปก็จะรู้ไปหมด

วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด พ่อครูว่า…หทยรูป มันจะอยู่ที่ไหนก็ตรงนั้นแหละมันไม่มีสถานที่ไม่กินพื้นที่เลย ไม่เสียสถานที่ไม่เสียเวลาไม่เสียอะไรอื่นเลยมันไม่เสีย ซึ่งมันอธิบายยาก หทยรูป ใครจับอาการวิจัยวิจารณ์แยกแยะได้ ทั้งนั้นแหละ ตัวนั้นแหละตัวอัตตา ตัวผี ตัวมาร ตัวเทวดา หรือว่าตัวจบก็อยู่ในนั้น หทยรูป

ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ใดชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไปมีอยู่ในที่ใด

พ่อครูว่า…ก็วนเวียนอยู่ในสามเส้าของ สังขาร วิญญาณ นามรูป จนกว่าคุณจะมาเรียนเรียนผัสสะเวทนา 108 เกิดผัสสะเกิดเวทนา เมื่อผัสสะก็จะเกิดอายตนะเป็นสะพานเชื่อม แล้วจึงเกิดตัวตนเป็นเวทนาพุทธเจ้าจึงให้เรียนเวทนาให้ไปถึงตัณหาคือตัวเหตุ อุปาทานเป็นตัวเหตุ   จนกระทั่งใช้ปัญญาล้างตัณหาอุปาทานได้หมด หมดภพชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวฯ หมด พวกนี้ก็เหลืออายตนะ ผัสสะ เวทนา

อายตนะ เป็นตัวกลาง ผัสสะ แล้วเกิดเวทนา ที่จริงเวทนาหรืออายตนะ ถ้าจะปั้นเวทนาอาการหยาบๆ มาเป็นอายตนะ มันก็เป็นอายตนะนั่นแหละ

อายะ กับ ตนะ

อายะคือ ประโยชน์ คือกำไรส่วนที่ได้ ถือว่าเป็นของส่วนที่ได้

ตนะ ตัวตน ตน ที่ตั้งอยู่ ที่จริงมันไม่ได้ตั้งหรอก น พอเราไปยึดถือว่ามันมีมันก็ ต ยึดว่ามันไม่มี ถ้าเป็น น จะเอา ต หรือ น เรายังไม่สูญปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ต้องมี ต หรือถ้าเราทำให้มันไม่มีก็ทำให้มันไม่มีได้ จิตของเราทำให้ไม่มี เมื่อทำให้มันไม่มีอาการของมันก็ไม่มีในจิต อย่างเช่น อาการรสของความชอบ ความสงบ มันก็ไม่มี มันเป็นอาการกลางๆ เรารู้ความจริงตามความเป็นจริง มันหลอกเราได้ดี เชิงชอบกับเชิงชัง บางคนมันไปชอบแบบชัง แบบซาดิส แบบมาโซคิส แบบเจอกันต้องแรงๆ มันถึงจะเพื่อนแท้ ถ้าอีกแบบก็เป็นกะเทย พวกซาดิสจะชอบความรุนแรง พวกฮาร์ดร็อก พวกกีฬา พวกนักรบ แม้แต่เสียงก็ต้องให้ดัง แม้แต่ รสก็ต้องจัดจ้าน ต้องซี้ดๆ กลิ่นต้องให้ฉุนขนาดหนัก มันก็ชอบจัดๆจ้านๆ พวกนี้ยังอีกนานมันยังสลายยาก ชอบแบบแรงๆ ชอบเป็นก้อน ชอบหนัก ชอบจัดจ้าน กระทั่งว่าเมื่อไหร่มาถึงจะจบ ถ้ามันไม่บางจางคลายลงไปได้ ถ้าหากบางจางคลายลงไปเรื่อยๆ คนนี้ก็มีหวังให้หมดความติดยึด มันเป็นสัตว์โลก

ท่านแบ่งเป็นขิฑฑาปโทสิกะ กับมโนปโทสิก

หนึ่งโง่เพราะอารมณ์โลก ขิฑฑา ขิฑฑาแบ่งเป็น 2 อย่างคือ ซาดิสม์กับโรแมนติก โรแมนติกก็ชอบกาม ซาดิสซึ่มก็ชอบอัตตารุนแรง มันก็มี 2 ทิศทางใหญ่ๆ  กามสุขขัลลิกะ กับอิตกิลมถะ

พ่อครูว่า…ผู้ใดชื่อว่าความโศกยกมือขึ้น ผู้ใดชื่อว่าอโศกยกมือขึ้น ...ชัดเจนพยัญชนะนะ แต่สภาวะของใครก็ของมัน  บางคนอาจจะเหลือน้อย บางคนจะเหลือมากหมกหมักไว้

 

นรชนเมื่อตั้งอยู่ก็หยั่งลงในที่หลง

ต่อมาที่ มโนสัญเจตนาหาร

เจตนาเป็นตัวตัดสิน เจตนาเป็นกรรมที่คุณต่อไป ต่อยาวไปหรือกรรมที่คุณตัด คุณเจตนาหยุดมุ่งหยุดต่อไป คุณก็รู้ของคุณว่าคุณหยุดต่ออาการของจิตของคุณ

ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความปรารถนา มีอยู่ในผัสสาหาร ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความปรารถนา มีอยู่ในมโนสัญญาเจตนาหาร ...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความปรารถนา มีอยู่ในวิญญาณาหาร วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไปมีอยู่ในที่ใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.

พ่อครูว่า…นรชน คือคนยังตั้งอยู่ด้วยอวิชชางอกงามไพบูลย์อยู่ในวิญญาณที่เกิดปรุงแต่ง  ที่เกิดสังขาร งอกงามไพบูลย์ถึงเวทนาต่างๆ ก็ไม่รู้จักเวทนา ยึดถือเวทนาเป็นเราอยู่ 
(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม...คำว่างอกงามไพบูลย์คือไม่ใช่ความเจริญนะ แต่กิเลสเจริญคือความเสื่อม

พ่อครูว่า...เหตุปัจจัยคือมันยังมีตัวกระเปาะอยู่ แล้วมันรู้สึกว่ามันจะเจริญงอกงามขึ้นมาบ้าง มันก็เลยออกฤทธิ์ออกเดชอยู่ มันดีอยู่ที่ว่ามันไม่เจ็บปวดมันมีแต่คันแล้วก็ไอให้เสมหะมันหลุดออกมา มันสร้างเสลด แล้วเสลดเหนียวไม่ค่อยออก มันก็ต้องใช้แรงขับดันให้มันออกไม่ออกมันจะคาอยู่อย่างนั้นคันอยู่นั่นแหละ ก็เลย เอาละ

 

คำว่า หยั่งลงในที่หลง พ่อครูว่า...ชอบไหม? ไม่ชอบหรือหยั่งลงในที่หลง พวกเราฟังชัดเจนดี คนที่ไม่ประสีประสาฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่อง หยั่งลงในที่หลง  แต่คนที่ฟังรู้เรื่องแล้วจะรู้ว่านี่เป็นภาษาขั้นเทพ เป็นภาษาอุตริมนุสธรรม โลกุตระเลยนะ

มีความว่า กามคุณ 5 คือ รูปที่พึงเห็นแจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต

พ่อครูว่า...เอาก็มีอุปทานหมู่กันไปในสิ่งที่เสกร่วมกันเช่นทุเรียนลูกละ 700,000 บาท ไม่ต้องเอาอะไรหรอกกล้วยที่บ้านของปางแก้ว ต้นกล้วยต้นนั้นขายต้นละ 70,000 บาท คือมันแล้วแต่จะสมมุติ แล้วคนไม่รู้ตัวหรอกว่าคนไปติดสมมุติ ไปติดยึดเท่าไหร่มันก็เอาอันนั้น

คำว่ายึด อุปาทาน มันตัวเดียวนี่ หลงว่าใช่ ยึดเลย เสร็จ

 ...กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ที่หลงเพราะเหตุไร กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ที่หลง. เพราะเหตุว่า เทวดาและมนุษย์โดยมาก ย่อมหลง static หลงพร้อม dynamic  หลงเสมอ infinity  เป็นผู้หลง (พ่อครูว่า...เป็นเทวะตีแตกแยกไม่ได้ ใครมาตีแตกก็บอกนรกกินหัวนะ พระเจ้าสั่งลงนรกนิรันดรนะ ขู่ไว้เลย) เป็นผู้หลงพร้อม เป็นผู้หลงเสมอในกามคุณ ๕ เป็นผู้อันอวิชชาทำให้ตาบอด หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ครอบงำแล้ว เพราะเหตุนั้น กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ที่หลง. คำว่า หยั่งลงในที่หลงคือ หยั่งลง ก้าวลง หมกมุ่น จมลงในที่หลง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ก็หยั่งลงในที่หลง.

พ่อครูว่า...ขอยกตัวอย่าง ตามที่เป็น ไม่ว่าจะเป็นธัมมชโยก็หลงภพชาติอย่างที่เขาเป็น (พ่อครู มีน้ำมูกก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดสั่งนำมูก ตัดออกด้วย)

พ่อครูว่า...คำว่าอวิชชาไม่รู้ปรุงแต่ง สังขารก็ไม่รู้ ถ้ามาแยกแยะตีแตกทีละสอง เวทนา ที่เกิดเพราะผัสสะมีอายตนะ ไปยึดว่ามีประโยชน์ก็เลยกลายเป็นตน ที่เราได้เรามีเราเป็นก็เป็นตนอยู่ตรงนั้น ก็ต้องมาเรียนรู้ที่เป็นจุดสำคัญของกรรมฐาน เรียนอายตนะ ผัสสะ เวทนา เลื่อนมาจากวิญญาณ นามรูป มาผัสสะ ก็จะเกิดอายตนะ เกิดเวทนา

แยกสอง อายะ กับ ตนะ

ตนะ เป็น static อายะ เป็น dynamic ถือว่าเป็นประโยชน์นายทุนนี้ชอบมากเป็นประโยชน์จะสะสมมาเป็นของกูตัวกู ตัวตนะ มันก็ยังไม่มีจบมีแต่ตัวตนตลอดกาล มาเรียนรู้แล้วไปหลงอารมณ์เวทนา 2

อารมณ์จริงๆมันมีหนึ่งเท่านั้นคือวิญญาณ ต้องแยกแยะไอ้ที่มันเป็นตัวหลอก ตัวมายา พระพุทธเจ้าบอกว่าเราหักเรือนยอดของเธอแล้ว เรือนของมารก็ไม่มีอยู่หมดเคหะ หมดที่อยู่ก็ตาย เหมือนไวรัส มันไม่มีที่พักที่อาศัยที่เกาะมันชักตายนะ มันอยู่ในอวกาศมันมีอายุของมันอยู่ได้ไม่นานหรอก เหมือนกันกับพืชหลายอย่างถ้าไม่มีดินให้เกาะมันอยู่ไม่ได้ จนกระทั่งกลายเป็นพืชที่ไม่ต้องเพราะดินเกาะเกี่ยวกับน้ำ มันก็เป็นพวกไฮโดร เอาใส่ธาตุในน้ำก็อยู่ได้ บางอย่างก็อยู่กับอากาศเลยกินอาหารอยู่กับกับอากาศ เช่นพวกกล้วยไม้ต่างๆเป็นต้น แม้แต่หนวดฤาษีก็ยังกินอากาศเลย ไปดูที่สวนนันทวันชั้น 4 ได้ เราก็ต้องดูแลมัน

พ่อครูว่า...จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ก็หยั่งลงในที่หลง. คุณตั้งอยู่เพราะหยั่งลงในที่หลง หลงว่าเป็นตัวกูของกู ควรจะได้ควรจะมีจะเป็น งอกงามไพบูลย์  มันก็มีแต่จะบานไปไม่มีที่สิ้นสุด ใครจะมาหาทางสูญก็ชัดเจน คนละมุมคนละทิศละทาง

 

กายวิเวกไม่ใช่ออกป่าเขาถ้ำ

ว่าด้วยวิเวก ๓ อย่าง

[33] คำว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก.

พ่อครูว่า...วิเวกแปลว่าสงัด หลีกเร้น เช่น พระพุทธเจ้าท่านทรงปลีกวิเวก หลีกเร้น พักผ่อน ไม่ใช่แปลว่าจบสงบ จบดับ จบหยุด จบ 0 ไม่ใช่ แต่ไปพัก

แต่แค่วิเวกคุณก็ยังไกล เพราะคุณหยั่งลงในที่หลงไม่ออกจากถ้ำ ถ้ำคือคูหะของตนเอง ไม่ต้องออกป่าหรอก ยิ่งออกป่า ถ้ำคือตนเอง หอบไปอยู่ป่าด้วยก็ยิ่งจมและจม จมหนัก

ทุกวันนี้พวกออกป่าเขาถ้ำเป็นเดียรถีย์ อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ก็ให้สติเดือนอยู่ เอาตำราพระไตรปิฎกมาอธิบาย

กายวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมส้องเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่คือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอริยาบถ ประพฤติรักษาเป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก.

พ่อครูว่า…นี่คือผู้มิจฉาทิฏฐิทั้งหลายแหล่ กายวิเวกเขาก็ออกป่าออกเขาถ้ำแล้วก็ประพฤติอย่างที่ว่านี้แหละ ไปผู้เดียวอยู่ผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร เปลี่ยนอิริยาบถรักษาตัวเองไปกินวันกินคืนไปถึงเวลาก็ตายแล้วก็จมอยู่กับความติดยึดอย่างเก่า จมอยู่ในที่หลง เกิดขึ้นมาใหม่ก็หากว่าเจอสัตบุรุษก็ดี เจอสัตบุรุษแต่ไม่ยอมรับสัตบุรุษ ยังนึกถึงแต่อาจารย์เก่าทำอย่างเก่าก็จมลงไปอีก ชาติต่อไปก็ยิ่งจมหนัก ดีไม่ดีไปเจออาจารย์เก่าแบบเก่าก็ไปด้วยกัน หนักเข้าไปใหญ่เลย ไม่ได้ไปใส่ความเขามันเป็นเช่นนั้นลางเนื้อชอบลางยา ไม่ตื่นมาซักที ต้องให้ชัดว่าคุณจะตื่นหรือจะหลับไหล ถ้าคุณจะหลับไหลก็ไปอย่างที่เขาเป็น แต่ถ้าจะตื่นมาก็ตื่นมาทางอย่างชาวอโศก ก็ไม่ชัดเจน

เพื่อนของอาตมาชื่อ ชาคร เล่นไสยศาสตร์มาด้วยกัน เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าตื่นหรือยัง เขาก็ว่าไปก่อนก็แล้วกัน เราจะยังอยู่ช่วยทางนี้เขาก่อนก็ยังช่วยทางไสยศาสตร์ อาตมาเคยเล่นไสยศาสตร์มา 8 ปีแต่เขาก็ยังเล่นอยู่ของเขานี่ไม่เจอกันนานแล้ว แต่ได้ข่าวว่าเมียเขาเสียแล้วแต่ตัวเขาเองจะอยู่หรือเปล่า คนนี้จบวิทยาศาสตร์ ทำงานห้องวิจัยน้ำมันของเชลล์ ก็พูดถึงเหตุปัจจัย ว่าเคยมีเพื่อนทางนี้ เขาก็ว่าให้เราไปก่อนเถิด เขายังจะช่วยทางนี้ เหมือนสัญชัยเวรทบุตรสมัยพุทธกาล

พ่อครูว่า…นี่คือวิเวกแบบสงบสงัดของเขาซึ่งยังไกลไปจากวิเวก หรือที่เรียกว่าปัสสัทธิสงบที่รู้จักเหตุตายสนิทเลย ตอนนี้แหละตายสงบสมบูรณ์แบบเขายังไม่ถึง

 

จิตตวิเวกถึงรูปฌาน อรูปฌาน

จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิต

สงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา(อัตตาต่างๆ) บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา

พ่อครูว่า…ฌาน 4 ของฤาษีเดียรถีย์ก็มีตัวตนแม้อุเบกขาก็มีตัวตน คือฌานของมิจฉาทิฏฐิ แต่เขาไม่รู้หรอกถ้าเขารู้เขาก็หลุดพ้น แต่ฌาน 4 ของพุทธ นี่ปรุงแต่งให้หมดตัวตน แต่ถ้าปรุงแต่งไม่รู้จักหยุดก็เลยมีตัวตน อย่างเช่นหนึ่งฟ้าเป็นต้น ก็สงสาร หรืออย่างท่านประยุทธ์ ปยุตโตเป็นต้น ที่จริงให้ทำทีละ 2 แล้วก็จะจบ เป็น 1 เป็น 0 แล้วจะรู้ว่า 0 ก็คือ ล้าน แล้วล้านก็เป็น 0

พวกมิจฉาทิฐิเทวนิยมนอกจาก ฌาน 4 เขามีหมดเอาสัญญาเป็นตัวตั้ง กำหนดรู้ปฐมฌาน ไม่มีนิวรณ์ ฌาน 2 มีวิตกวิจาร ปีติ สุข แต่ยังไม่อุเบกขา มีแต่เอกัคคตา เป็นหนึ่ง

พอมาฌาน 2 ไม่มีนิวรณ์ 5 ก็ยังไม่ชื่อว่าอุปสโมสุข ยังแรงอยู่ ตัวจิตก็ยังไม่อุเบกขา ยังถือเป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่ง

จนดับปีติเข้าถึงฌาน 3 จะมีสุขสงบ คนโลกีย์ ได้เห็นอาการนี้ ถ้าเราไปยุ่งอยู่กับนิวรณ์ กับไม่มีนิวรณ์ ก็อยู่กับวิตกวิจารกับมีกับไม่มีนิวรณ์อยู่อย่างนี้ วิตก กับวิจาร เป็นธาตุบวกลบสองธาตุนี้ ก็ไม่ต้องไปยึดติดกับ 2 ธาตุนี้ที่มันเป็นตัวเป็นตน คุณเลิกวิตกวิจารได้ ก็ดีใจได้ปีติ ก็ยังเป็นตัวปรุงแต่งอยู่ ต้องลดปีติ มันก็เบาว่างดี ก็ชัดเจนขึ้นก็รู้ก็ค่อยๆวางปีติ

เมื่อ วางปีติ เข้าหาสุข ไม่ทุกข์ไม่สุขดีจนกระทั่งมาเข้าใจความสุขความทุกข์ให้มาเป็นหนึ่ง สุขก็คือทุกข์ ทุกข์ก็คือสุข ไม่ต้องไปแยกเป็น 1 เป็น 2 ที่ไปติดยึดเข้าหาสุขเลย ก็ต้องทำให้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีตัวตนก็ไปติดอยู่ที่สุขมันกลายเป็นเทวนิยม ได้เป็นพวกสุขนิยม จนกระทั่งลืมว่าวิธีมันแยกแยะอย่างไรจมติดอยู่กับสุข ไม่ต้องปรุงอะไรเป็นหนึ่ง อย่างเดียว หนึ่งไม่มี0 มีแต่ 1 กับ 1 เป็นเทว เทวมันเป็น 2 แต่เขาก็ให้เป็น 1 อย่ามาแตะแยกแยะต้องเป็นหนึ่งเด็ดขาด อย่ามาใหญ่กว่าข้า ข้าใหญ่ที่สุด อย่ามาแตะต้องข้า นี่คือพระพรหมเป็นใหญ่ ห้ามใครแตะต้องห้ามใครวิตกวิจาร ตัวเองก็ไม่รู้จักวิตก วิจารตัวเอง ช่าง ไม่รู้ตัวเอง ๆๆๆๆ ยึดติดตัวเองเป็นของกูตัวกูนี่แหละ อยู่ที่สุข จมอยู่ที่สุข นิรันดร นี่คือพวกสุขนิยม

พวกสุขนิยมก็วนเวียนกับกรรมวิบากกรรมจำแนกสัตว์เขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้กัมมโยนิ กัมมทายาโท ฯ ก็จะเป็นความสุขใจที่สุดคือเป็นเจ้าของ เป็นเจ้าของที่จะมีอำนาจให้ลาภยศสรรเสริญแม้ที่สุดให้ความสุข สรุปที่ตัวให้ความสุข ต้องการสุขเป็นทาสข้า ต้องอ้อนวอนข้า ข้าสั่งอย่างไรทำตามทุกอย่าง อย่ากระดิก อย่าแก้ไข อย่าเปลี่ยนแปลง เป็นอำนาจใหญ่เป็นเช่นนี้ หลงอันนี้กันจริงๆไม่เชื่อไปถามโดนัลทรัมป์ ไปถามคิมจองอึน หรือไปถามปูติน จะไปถามสีจิ้นเผิงก็ได้ ลองไปถามสิจะเข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจไหม เขาจะวางไหม ถ้าเขาวางได้ข้ามฟากที่นี้มาเกิดเมืองไทย มาเป็นโพธิสัตว์รูปใดรูปหนึ่งเลย ถ้าวางไม่ได้เขาก็จะอยู่วนเวียนอยู่กับบริวารเขาอีกเยอะ สี บริเวารเยอะนะ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเมืองไทยนะบริวารของสีจิ้นผิง อยู่ในเมืองนอกก็เยอะแยะ

พวกมิจฉาทิฏฐิ ใช้สัญญาเป็นตัวสร้างเป็นตัวกำหนดผู้ที่ยังยึดติดอยู่แค่หยาบใหญ่ แล้วก็ติดอยู่อย่าว่าแต่ฌาน 1 2 3 4 เลย หลงแม้แต่กาม รสเต็มที่เลย อย่างมหาบัวเป็นต้น รสอร่อย แล้วไม่มีอะไรมากหรอก หมากพลู ซึ่งมันไม่มีเลยหมากพลู พลูก็ยัน หมากก็ฝาด มียาเส้นหรืออะไรอีกมาก จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็เห็นอยู่แล้วว่าติด จนตายคาปาก

หมากพลู นี่ร้ายแรงกว่าหมากฝรั่ง หมากฝรั่งก็มีแต่ยางเหนียวกับน้ำตาล เคี้ยวจนน้ำตาลหมด ก็ไปเอาอันใหม่ แต่บางคนก็ติดยางเหนียวก็เคี้ยวอยู่อย่างนั้น

แม้แต่ฌาน 4 เป็นรูปฌาน เขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาก็ติดอยู่ตรงนี้ อาจจะมีละเอียดขึ้นมาบ้างปล่อยวางหยาบ ลงมาหาปิติ ลดปีติ ก็จะมาหาสุข งั้นก็ไปอยู่กับไม่สุขไม่ทุกข์แต่ไม่ใช่อุเบกขาที่เป็นโลกุตระแท้นะ เขาจึงใช้คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์เป็นคำไวพจน์กันเป็นซินโนนีมของอุเบกขา มันก็คือการปฏิเสธความสุขความทุกข์มันยังไม่กลางนะ แต่ถ้ากลางจริงๆคือไม่สุขไม่ทุกข์คือคุณสร้างอารมณ์คุณมีอาการของจริงๆ มันไม่ผลักมันไม่ดูด มันไม่สุขไม่ทุกข์ มันไม่มีอารมณ์อาการสุข คุณต้องเข้าใจอาการนี้ด้วยตัวเองเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ไม่ต้องให้ใครมาดูแทน ใครมารู้แทนเราไม่ได้เราต้องรู้ของเราเอง อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง อาการสุข

สุขอย่างบางเบาจนกระทั่งเหลือน้อยนิดเป็นธุลีละออง หยาบใหญ่ยักษ์ บรรจุซองเป็นละอองธุลี คุณก็รู้อาการของมันว่ามันน้อยลงๆ มันก็ยังมี จนกระทั่งมันไม่มี สุขก็ไม่มีทุกข์ก็ไม่มีเฉย กลาง ว่าง คุณต้องอ่านอาการเมื่อคุณกระทบสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็ง เสียดสี คุณต้องเห็นอาการจิตของคุณกลางเฉย ไม่มีปลายข้างไหนเลย ไม่มีอันตา กลาง หนึ่งเดียว แข็งแรง อเนญชา ไม่หวั่นไหวจะมา กระทบกระแทกกระทั้นอย่างไร ที่รู้ตัวที่ไม่รู้ตัวก็ช่างยังคงมั่นมั่นคง ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  อเนญชา

คุณก็ไปฝึกของคุณเอง คุณฝึกได้จะรู้ว่าเป็นของคุณเช่นนี้ คนมาถามว่าอารมณ์นิพพานอารมณ์ของอรหันต์เป็นเช่นไร ก็กำลังอธิบายพวกนี้แหละฝจิตต้องกระทบสัมผัสแล้วมีปรากฏการณ์จริงของคุณ อ่านเองจริงๆว่าจิตของคุณมันจะสงบสงัด วิเวกลงไปแล้วก็สงบ กิเลสสงบจริงๆ เหตุมันคือกิเลสออกไป สงัดนี่ คุณทำได้อย่างสัมมาทิฏฐิระดับหนึ่งมันก็สงัดแล้ว แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิแค่ความสงัดคุณก็ยังไม่ได้ ยังไกลจากวิเวก เห็นไหมว่าไกลขนาดไหน คนพวกนี้มันไม่รู้รายละเอียดที่จะลงไป

เพราะฉะนั้นบรรลุ ฌาน อรูปฌานก็ตาม แล้วสำคัญวิธี อุบายเครื่องออก เขาไปสะกดจิตดับสัญญา กลายเป็น อสัญญีสัตว์ รูปฌาน คุณก็โง่แล้ว ยังไม่พอไปส่งอาจารย์เดียรถีย์สอนว่าไม่ต้องไปยุ่งกับมันหรอก มาดับสัญญา สะกดให้สัญญาไม่ทำงานให้หยุดทำงานเลยสัญญาสัญญาก็ไม่กำหนดรู้อะไรเลยนิ่ง บื้อ หยุด ก็เลยโง่เพราะว่า อรูปฌานก็ไม่ได้เรียนต่อ ไม่ได้ไขความให้เป็นทีละชั้น

อรูฌาน อากาสาฯ วิญญานัญจา เนวสัญญาฯ ​ก็คือนิรมาณกาย คือกาย ที่คุณสมมติเอาเองทั้งนั้น ต่างคนต่างสมมติ อาทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของใคร แต่ต่างคนต่างอุปทานหมู่ลงไปด้วยกัน ใครพูดอะไรก็หยวนไปด้วยกันทั้งนั้น จึงเรียกว่า เสพอุปาทานหมู่

สัมโภคกาย ร่วมกันบริโภค ทั้งที่มันเป็นนิรมาณกายสร้างเองทั้งนั้น แต่ละคนต่างเห็นของตัวเองไม่มีใครเห็นของใครเรียกว่าอาทิสสมานกาย แล้วก็สมมุติว่ามันมีพวกร่วมกัน เป็นอุปทานหมู่ บ้าเองทั้งนั้นนิรมาณกาย อันนี้ไม่ค่อยเข้าใจกันง่ายๆ

ตั้งแต่สัมภเวสีไม่มีที่ตั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณก็เป็นวิญญาณล่องลอยไป จะเป็นสวรรค์นรกก็บ้าบอของคุณเองไป ที่จริงแล้ววิญญาณที่เป็นสัมภเวสีมันไม่ได้ไปพบใคร มันอยู่เดี่ยวๆ แต่เวลามีตา หู จมูก ลิ้น กาย พูดกันมันก็เลยพูดกันรู้เรื่อง ก็ระลึกถึงขันธ์ของตัวเองแต่ในอดีต ที่เคยผ่านมาเรียกว่าเป็นสัญญาความจำ เอาความจำมาด้วยนี่แหละคือ ทิฏฐิ 62 อดีต 18 อนาคตอีก 44 อนาคตมันยังไม่ถึงยังไม่มีคุณก็ปั้นได้ พระพุทธเจ้าบอกว่ามี 44 อันนี้แหละแล้วคนที่พูดกันมีอุปทานร่วมกันก็ไปด้วยกันอองลอง เถียงก็แย้งกันถ้าอันไหนไม่ตรงกัน อันไหนตรงกันก็ไปด้วยกันเป็นสมมุติทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ตีกันกลายเป็นคนละนิกายเลย ถ้ายอมเป็นนานาสังวาสก็อยู่ด้วยกันได้ ถ้าไม่เป็นนานาสังวาสก็ต่างคนต่างอยู่กลายเป็นนิกายไกลกันเลย ถ้าอยู่นานาสังวาสก็อยู่กันได้เองก็ของเอ็งข้าก็ของข้ามันก็เลยกลายเป็นตัวกูของกู  ตัวเอ็งของเอ็งแต่ก็อยู่ด้วยกันได้นะ ซูเอี๋ย มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติมีอยู่ในโลกอย่างนี้

สรุปนะ พวกมิจฉาทิฏฐิดับสัญญาแม้แต่รูปฌานก็ปั้นเอง ยิ่งอรูปฌานก็ปั้นเอง ของใครของมันเองทั้งนั้น มันจะปั้นอย่างไรก็ได้ สรุปว่าว่างเปล่าไปทั้งนั้น

จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา(อัตตาต่างๆ) บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา

พ่อครูว่า…ที่จริง ปฏิฆะต้อง รู้ก่อนลดก่อน ราคะค่อยรู้ทีหลังเพราะจริงๆแล้วจิตมนุษย์ต้องร่วมกันอยู่ ราคะ ต้องมี ปฏิฆะ ไม่ต้องมีเลย ขาดกัน หยาบแรง หมดสูญได้ เหลือไม่หยาบไม่แรงแล้ว อย่างชาวอโศกไม่มีซาดิสม์ มาโซคิสแต่มีราคะ ราโค หยาบกลางละเอียดก็แล้วแต่

เราก็มาล้างอัตตาอื่นๆอีก นานัตตะ กำหนดรู้อัตตาต่างๆด้วยสัญญา

แล้วก็วิญญานัญจายตนะ มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา คุณไปยึดถือว่าเป็นฌานเป็นตัวตนเป็นเครื่องอาศัย ที่จริงฌานเป็นพลังงานอุณหธาตุ เป็นพลังงานเผา แต่ไปเข้าใจผิดว่าเป็นการเพ่งฌาน ไปเข้าใจผิดว่ามันเป็นตัวเก่ง คุณก็ได้ฌานที่เป็นตัวตนไป หากจะให้หมดความเป็นตัวตนคุณจะต้องรู้ว่าพลังงานที่สร้างเป็นฌาน คือพลังงานที่มันเผากิเลสเป็นพลังงานปัญญา ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน พยัญชนะปัญญา คนเอาไปใช้เสียหายอีกเยอะ ปัญญาธาตุอาตมากำลังเขียนหนังสืออีก 1 เล่มเรื่องปัญญา 8

ปัญญา สลายกิเลสจนสิ้นสะอาดเกลี้ยง ถ้าหากไม่เป็นปัญญา แต่เป็นเฉโกที่หลงผิดก็สร้างชาติ เมื่อมาเป็นโลกุตระก็ล้างชาติ คุณก็เก่ง สัญญาคุณก็บริบูรณ์แทนที่จะเป็นสัญญาแบบดับ คุณก็ล้างกิเลสรูปฌานไปหมด เผาหมด มาจนกระทั่งถึงอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเป็นอุเบกขา บริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส มีความเก่งทั้ง เจโตและปัญญา มุทุ เร็ว กระทั่งสามารถทำกรรมการงาน ทุกกรรมกริยา ทุกกรรม พระโพธิสัตว์จะเก่งเป็นผู้หยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้เรื่อยๆ เก่งไปเรื่อยๆ

เมื่อสามารถทำให้กิเลสหมดจบอากิญจัญญายตนะได้ ตั้งแต่ของหยาบ คุณก็กำหนดรู้ตั้งแต่ของหยาบ ขั้นอบาย จนโลกอบายหมด ไม่มีอัตตาของอบายแล้ว นานัตตสัญญา หมด ว่าง เป็นอากาสาฯ คือว่าง วิญญาณคือธาตุรู้ อากิญคือความไม่มี นิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่มีอะไร ไม่มีกิเลส ขั้นอาสวะก็ไม่มี อาสวะสังโยชน์ 10 ก็ไม่มี แม้มานะ อุทธัจจะ ฟุ้ง นี่ดึงได้ง่ายกว่าจม ถ้าจมนี่มืดไม่เห็น แต่ฟุ้งนี้เห็น

ฟุ้งมาหาสว่างมันเห็น แต่ถ้าจมมันมืดไม่เห็น เราไม่เอาจม เราเอาฟู สายปัญญาจะเอาฟู สายโง่จะเอาจม พวกเราสายปัญญาหรือสายเจโต เลือกเอาได้นะแล้วมันจริงไหมก็รู้ตัวก็แล้วกัน มันก็เลือกเอาปัญญา จะไปเลือกเอาเจโตศรัทธา มันจะ 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ถ้าปัญญาเป็น 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ทำได้สั้นกว่ากันตั้งครึ่ง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สู่แดนธรรม...พ่อท่านให้สูตรที่จะรู้ตัวว่าบรรลุทีละคู่ทีละคู่ อย่างเช่นฌาน 1 ฌาน 2 ซึ่งมันก็จะมีหยาบมีละเอียดมีหยาบมีละเอียด ทีละคู่ทีละคู่ ผ่านไป ก้าวข้ามไป บรรลุไป

พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าท่านอธิบายหยาบมหาละเอียด ละเอียดไปสรุปที่หยาบ เพราะฉะนั้น เมื่อละเอียดหมด 0 ได้ข้อสรุปเป็นขั้นแรกเป็นพระโสดาบัน แล้วก็มาไล่ละเอียดขึ้นเป็นลำดับมาเป็นลำดับใหม่ โดยตั้งฐานใหม่ โดยที่ฐานเก่ามันจบแล้ว ตามวิธีเดิม 1 2 3 4 ไล่มา แต่มันเป็นรอบที่ละเอียดเล็กลงก็สูตรเก่า 1 2 3 4 เรื่อยมาอีก

(เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส

พ่อครูว่า...คืออะไร สังโยชน์ 1 2 3 คือหลักสูตรต้นของอาสวะหรือสังโยชน์ 10

ตน กับ กาย

กายมี 2 ตัวตนก็คือ เป็นประธานก็จัดการกับกายตามตัวตนของตนเอง หากสักกะของตนเป็นอวิชชา มาควบคุม กายคือรูปนาม ควบคุมอย่างมิจฉาทิฏฐิเป็นโลกีย์ ถ้ามันมาเป็นโลกุตระก็มีประธาน สักกะ เป็นท้าวสักกะเทวราชมาควบคุมกายอย่างเป็นโลกุตระทีละ 2 ให้ลดลงไปเรื่อยๆ

สูตรที่จะมาปฏิบัติให้รู้จัก กายตน  หยั่งรู้แจ้งไม่มีวิจิกิจฉา แล้วมีอุบายเครื่องออกเรียกว่าศีลพรต แล้วอย่าหยุดแค่รู้ศีลพรต อุบายเครื่องออกกันดีแล้ว แต่เขาไม่เอาจริง สีลัพพตปรามาส ลูบคลำ เล่นหัวกับโจร ไม่ฆ่าโจรเสียที เมื่อไหร่มันจะเสร็จสักที หนักเข้าก็ไปหลงกับโจรไปคบกับเพื่อนโจรอยู่ตลอดกาล เคยแยกให้ฟัง

สีลัพพตปรามากับสีลัพพตุปาทาน

สีลัพพตุปาทานยังไม่มีสัมมาทิฏฐิอะไรยึดถือไปตามครูบาอาจารย์ที่ผิด ที่ทำที่เคยเป็นกันมา มันไม่ได้เป็นสัมมาทิฏฐิก็จมกันอยู่อย่างนั้นแหละเรียกว่า สีลัพพตุปาทาน ยึดอย่างอุปทานที่เขายึดกันมาเก่าๆ ถือตามๆกันมา เป็นประเพณี เป็นจารีต เป็นลัทธิ เป็นศาสนาแบบเดียรถีย์ไม่งอกไม่เงย จนมารู้อุบายเครื่องออกวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ อย่างถ่องแท้ พ้นวิจิกิจฉาแล้วจึงปฏิบัติด้วยสูตรที่สำเร็จที่ได้เรียนมาแล้วแล้วเป็นอุบายเครื่องออก อย่าทำเหลาะๆ แหละๆ ลูบๆ คลำๆ เล่นหัวไม่เอาจริง จะต้องเอาจริงจึงจะพ้น สีลัพพตปรามาส เมื่อเอาจริงก็จะได้

จบไว้ตรงนี้ก่อน


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...