แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุปัสสี 4 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุปัสสี 4 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640630_พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติ 16 ขั้นตอน

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - อานาปานสติ 16 ขั้นตอน 
วันพุธที่ 30 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก











ดูวิดีโอได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


สมณะฟ้าไท…วันนี้วันพุธที่ 30  มิถุนายน 2564 แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ที่กรุงเทพฯมีการจำกัดพื้นที่ในจุดที่มีความเสี่ยงจากโรค covid คนก็เดือดร้อน เรื่องการกินการอยู่ เพราะคนไม่รู้จักลดละกิเลส ไม่ได้พบเจอสัตบุรุษ แต่พวกเราโชคดีที่ได้มาพบเจอพ่อครู พาให้พวกเราปฏิบัติอยู่ในระบบสาธารณโภคีจึงไม่เดือดร้อนเหมือนกับภายนอกเขา เป็นชุมชนมหัศจรรย์

พ่อครูว่า...

SMS วันที่ 28 มิ.ย. 2564

 

ศีล 5 พาไทยให้เป็นมหาอำนาจได้

_Took Aswin (ตุ๊ก อัศวิน) : ประชากรในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธตามทะเบียน..ถ้าเขาเหล่านั่นเป็นพุทธบริษัท..คือ..เป็นพุทธโดยธรรม มีศีล ๕ ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจและมีความสุขที่สุดในโลก..เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า... คำพูดที่คุณตุ๊ก อัศวินพูดเป็นเรื่องจริง ถ้าคนมีศีล 5 ในประเทศอย่างทั่วถึงอย่างมากพอ ไม่ต้องเอาอะไรมากหรอกถ้าหากคนครึ่งหนึ่งของประเทศ มีศีล 5 แล้วไม่ใช่ว่าถือศีลเฉยๆ แต่เป็นผู้ที่มีศีลที่มีคุณภาพถึงขั้นบรรลุธรรมะตามศีลนั้นๆแล้วอย่างน้อยโสดาบันขึ้นไป เป็นอรหันต์ขึ้นไป ในศีล 5

ถ้าคน 50 ของเปอร์เซ็นต์ของประเทศมีศีล 5 รับรองจะเป็นมหาอำนาจ และไม่ใช่มหาอำนาจอย่างที่ชาวโลกียะเข้าใจ ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นมหาอำนาจแบบยิ่งใหญ่เป็นเผด็จการใหญ่ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขารู้แล้วว่าใช้อำนาจคำสั่งอำนาจบาตรใหญ่ไม่ดี แต่ถ้าหากจิตใจไม่ได้ล้างกิเลสจริงๆ เขาไม่รู้จักอัตตามานะ ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้มีทฤษฎีเรียน เขาไม่เข้าใจบทบาทของจิตจริงๆที่มันมีกิเลส ตัวอัตตามานะ ที่เป็นเจ้าอำนาจใหญ่ เขาจะไม่สามารถที่จะแข็งขืนกิเลสอำนาจกิเลสได้หรอก เพราะฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้

ขณะนี้โลกกำลังยืนยันให้เห็นได้ว่า ประเทศที่ไม่เข้าใจโลกุตระธรรม นึกว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจบาตรใหญ่ คำว่า บาตร ไม่ใช่คำว่า บาทนะ แต่เป็นนัยแฝงว่ากดข่ม เหยียบผู้อื่นแต่เขาไม่พูดมันหยาบก็เลยใช้ บาตร มีบาตรใบใหญ่ๆ เอาไว้ใส่เงินเยอะๆ เป็นอำนาจลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็เป็นโลกีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุธรรมของพุทธเป็นโลกุตระไม่ใช่โลกียะจึงเป็นเรื่องคนละโลกคนละอย่างกัน

เขายังไม่รู้โลกุตระที่แข็งแรงหรือเป็นหลักแหล่งแล้วว่ามีอยู่ในโลกมีอยู่ในประเทศไทยยุคนี้ขณะนี้ เพราะโลกุตรธรรมได้หมดไปจากโลกแล้ว มันเงียบมันสูญมันถูกให้เสื่อมไป ซึ่งยังไม่สิ้นยุคพุทธศาสนาโลกุตระธรรมจะยังมีแต่เชื้ออาศัยมันยังมีน้อย

พอกระตุ้นแตะต้องก็ตื่นฟื้นขึ้นมา ซึ่ง 2,500 กว่าปีผ่านมาแล้วศาสนาพุทธไม่มีโลกุตรธรรมที่เด่นชัดที่เอามาพูดได้ อาตมาต้องขออภัยที่ต้องพูดว่าตัวเองเกิดมาในยุคนี้มาทำงานศาสนา ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ก็ออกบวช จริงๆแล้วทำงานศาสนาตั้งแต่เป็นฆราวาสเขียนหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเกี่ยวกับปฏิบัติธรรม ซึ่งมันมีเชื้อเดิมมา จนกระทั่ง เอ๊ะ! เราจะอยู่ดำเนินชีวิตเป็นฆราวาสอย่างนี้ไม่ใช่แล้ว รู้ตัวแล้วจึงออกมาทำงานนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2513

อาตมาเริ่มทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 อาตมาเรียนจบปี 2500 ก็ออกมาทำงานโทรทัศน์อยู่ 12 ปี อยู่ในวงการมายาวงการบันเทิง ออกมาก็มาเข้าบริษัทไทยโทรทัศน์ โดยไม่ได้ไปบรรจุที่ไหนอื่นเลย อาตมาก็ออกอากาศเป็นพิธีกรตั้งแต่เป็นนักเรียนยังเรียนไม่จบ ทำรายการเด็ก ทำรายการเยาวชน มาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ต้องสมัครงานให้ยาก บอกทางบริษัทไทยโทรทัศน์ ผู้อำนวยการก็บอกว่าจะทำงานเขาก็บอกให้เขียนใบสมัครมาสิ..บรรจุเลย เพราะเขาเชื่อมือแล้ว ทำงานต่อเนื่องอยู่แล้วด้วย มันเป็นไปตามธรรมไม่ได้ยากเย็นอะไร ก็ทำงานครบ 12 ปีในปี 2513

อาตมายื่นใบลาออกหลายทีแต่เขาก็ยับยั้งไว้ไม่ให้ออกจนสุดท้ายอาตมาก็บอกคุณกำจัด กีพาณิชย์ เป็นผู้จัดการโทรทัศน์ตอนนั้น บอกว่าอย่างไรอาตมาก็จะไปทำหน้าที่นี้ เขาก็พอรู้เพราะก่อนจะออกมา อาตมาปฏิบัติธรรมตั้งแต่ตอนทำงาน จนกระทั่งช่วงผ่องถ่าย รายการงานต่างๆให้คนอื่นไป ตัวเองตอนนั้นก็ผอม เพื่อนฝูงคนอื่นเขาก็รู้ว่าปฏิบัติธรรมจริงผู้บังคับบัญชาก็รู้ทั้งนั้นเขาก็ห้ามไม่ได้ สุดท้ายอาตมาก็ลาออกมา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ไม่เอาไม่พูดมากเดี๋ยวเขาหาว่าคนแก่ชอบเล่าความหลัง

ที่อาตมาพูดเพราะต้องการฟื้นความจริงขึ้นมา ทำให้เป็นปาฏิหาริย์ของธรรมะ ฟื้นขึ้นมาก็ได้ตายไปก็ได้ เพื่อพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าด้วยและทำประโยชน์อันนี้ด้วยให้ได้มากที่สุด ให้ถ้วนเต็มมากที่สุดไปเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องทำ เพราะมันจะเป็นเรื่องที่จะต้องสืบทอดอาตมามีเรื่องที่จะบรรยาย เขียนก็ยังเขียนไปเรื่อยๆอยู่

นี่ก็หนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ส่วนเล่ม 3 ยังไม่ออกมา

ส่วนรวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่มต่อไปตอนนี้เขียนได้ 800 กว่าหน้า

ยังมีหนังสือเล่มอื่นที่จะออกอีกเช่นหนังสือลำธารชีวิต ที่ออกไปแล้วมีตะลุยไฟตะไลเพลิง

จริงๆแล้วทุกวันนี้คนไม่ค่อยจะจับหนังสือ แต่ก็ไปอ่านกระปิดกระปอยอยู่ในเครื่องมือ ไม่ค่อยอยากอ่านยาวๆ แต่ก็มียาวๆอยู่เยอะ หากขยันค้นคว้า ซึ่งอาตมาเห็นว่าเป็นสิ่งดีสิ่งจำเป็นและกำลังทันสมัย อาตมาว่าทันสมัยที่สุดเลยมันเป็นแฟชั่นใหม่ที่คนยังไม่ค่อยรู้ดีกันเท่าไหร่ยังไม่ตื่นตัว

 

ทางเลือกอาหารของชาวอโศก

_จากลูก ธุลีดิน : ๑.ขอกราบเรียนถามพ่อครูเกี่ยวกับเรื่องอาหารทางเลือกของชาวอโศก  เนื่องจากเรามีทั้งสูตรเย็น(หมอเขียว) สูตรร้อน(หมอขิง)  สูตรจืด (หมอแม็คโครฯ)  สูตรเค็ม(หมอไม้ร่ม)  แต่ละสูตรก็มีความเชื่อมั่นกันว่า ของเราเท่านั้นจริง สุดยอด สูตรอื่นเป็นของว่างเปล่า

พ่อครูว่า...ต้องไปอ่านในจูฬวิยูหสูตร ถ้าต่างคนต่างยึดแล้วนี่ มันจะแย้งของฉันนี่แหละจริง ของฉันนี่ดีที่สุด ทั้งหมดมันเป็นสมมติสัจจะ แต่ปรมัตถสัจจะมันจะมีหนึ่งเดียว มีหนึ่งเดียวจะไม่แย้งกันเลย ถ้าไม่เป็นปรมัตถสัจจะที่เป็นอริยสัจ 4  หรือนิพพาน ผู้ที่มีนิพพานเป็นอรหันต์อริยสัจ 4 หนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มี 2 นอกนั้น 2 ทั้งนั้น แม้แต่พระอรหันต์เองความคิดที่ไม่ใช่เรื่องของอริยสัจ 4 ก็แย้งกันได้ พระอรหันต์แย้งกันได้ในเรื่องโลกียะ สมมุติสัจจะ ซึ่งพระพุทธเจ้าตัดสินด้วยนานาสังวาส ต่างคนก็ต่างยึดถือพิสูจน์กันไปอะไรเป็นผลดี คนเขาก็ฟังทั้งสองข้าง ถ้าเห็นดีเห็นงามด้านไหนก็เอาด้านนั้น เป็นอิสรเสรีภาพสูงสุดเลย พระพุทธเจ้าก็สุดยอด ใครจะเป็นหมออะไรก็เลือกเอาเอง มีทั้งสูตรร้อนสูตรเย็นสูตรจืดสูตรเค็ม ไม่มีสูตรเปรี้ยวหวานมันขมสูตรเผ็ด

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสูตรไหนผิดสูตรไหนถูก

พ่อครูว่า...มันก็ถูกของเขาทุกสูตร มันจะเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนอาริยะเหมือนนิพพานได้อย่างไร นอกจากนิพพานแล้วถูกทุกคน เขาก็ถูกของเขา ส่วนใครจะเหมาะอะไรก็เอาสิ เรื่องจริงธาตุขันธ์ของแต่ละคนก็เหมาะของแต่ละคน มันเหมาะกับใครอันนั้นก็ถูก คนนี้เหมาะกับจืด คนนี้เหมาะกับเค็ม คนนี้เหมาะกับร้อน บางคนคนนี้เหมาะกับเผ็ด เอาสิ แต่รสจัดๆจ้านๆใดๆก็แล้วแต่มันยังถือเป็นโลกีย์อยู่ เพราะฉะนั้นรสจืดไปเบาบาง ลหุตา นั่นแหละจะเป็น รสที่เจริญ ถ้ามันมีรสจัดจ้านมันจะมีข้อเทียบ มากหรือน้อย หนักหรือเบา จัดหรืออ่อน อะไรอย่างนี้

_เช่น  คนที่กินซาคาฮารี ก็จะไปมองว่า พวกเราที่ยังไปทำเต้าเจี้ยวซีอิ๊วอยู่ ยังถือว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ เพราะไปทำของหมักของดองของเน่าของเหม็น มาทำลายสุขภาพผู้อื่น  และมีความเห็นอย่างปักมั่นว่า  ถ้าต้องเลือกระหว่าง  ของหมักของดองของเหม็นของเน่า  และ เนื้อสัตว์ เราควรจะกินเนื้อสัตว์ดีกว่า  ความเห็นเช่นนี้จะถือว่าเป็นการติดอยู่ในถ้ำ หยั่งลงในที่หลงหรือไม่

พ่อครูว่า...ใช่ ถ้ายึดอย่างนี้หยั่งลงในที่หลง ไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่ขออธิบายต่อ ยึดอันใดก็ไปอยู่ในถ้ำอันนั้น

ประเด็นของเน่ากับเนื้อสัตว์

ระหว่าง 2 อันนี้ เนื้อสัตว์กับของเหม็นของหมัก

ของเหม็นของหมักหรือจะเรียกว่าของเน่าก็ตาม มันจำเป็น กว่ากินเนื้อสัตว์ไม่เน่า เป็นเนื้อสัตว์สดหรือต้มสุกก็ตาม เพราะในความเน่า ในความหมัก มันมีวิตามิน อย่างน้อยวิตามินบี 12 อยู่ในนั้น ที่จำเป็นมากเกี่ยวกับสมองโดยตรง เพราะฉะนั้น

1. ถ้ากินพืชพันธุ์ธัญญาหารหมักเน่าหรือถั่วเน่า อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับวิบากกรรม แต่ที่คุณไปกินเนื้อสัตว์ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คุณจะมีวิบากกรรมกับสัตว์ไม่มีทางเลี่ยง แต่กินของหมักจะว่าของเหม็นของเน่าก็ตามใจ มันไม่มีวิบากพวกนี้ แล้วมันได้บี 12 แน่นอน ที่เป็นของจำเป็นของสมอง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอาตมาให้ความเห็น ก็ว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์ จะเป็นเนื้อสัตว์สดเนื้อสัตว์หมักดองอะไรก็ตามแต่ เนื้อสัตว์ทั้งหลาย เพราะมันเป็นเรื่องวิบากที่แท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องยาวนานมากนะวิบาก นี่สำหรับอาตมาก็อย่างนั้น

 

_เพราะในคุหัตฐกสูตรระบุว่า“ภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัด(ราคะ) ความเพลิดเพลิน(นันทิ) ความทะยานอยาก(ตัณหา) มีอยู่ในกวฬิงการาหาร(อาหารคือคำข้าว) วิญญาณก็ตั้งอยู่ งอกงามในกวฬิงการาหารนั้นได้

วิญญาณ ตั้งอยู่ งอกงามได้ในที่ใด การก้าวลงแห่งนามรูปก็มีได้ในที่นั้น

ความก้าวลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารก็มีได้ในที่นั้น

ความเจริญแห่งสังขารมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ก็มีได้ในที่นั้น

ความเกิดในภพใหม่มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ต่อไปก็มีได้ในที่นั้น

พ่อครูว่า...ตัดกิเลสสุดท้ายก็ตัดไม่ให้เกิดภพชาติที่เป็นเทวะคู่สุดท้าย ภพคือแดนเกิด เป็นตัวที่ไม่รู้เป็นตัวอาศัยเป็นตัวรูปให้เกิด กับชาติเป็นตัวนามเป็นคู่สุดท้ายเปิด เพราะฉะนั้นดับเหตุให้เกิดชาติก็จบ ภพก็ไม่มี อุปาทานก็ไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เวทนาก็ไม่มี ผัสสะก็ไม่มี อายตนะก็ไม่มี นามรูปก็ไม่มี วิญญาณก็ไม่มี สังขารก็ไม่มี แต่อวิชชาก็ไม่มี กลายเป็นวิชชาเต็มรูปไปเลย

ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป มีอยู่ในที่ใด เราก็กล่าวว่า ที่นั้นมีความเศร้าโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้นใจ”

รวมความว่า นรชน ... เมื่อดำรงตนอยู่ ย่อมเป็นอย่างนี้

 

     หรือเป็นเพราะว่าเรามีอาหารหลายๆสูตรให้เลือกมากเกินไป  จนลืมสูตรของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่าให้บริโภคอาหารก็เพียงเพื่อให้กายขันธ์นี้ดำรงอยู่ได้  ไม่ใช่บริโภคเพื่อเล่น  เพื่อมัวเมา หรือเพื่อประดับตกแต่งร่างกาย?

พ่อครูว่า... อย่างอาตมานี่ ฉันอาหารเพื่อดำรงขันธ์ แต่ผู้ที่มีความคิดเห็นว่าจะให้อาหารสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดเลย ซึ่งมันจะกลายเป็นภาวะที่ไม่แข็งแรง ภาวะที่จะดีต้องมี 2 ต้องมีภูมิคุ้มกัน ต้องมีอะไรที่เป็นผู้ช่วย เรื่อง 2 นี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ถ้าหากขาดเป็นหนึ่งเดียวมันก็สูญหมดถ้า เพราะฉะนั้นต้องมีพ่อมาพอดี

 

การขายตรงเป็นอบายมุข     

๒. มีชาวอโศกบางคนกำลังพยายามเข้ามาชักชวนหาสมาชิกไปเป็นแชร์ลูกโซ่  ซึ่งเสียค่าสมาชิกเพียงแค่ 1,000 บาท แต่จะมีโอกาสได้เงินเป็นล้าน  เป็นโครงการที่จะเข้ามาช่วยเหลือชาวรากหญ้าให้ลืมตาอ้าปากกันขึ้นมาได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ  จะใช้รูปแบบความเป็นชาวอโศกที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ   ไปโฆษณาหาสมาชิกมาเป็นเหยื่อของระบบ  “การเงินอัจฉริยะ” (MMS)ซึ่งเป็นระบบอินเตอร์ที่เชื่อมโยงกันหลายประเทศ พ่อครูเห็นว่า  ญาติธรรมของเราที่กำลังไปเป็นเหยื่อก็ดี  หรือเป็นผู้ที่ไปแสวงหาเหยื่อ มาให้กับระบบสร้างความโลภนี้ก็ดี   จะเป็นมิจฉาอาชีวะข้อยอมมอบตนในทางที่ผิดหรือไม่ครับ ?

พ่อครูว่า...ในชุมชนชาวอโศกเวียงมาทางข้างอนาคามีแล้ว สกิทาคามีเขาก็เบาบางลงมาตามลำดับ เรื่องเงินทองเรื่องโลกียลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เบาลงมาแล้ว อนาคามีมันกึ่งหนึ่งแล้ว ไม่หนักหน้าไปทางเงินทองข้าวของลาภยศสรรเสริญ

คนที่อยู่ในชุมชนเรา ถ้าใช้เงินมากอย่างหนักมาก ใช้เงินบ้าง ก็มีอยู่บ้างในชุมชนเราทำให้อาตมาหนักใจ ก็มีอยู่บ้างก็วิบากกรรมวิบากมัน มันก็เป็นวิบากของเขาเขาก็ยังติดยึดของเขาอยู่หาเหตุผลให้ตัวเองเพื่อให้ได้เงินก้อนโตๆมากๆ คือกิเลสมันทำงาน

คือเราต้องตั้งใจที่จะลดละหน่ายคลาย เบาบางมักน้อยสันโดษ ขึ้นไปเรื่อยๆมันถึงจะเข้าเรื่อง ไม่เช่นนั้นชาตินี้ก็หนักหน้าไปเรื่อย ยังมีวิบากที่วิ่งตามเหมือนหมาไล่เนื้อเข้ามาสมทบอีก ชาติหน้าคุณเกิดมาจะได้พบกันอีกไหม หมาไล่เนื้อมันจะไล่ทันไหม ถ้าไล่ทันคุณก็ไม่ได้พบกับกลุ่มหมู่ เสียเวลาทุกข์ทรมานไปอีกนานเลยนะ เพราะฉะนั้นจะต้องให้เป็นไปตามลำดับให้ได้สัดส่วน

มาอยู่ในหมู่กลุ่มนี้เข้าขีดของอนาคามีอนาคาริกชน บางคนพวกเราอยู่ในนี้ทำงานไม่รับรายได้เลย แต่มันยังอยากได้เขาก็พากเพียรลดละ เขาก็ไม่ก่อวิบากเพิ่ม มันก็จะได้ความลดละหน่ายคลายได้คุณธรรมเพิ่มเติมขึ้น แต่ถ้าไม่พากเพียรเลย ปล่อยให้มันเพิ่มขึ้นมันก็ยิ่งหนาๆๆ ก็ขอเตือน    

แชร์ลูกโซ่ อย่าไปเล่นเลย มันหลอกล่อเรา พวกประกันชีวิตก็ไม่ต้องทำเลย โลกมันก็อย่างนี้แหละ

เป็นมิจฉาอาชีวะแน่นอน ไปทางเสื่อมทางตกต่ำเป็นอบายมุขด้วย ขอบอกชัดๆตรงๆ

สู่แดนธรรม... MMS หมายถึง Money มหาเสื่อม มันเป็นภาษาของผมเองครับ

 

อานาปานสติ 16 ขั้นตอน

พ่อครูว่า... อานาปานสติ เป็นเรื่องของเอาลมหายใจเข้าออกเป็นที่ตั้ง เป็นเรื่องสิ่งที่ยังไม่ครบ ธาตุทั้ง 4 มี ดินน้ำไฟลม ลมได้ชื่อว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ทิ้งรูปที่เป็น มหาภูตรูป แต่โลกไม่ได้มีแต่ลม มันมีดินมีน้ำมีไฟและมีสัตว์ด้วย คุณหลับตา ที่นี้วิเคราะห์วิจัย

สำคัญอยู่ที่การหลับตากับตื่นลืมตา ประเด็นที่อาตมาพูดนี้ เพราะอาตมาอยากให้พวกผู้ที่หลับตาซึ่งมีเยอะหนาแน่นกว่าชาวอโศกในเมืองไทยมีชาวพุทธนี้ ยังเชื่อมั่นในการนั่งหลับตา ซึ่งอาตมาว่ามันไม่ใช่หลับตามันเป็นโมฆะมันออกนอกรีตศาสนาพุทธ

เหตุผลเพราะว่าพระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นฉบับของพระมหากัสสปะ ซึ่งพระมหากัสสปะเป็นสายศรัทธา สัทธานุสารีแท้ๆ 100% เป็นโคตรเป็นตระกูลศรัทธา ศรัทธาอย่างหนักๆเลย ตามประวัติตามตำนานแล้วชีวิตจมอยู่ในป่า จนพระพุทธเจ้าต้องยอมอนุโลมให้มี 1 ราย คือเอาพระกัสสปะเป็นตัวอย่างหนึ่งเดียวเป็นเอตทัคคะทางผู้อยู่ป่า ถึงอย่างนั้น ถ้าเกินกว่ากัสสปะก็ออกนอกรีตแล้ว ท่านใกล้จะตกขอบมิตกขอบแหล่เพราะฉะนั้นจึงยากมากเลย

คนที่ได้ชื่อว่ามหานำหน้า ในพระอิติสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีน้ำหนักไปในทางที่เอื้อ แต่ถ้าผู้ที่เป็นพุทธแท้ จะไม่มีคำว่า มหานำหน้า ถ้ามีคำว่า มหานี้

อย่างสารีบุตร ไม่มีคำว่า มหานำหน้า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งแม้แต่พยัญชนะก็ต้องเป็นสิ่งที่ลงตัวกันพระพุทธเจ้าจะต้องมีพระนามว่าสิทธัตถะแม่จะต้องชื่อว่าสิริมหามายา ชาตินี้อาตมาต้องเกิดมาชื่อรักนามสกุลมงคล บุคคลคือสิ่งที่จะนำพาไปสู่นิพพาน อุตมะหรืออุตระ คืออุดม มันเลี่ยงไม่ได้ต้องชื่อนี้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันต้องลงตัวแล้วทุกอย่างที่อาตมายืนยัน อย่างเช่นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ในยุคนี้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ในยุคนี้ พระเจ้าอยู่หัวต้องมีพระนามว่าภูมิพล อาตมาต้องมีชื่อว่าโพธิรักษ์ หรือชื่อรักชื่อมงคล ซึ่งเป็นนามธรรม ทางด้านในหลวงต้องเป็นรูปธรรม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มันลงตัวทุกอย่าง ก็ค่อยๆอธิบายไป

 

ในอานาปานสติสูตรนี่ เป็นสูตรที่คนหลงเอาแต่นั่งหลับตา แล้วก็ยกอ้าง เอานัยยะ 16 อย่างมาแปะไว้ แต่ที่จริง 16 อย่างนั้นลืมตาทำทั้งหมด

 

อานาปานสติทั้ง 16 ขั้นนั้นคือ

 

1. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาวหรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว

2. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น

พ่อครูว่า... สองข้อนี้ให้รู้ว่ามีนัยยะต่างกันนะต้องใช้สองอย่างแล้วเลือกเอาอย่างหนึ่ง ไปตั้งแต่ต้นจนเป็นอรหันต์ คู่สุดท้ายคือ สมาหิโต กับวิมุติ

อันใดเป็นอวิมุติกับวิมุติ อันใดเป็นสมาหิตะกับอสมาหิตะ   วิมุตกับสมาธิก็เป็นอีกคู่นึง

ถามเรื่องคู่กับพวกคุณ สมาหิตะกับวิมุติ ตัวจบคู่สุดท้าย จิตตั้งมั่นกับจิตหลุดพ้น ตัวไหนที่เป็นตัวมี กับตัวไหนที่เป็นตัวไม่มี

...สมาหิตะ กับ วิมุติ คุณจะตอบว่า สมาหิตะมีหรือไม่มี?.. ญาติโยมตอบว่า...มี วิมุติมีหรือไม่มี?...ญาติโยมตอบว่า...ไม่มี

แต่พ่อครูว่า วิมุติคือตัวมี สมาหิตะคือตัวไม่มี

คนที่หลุดพ้นจากโลกจากอัตตาจากอะไรก็แล้วแต่คุณต้องหลุดพ้นจากอะไร คุณต้องหลุดพ้นจากอะไร ที่ต้องมีคู่ที่คุณติดเป็นคู่ แต่จิตตั้งมั่นเต็ม มัน 1 หรือ 0 ใช่ไหม

1 ก็คือ 0 ส่วน 0 ก็คือ 1 ซึ่งไม่ต้องถามหรอกว่าคุณจะตายที่  0 หรือตายที่ 1 สุดท้ายมันก็ต้อง 0 ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น

 

อานาปานสติ ต่อ

3. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า (สัพพกายปฏิสังเวที สิกขติ)

พ่อครูว่า... ต้องรู้แจ้งกาย กายต้องมี 2 เสมอ ภายในกับภายนอก ผู้ที่ได้ไปนั่งหลับตาไม่มีภายนอก ส่วนผู้ที่เข้าใจว่ากายคือวัตถุภายนอกนั้นก็ปิดประตูบรรลุธรรม ถ้าไม่มีกายแล้ว 0 ไม่มี 1 ไม่มีกายคือฐานพักของจิต

คือจิตทำให้เป็นพีชะได้ พีชะคือ 1 และก็จะเสื่อมไปหา 0 ไม่มีเวทนา ไม่เป็นวิญญาณ พีชะมีแต่สัญญากับสังขาร พีชะก็ไม่เรียกว่าเป็นนามแต่มันเป็นชีวะ

นัยยะของ อุตุนิยาม พีชะ จิต นี้ไม่ใช่อธิบายได้ง่ายนะ ต้องมีสภาวะธรรมรองรับจริง ถ้าไม่สามารถมีพื้นฐานแยกกายแยกจิตได้ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่มีกาย แต่สิริมหามายาอรหันต์ที่ยังไม่ตาย โพธิสัตว์ที่ยังไม่ตาย ก็ต้องมีกายมีร่างอาศัย มีร่างกายอาศัย มีสรีระร่างกายอาศัย แต่แยกไม่ได้ กายต้องมีจิตมีรูปธรรม เป็นสภาพที่พูดไปแล้ววนไปวนมา ก็น่าเห็นใจที่คนไม่มีภูมิธรรมจะตามรู้ยาก

สัพพกายปฏิสังเวที จะต้องรู้จัก กาย หลับตาไม่มีกายไม่มีปฏิสังเวที

 

4. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า(ปัสสัมภยัง กายสังขารัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... ปัสสัมภยังคือการระงับกาย แต่คุณหลับตาก็ว่าระงับกาย พาซื่อเขาสอนกันสายหลับตา กายคือภายนอก ตัดรับรู้ภายนอกก็เหลือแต่ภายใน เห็นไหมว่า พยัญชนะก็ไม่ครบแล้ว

หากไปทำอานาปานสติ เข้าใจว่า กาย หมายถึงเพียงแต่ภายนอกเท่านั้นเอาแต่จิตอย่างเดียวจบเลย คนนี้ไม่มีทางบรรลุอรหันต์

คำว่า สักกายทิฏฐิ จึงเป็นคำต้นของผู้ที่จะเป็นอาริยะบุคคลของพุทธ ต้องชัดเจน กาย นี่อย่างสมบูรณ์ ชัดเจน  กว่าจะเดินทางไปต่อจากพ้นสักกายทิฏฐิ พ้นจริงๆ พ้นอย่างไม่มี วิจิกิจฉา ต้องพ้นไม่มีอะไรลังเลสงสัย แล้วมีหลักการ ศีลพรต พ้นสีลัพพตปรามาส

อาตมาก็อธิบาย สีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพตุปาทานต่างกัน

สีลัพพตุปาทาน ยึดถือตามกันมายังไม่สัมมาทิฐิ หรือต่อให้ทำยัญพิธีมีสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ยัง เหยาะๆแหยะๆปรามาส ไม่เอาจริง ลูบคลำ คุณรู้จักโจรแต่ไม่จัดการกับโจรเสียทีเล่นหัวอยู่กับโจร คุณรู้จักหมาแต่ก็เล่นหัวๆอยู่กับหมาหมาเลียปากเท่านั้นเอง เล่นกับโจรโจรก็เล่นอยู่กับคุณเท่านั้นเอง ปัสสัมภยัง กายสังขารัง ต้องรู้จักกายสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่มีในภายนอกภายใน

5. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า (ปีติปฏิสังเวที สิกขติ)

พ่อครูว่า... ลดกิเลสภายนอกคือกาย ขณะคุณมีลมหายใจเอากิเลสเฉพาะแต่ลมหายใจแล้วคุณจะมีกิเลสอะไรกันนักกันหนากับลมหายใจ ต่อให้คุณเอากิเลสลมหายใจคุณลดได้ แล้วตาหูสัมผัสลิ้น จมูกอีกล่ะ ดินน้ำไฟลมอีกล่ะ มันมีอีกตั้งเยอะแยะ แล้วคุณบอกว่าคุณปฏิบัติแล้วคุณได้เป็นพระอรหันต์ อรหันต์ก็ได้แค่นิดเดียว ในทางลม

ในทางลมอาตมาก็ว่าจะปฏิบัติหลุดพ้น เช่นหนึ่งมีกลิ่นของดอกไม้กลิ่นอะไรก็ตามลอยมาตามลม เช่น กลิ่นตดเป็นต้น ลอยไปในอากาศ คุณก็ไม่ชอบกลิ่นตด คนนี้นั่งสมาธิร่วมกันคนนี้ตดมากลิ่นน่าดูเลย ก็เกิดกวนสมาธิกัน พูดให้มันสนุกหน่อย

หากคุณไม่เข้าใจกายอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ คุณจะไปปฏิบัติเริ่มต้นสติปัฏฐาน 4 กายในกาย ซึ่งมีกายภายนอกเชื่อมต่ออยู่กับกายภายใน ไม่ได้ขาดกัน แต่ให้พิจารณา กายใน เข้ามาหากายใน จากกายนอกมาหากายใน ไม่ได้ขาดกัน จึงทำกิเลสจากกาย กิเลสไม่ได้อยู่นอกกิเลสมันอยู่ใน คุณตัดกิเลสภายนอกแล้วก็ระงับกิเลสกายได้แล้ว ก็เลื่อนมาหาเวทนา

แต่หากกิเลสกายคุณยังทำไม่ได้คุณเลื่อนมาหาเวทนามันก็ผิดลำดับ หรือจะเอาแต่จิตเลยเรื่องของกาย เวทนา ไม่รู้เรื่อง เอาแต่จิต ก็เจริญเถอะพ่อ(คำประชด) ไม่มีทางเจริญได้หรอก

อันดับที่ 4 ระงับกายสังขารได้ก็จะมีปีติ รู้แจ้งปีติ เราลดกิเลสภายนอกกิเลสกายได้แล้ว ปีติ อันนี้ก็เกี่ยวกับภายนอก ไม่ใช่ได้ผลทางจิตใจเป็นสมถะแล้วปีติ มันก็ใช่พวกนั่งหลับตาเป็นปีติแบบสมถะทั้งนั้น แต่อันนี้เป็นปีติที่แบบวิปัสสนาปิติที่มีการเห็น ปัสสะ ปัสสนาไม่ใช่สมถะ เห็นไหม มีนัยยะที่ต่างกัน

เมื่อมีปีติก็ลดปีติได้ จึงจะเข้าหาสุขเป็นฌานที่ 3 เริ่มมีฌานที่ 3

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

 

พ่อครูว่า... ทั้ง 16 ข้อนี้พวกนั่งหลับตามีแต่พยัญชนะไม่ได้มีเกิดสภาวะขึ้นเลย

สมณะฟ้าไท... พ่อครูบอกว่ากิเลสที่ลมหายใจจะมีเท่าไหร่เชียว

พ่อครูว่า... ระงับกายได้ก็เกิดปีติ คำว่า ปฏิสังเวทีคือรู้ เห็นปีติแล้วก็ต้องลดปีติ

ปีติมี 5 อย่าง หากจะเอาแต่อุพเพงคา (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

 

1.   ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) เป็นหน่วยๆ เป็นก้อน แท่ง

     2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) เป็นเวลา เป็นกาละ

     3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ)

     4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย)

     5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)

 

พ่อครูว่า... ก็เรียนรู้ปีติ ลดปีติ ถึงจะเป็นวูปสโมสุโข มีสภาวะ 2 เป็นรูปกับนามสั่งสมลง ธรรมดามันก็หยั่งลงเป็นเรื่องโลกียะในจิตของเรา เรารู้แล้วก็เลือกให้สั่งสมเป็นโลกุตระในชีวิตเรา มากเป็น อุพเพงคาปีติ ไม่ได้ไม่ไหวมันมากจัดจ้าน อย่างพวกนักฟุตบอลเตะลูกเข้าโกล์ได้สักวันหนึ่งมันจะช็อคตายคาสนาม อาตมาไม่ได้แช่งเขา แต่สักวันมันจะมีตัวอย่าง เพราะว่าปลุกเร้าเร่งรัดเอาชนะคะคานกัน ให้ราคากันมากมายเป็นเรื่องการพนันด้วย มันซับซ้อนเยอะแยะพวกนี้ พวกการพนันพวกอบายมุข

อาตมายังจำได้เลย ที่วิทยาลัยการพละ อาตมาก็ไปว่าพวกกีฬาเป็นอบายมุข ตอนนั้นมีปิยะพงษ์  ผิวอ่อน ฟังด้วย ฟังแล้วก็หน้าเขียวใส่เลย อาตมาก็เทศน์ไปตามจริง แต่ก่อนอาตมาก็เป็นนักกีฬาเป็นนักฟุตบอลก็ไม่ได้เรื่อง เป็นนักวิ่งก็ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่

 

ปีติ ยังเป็นพลังงานที่หยาบที่แรง ก็ต้องลดลงมาให้มันเป็นสุข เป็นวูปสโมสุข ซึ่งขอยืมภาษาคำว่า สุข มาเรียกเท่านั้น มันก็ยังเป็นอาการของอุปกิเลสคือความสุข ก็ต้องลดลงมาให้เบาบางลง เป็นสุขสงบ หรือวูปสโมสุข หรืออาจจะใช้ภาษาว่าปรมังสุขัง อาตมาแปลเป็นไทยว่ายิ่งกว่าสุข ถ้าแปลว่าสุขอย่างยิ่งมันก็จะเป็นความสุขแรง ไปกันใหญ่ ภาษามันจะบอกสภาวะชัดเจน

 

6. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า (สุขปฏิสังเวที สิกขติ)

7. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า(จิตตสังขารปฏิสังเวที สิกขติ)

พ่อครูว่า...ตอนนี้เข้าถึงจิต ระงับได้หมดเข้าถึงสุขเป็นฐาน เป็นสุขจากอุปสโมสุข เป็นฌานที่ 3 เข้าไปหาฌานที่ 4 ไม่มีสุขแต่เป็นอุเบกขา หมดสุขแล้ว ฌานที่ 4 เป็นเอกัคคตา ได้ฌาน 4 เป็นฐาน อันนั้นมาจากกิเลสนอกเป็นกาย

เข้าไปหาทางจิต หลังจากได้ทำกิเลสกายหมดแล้วก็ทำกิเลสที่เหลือในจิต ตั้งแต่อบายมุข มาเป็นสกิทาคามีเข้ามาหาอนาคามีเป็นรูปเข้ามาสู่จิต ก็ระงับกิเลสในจิต กามหมดแล้วมาระงับรูป จะเป็นรูปทางกามและรูปทางปฏิฆะ ซึ่งไม่แสดงออกภายนอกแล้วมีความละอาย มีหิริโอตตัปปะเพียงพอ เกรงกลัวไม่แสดงออก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอายไม่เอาแล้ว เกรงกลัวไม่เอา เพราะมันเป็นเรื่องหยาบต่ำไม่รับไม่ทำ มันจะมีคุณลักษณะ คุณสมบัติของมันจริงๆ ที่ทำให้เราไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

 

8. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า (ปัสสังภยัง จิตตสังขาร สิกขติ)

พ่อครูว่า...ในขณะที่เข้าไปถึงจิตก็ไม่ทิ้งกาย ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกก็ยังทำงานอยู่ปกติ แต่ว่ากิเลสภายนอกนั้นมันอยู่เหนือแล้ว มีวสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจเหนือโลก ข้างนอกคือโลก ข้างในคืออัตตา

ข้างนอกคือโลกร่วมกับโลกเขาก็ลดกิเลสลงได้ ถึงขั้นกำลังเหลือกิเลสภายใน กิเลสทางภายนอกนั้นหมด กิเลสภายนอกไม่ต้องทำ เพราะว่าทำได้แล้ว อยู่เหนือมันแล้วไม่ได้หนีไม่ได้หลบ อยู่เหนือสบายๆ  สบายมากสบายน้อยก็แล้วแต่บางคนอาจจะต้องเคร่งคุมอยู่บ้าง บางคนไม่ต้องเคร่งขรึมแล้วสบายแล้ว จะกระทบสัมผัสภายนอกแรงเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไรที่เผลอไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร บางคนทีเผลอยังขึ้นมาหน่อยนึง หรือว่ามันแรงมากๆก็กระดิกนิดนึงอะไรอย่างนี้ ก็ยังมีภายในใจอยู่บ้างคุณก็รู้ทั้งภายนอกและภายใน รู้ทางจิตภายนอกที่รับกระทบสัมผัสภายนอกได้แล้วอยู่เหนือแล้ว เป็นอาริยะเป็นอรหันต์ เป็นพลังงานที่สูงจนเหลือแต่ภายใน ระงับกิเลสที่เป็นจิตสังขารภายใน ก็เป็น ปัสสังภยัง จิตตสังขารัง

ทำให้กิเลสภายในรูปราคะอรูปราคะ หมดไปอีกได้ อรูปราคะได้ก็รู้แจ้งอีกทีหนึ่ง เหลือรูปราคะ อรูปราคะ มานะก็ลดได้ เหลืออุทธัจจะ กุกกุจจะ มันเหลือน้อย จนหมดไป เหลือแต่วิชชา ส่วนอวิชชาก็มาเป็นวิชชา คุณยังต้องอาศัยจิตอยู่ อาศัยอนุสัยอยู่ ไม่มีอาสวะแล้ว แต่คุณยังมีอนุสัย คือ สยะน้อยๆ สยังน้อยๆ อนุ คุณต้องอาศัย

ใช้พยัญชนะบอกสภาวะว่า อนุ คือน้อย คุณต้องอาศัยอนุสยะ คุณต้องทำจิตนี้ให้เป็นที่อาศัยไม่ใช่จิตใจที่แข็งๆทื่อๆ ไม่รับแขกเลย ก็ทำให้มันเป็น อภิปโมทยังจิตตัง

9. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า(จิตตปฏิสังเวที สิกขติ)

10. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง (ปราโมทย์) หายใจเข้า(อภิปฺปโมทยัง จิตตัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... จิตใจร่าเริงเบิกบานรับแขกได้ ร้องเพลงอาตมาก็ทำได้ แต่สังขารมันก็เรื้อคนได้ฟังก็บอกว่าพักผ่อนดีกว่าอย่าร้องเลย ให้คณะตุ๊กติ้วทำดีกว่า

ทำให้จิตร่าเริง จะย้อนกลับอีกที ให้จิตสงบแล้วเบิกบานร่าเริง

พุทธถึงเป็นผู้ที่เบิกบานร่าเริง สว่างสะอาดสงบ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานร่าเริง อภิปโมทยังจิตตัง

 

11. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักตั้งจิตมั่น หายใจออกว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า(สมาทหัง จิตตัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... สมาทหัง ก็แปลว่าจิตตั้งมั่น จิตทำให้ได้คุณสมบัติอย่างนี้แหละแบบที่มาถึงขั้นที่ 10 ให้มันตั้งมั่น ๆ เห็นไหมว่าคุณจะสะสมจิตตั้งมั่นต้องเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ถึงขั้น อาสวะหมดแล้ว อาศัยอนุสัยเท่านั้น แล้วก็ให้จิตเบิกบานร่าเริงทำให้แข็งแรงตั้งมั่นเป็นเนื้อเป็นแก่น สมาทหัง ทหัง ทหาร

12. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจออกว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า (วิโมจยัง จิตตัง สิกขติ)

พ่อครูว่า... ไม่ใช่จะรับเข้ามาแต่ปล่อยเสมอๆ ถ้าหยุดเลย มันหายไป ภาษาใช้คำว่าเปลื้องปล่อย หรือใช้ว่า ปล่อยวางหรือปล่อยจิต

สู่แดนธรรม... สงสัยว่าเปลื้องจิต สภาวะคือรู้ควรการงานใช่ไหมครับ?

พ่อครูว่า... มีลักขณรูปของมันคือ มันไปในทางเอาออก เนกขัมมะ มันเป็นจิตที่เป็นสภาพเอาออกไม่ใช่เอาเข้า คำว่าออก คำว่าเข้า ของพยัญชนะที่ใช้ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่เข้าไปนั่งหลับตาคือเข้าฌานเข้าสมาธิ ออกสมาธิคือลืมตาออกมาสู่โลกข้างนอก ซึ่งอย่างนั้นมันไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ต้องไปนั่งหลับตาเข้าฌานเข้าสมาธิ หรือหลับตาไปเอารูปเป็นตัวชี้บ่งยืนยันว่านี่คือเข้าสมาธินี้ต้องหลับตา มันก็อยู่ข้างใน มันไม่ใช่อย่างนั้น

สู่แดนธรรม... ผมสงสัยเพราะเป็นคำสิริมหามายา คำไทยแปลว่าเปลื้องเอาออกเราเอาออกด้วยการมีกัมมัญญาได้ไหมครับ ?

พ่อครูว่า... อันนี้จิตสำเร็จแล้ว สั่งสมจิตสมาทหัง ยังไม่ถึงสมาหิตังเท่านั้น เป็นจิตที่จะสะสมตั้งมั่น อธิบายเป็นภาษาได้จริงๆแล้วไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นนะแต่สั่งส้มให้ตกผลึกแข็งแรงตั้งมั่นไปเรื่อยๆ ลักษณะที่ตั้งมั่นก็จะต้องมีคู่ที่ว่าไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่นนะ แต่มั่นแล้วปล่อย มั่นแล้วเปลื้องจิตออกให้หลุดพ้น เป็นลักษณะจิตที่ให้อาศัยแต่ปล่อย ภาษาบาลีว่า วิโมจจยัง อาตมาจึงต้องใช้ภาษาไทยขยายความยืดยาด แต่บาลีแค่ วิโมจยังจิตตัง

13. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง(อนิจจานุปัสสี สิกขติ) หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า

14. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า

15. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส (นิโรธานุปัสสีสิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า

16. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส

(ปฏินิสสัคคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า

พ่อครูว่า... 12 ข้อที่ผ่านมาพวกนั่งหลับตาอธิบายไม่ได้หรอก แต่ตีกินเอา 4 ข้อสุดท้ายไปทำเท่ บอกว่าตามเห็นความไม่เที่ยง ตามเห็นความจางคลาย ตามเห็นความดับ ตามเห็นความสลัดคืน เท่เสียไม่มี นั่งหลับตา พวกนี้อาตมาขออภัย วจีสังขารว่าหยาบไปหน่อย พวกหลอกแดก นี่แหละพวกนั่งหลับตา เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูแล้วน่าสมเพชเวทนาน่าสงสาร เมื่อไหร่จะตื่นขึ้นมาฝึกฝนทำสัมมาทิฏฐิให้สมบูรณ์แบบเถอะ ไม่เช่นนั้นแล้วพวกคุณก็จะติดอยู่อย่างนั้น

อนุปัสสี 4 (ตามเห็นอะไรในขณะปฏิบัติสติปัฏฐาน+อานาฯ)

1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา)

2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 

3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา)

4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน)

(พตปฎ. เล่ม 14  ข้อ 288)

มาขยายความ 4 ตัวนี้คุณจะเห็น

ความไม่เที่ยงนั้นเราพูดด้วยตรรกะว่าทุกอย่างก็ไม่เที่ยง ไม่ต้องไปยึดดมั่นถือมั่นอะไรก็เท่ซะไม่มี ก็ใช่ ความไม่มีอะไรเที่ยงไม่มีอะไรยึดอยู่ ไม่มีอะไรเทียบกับกาลเวลา คุณว่า วินาทีมันอยู่กับที่ไหม การเคลื่อนไปกับกาละ เรียกด้วยศัพท์ตัวหนึ่งว่า วินาที ให้ละเอียดกว่าวินาทีด้วย อาตมาไม่ได้จำว่ามันเรียกอะไร กาละไม่เคยหยุดไม่เคยพัก โลกไม่เคยหยุด ไม่เคยสะดุด พระอาทิตย์ก็ไม่เคยสะดุดไม่เคยหยุด ถ้าพระอาทิตย์สะดุดหรือหยุดรับรองโลกนี้ คว่ำคะมำ ออกนอกเส้นทางโคจร พลังงานจะปั่นป่วนไปทั้งจักรวาล ทั้ง Galaxy nebula สะเทือน เอาแต่แค่พระอาทิตย์ มันเกิดจุดเคลื่อนนิดนึงไม่ได้เลย กาละจึงเคลื่อนอยู่เสมอพระอาทิตย์ต้องเคลื่อนอยู่เสมอ โลกต้องหมุนอยู่เสมอ

สู่แดนธรรม... มีคนถามว่าเราจะตามหาปัจจุบันได้อย่างไร

พ่อครูว่า... ยิ่งกว่าปลายเข็มที่เล็กที่สุด ใช้พยัญชนะรูปธรรม ก็ไม่ต้องถึงเอาขนาดนั้น คุณก็จี้ลงไปแล้วก็ถอนให้รู้ว่านี่คือปัจจุบัน การบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าจึงอยู่ที่ปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาละหรือทิฏฐธรรม ปัจจุบันนี้เดี๋ยวนี้ขณะนี้สั้นที่สุดเร็วที่สุด เป็นปัจจุบันที่สุดจริงที่สุด การหลับตาไม่ลืมตาออกมานี้ไม่เป็นความจริงมีแต่สัญญามีแต่การกำหนดรู้ในใจ มันต้องออกมานอกด้วยในด้วยจึงจะเป็นความจริงของ 2 ภายนอกภายในเป็นเทวะ เป็น 1 ไม่ได้ ในความรู้รอบต้องมี 2 เป็นอย่างน้อย ในความรู้จริงต้องเป็น 0 หรือ 1 ความรู้รอบต้อง 2 อย่างน้อย แล้วตัวผู้รู้เป็นสามเส้า ประธานรู้ เป็น 2 ทำ 0 กับ 1 ได้ คุณเป็นประธานก็ต้องเป็น 3

ในลักษณะของสิ่งที่เป็นวัฏสงสารเป็นสังขารเป็นสิ่งที่เป็นธาตุรู้แล้ว ถ้าอย่างในนิวเคลียสมันมี 3 คือมี E M C  ถ้าชีวะก็ต้องมี 3 เป็นอย่างน้อยคือ I S H

I คือ ฉัน (ตัวประธาน)

S (She) คือ พลังงานลบ

H (He) คือ พลังงานบวก

ISH คือตัวตน สามเส้าตัวนี้ เติมเข้าไปยึด self ขึ้นมาปั๊บ เป็นการเห็นแก่ตัวเลย

พลังงานนิวเคลียร์มันก็มี 3 แต่พลังงานมันอยู่มันก็จับตัวของมัน มันระเบิดเองได้เหมือนกันเหมือนอย่างภูเขาไฟ หรือเนบิวลาหรือ Big Bang มันเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าไม่มีใครทำอะไรมันมันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัย มันยังไม่ระเบิดง่ายๆ จนกว่ามันสุดที่สุดทางแล้วมันใหญ่ไม่ได้อีก หรืออัตราภายในมันมากกว่าข้างนอก ข้างนอกมันสู้ไม่ได้ก็ระเบิด ไอ้นั่นก็เป็นธรรมชาติของ Big bang พลังงานในอวกาศทั้งหมด Big bang มันแตกตัวของมันเอง เดี๋ยวมันจะออกไป star wars ออกไปอวกาศเสียหมด

สมณะฟ้าไท... สรุปจบ


วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564

640621_พุทธศาสนาตามภูมิ - อนุปัสสี 4 โดยพิสดาร

 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - อนุปัสสี 4 โดยพิสดาร 
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน  2564

ณ บวรราชธานีอโศก









ชมวิดีโอเทปได้ที่นี่
ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่นี่


พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก ขออ่าน sms นิดหน่อย

 

เหมือนรู้มากแต่ไม่รู้ คือพวกปทปรมะ

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ในหนัสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม๒ ข้อ๑๕ รู้จากผู้อื่นหมายถึงรู้จากใครบ้าง? ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐินั้น ต่างจากสัตบุรุษอย่างไร ต้องบรรลุธรรมขั้นไหนอย่างไรคะ เพราะในอนุปัสสี๔ นั้น ผู้ได้ข้อ๑บรรลุอนิจจานุปัสสีได้สัมมาทิฏฐิแล้ว ผู้อยู่ในฐานะครูควรได้สัมมาทิฏฐิขั้นไหนคะ

ลูกเขียนมาเหมือนรู้มาก แต่แท้จริงลูกไม่เข้าใจคะ

พ่อครูว่า…ที่ว่ารู้มากแต่แท้จริงไม่รู้ เป็นภาษาสิริมหามายา เหมือนรู้มากเหมือนรู้อะไรรายละเอียดของพยัญชนะเยอะ รู้มากรู้ไกลในพยัญชนะ แต่พอมาเจาะเข้าหาเนื้อหาสาระสภาวะธรรมมันเป็นอย่างไร คนนี้ก็ใช้ได้ ตรงที่หมายความว่า กำลังเข้าใจแล้วว่าประเด็นไหนที่เราติดขัด ตรงที่เราไปหลงพยัญชนะ ที่อาตมาเตือนชาวปราชญ์ ดอกเตอร์ เปรียญ 9 ผู้รู้ทั้งหลาย สำนักราชบัณฑิตก็ดี สำนักอะไรก็แล้วแต่ที่เขารวมนักรู้เอาไว้ด้วยกัน แต่เป็น ปทปรมบุคคล เข้าใจอย่างไรเขาก็ยังไม่ค่อยชัดเจน 

อาตมาก็ย้ำแล้ว ภาษาไม่ได้ยากเลยภาษาชัดเจน ปทปรมบุคคล คือบุคคลผู้เรียนรู้มากท่องจำไว้ได้มากสาธยายสอนผู้อื่นไว้ก็มากๆ แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลยในชาตินั้น ชาตินี้ชาติที่เป็นอยู่นี้ เป็นผู้ที่รู้เขายอมรับนับถือกันมาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ น่าสงสารน่าเสียวสยอง

อาตมาอธิบายแล้วขยายความไปหลายทีแล้วว่า ไปทบทวนดูเลย คำว่ากายคำหนึ่ง กายคำนี้คุณสมาธิจริงหรือ คุณพ้นสักกายทิฏฐิแล้วหรือ

เพราะคุณไปมิจฉาทิฏฐิเป็นเดียรถีย์หลับตา มันนานมาก จน 2,500 ปีนี้ไม่ลืม ไปหลงมิจฉาทิฏฐิหลับตาว่าเป็นทฤษฎีที่จะบรรลุนิพพาน แล้วก็หลงกันว่ามีพระอรหันต์เกิดก่อนอาตมามา กองอยู่ในฝ่ายหลับตา ออกป่าเขาถ้ำ เป็นพระธุดงค์ล่องไพร ก็ได้เรื่องมาเล่า อาจารย์ชอบได้สู้กับเสือ เสือนิ่งเลยเสือไม่กล้าเข้ามาใกล้อาจารย์ชอบ อาจารย์ชอบก็สายหลับตา ก็เป็นพระเอกของพนมเทียนเป็นรพินทร์ ไพรวัลย์

แล้วการไปหาสมบัติคือไปหาอะไร ไปหาโลกุตรธรรม แต่เขาจะไม่เจอโลกุตรธรรม เพราะเขาไม่ได้ดำเนินตามพระพุทธเจ้าสอนว่าคุณจะต้องเกิดปัญญา จะต้องพบสัตบุรุษจะต้องพบพระพุทธเจ้า จะต้องได้ยินจากมิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วต้องมาลองถือศีลก่อน ฟังตามว่าจะต้องปฏิบัติศีลเป็นหลัก ปฏิบัติศีลแล้วจึงจะเกิดความยินดีว่าใช่ เพราะนั่งหลับตานี้ไม่มีศีลเลย เริ่มต้นจากศีลที่เป็นสรณะ 15 วิชชา 8 เขาไม่มีแล้วเขาทิ้งแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมาพบมิตรดี พระพุทธเจ้าบอกว่า เรานี่แหละเป็นมิตรดีของเธอภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นหูชาเลย พระพุทธเจ้าท่านลดตัวเองลงมาเป็นเพื่อน เรานี่แหละเป็นมิตรดีของเธอภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้ที่เจตนาดีจะให้ความรู้แก่เธอ จงเข้าใกล้จงเอียงโสตสดับ จงตั้งใจฟัง เรียนรู้ให้ดี เสร็จแล้วผู้นั้นก็ตั้งใจฟังเรียนรู้ได้ ก็ปฏิบัติศีลอีก

เพราะพระพุทธเจ้าจะต้องเริ่มต้นด้วยศีล เรียนรู้ปฏิบัติศีลอย่างสัมมาทิฏฐิ คือ เรียนรู้ศีลแล้วจะต้องปฏิบัติด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 คุณเรียนศีล แล้วไม่ปฏิบัติศีลด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 คุณเรียนศีลแต่ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไปนั่งหลับตา คุณก็ได้แต่ขี้หมาแหละครับ เห็นไหม อาตมาพูดสนุกนะ มันสูญเปล่าไม่ได้เรื่อง

หากคุณไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 หลับตา คุณต้องมาตื่นๆลืมตา แม้ว่าคุณลืมตาคุณก็ยังไม่ตื่นเลย คุณก็ยัง มะลำมะเลือง เห็นอะไรยังมัวมืดๆพรางลวงอยู่เลย ตั้งสติให้เต็มร้อยทั้งกาย ตั้งสติให้เต็มร้อยทั้งวาจา ตั้งสติให้เต็มร้อยที่ใจ มีสติสูงจนควบคุมกายวาจาเต็มร้อย สติ แปลว่าร้อย มาจากรากศัพท์ สตะ แปลว่า ร้อย ถือเป็นสังขยาเลข เต็มร้อย แล้วคุณจะต้องตื่น

พระพุทธเจ้าถึงมีหลักในข้อที่ 3 คือ ชาคริยานุโยค ต้องทำให้ตื่นมันไม่ตื่น มะลำมะเลืองไม่ได้ ต้องตื่นเต็ม และไม่ใช่ตื่นเตลิด ไฮเปอร์ ฟุ้งซ่าน เป็น วิกขิตตังจิตตัง ต้องดึงเข้ามารวมลงมาให้เป็นสังขตะ ไม่อย่างนั้นมันออกไปมากไกลเกิน ไปกับบัญญัติไปกับโลกภายนอกไม่เข้าหาจิตตัวเอง ตั้งแต่ตั้งต้น ไล่ไปตั้งแต่ต้นๆตื้นๆ ก็เท่ากับตัวเองเหมือนคนหัดใหม่ แต่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นคนสูงรู้มากบัญญัติมากจะลดลงตามมาเรียนรู้ตั้งแต่ ฤาษีเลี้ยงเหี้ย ต้องไปให้เณรสอน ให้คลานไปหาเณรให้สอน คือพระโปฐิละ ไปให้เณรสอน แล้วไปเริ่มต้นใหม่ด้วย เณรสอนเริ่มต้นใหม่ ให้ปิดรูรั่วทั้งหมด ปิดให้เหลือรูเดียว ไม่อย่างนั้นฟุ้งซ่านมากเกิน แค่นี้มันต้องกลับไปตั้งต้นใหม่เป็นพวกสมถะ เหมือนกับสอนให้หยุดจิตจะคิดจะนึก แล้วจึงจะมาตั้งต้นใหม่อีกยาวนาน กลับไปกลับมาย้อนไปย้อนมา

นี่คือประเด็นเหมือนลูกรู้มากแต่แท้จริงลูกไม่รู้ไม่เข้าใจอะไร

 

ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิคือเช่นไร

ผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ ในคำตรัสพระพุทธเจ้าไม่มีที่บอกว่าครูที่สัมมาทิฏฐิ เพราะว่าครูเดี๋ยวนี้ไม่มีสัมมาทิฏฐิเยอะแยะไปเต็มบ้านเต็มเมือง ต้องเป็นครูที่สัมมาทิฏฐิ การมีสัมมาทิฏฐิจะต้องชัดเจนลงไปอย่างน้อยต้องมีสัมมาทิฏฐิ 2 หรือสัมมาทิฏฐิ 10 หรือมีหมวดอื่นอีก จะต้องมี ปรโตโฆษะ โยนิโสมนสิการ เป็น ต้องเปิดจิต อันนี้ก็พูดย้ำมาหลายที ไม่เปิดจิตไม่รับฟังไม่เชื่อว่าผู้อื่น ประ ยกตัวอย่างเข้าตัว อาตมานี่แหละเป็นผู้อื่นมา ในยุค 2,500 กว่าปีนี้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรแสดงเป็นผู้รู้มาก่อน กระโดดออกจากจอมายา พรวดมาก็บอกว่าเป็นโพธิสัตว์เลย เขาก็บอกว่าจะบ้าหรือคนนี้ สิบตรีก็ไม่ได้ ปริญญาตรีก็ไม่ได้ ปริญญาจัตวาก็ไม่มีเลย เปรียญ 1 เปรียญ 2 ก็ไม่มี นักธรรมตรี นักธรรมจัตวาก็ไม่ได้ ทั้งนั้นไม่มีอะไรเลย เป็นตัวมายาออกมาจากโลกมายาด้วย

ดาราโทรทัศน์ออกมาบวช ทุกวันนี้ก็เห็นดาราไปบวชเล่นละครลิเกกัน บวชแล้วก็ดัง หาเสียงไป ว่าเป็นผู้มีธรรมะเป็นผู้ใฝ่ในธรรม เป็นนักแสดงดาราใหญ่ใฝ่ในธรรมมาบวชก็มี แค่คำว่าบวช ฮือฮา เอาประเภทรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สรรเสริญยกย่องโฆษณา โปรปะกันด้ากัน ใส่เข้าไปในแดนธรรมะเขา ก็จูงดึงคนที่เห่อ เข้าไปตกเข้าไปให้ฝ่ายธรรมะเขา ที่จริงมันข้ามขั้น พวกนั้นยังจัดจ้านอยู่ในโลกธรรม อยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่ในกาม ยังเยอะอยู่ แล้วเอาไปโปะใส่ ผู้ที่บวชแล้วคือผู้ที่เนกขัมมะออกจากโลกโลกีย์ มันจะไปถึงเขตจะไปรู้จักโลกุตระ โลกียะคืออะไร ก็ขนาดศิลปินแห่งชาติยังบอกว่า มีด้วยหรือศิลปะต้องเป็นโลกุตระ เห็นไหม ขออภัยที่ต้องกล่าวถึงมันเป็นประเด็น ขอบคุณผู้ที่แสดงตัวจริง อาตมาก็ไม่ได้กล่าวชื่อเขาหรอก แต่ก็มีผู้เคยได้ยินแล้วเคยรู้แล้ว ความหมายถึงใครก็เอาเถอะก็ผ่านไปเป็นตัวอย่าง ประเดี๋ยวจะหาว่าอาตมาหาเรื่องใส่ความใส่ไคล้ มันมีตัวจริงเป็นได้ถึงปานฉะนั้นคนเรามันไม่ใช่ธรรมดา ก็ต้องค่อยๆศึกษาไป

 

ก็ตอบอีกทีหนึ่งว่า ผู้ที่อยู่ในฐานะครูต้องสัมมาทิฏฐิ อย่างน้อยต้องสัมมาทิฏฐิ 2 หรือสัมมาทิฏฐิอื่นๆ มีหมวด 6 สังกัปปะ 7 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ต้องมีอันนี้อยู่ในองค์รวมแล้วจะสังขารออกมาเป็นวจีสังขารได้นี่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ 6 ที่จริงมี 7 ตัวเป็นสังกัปปะ 7 แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ 6 ต้องรู้ความต่างระหว่าง ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เหมือนเทียบลมหายใจเข้าลมหายใจออก เทียบคู่รู้ความแตกต่างก็คือ เทวะทั้งนั้น คู่ที่เทียบกันเพื่อรู้ความต่าง มุมไหน มิติไหน นัยยะไหน ประเด็นไหนชัดเจน เรียนรู้เทวะนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุด เรียนรู้ภาวะ 2 สรุปให้ได้ว่าเป็น 1

 1 คือการรู้จบ จนกระทั่ง 2 0 กับ 1 ก็คือ 2 ทำให้เป็น 0 ก็รู้ว่า อ๋อ 0 คือหมดไม่มี 1 คือมี จบตรงที่มีกับไม่มีแล้วทำได้นะ ทำให้มีหรือทำให้ไม่มีได้ จบ นั่นเป็นจุดสำคัญ

ในพระไตรปิฎก เล่ม10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ) 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย)

 

ตามรู้เห็นความไม่เที่ยงเป็นเช่นนี้

สู่แดนธรรม...เขาบอกกันว่าหัวใจของพระพุทธศาสนา คือการเห็นอริยสัจ 4

พ่อครูว่า…ก็ถูก มันเป็นองค์กว้างองค์รวม แต่ส่วนรายละเอียดนั้นคือตัวเจาะที่ลงไปเนื้อแก่นเลยคือทำเวทนาในเวทนา ในสติปัฏฐาน 4 ทำเวทนาในเวทนาคือหัวใจของศาสนาพุทธ เป็นกรรมฐานเดียว แต่มันก็เคยย้ำ แต่เขาหลอกกันว่ากรรมฐานมี 40 อันนั้นไปไกลเลย เป็นการหยั่งลงสู่ทางหลงเลย ไกลจากวิเวก กรรมฐาน 40

เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไปให้พาปฏิบัติกรรมฐาน 40 อยู่ก็คือผู้ที่ยังไต่ระดับอนุบาลยังอยู่ระดับประถมอยู่ ยังไม่ขึ้นมาหามัธยม ยังไม่ขึ้นมาอุดมศึกษาเลย ก็เป็นไปตามธรรมเขาก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่ แล้วเขาก็หลงเอาหัวเป็นเท้าเอาเท้าเป็นหัวกลับไปกลับมา เขาก็นึกว่าเขาชั้นสูง แต่ที่จริงเขาเพิ่งอยู่อนุบาล อยู่ประถม ยังไม่ใช่มัธยม ยังไม่ใช่อุดมศึกษาอะไร

ที่อธิบายอยู่นี้ไม่ได้ไปยกตนข่มหรือดูถูกดูแคลน แต่เป็นการขยายความวิชาการความรู้

สรุปอีกที อาตมาก็ขออภัยที่จำได้ละเอียดในทิฏฐิหมวดต่างๆไม่ได้

ทิฏฐิ 3

1. รู้เห็นด้วยองค์แห่งสัมผัส  รูป->ตา->จักขุวิญญาณ  รู้อยู่ เห็นอยู่แม้สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เกิดโดยจักขุสัมผัส ฯลฯ ซึ่งเห็นโดยความไม่เที่ยง (อนิจจโต) จึงละมิจฉาทิฏฐิได้

2. ซึ่งรู้-เห็น ฯ โดยเป็นทุกข์ (ทุกขโต) จึงละสักกายทิฏฐิได้

3. ซึ่งรู้-เห็น ฯ โดยอนัตตา (อนัตตโต) จึงละอัตตานุทิฏฐิได้

(พตปฎ. เล่ม 18  ข้อ 254 - 256)

การรู้เห็นความไม่เที่ยงแม้จะรู้เห็นความไม่เที่ยงแค่จิตเจตสิก คำว่าจิตเจตสิกก็ยังกว้างไป ต้องแคบเข้าไป เห็นความไม่เที่ยงของเวทนา เห็นความไม่เที่ยงของเวทนาที่มันเที่ยง เวทนาไหนเที่ยงเวทนาไหนไม่เที่ยง เวทนาเที่ยงคือเวทนาแท้ เวทนาไม่เที่ยงคือเวทนาเก๊ คุณเห็น 2 อย่างนี้ไหม เห็น 2 อย่างนี้แล้วคุณจะเอาอันไหน ก็ต้องเอาอันที่เที่ยงอันที่แท้

โอ้ แตงโมเห็นปั๊บ รีบเอาไปผ่า กินเดี๋ยวนี้แหละ ขย้ำเลย อะไรวะ ที่มันดันให้ทำ นี่แหละตัณหาทำให้วิ่งเข้าไปหาเวทนา จะได้แตะ จะได้เคี้ยวบักโม จะได้เกิดเวทนาความรู้สึก โอ้โห พอผ่ามาปั๊บ ขาวจั๊า ไอ้หยา แล้วมันจะดีหรือ ไม่เที่ยงเลย วูบเลย

หรือ ขาว มันจะเป็นอย่างไรวะก็เอามาชิม โอ้โห ขาวหวาน ขาวกรอบ เฮ้ยแปลกดีพันธุ์นี้ เนื้อขาวแต่หวานกรอบฉ่ำด้วยน้ำด้วย ก็อุปาทานทั้งน้น เกาะอยู่กับกิเลสอุปาทานหรือตัณหา พอบอกว่าเป็นไปตามสัญญาที่เรากำหนดไว้ว่า ต้องอย่างนี้มันจึงแซ่บมันถึงอร่อย ตรง ก็ย้ำความแซ่บความอร่อยหนักเข้าไปอีกคุณก็มีอุปาทานซ้ำเข้าไปอีก ทำให้คุณอยากแรงเข้าไปอีก พออยากได้เสพอีกก็สมใจดีกว่าเก่าด้วย ความสนใจชอบใจมากขึ้นอีก ก็บันทึกตกผลึกลงไปเป็นอุปาทานแน่นเข้าไปอีก อยากใหม่อีกทีนี้ ต้องการใหม่ๆๆๆ พวกศิลปลอมก็หลอกเอาสิ่งใหม่ๆ อันนี้แซ่บอันนี้พิสดารกว่าก็ถูกหลอกเข้าไปอีกเรื่อยๆ ก็เต็มไปหมดเลยด้วยการถูกหลอกไปด้วย กี่ทีกี่ชั้นกี่ครั้งก็นึกว่าตัวเองเจริญแต่ที่จริงตัวเองติดในกิเลสหนา เห็นไหมกลับไปอย่างนี้ มันโง่ อวิชชา

สู่แดนธรรม...ทำไมคนอโศกสอนแต่เรื่องของกิน

พ่อครูว่า…จากเรื่องของกินนี่แหละ พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็น กวฬิงการาหาร รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่ตรงนี้แหละ มันอยู่ที่การกิน แม้แต่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าและก็ต้องเสวยต้องฉันต้องกิน ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานเซลล์เดียวก็ต้องกินแล้วจนถึงพระพุทธเจ้า ไม่รู้กี่ล้านเซลล์ จนกระทั่งจากปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ยังต้องกิน เห็นไหมว่าความกินนี่แหละเป็นการปฏิบัติธรรม

สู่แดนธรรม...ที่พันตำรวจโทอนันต์ เสนาขันธ์บอกว่าทำไมอโศกสอนแต่เรื่องกินตะกละตะกรามอะไร

พ่อครูว่า…ทำไมไม่พาไปนั่งหลับตา ดับภพดับชาติ อาตมาว่า ไปตรวจดู ทิฏฐิ ที่ท่านบันทึกไว้ 1-10 นี่ก็เหลือกินแล้ว ชัดเจน

 

ถามว่า อันไหน ถึงจะเรียกว่าสัมมาทิฏฐิหรืออยู่ในฐานะครู ก็เริ่มตั้งแต่อันที่ 2 ก็ได้ก็เริ่มเป็นครู ถ้าเรานับที่ทิฏฐิ 10 ครบ ก็ต้องรู้ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ 5 ข้อเป็นต้นไปจึงจะนับเป็นครู ถ้ายังไม่ถึง 5 ก็เป็นครูอนุบาล เป็นครูประถมอยู่ มันก็มีนัยยะสำคัญหมุนไปหมุนมา เข้าใจตามนี้ไปก่อนก็แล้วกัน เราเป็นผู้เรียนก็ค่อยๆรู้ไม่เป็นไรก็ตามไปก็ดีแล้ว

 

ผู้สัมมาทิฏฐิแท้ต้องจบปฏินิสสัคคานุปัสสี

ต่อมาอีกประเด็นของคุณสว่างแสงคือ อนุปัสสี 4 บรมครูผู้สัมมาทิฏฐิต่างจากผู้เป็นสัตบุรุษอย่างไร ต่างที่ว่าสัตบุรุษต้องมีความรู้ระดับ 7 สูงเข้าไประดับ 8 ระดับ 9 เข้ามหาวิทยาลัยแล้วไม่ใช่แค่อยู่ที่อนุบาลหรือประถมหรือมัธยม อยู่ขั้นอุดมศึกษาแล้ว

ผู้สัมมาทิฏฐิได้ข้อ1 บรรลุอนิจจานุปัสสี ผู้อยู่ในฐานะครูควรได้สัมมาทิฏฐิขั้นไหน

อนุปัสสี มี 4 เริ่มต้นรู้จักความไม่เที่ยงก็ถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิขั้นหนึ่ง ทีนี้ประเด็นอยากรู้ต่อไปอีกว่า แล้วขั้นไหนจึงจะถือว่าเป็นฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ ในอนุปัสสี มี 4 ถ้าคุณจะเอาแน่ใจก็ต้องเอาขั้น 4 เขารู้จักอนุปัสสีทั้ง 4

อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ถึงจะถือว่าเป็นผู้เที่ยงผู้เป็นครูอยู่ในสัมมาทิฏฐิ อย่าว่าแต่รู้เลยแต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมบรรลุทั้ง 4 ขั้นนี้ด้วย ผู้เอาแต่รู้รู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่รู้อย่างมิจฉาทิฏฐิ แต่ตัวผู้รู้นั้นเป็น ปทปรมบุคคล รู้แต่เพียงบัญญัติภาษาแต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมเลยในชาตินั้น ก็ได้ไง ก็ฟังได้ถูก เขาบรรยายให้คุณได้ฟังรู้เรื่องเลย แต่เหมือนพระ โปฐิละ สอนคนอื่นให้บรรลุธรรม แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมเลย ก็ต้องให้ตัวเองไปให้สามเณรสอน เริ่มต้นใหม่ต้องปิดหมดทุกรู เป็นแบบสมถะ เพราะว่าฟุ้งซ่านมากเลย รูออกฟุ้งซ่านมีเยอะเก็บไปหมดเลยต้องเอารูเดียวเริ่มต้นมีสมถะใหม่ ที่นั่งหลับตาก็เป็นสมถะรูเดียว มีทวาร 6 แต่ปิดหมดเลย 6 ทวารให้รู้เพียงทวารเดียวคือทวารจิต บอกให้ลืมตา ตื่นขึ้นมา ชาคริยา ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ ตบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เอามีดแทงไม่รู้ หอกแทง เช้ากลางวันเย็นทีละ 300 ดอก ก็บอกว่ามีอะไรหรือ

เหมือนกับพญานาคที่อยู่ใต้บาดาลงมงายอยู่ในบาดาล ไม่รู้กี่ปีกี่ชาติ มีพระพุทธเจ้าจะเกิดแต่ละพระองค์กินเวลานานมาก เมื่อพระเจ้าองค์หนึ่งเกิดก็ลอยถาดทองทวนกระแสน้ำก็คือลักษณะโลกุตรธรรม พอถาดกระทบกับถาดทองของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆก็เกิดเสียงดัง พญานาคก็รู้สึกได้ ว่า พระพุทธเจ้าเกิดอีกองค์หนึ่งแล้วหรือ ว่าแล้วก็หลับต่อ ไปรอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อีก อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่จะเกิดเสียงอีก แล้วก็ตื่นขึ้นมารู้ว่าพระพุทธเจ้าเกิดอีกองค์นึงแล้วหรือ แล้วก็หลับต่อ เธอเอาแต่หลับ ยิ่งกว่าหอก 100 เล่มแทงเช้ากลางวันเย็น พอกันนั่นแหละ นี่คือพวกพญานาค

ส่วนพวกพญาครุฑบินไปไม่เห็นฝุ่นไปอยู่ในวิมานไหนไม่รู้ ไปวิมานเสพกาม มีคนธรรพ์แทรกอยู่ในขนพญาครุฑ แล้วไปหลอกแอ้มเป็นชู้กับเมียพระเจ้าพรหมทัตเฉย ซ้อน คนธรรมพ์ก็คือกาม มันซึมลึกอยู่กับพญาครุฑ พญาครุฑนึกว่าเป็นเจ้าโลก ครอบครองทุกอย่าง ยิ่งใหญ่มาก เป็นพรหมทัต คือแปลว่าผู้รู้ ครอบครองวิมานใหญ่ แล้วมีคนธรรพ์ เสพเอาเนื้อกาม จากของพระเจ้าพรหมทัตมาครอบครอง แต่แท้จริงมีสิ่งที่ซ้อนลึกกินลึก มันกินลึกซึมลึกเนียนในแต่ละคนไม่รู้หรอกว่า กาม มันกินขนาดไหน

ยกตัวอย่าง หยาบๆ มหาบัว ใครก็รู้ว่าหมากพลูเป็นสิ่งเสพติด แต่เขาก็เสพติดจนตายทิ้งไม่ได้ ปากเยิ้มปากเปรอะ เป็นรูปธรรมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนจริงๆ แล้วคนที่เขาเข้าใจไม่ได้ก็เข้าใจไม่ได้ คนเข้าใจได้ก็เข้าใจได้ ลูกศิษย์ลูกหาของมหาบัว เป็นยุคก่อนอาตมานิดนึง อาตมาเป็นผู้กอบกู้เขาเป็นผู้ทำลาย อาตมามากอบกู้ได้บ้างในยุคปลายภัทรกัปป์แล้ว จะหมดศาสนา ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระสมณโคดมเป็นองค์ที่ 4 เมื่อสิ้นพระสมณโคดมถึงจะไปต่ออีกองค์หนึ่งที่เรียกด้วยชื่อว่าพระศรีอริยเมตไตรย

แต่ศรีอริยเมตไตรยไม่ใช่ชื่อคนไม่ใช่ชื่อพระพุทธเจ้าแต่เป็นตำแหน่งพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปซึ่งจะอีกนานนานมาก หมดยุคกลียุคนี้เสร็จ ตอนนี้ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติได้ในยุคนี้มีแต่พระโพธิสัตว์มาสืบทอด อาตมารับหน้าที่มา รับสืบทอดให้ได้ แล้วรับผิดชอบต้องให้ถึงพุทธกัป ไม่ใช่ภัทรกัปป์นะ แต่นี่เป็นพุทธกัปของพระสมณโคดมมีอายุ 5,000 ปี

อาตมาก็เป็นสาวกผู้ที่รับผิดชอบ จะต้องสืบทอดให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าอาตมาทำงานนี้ คุณภาพและปริมาณไม่มากพอที่จะมาร่วมกันสังขาร สังขต เนื้อหาสาระธรรมะพระพุทธเจ้ายาวไปให้ถึง 5,000 ปีได้ อาตมาก็จะต้องเกิดมาใส่อีก มันจะพอหรือจะไม่พอ ก็ยังไม่ชัดเจนเลย จึงต้องกระเสือกกระสนต่อให้ติด ถ้าอาตมาตายแล้วกว่าจะมาเกิดอีกก็ยังไม่รู้ว่าวิบากจะต้องไปอีกนานเท่าไหร่กว่าจะกลับมาเกิด แม้ว่ามีวิบากแล้วก็ยังมีเรื่องเวลา ยังมีวิบากที่จะต้องไปต่อสู้ ต้องไปรับวิบากทางด้านอื่น ที่มันทำให้เราเสียแรงงานความสามารถ เสียทั้งเวลาด้วย อาตมาก็ยังไม่รู้กรรมวิบากถึงขนาดนั้นที่เป็นอจินไตย ไม่รู้จะมีมากน้อยเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นอาตมาก็เลยไม่ประมาท อย่ารีบตาย ต่อไปให้ได้ก่อน ถ้าหากมีวิบากมาคั่นเดี๋ยวรับผิดชอบไม่ได้ เดี๋ยวทำให้ศาสนาพระพุทธเจ้าต่อไปไม่ถึงได้ อาตมาเสียเลย อาตมาจะเป็นโพธิสัตว์สอบตก เสียเวลาอีก มันก็ไม่ดี อาตมาก็ต้องกระเสือกกระสนถูลู่ถูกังไป อาตมาถึงบอกว่าอาตมาพยายามมี 8 อ.ให้ดีๆ ต้องพยายามทำทั้งพลังงานทางจิตพลังงานทางกายให้มันสังเคราะห์กันได้สัดส่วนพอเหมาะพอดี มากบ้างน้อยบ้างก็ต้องจัดให้ได้สัดส่วนพอเหมาะสมดุล สัดส่วนพอเหมาะสมนี่แหละเป็นตัวที่ทำได้ยากมากเลย แต่ก็ทำได้อยู่

สู่แดนธรรม...มีแฟนรายการทางบ้านถามมา ถามซ้อนเรื่องอนุปัสสี 4 ว่าทำไม? “ปฏินิสสัคคานุปัสสี” จึงมาทีหลัง “นิโรธานุปัสสี”

พ่อครูว่า…ก็เหมือนนิโรธ มาทีหลังนิโรธ ในอริยสัจ 4 ก็หมายความว่าวิธีการปฏิบัติให้ไปสู่นิโรธ คือมรรคมีองค์ 8 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ทำไมมาทีหลัง นิโรธ ซึ่งมันต้องอยู่ด้วยกัน นิโรธานุปัสสี หรือมรรคองค์ 8 วิธีปฏิบัติกับตัวบรรลุนิโรธ สภาวะบรรลุ กับวิธีปฏิบัติให้บรรลุมันต้องมีเหตุปัจจัยคู่กัน มันแยกกันไม่ได้ มันต้องมีทั้งคู่ เพราะฉะนั้นคุณทำนิโรธได้ คุณต้องรู้อันนี้  คุณก็เอาวิธีปฏิบัตินี้ไปสอนต่อ คุณต้องสืบสานวิธีปฏิบัติ ศาสนาก็ไม่สิ้นมันก็ไปได้ต่อ แต่ถ้ามีแต่นิโรธแล้วก็ตาย เหมือนยังอุจเฉททิฏฐิของเถรวาทในเมืองไทย บอกว่าพระอรหันต์ตายแล้วสูญ ตายแล้วไปเกิดอีกไม่ได้ มันก็ไม่ได้พาลไง เขาก็มีความรู้เท่านี้ เถรวาทเมืองไทย คืออุจเฉททิฏฐิเด็ดขาด คุณหั่นศาสนาพระพุทธเจ้าบอกว่าอรหันต์ตายแล้วสูญ เป็นมิจฉาทิฐิ ก็เลยไม่มีใครต่อ ถ้าไม่มีอรหันต์ผู้บรรลุสูงสุดถือว่าเป็นรอบสูงสุด เอาความรู้ อรหัตตผล หรืออรหันต์มาสอนได้อีก เหลือแต่อนาคามี ศาสนาพุทธก็เสื่อมไปอีกขั้นหนึ่ง ยิ่งเหลือแต่สกิทาคามี อรหันต์ก็ไม่เกิดอีกแล้ว นั่นก็จริง จริงตรงที่ว่าเมื่อถึงในยุคหนึ่ง ใกล้พุทธันดรจริงๆ ศาสนาต่อไปจะไม่มีพระอรหันต์แล้ว จะเหลือแต่อนาคามี ต่อไปก็จะเหลือแต่สกิทาคามี ต่อไปก็จะเหลือแต่โสดาบัน ต่อไปแม้แต่โสดาบันก็ไม่มี มีแต่กัลยาณชน กัลยาณชนชั้นสูง ต่อไปกัลยาณชนก็ต่ำลงเรื่อยๆก็เสื่อมลงไป โลกก็แตก ทุกอย่างก็ระเบิดสูญหายไป คนก็เริ่มมาพัฒนาใหม่ มาก่อความเจริญขึ้นใหม่

กว่าสัตว์โลกจะมาเกิดในโลกลูกหนึ่ง กว่าจะมีน้ำ จากเดิมโลกร้อนมาก น้ำอยู่ไม่ได้ ไม่มีทางเกิดสัตว์ จนกว่าจะมีน้ำ มีน้ำแล้วก็มีจุลินทรีย์เกิดในน้ำ จนกว่าจุลินทรีย์จะจับตัวกันเป็นขี้ไคลน้ำ จนกระทั่งมีพืช พัฒนาตัวเองมาเป็นพืชที่เจริญ จนกว่าพืชจะพัฒนาตัวเองมาเป็นจิตนิยาม จิตนิยามมาเป็นสัตว์ กว่าจะพัฒนาจากสัตว์เซลล์เดียวขึ้นไปอีก พูดอธิบายยังเมื่อยเลยเห็นไหม กว่าจะมาเป็นกัลยณชน สูงแล้ววนเวียนในกัลยาณชนเป็นเทวนิยมไม่รู้นานเท่าไหร่ กว่าจะขึ้นมามี อัญญธาตุรู้ได้ อ๋อ.. มาเป็นอาริยชน พัฒนาความเป็นอาริยชนขึ้นมาสู่โลกุตรธรรมจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์แล้วก็จะเป็นโพธิสัตว์สืบทอดต่อไปอีก อย่างนี้เป็นต้น มันซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้นๆที่อาตมาพูด เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปคิด ปฏิบัติตามไปกับหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีสัปปายะ อย่างน้อย 4 เสนาสนะ บุคคล อาหาร และธรรมะ

ชุมชนชาวอโศกแต่ละชุมชนครบสัปปายะ 4 นี่แหละอยู่ให้ได้ อยู่ได้สบายๆแล้ว ถ้าอยู่ได้ยังไม่สบายก็ต้องอยู่ให้สบายให้ได้ สบายก็คือสัปปายะ มันสงบ สงบที่ตน ตนไม่ก่อความเดือดร้อนด้วย ตนก็สงบด้วย

ผู้ที่จะเป็นสัมมาทิฏฐิต้องจบ ปฏินิสสัคคานุปัสสี นั่นแหละ ปฏินิสัคคานุปัสสนี คือไม่เอาสวรรค์แล้ว วนไปไม่เอาแล้ว นิ กับ สัคคะ คือไม่เอาแล้วสวรรค์ จนกระทั่งคุณสมบูรณ์ด้วยการไม่เอาแล้วเด็ดขาด ปล่อยวางทิ้งแม้แต่จะมากระทบกระแทกอย่างไรก็จบ สวรรค์ไม่มี หมดสวรรค์ เรื่องกระทบกระแทกกระเทือนกระทุ้ง มีสัมผัสอย่างไร ก็รู้ทันหมด มีปัญญารู้ทันหมด พลังงานของปัญญามีอิทธิพลมีอำนาจมาก มีรังสี ฉัพพันธรังสี จนพญามารหรือกิเลสมาในกระแส เพราะมีพลังงานรังสี 6 ชั้น ฉัพพันธรังสีกั้นไว้ เข้ามาชั้นแรกก็แย่แล้วมาร จนถูกกั้นไว้ถึง 6 ชั้นมาถึงชั้นที่ 7 ไม่ได้ เข้ามาไม่ได้ เข้าได้ชั้น 1 มาถึงชั้น 2 ก็แย่แล้ว อยู่ในหนังกำลังภายในเคยเห็นไหม ไม่มีทางถึงเนื้อใน ถ้า 7 ชั้นแล้วปลอดภัย ขนาดนั้นอาตมายังโดนแก๊สน้ำตาเลย ที่จริงน่าจะโดนลูกปืนแต่ก็ไม่โดนเป็นอจินไตย ไม่ได้พูดเหมือนท้าทายนะแต่เป็นอจินไตยจริงๆ ทำไมเราเป็นเป้าอยู่บนเวทีชัดๆ ไม่ต้องใช้ Sniper หรอก ใช้คนเล็งจริงๆก็ได้แล้ว นี่ไม่ได้ยากอะไร

แต่ก็ไม่มีใครคิดจะยิงเราไม่กล้ายิงเราเป็นอจินไตย คนไทยไม่กล้าทำเพราะคนไทยมีคุณธรรม ถ้าไม่มีมวลประชาชนคนไทยปฏิวัติด้วยความสงบไม่ได้ ถ้าไม่มีมวลคนดีเป็นอาริยบุคคลในพื้นจิตอนุสัยของคนไทยแล้ว คนไทยทั้งมวลเป็นคนดี เป็นชมพูทวีป ไม่ได้พูดเล่นนะแต่เป็นชมพูทวีปจริงๆ  เป็นดินแดนที่มีมนุษย์เจริญ มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส มีภาวะความกล้า แข็งแรงจริงๆ มีสติเต็มมีองคาพยพ 32 กับนามธรรม เจริญอย่างได้สัดส่วนเจริญอย่างโลกุตระที่แท้จริง เล็กน้อยจนถึงมาก จนกระทั่งมีโพธิสัตว์อยู่ในเมืองไทย แม้จะไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในยุคกาลนี้

ในโลกนี้ตอนนี้ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ มีแต่พระโพธิสัตว์เป็นไก่ตัวพี่ แล้วมีโพธิสัตว์ระดับน้องรองลงมาไล่ไปตามระดับลงไป โพธิสัตว์เป็นไก่ตัวพี่อยู่ในเมืองไทย ขอยืนยันว่าก็คืออาตมานี่แหละในยุคนี้ จะบอกว่าเป็นสารีบุตรมาเกิดก็ใช่ แต่ถ้าใครบอกว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรนั้น คุณอย่ามาดูถูกอาตมา พระสารีบุตรนั้นเป็นเพียงสิ่งสมมุติให้อาตมาอาศัยเจริญเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ อย่าดึงอาตมาลงไปต่ำเป็นพระสารีบุตร ถ้าอาตมาไม่เจริญกว่าพระสารีบุตรอาตมาก็ไม่เจริญสิ แค่ความรู้แค่นี้ไม่ใช่เข้าใจง่ายนะ ที่อาตมาพูดไปเมื่อกี้นี้ อาตมาไม่เป็นพระสารีบุตร แต่อาตมานี่แหละสืบทอดจากพระสารีบุตร ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นก็เป็นตัวตน ถ้าเป็นผู้ที่มายึดมั่นถือมั่นก็ไม่มีตัวตน แต่มันอาศัยกันเกิด คุณฟังเป็นมิจฉาทิฏฐิคุณก็เป็นตัวตนตายตัว คุณฟังไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิคุณก็เป็นด้วยเหตุและปัจจัยอาศัยกันและกันเกิด ก็ถูกต้องแล้ว คุณไปยึดมั่นถือมั่นอะไร ถ้าหากคุณยังยึดมั่นถือมั่นก็จะบอกว่าหลงตัวเองเป็นพระสารีบุตร ถ้าไม่ผ่านพระสารีบุตรอาตมาจะมาเป็นอย่างนี้ได้หรือ

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องมีพระสารีบุตร ไม่มีแล้วเอาสาระที่ไหนมา นี่แหละคือแก่นเนื้อแท้ของโลกุตรธรรม เอ้า..พอ ตัดตรงนี้

 

อนุปัสสี 4 โดยพิสดาร

อนุปัสสี 4 (ตามเห็นอะไรในขณะปฏิบัติสติปัฏฐาน+อานาฯ)

1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา)

2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 

3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา)

4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน)

(พตปฎ. เล่ม 14  ข้อ 288) มันก็มี 4 ขั้น

อันที่ 1 ต้องรู้ความไม่เที่ยง นามธรรมนี่แหละ เจาะเข้าไปสู่เนื้อแท้ก็คือกิเลส เอ็งไม่เที่ยงหรอกน่า เทวนิยมนั้นกิเลสสุขเที่ยง จึงเรียกว่าสุขนิยม เพราะไม่มีความรู้ไปรู้ว่าความสุขมันเป็นเพียงเหตุปัจจัยที่เป็นมายา สุขมันคือทุกข์ ทุกข์มันคือสุข มันคือตัวเดียวกันแต่มันมาหลอกคุณเอาหน้าความสุขมาหลอก แต่แท้จริงมันเป็นทุกข์เจาะใจเจาะพุงคุณอยู่ตลอดเวลา มันแยกกันไม่ได้มันเป็นภาวะคู่

เพราะฉะนั้นภาวะคู่นี้คุณต้องดับมันทั้ง 2 อย่างเลย เพราะฉะนั้นใครยังเหลือ 1 ไปยึดแต่ความสุขไม่เอาความทุกข์ ไม่ได้ ในสภาวะสัจธรรมจริง คุณจะเอาแต่สุขไม่เอาทุกข์ ไม่ได้  คุณต้องทิ้งหมดเลยทั้งสุขและทุกข์

เพราะฉะนั้นอเทวนิยมก็คือไม่มีเทวไม่มี 2 ไม่มีทั้งสุขและทุกข์ คุณต้องอ่านสภาวะอาการสุข ความทุกข์นั้นจะรู้ง่ายกว่าความสุข เพราะความสุขมันเป็นมายาหลอก ทุกข์มันเป็นตัวจริง จึงเรียกว่าทุกข์อริยสัจ ส่วนความสุขนั้นเป็นตัวหลอกจึงเรียกว่าสุขัลลิกะ เป็นตัวเก๊ตัวหลอก พยัญชนะว่าสุขัลลิกะ แต่ความทุกข์ความสุขมันตัวเดียวกัน คนเทวนิยมก็นึกว่าตัวเดียวกันนี่แหละไปยึดเราครอบครองทั้งสุขและทุกข์ ต้องอำนาจใหญ่ เราเป็นเจ้าของสุข ความทุกข์เรามีอำนาจไม่ให้มันเกิดขึ้น คุณก็หลงตัวเองว่าเก่ง เก่งที่คุณทำให้ความทุกข์ไม่เกิด ที่จริงแล้วความทุกข์มันกินไส้พุงคุณอยู่ตลอดเวลา หลอกเอาหน้าสุขออกมา แต่คุณจะไม่พ้นสภาวะคู่ คุณยังต้องสูงต้องต่ำ วนขึ้นไปสูงแล้วคุณก็ต้องวนลงมาต่ำ สูงมากคุณก็ต้องตกมาต่ำมาก ทุกอย่างต้องมี 2 ด้าน เวียนกันอยู่อย่างนี้ ถ้าคุณจะเวียนอยู่อย่างนั้นกับ 2 มันก็นิรันดร คุณต้องลดให้เป็น 1 นิ่งๆๆ จนกระทั่งเป็น 0 จนกระทั่งคุณต้องทำ 0 ให้นิ่งเลย เป็น 0 ที่นิ่งเลยจบได้อย่างถาวร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

คุณจึงจะมีเวลา แล้วใช้เวลาของโลกเรียกว่า กาละ ทำตนเองให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้จบเสร็จ ใช้เวลาฝึกตน จนแยกธาตุจิตของตนเองเป็นดินน้ำไฟลมให้ได้ แล้วคุณก็ใช้เวลาใดเวลาหนึ่งที่คุณเป็นอรหันต์แล้ว เป็นโพธิสัตว์ อย่างอาตมานี้รู้ดี คุณ จะแยกเมื่อไหร่ พอก็จบปรินิพพานเป็นปริโยสานเมื่อนั้น เมื่อแยกเป็นดินน้ำไฟลมแล้วก็หมดอัตตา อย่างพระพุทธเจ้าบอกว่าเราพังยอดเรือนของเธอแล้วมาร มารจะต่อเรือนไม่ติดอีกแล้วไม่มีเรือน เรียกเป็นพยัญชนะไปหาเคหะคือเรือน สร้างเรือนไม่ได้แล้ว หมดที่อาศัย พังเรือนเหตุที่อาศัยเท่านั้น คุณก็ไม่มีที่อยู่

ก็ขอเตือนพวกเราชาวอโศก ที่อยู่ที่นี่มีที่อยู่แต่ก็เลือกมาก ดิ้นรนเหมือนหมาขี้เรื้อน อยู่ตรงนั้นก็ไม่สุขอยู่ตรงนี้ก็ไม่สุขแล้วไปโทษนั่นโทษนี่ อยู่ที่ไหนก็ได้ที่นี่ พูดไปนี่ เจ้าตัวถ้ารู้มีปฏิภาณขณะนี้ ทำให้อาตมาต้องวุ่น แค่นี้ก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ไม่โตสักที พอ..จบเรื่องนี้ นี่ก็ให้ประโยชน์แก่พวกที่น่าจะมีประโยชน์ หลายคน ใครรู้ตัวก็ทำเอาก็แล้วกัน

อนิจจานุปัสสี ต้องรู้ความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงของกิเลส แล้วกิเลสมันไม่เที่ยงอย่างไรก็คือมันลดน้อยลงไม่เท่าเก่าแล้ว นี่คือไม่เที่ยง เที่ยงคือ มันก็อยู่ตรงเก่า ไม่เที่ยงก็คือมันมากขึ้นก็ได้ น้อยลงก็ได้ น้อยลงนี่คือความจางคลาย ถ้ามากขึ้นก็คือความทวี ปฏิภาคทวี ทับถม 2 เป็น 4  4 เป็น 8  8 เป็น 16  16เป็น32 เป็นแบบยกกำลังไปเลย คุณจะเอาไหม ก็ไม่เอา ระวังเถอะเอาแต่รู้แต่ไม่ทำสภาวะขยายเจาะลึก ถ้าขยายเจาะลึกก็จะเห็นความจางคลาย

เมื่อจางคลายถึงระดับหนึ่งก็จะเป็นนิโรธดับ ก็จะรู้ว่าความดับกับความจางคลายมันเหลือน้อยกับหมด จนกระทั่งดับไม่มีแล้ว กับความมีที่น้อยนิดต่างกัน คุณเห็นความต่างได้รายละเอียดแค่ไหนก็คือภูมิธรรมของแต่ละคน แต่เห็นความต่างที่ละเอียดได้เท่าไรคุณก็มีภูมิธรรมที่สูง ถ้ายังเห็นความหยาบ ยังเป็นความละเอียดอยู่คุณก็มีภูมิธรรมต่ำ ที่ใช้พยัญชนะแทนสภาวะให้ฟัง ตามจริง

รู้จักความจางคลายจนกระทั่งรู้จักความดับ ก็เห็นความต่างระหว่างความจางคลายกับความดับเป็นภาวะ 2 จนกระทั่งดับสนิทดับถาวร ความดับ กับดับสนิท กับดับถาวร ดับยั่งยืนดับนิรันดร ดับไม่กลับกำเริบ ต่างกันไหม ดับยังไม่จบที่กลับกำเริบ กับดับที่จบแล้วไม่กลับกำเริบต่างกันไหม ก็ต่างกัน คุณก็ทำสภาวะนั้น จนกระทั่งดับ อาตมาก็กลับไปขอขยายอีกที

สภาวะของกุศลอกุศล กุศลธรรมและอกุศลกรรมมันมีจบ คุณทำกุศลธรรมมากจนกระทั่งกาละวิ่งมาไม่ทัน คุณปรินิพพานเป็นปริโยสานก่อนกุศลก็หายไป กาละก็หายไป เหมือนกับ วังคีสะ เก่งรู้จักวิญญาณอยู่ในมหาจักรวาลนี้ อยู่ไหนก็ค้นพบหมด แต่พระพุทธเจ้าเอากะโหลกพระอรหันต์มาให้วังคีสะเคาะ บอกว่าวิญญาณอยู่ไหนนะ วังคีสะก็ใช้ความรู้อย่างวิเศษ ก็ยังไม่เห็น ว่าวิญญาณพระอรหันต์อยู่ที่ไหน ก็จะไปเห็นได้อย่างไรเพราะท่านเป็น 0 ไปแล้ว จากจักรวาลจากกาละ ไม่มีอยู่ในกาละ ไม่มีอยู่ในการเคลื่อนของทุกสรรพสิ่งที่เรียกว่ากาละ

กาละ มีพยัญชนะ ก กับ ล

ล คือเศษวรรค ตัวที่ 3 ย ร ล เป็นสามเส้าที่ครบวงวน

ก คือ ตัวที่ 1 ของพยัญชนะ ตัวตั้งเป็นตัว static  กับ ล เป็น dynamic

ตอนแรกก็เป็น กลล เป็นน้ำ เริ่มต้นเป็นจุดอาโปธาตุเป็นน้ำ จากน้ำก็มีเซลล์เกิด

 

สรุปจบตรงที่ว่าเมื่อผู้จบก็รู้จักนิโรธก็รู้จักวิธีทำให้เกิดนิโรธ ก็ไปสอนวิธีดับนิโรธ วิธีทำให้นิโรธให้แก่ผู้อื่นสืบทอดต่อ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าคุณตายแล้ว นิโรธดับสูญทิ้งไปแล้ว คุณไม่สืบทอดต่อ มันก็จบสิ เพราะฉะนั้นผู้ไม่รู้ก็สืบทอดไม่ได้หรือสืบทอดด้วยมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมันก็ต่อ ถ้าผู้ที่สัมมาทิฏฐิหมดแล้วไม่สืบทอดแล้ว นั่นแหละเริ่มต้นกลียุคจะค่อยๆเกิดขึ้นจะมีความเสื่อม ชรตา จนหมดเลยหมดโมเมนตัมก็จบทั้งนั้น กาละ ก็ไม่มีอะไรสืบทอดอีกก็เกิดความว่างเรียกว่าพุทธันดร ช่วงตอนในระหว่างที่ไม่มีศาสนาพุทธ เรียกว่าพุทธันดร อย่างนี้เป็นต้น

สรุปแล้ว ผู้รู้นิโรธจะต้องมาต่อเชื่อมวิธีปฏิบัติให้ถึงนิโรธไว้ ให้มีคู่นึง นิโรธกับวิธีปฏิบัติ

ความไม่เที่ยงกับความจางคลายเป็นคู่หนึ่ง นิโรธกับปฏินิสสัคคะ เป็นอีกคู่หนึ่งเป็นเทวะ 2 คู่ จบแล้ว อนิจจานุปัสสี 4

 

สู่แดนธรรม...กระบวนการปฏิบัติธรรมด้วยอานาปานสติ จนเห็นอนุปัสสี 4 นี้ จริงๆแล้วมันยังไม่จบครับ เพราะอานิสงส์ในการบำเพ็ญอานาปานสติ เจริญแล้วให้มากแล้ว มันจึงจะมีผลส่งต่อไปเพื่อที่จะให้เจริญสติปัฏฐาน 4 นิโรธานุปัสสีจึงไม่ใช่ตัวจบของอานาปานสติ ต้องไปทำการย้อนทวนจึงจะไปสู่สติปัฏฐาน 4 ขั้นต่อไป

พ่อครูว่า…คือมีความจบความตัด รู้จักตัดรู้จักต่อ รู้จักตัดก็ตัดได้อย่างเด็ดขาด ผู้รู้จักต่อก็ต่อได้เด็ดขาด เมื่อเกิดความมีคุณก็ยังมี มีคุณก็ทำ เมื่อคุณตัดคุณปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้วคุณก็หมดไป ชีวะนั้นก็หมดไป ชีพนั้นก็หมดไป ผู้ที่ยังต่อก็ต่อกันไป ก็เอาทฤษฎีวิธีปฏิบัติมาสืบทอดเข้าไปสู่ความจริง

ผู้มีสัมมาทิฏฐิรู้จักวิธีปฏิบัติกับความจริงที่เป็นนิโรธแท้ๆสัมมาทิฏฐิที่เป็นจริงได้ ก็สืบทอดอันนี้ไปได้ จนกว่ามันจะเสื่อมลงจนกระทั่งไม่เหลือ มันก็ลดลงอย่างที่อธิบายไปแล้ว อย่างเมื่อกี้นี้ สุดท้ายก็เป็นพุทธันดร ไม่มีศาสนาพุทธ ไม่มีโลกุตรธรรม จนกว่าผู้ที่จะเกิดมามีวิญญาณมีธาตุรู้ที่จะสืบทอด แต่แน่นอนโลกุตระนั้น ไม่ได้เป็นวิญญาณมาก ไม่ได้มีมาก วิญญาณโลกุตระเป็นวิญญาณส่วนน้อยของวิญญาณทั้งหลาย ก็เอาไว้แค่นี้ก็แล้วกันสำหรับตัวต่อตัวนั้น

 

_วาส ทองจันทร์ : กราบนมัสการพ่อครูครับ ผมอยากได้หนังสือเปิดยุคบุญนิยมต้องโทร.ไปที่สำนักพิมพ์กลั่นแก่นโดยตรงไช่ไหมครับ หรือที่ไหนกรุณาขึ้นตัววิ่งให้ด้วยครับ

 

_ส.คิดถูก : กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูง

วันที่ 16 มิถุนายนผมได้ฟังพ่อครูเทศน์ ช่วงหนึ่งพ่อครูพูดว่า ถ้าไม่รู้จักกายในกายที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้

 ผมเข้าใจตามนี้ไม่รู้ถูกหรือเปล่า? ... กายในกายคืออะไร

กายในกายคือเวทนา สัญญา สังขาร  วิญญาณ

เวทนาในเวทนา  คือ ความรู้สึก เวลากระทบผัสสะ  คือสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์

พ่อครูว่า…กลางอย่างสมถะก็ได้ แต่ความรู้สึกอย่างกลางอย่างรู้ความจริงตามความเป็นจริงทุกอย่างเลย จะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง จะเป็นวัตถุ เป็นสัตว์ เป็นคน จะเป็นพืช เป็นดินน้ำไฟลมอย่างไร ก็รู้ความจริงทุกอย่างไม่ได้สงสัยอะไร ผู้รู้เข้าใจความรู้สึกที่กระทบที่เรียกว่าเวทนา ตามเป็นจริงทุกอย่าง

เวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างกดข่มนั้นเวียนกลับได้ แต่ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างอุเบกขา คือสภาวะรู้แจ้งเห็นจริงเลยรู้ แต่ไม่มีจิตกระดิกเลย อาการจิตเจตสิกต่างๆรู้เฉยไม่ไหวติงอะไร เรียกว่า ไม่มีอาการใดๆ เรียกอีกศัพท์ว่า อเนญชา (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์เป็นพยัญชนะ คำว่าอุเบกขาก็เป็นพยัญชนะ

ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นตัวเปรียบเทียบของสภาวะ 2 คือสุขกับทุกข์

อุเบกขาคือความบริสุทธิ์จากกิเลส บริสุทธิ์จากเหตุที่มันทำให้เกิดความสุข ความทุกข์ ที่ยังสุขยังทุกข์อยู่ ก็คือเพราะว่ามีตัวอวิชชาตัวโง่ตัว ไม่รู้ทันมายาไม่รู้ทันนักเล่นกล มันมาหลอกเราว่ามีแต่ความสุข แต่ที่จริงความสุขความทุกข์มันแยกกันไม่ออก คุณเอาสุขไปคุณก็ได้ทุกข์ไปด้วย แล้วผู้ที่ชัดเจนจะเห็นแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มันมาหลอกเราว่าเป็นสุข พูดให้ชัดเจนแล้วมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ทำให้ทุกข์มันดับด้วยดับเหตุก็จบ โดยไม่ไปหลงความสุข จะชัดเจนว่าปัดโธ่เอ๊ยมันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ก็ดับเหตุที่มันทำให้ทุกข์หมด ความสุขก็หมดไปด้วยเพราะความสุขกับความทุกข์มันแยกกันไม่ได้ก็เลยต้องดับไปหมด เมื่อดับความทุกข์ความสุขก็ดับไปด้วยเมื่อดับคู่เทวะก็ตาย ไม่มีเทวะ

เทวะใหญ่ขนาดไหนเป็นพระเจ้าก็ถูกดับ เพราะเทวะคือรูปนามคือธาตุรู้ที่สำคัญ พระเจ้า ไม่รู้จักสุขจากทุกข์ แต่ติดความสุขจนกระทั่งรู้ความทุกข์ไม่เป็น พระเจ้ามีซาตานแต่พระเจ้าไม่เคยรู้ตัวซาตานที่อยู่กับตัวเองเลย นั่นคือพระเจ้าไม่รู้จักตัวเอง พระเจ้าไม่เคยศึกษาตัวเองอย่างถ่องแท้ พระเจ้าก็เลยหลงความสุขอยู่กับความสุขนิรันดร

ทุกวันนี้เป็นนี้เป็นอย่างนั้นอยู่ ต้องมาศึกษาโลกุตระว่ามันยึดถือเอาไม่ได้ จนกระทั่งหมด เห็นว่าความสุขไม่มีความทุกข์ไม่มี มันไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่อัตตามันไม่ใช่ปรมาตมัน ขั้นพระเจ้าก็ไม่ใช่ มันเป็นเหตุปัจจัย 2 อย่างเท่านั้นเองปรุงแต่งกันอยู่

ผู้ที่ล้างสุขทุกข์ ล้างภาวะคู่ให้หมดไปได้จริง อธิบายสภาวะก็ซ้อนอยู่ในพยัญชนะนั้น ก็เท่านั้น ดับเทวะได้ดับสุขดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ว่าไปไม่มีสุขไม่มีทุกข์อยู่เพราะสะกดไว้ แต่ดับได้เพราะดับเหตุๆๆ ดับสมุทัยของมัน ดับเหตุของมัน

พยัญชนะแยกแยะสมุทัย คือหักปลายยอดของวิมานของมารพังไปเลย เป็นต้น

 

หทยรูปกับสมุทัย

ใน “สุข-ทุกข์”นี้ ท่านคิดถูกถามมาต่อ

_ส.คิดถูก : จิตในจิตคือกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด และ จิตที่กิเลสเบาบางลงจนกระทั่งจิตที่ปราศจากกิเลส

ธรรมในธรรม คืออารมณ์ ต่างๆที่เกิดจากจิตทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล

พ่อครูว่า…กุศลกับอกุศลคือสภาวะดีชั่ว ส่วนสภาวะของโลกุตระ ดีกับชั่วก็เป็นสภาพ 2 มีกับไม่มีก็เป็นสภาพ 2 เพราะฉะนั้นดับสภาพ 2 เลยคือโลกุตระ ส่วนโลกียะนั้นยังมี 1 แล้วเอา 1 เป็นยอดเอาดีๆๆๆ เป็นกุศล กุศลเป็นพยัญชนะแทนสภาพมีนิรันดร มีกุศลก็ต้องมีอกุศลเพราะต้องมีสภาพคู่ แต่พระเจ้าหลงกุศล ไม่รู้จักอกุศลไม่รู้จักสภาวะ 2 ไม่รู้จักดับสภาวะ 2 และหลง 2 นั้นว่าเป็น 1 คือข้า ตัวข้าใหญ่ที่สุด เลยปิดความรู้หมดเลยนึกว่าตัวเองจบ เพราะเป็นพระพรหมเป็นพระเจ้าข้านี่แหละใหญ่ ใครจะมาถามว่าดินน้ำไฟลมไม่ตั้งอยู่ที่ไหนอย่ามาถามเพราะตัวข้านี่แหละใหญ่ๆ เขาก็บอกว่าถามว่าดินน้ำไฟลมไม่หยั่งลงณที่ไหน ถามไป 3 ครั้ง พระพรหมก็บอกว่าอย่ามาถามข้าต่อหน้าบริวารนะ ข้าก็เสียหน้าสิ ให้กลับไปถามพระพุทธเจ้า

เดี๋ยวนี้เรารู้มารแล้วหักเรือนยอดของเธอแล้ว คุณก็รู้เองว่าอะไรที่หมดแล้ว หมดสุขหมดทุกข์แล้วไม่มี 2 แล้วเป็น 0 คุณก็รู้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ จิตที่เป็น 0 เป็นดินน้ำไฟลมไปแล้วมันไม่ปรุงแต่งอะไรเป็นชีวะเป็นพืช หรือจะต่องแต่ง หรือเป็นพืชยังมีชีวิตอยู่นิดหน่อย คุณก็ทำให้เป็น 0 เป็นดินน้ำไฟลมไปสิ พีชะมันก็ไม่ถูกหรอก เพราะพีชมันเป็น 1 เท่านั้นไม่ทุกข์ไม่สุข มันก็ สุข คือว่างนั้นแหละดี สุ คือดี ข คือว่าง ว่างนั่นแหละดี มันก็มีความหวังอยู่กับอากาสานัญจายตนะ คุณก็ยังเสพอากาศว่างๆ อยู่ในท้องฟ้าอากาศท้องฟ้า อากาศกับท้องฟ้า คือ ท กับ ย แล้วคุณก็หลง ท กับ ย ว่า คือ ห คือจริง ๆๆๆ ก็เลยมี หทย แท้จริงมันคือ สมุทยะ

สมุทยคือ ตัวเคลื่อน หทย คือตัวตั้ง

สมุทย คือมีทั้ง ส ม ท ย แล้วแถม ตัว ม คือจิต มีทั้งสาม อะ อิ อุ

สามเส้าของ ส คือพลังงานตัวที่ 5 ใน ย ร ล ว ส พลังงานตัวเกิด พลังงานตัวครึ่งหนึ่งของ 9 เอ็งยังเกิดอยู่นะ สมุ ต้องอย่าให้มีเกิด จึงจะหมด สมุ

ผู้ใดหมด สมุ ได้ไม่มี 3 ก็เหลือแต่ ส กับ ม ก็ใช้อันนี้แหละเป็นตัวฐานให้ใช้อาศัย สมะ แปลว่าสงบ แปลว่าเรียบร้อย แปลว่า พระอรหันต์ด้วย สมณะ ตัว ณ ก็คือ อาศัยตั้งอยู่ ณ ตัวนี้เป็น ณ.เณร ตั้งอยู่นะมันยังไม่เต็ม ถ้าเต็มแล้วก็เป็นตัว น.หนู

ณ เป็นกาละ แต่ น นี่ไม่มีอะไรเลย ไม่

หมดเวลา


640804_พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ - ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 วันพุธที่ 4 สิงหาคม  2564 ณ บวรราชธานีอโศก ชมวิดีโอได้ที่นี่ ฟังเทปบันทึกเสียงได้ที่น...